|0 คอมเมนต์
อ่านแล้วก็รู้สึกยินดีครับ ที่ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นกัน หลายรุ่น หลายประสบการณ์ รวมถึงคนที่เป็นอาชีพอื่นที่อุตส่าห์มาอ่านที่พวกเราบ่น
จริง ๆ ผมก็ไม่อยากให้คนข้างนอกเข้าใจผิดนะครับ ผมเคยบอกไว้คร่าว ๆ แล้วว่า ผมเห็นด้วยว่ามีหมอบางส่วนที่ทำไม่ดีจริงและระบบก็ควรมีการตรวจสอบหรือลงโทษ แต่การตรวจสอบและลงโทษนั้นผมขอเถอะครับ อย่าได้ลากเอาหมอที่ดีซึ่งผมเชื่อว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่เข้าไปรับเคราะห์ตรงนั้นด้วย ที่ผมต้องบอกแบบนี้เพราะปัจจุบันนี้ถ้าหมอออกมาคัดค้าน ความรู้สึกของคนข้างนอกผมเชื่อว่าไม่มากก็น้อยมักจะมีอคติว่า "เข้าข้างพวกเดียวกัน" หรือ "ประท้วงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง" ทั้ง ๆ ที่หลายคดีพอตัดสินว่าแพทย์ไม่ผิดก็อาจจะไม่ลงข่าวหรือลงเป็นข่าวคอลัมน์เล็ก ๆ ในนสพ.หน้าหลัง ๆ แต่ที่สำคัญคือผมยังไม่เคยเห็นแพทย์ที่โดนดำเนินคดีแล้วไม่ผิด "ฟ้องกลับ" นะครับ ทั้ง ๆ ที่มันทำลายเครดิตชื่อเสียงที่เค้าสะสมมาพอสมควรทีเดียว ยังไม่นับความเจ็บปวดทางด้านจิตใจที่ต้องได้รัับ
ระบบตรวจสอบมันก็เหมือนกับการรักษาโรคมะเร็งน่ะครับ คุณต้องการรักษามะเร็งซึ่งอาจจะเปรียบได้กับคนที่ทำไม่ดี คุณก็ควรที่จะทำลายแต่เฉพาะมะเร็ง แต่ถ้าการรักษานั้นทำให้เนื้อดี ซึ่งเป็นเนื้อส่วนใหญ่ของอวัยวะนั้น ถูกทำลายไปด้วย สุดท้ายอวัยวะนั้นก็อยู่ไม่ได้ จนถึงบทสุดท้ายถ้าอวัยวะล้มร่างกายก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน
สิ่งที่พวกเรากลัว หมายถึงระบบสาธารณสุขในอนาคตแบบที่ผมหรือท่านอื่นเกริ่นออกไป รวมถึงบทความใน FB ผมว่ามันเกิดแน่นอนครับ ซึ่งจริง ๆ สิ่งที่ผมเคยบอกไปผมพูดจำกัดแต่ในรพ.รัฐด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงในวงการรพ.เอกชน ปัญหาต่าง ๆ มันล้ำหน้าไปมากแล้ว ถ้าจะมองเป็นเรื่องของการลงทุนลองไปอ่านบทความของดร.เรื่องล่าสุด "Mega Trend" แล้วลองมองย้อนกลับมาที่ระบบสาธารณสุขไทยครับ สุดท้ายมันก็คงเดินตามแบบประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นอเมริกา ญี่ปุ่น ทั้งเรื่องการฟ้องร้อง การขาดแคลนแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูง ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนจากหมอกับคนไข้เปลี่ยนเป็นผู้ให้การบริการและผู้มาใช้บริการ คล้ายกับการใช้บริการของธนาคาร ร้านโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องกลัวครับผมกล้าบอกเลยว่า "โดนแน่ ๆ" ครับ และ "เอาไม่อยู่" ด้วย
แล้วทำไมผมถึงคิดว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้ามันก็น่าจะเป็นแบบเดิม ผมขอขยายภาพหน่อยนะครับ ลองนึกภาพดูว่ามีเก้าอี้สามขา ขาแรกคือพรรคการเมืองที่คิดระบบประชานิยมนี้ ขาที่สองคือพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ขาที่สามคือข้าราชการประจำระดับสูงที่มีส่วนในนโยบายสาธารณสุขของประเทศ เก้าอี้สามขานี้รองรับระบบสาธารณสุขเหมือนของที่อยู่บนเก้าอี้ ทีนี้ถ้าขาใดขาหนึ่งหัก อีกสองขาก็จะล้มลงไปข้างที่หัก ลองดูทีละกรณีนะครับ
กรณีแรก ขาแรกหัก นั่นหมายถึง มีการล้มระบบนี้โดยพรรคการเมืองที่คิดระบบนี้ขึ้นมาเอง สิ่งที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับยอมรับว่าระบบที่คุยนักคุยหนาว่าทำแล้วดีจริง ๆ แล้วก็ล้มเหลว ยังไม่นับจะโดนขาที่สองทับใส่อ้างว่าบอกแล้วไงว่าทำไม่ได้ สรุปแล้วกรณีนี้ไม่มีทางเป็นไปได้
