ผมชักสนใจ อีกตัวหนึ่งแล้วซิ(ไม่ใช่สองตัวนี้นะ) ไม่รู้ว่าจะทันเค้ามั้ย

30 บาท...ทุกหุ้น
สุดา : พักนี้ทำไมหุ้นโรงพยาบาลวิ่ง?
สุระ : ก็เพราะมีคนไข้มากขึ้น
สุดา : เกิดเหตุอะไรต้องเข้าโรงพยาบาล?
สุระ : อ๋อ! ก็บาดเจ็บมาจากตลาดหุ้นนะสิ
หุ้นโรงพยาบาลเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยจะมีใครสนใจมานาน และก็คงจะไม่สนใจต่อไปอีกนานแม้ว่าราคาของหุ้นโรงพยาบาลบางตัวจะปรับตัวขึ้นมากเปรียบเทียบกับดัชนีตลาดที่หงอยเหงาในช่วง 3 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
เหตุที่นักลงทุนไม่สนใจหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลนั้น ผมคิดว่าเป็นเพราะหุ้นโรงพยาบาลนั้นเป็นหุ้นที่ไม่มีเสน่ห์เลยในสายตาของคนเล่นหุ้น
ข้อแรกก็คือกิจการโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่ไม่หวือหวา รายได้ไม่เพิ่มรวดเร็ว กำไรก็เป็นแบบเดียวกัน คือไม่มีโอกาสที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะฉะนั้นคนที่ซื้อหุ้นอาจจะต้องรอนานกว่าที่ราคาหุ้นจะปรับตัวให้ขายได้กำไรเร็ว ๆ
ข้อที่สองที่ทำให้นักลงทุนไม่อยากแตะหุ้นโรงพยาบาลก็คือ หุ้นในกลุ่มนี้เป็นหุ้นตัวเล็กที่ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ประเภท ซื้อได้ แต่ ขายไม่ได้ ดังนั้นคนที่เล่นหุ้นระยะสั้น ซึ่งเป็นนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดจึงไม่สนใจ เช่นเดียวกับกองทุนหรือสถาบันการลงทุนเองก็ไม่อยากหรือไม่สามารถลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้
ข้อสุดท้าย ก็คือโรงพยาบาลที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นโดยเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ทั้งหลายต่างก็ได้ทำร้ายตัวเองโดยการขยายกิจการออกไปมากมาย บางบริษัทนอกจากจะเปิดโรงพยาบาลใหม่ ๆ แล้วก็ยังไปลงทุนทำคอนโดหวังขายให้หมอหรือพยาบาลจนทำให้กิจการมีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้
ทั้งหมดนั้นทำให้หุ้นโรงพยาบาล ตายสนิท มานานหลายปีจนคนแทบจะลืมไปแล้วว่ายังมีหุ้นโรงพยาบาลซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำเกือบทั้งหมดในประเทศนั้นจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
หุ้นโรงพยาบาลอาจจะไม่เป็นที่สนใจของนักเล่นหุ้นทั่ว ๆ ไป แต่ในฐานะของ Value Investor กิจการโรงพยาบาลนั้นถือว่าเป็นธุรกิจที่ไม่เลวนักด้วยเหตุผลหลายข้อ
ข้อแรกก็คือ บริการการรักษาพยาบาลเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยที่การแข่งขันถูกจำกัดโดยตำแหน่งที่ตั้ง และคุณภาพของบริการ ซึ่งเมื่อองค์ประกอบสองข้อนี้ลงตัวแล้ว ลูกค้ามักจะติดไม่เปลี่ยนไปใช้บริการที่อื่น ดังนั้น การแข่งขันทางด้านราคาจึงมีจำกัด
ข้อสองก็คือ ธุรกิจของโรงพยาบาลมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับรายจ่ายต่าง ๆ ก็ค่อนข้างคงที่ เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลที่มีลูกค้าเพียงพอจึงมีกำไรค่อนข้างแน่นอน และมักจะไม่ถูกกระทบโดยปัจจัยภายนอกมากนัก เรียกว่าเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive
ข้อสุดท้ายก็คือ โรงพยาบาลขายสินค้าเป็นเงินสด และต้องการเงินลงทุนใหม่ไม่มากเหมือนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ดังนั้น โรงพยาบาลมักจะสามารถจ่ายปันผลในอัตราที่สูงเมื่อมีกำไร เพราะโรงพยาบาลมักจะมีกระแสเงินสดที่ดี
กล่าวโดยสรุปก็คือ โรงพยาบาลที่ดำเนินการมาจนอยู่ตัวและมีกำไรแล้ว เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ สามารถคาดการณ์ผลการดำเนินงานได้ค่อนข้างแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงเป็นธุรกิจที่ไม่เลวนักหากราคาหุ้นต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับกำไรหรือปันผลที่จะได้รับจากบริษัท
ประเด็นสำคัญอีกข้อหนึ่งที่จะต้องพิจารณาก่อนลงทุนในหุ้นโรงพยาบาลก็คือ โรงพยาบาลนั้น ได้มีการปรับโครงสร้างและลดภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นในช่วงของการขยายงานจนอยู่ในระดับที่สามารถรับได้หรือยัง ถ้าคำตอบก็คือใช่ การลงทุนในหุ้นของโรงพยาบาล ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ Value Investor จะพิจารณาในภาวะที่ตลาดหุ้นกำลังตกต่ำจากความไม่แน่นอนภายนอก
ผมได้ตรวจสอบดูผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงพยาบาลในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะในไตรมาสที่สอง และครึ่งปี 2545 แล้วก็พบว่า กิจการโรงพยาบาลน่าจะกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจน เพราะดูแล้วน่าประทับใจมาก
ในช่วงไตรมาสที่สอง กลุ่มโรงพยาบาล 13 แห่ง มีเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่ขาดทุนอยู่ซึ่งก็คือ โรงพยาบาลพญาไท (PYT) และสมิติเวช (SVH) ซึ่งน่าจะเป็นการขาดทุนเนื่องจากที่ยังปรับโครงสร้างไม่เสร็จ แต่ที่สำคัญก็คือ โรงพยาบาลเกือบทั้งหมดมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น จะมียกเว้นก็คือโรงพยาบาลกรุงเทพ (BGH) และวิภาวดี (VIBHA) ซึ่งกำไรลดลง
ถ้าตัดโรงพยาบาลที่ยังปรับโครงสร้างไม่เสร็จและยังขาดทุนอยู่ 2 แห่งดังกล่าวออกไป ผลการดำเนินงานไตรมาสสองปีนี้ของกลุ่มโรงพยาบาลดีขึ้นมากถึง 70% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนคือเพิ่มจากกำไร 226.8 ล้านบาทเป็น 386.2 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับกำไรของไตรมาสหนึ่งในปี 2545 ที่มีกำไร 261.7 ล้านแล้ว ก็เป็นการเติบโตของกำไร 48%
ในด้านของฐานะการเงินซึ่งมองจากยอดหนี้สินที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งมีกับสถาบันการเงินนั้นตัวเลขล่าสุดคือ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2545 แสดงให้เห็นว่าโรงพยาบาลเกือบทุกแห่งมีหนี้น้อยลงจนอยู่ในระดับปลอดภัยไม่มีปัญหาที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้