กรณีที่สอง ขาที่สองหัก หมายถึงระบบถูกล้มโดยพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้คิดระบบนี้ สิ่งที่ตามมาคือประชาชนส่วนใหญ่จะไม่พอใจเพราะ "คนอื่น" เคยทำแบบให้ฟรี แต่ทำไมคุณทำให้เค้าต้องจ่าย ยังไม่นับว่าขาเก้าอี้อันแรกก็คงใช้จังหวะนี้บอกประชาชนว่าเห็นไหมถ้าผมอยู่ท่านก็ไม่ต้องเสียเงิน สรุปแล้วกรณีนี้ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะเก้าอี้ขาที่สองไม่ต้องการจะเป็น "แพะ"
กรณีที่สาม ขาที่สามหัก หมายถึงข้าราชการประจำที่มีอำนาจในการผลักดันนโยบาย เป็นคนล้มระบบนี้ ดูเหมือนน่าจะเป็น "ความหวัง" แต่ผมเชื่อว่าก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน เพราะข้าราชการเหล่านี้อยู่ในระดับสูง อาจจะอยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่ปี่ก่อนเกษียณ เรื่องอะไรเค้าต้องไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน สู้อยู่ไปตาม "กระแสลม" จนเกษียณแบบจบสวย ๆ ดีกว่าไปหาเรื่องแล้วโดนเด้ง ยังไม่นับว่าข้าราชการอีกส่วนหนึ่งหวังผลด้านการเมืองหลังเกษียณด้วย สรุปกรณีนี้ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมยังไม่ได้พูดถึงนะครับ ประเด็นที่ว่าคือในปัจจุบันต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังนิยมให้แพทย์เป็นผู้กำหนดหรือเลือกแนวทางการรักษาให้ ในขณะที่ทางตะวันตกผู้ป่วยกับแพทย์มักจะช่วยกันกำหนดแนวทางการรักษาโดยอาศัยข้อมูลที่แพทย์ให้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ฝรั่งบางคนถือ paper งานวิจัยมา discuss กับแพทย์
ทีนี้ถ้าแนวโน้มมันเดินตามตะวันตก ลองคิดเล่น ๆ นะครับกับสองกรณีที่ผมจะยกตัวอย่าง
กรณีแรก คนท้องอายุเกิน 35 ปี มีความเสี่ยงของการเกิด Down' s syndrome ฉะนั้นในที่ที่ตรวจได้จะมีการเจาะ amniotic fluid ไปดูโครโมโซม คำถามคือการตรวจแบบนี้น่าจะทำได้ในรพ.เช่นรร.แพทย์หรือรพ.ใหญ่ ๆ บางแห่ง สมมติมีคนไข้อายุเกิน 35 ปี อยู่จังหวัดไกล ๆ คลอดลูกออกมาเป็น Down' s syndrome เกิดฟ้องแพทย์ผู้ทำคลอดว่าไม่มีการแนะนำให้ตรวจโครโมโซม (ซึ่งจริง ๆ ถ้าแนะนำจะยอมไปหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ) จะถือว่าแพทย์ผิดหรือไม่
กรณีที่สอง ตอนนี้นิยมเรื่องการผ่าตัดแผลเล็ก สมมตินะครับคนไข้เป็นโรคหนึ่งที่ต้องรักษาโดยการผ่าตัด สมมติว่าการผ่าตัดนั้นมีหลายเทคนิค เช่นส่องกล้องผ่าตัดกับการผ่าตัดปกติ และสมมติอีกเช่นกันท่านเลือกการผ่าตัดแบบปกติให้ อาจจะเนื่องจากรพ.ของท่านไม่มีกล้องหรือท่านไม่ชำนาญกับเทคนิคนี้ และสุดท้ายผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดแบบปกติ แล้วจะมาเอาผิดคนที่ผ่าตัดว่าทำไมไม่ทำหรือไม่ส่งตัวไปรักษาแบบส่องกล้องซึ่งมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า แบบนี้จะถือว่าแพทย์ผิดหรือไม่
ที่ผมยกตัวอย่างสองกรณีข้างต้น ผมเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันนะครับว่า แพทย์ผิด ระบบผิด หรือจริง ๆ ไม่มีใครผิดแต่คนไข้ผิดที่ดันเกิดเป็นคนไทย อยากฟังความเห็นท่านอื่น ๆ ครับ
จริง ๆ ระบบมันจะดีได้ โครงสร้างของระบบ บุคลากรมันต้องพร้อมทั้งคู่ ถ้ามีหมอเก่ง แต่โครงสร้างห่วย สุดท้ายระบบมันก็ห่วยครับ