เริ่มตั้งแต่หุ้นโรงพยาบาลเอกชล(AHC) ซึ่งไม่มีหนี้เลยแถมมีเงินสดเหลืออีก 76 ล้านบาท และถือได้ว่าเป็นโรงพยาบาลที่มีงบสวยที่สุดแห่งหนึ่ง ตามด้วยหุ้นของโรงพยาบาลกรุงเทพ(BGH) ซึ่งมีหนี้ประมาณ 2,200 ล้านบาท แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นถึง 2,977 ล้านบาท
หุ้นบำรุงราษฎร์ (BH) ซึ่งยังถูกแขวนไม่ให้ซื้อขาย ขณะนี้เหลือหนี้เพียงประมาณ 2,200 ล้านบาทเท่า ๆ กับหุ้นของโรงพยาบาลกรุงเทพ แต่มียอดขายที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาลถึงปีละกว่า 3,000 ล้านบาท ก็น่าจะถือว่าเป็นโรงพยาบาลที่ รอด แล้ว และน่าจะกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้
หุ้นโรงพยาบาลกรุงธน(KDH) โรงพยาบาลลานนาเชียงใหม่(LNH) โรงพยาบาลมหาชัย (M-CHAI) โรงพยาบาลวัฒนาการแพทย์ (NEW) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก ต่างก็มีหนี้ค่อนข้างน้อยในระดับ 101, 49, 259 และ 285 ล้านบาทตามลำดับซึ่งก็ถือว่า ไม่มีปัญหาในการชำระหนี้อย่างแน่นอน ในขณะที่โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) นั้น นอกจากไม่มีหนี้แล้วก็ยังมีเงินสดเหลือประมาณ 35 ล้านบาท ซึ่งคงจะสามารถจ่ายปันผลค่อนข้างงดงามไปเรื่อย ๆ อย่างที่ทำมาตลอด
หุ้นโรงพยาบาลรามคำแหง(RAM) หุ้นโรงพยาบาลศิขริน (SIKRIN) และหุ้นโรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA) ทั้งสามตัวนี้มีหนี้ที่ระดับประมาณ 835, 390 และ 503 ล้านบาทตามลำดับ ซึ่งถ้าแม้ว่าจะมากกว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กอื่นเล็กน้อย แต่ก็อยู่ในวิสัยที่สามารถจะบริหารได้อย่างสบายมาก
แม้แต่หุ้นของโรงพยาบาลพญาไท (PYT) และหุ้นโรงพยาบาลสมิติเวช (SVH) ซึ่งยังมีผลการดำเนินงานขาดทุนเอง ผมคิดว่าในที่สุดจะเริ่มดีขึ้นจนทำกำไรขึ้นมาได้ โดยหุ้นสมิติเวชเองนั้นมีหนี้ประมาณ 1,771 ล้านบาทซึ่งผมเห็นว่ารายได้ของโรงพยาบาลพอรับได้ ส่วนหุ้นโรงพยาบาลพญาไทเองนั้น ถึงแม้ว่าหนี้จะยังสูงถึงกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท แต่เข้าใจว่าได้มีการปรับโครงสร้างและลดหนี้ลงจนน่าจะอยู่รอดได้แล้ว
ข้อที่บางคนอาจจะเป็นห่วงเกี่ยวกับกิจการโรงพยาบาลเอกชนก็คือ เกรงว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคจะทำให้คนหันไปใช้บริการโรงพยาบาลของหลวงกันหมดนั้น ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาเนื่องจากบริการของโครงการ 30 บาทน่าจะมาจากคนที่มีรายได้น้อยซึ่งไม่ใช่ลูกค้าของโรงพยาบาลเอกชนอยู่แล้ว
ประมวลจากการวิเคราะห์ทั้งหมด ข้างต้น ผมจึงมีความเห็นว่ากิจการโรงพยาบาลเอกชนนั้น ฟื้นตัวแล้ว และถ้าดูจากราคาหุ้นของโรงพยาบาลทั้งหมดซึ่งมีราคาส่วนใหญ่ไม่เกิน 30 บาทต่อหุ้น ผมจึงคิดว่า หุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลหลายตัวนั้นน่าสนใจโดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีความแน่นอนของผลการดำเนินงาน และต้องการรับปันผลในอัตราที่สูงในอนาคต
จริงครับ แล้วก็ไม่มีใครต่อราคาด้วยiambuffet เขียน:น่าลงทุนครับ
คนไทยป่วยกันเยอะขึ้น