มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
nACrophiles_117
Verified User
โพสต์: 1362
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3901

โพสต์

มีอีกข่าวนึงจาก fb ที่ตลกมากๆเลยคือรูปนี้ครับ

รูปภาพ
labor omnia vincit
ภาพประจำตัวสมาชิก
Fon^^
Verified User
โพสต์: 604
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3902

โพสต์

เรื่องความผิดพลาดของระบบ

ฝนมองว่า แล้วแต่นโยบายผู้บริหารรพ.นั้นๆ
ว่าจะมีหน่วยงานกลาง และ ท่านผู้บริหารเจรจา
หรือจะโยนลงใครก็ได้ รับไป

อัตราการหมุนเวียนแพทย์แห่งนี้จึงสูงค่ะ
มาด้วยอุดมการณ์ กลับออกไปอีกความรู้สึกหนึ่ง
ผิดหนึ่งพึงจดไว้.....ในสมอง
เร่งระวังผิดสอง.....ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรอง จงหนัก.....เพื่อนเอย
ถึงสี่อีกทีห้า.....หกซ้ำ อภัยไฉน
ภาพประจำตัวสมาชิก
nACrophiles_117
Verified User
โพสต์: 1362
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3903

โพสต์

Fon^^ เขียน:เรื่องความผิดพลาดของระบบ

ฝนมองว่า แล้วแต่นโยบายผู้บริหารรพ.นั้นๆ
ว่าจะมีหน่วยงานกลาง และ ท่านผู้บริหารเจรจา
หรือจะโยนลงใครก็ได้ รับไป

อัตราการหมุนเวียนแพทย์แห่งนี้จึงสูงค่ะ
มาด้วยอุดมการณ์ กลับออกไปอีกความรู้สึกหนึ่ง
อื่มมม ครับ
พอเข้าใจเลย ตอนอยู่ รพ ชุมชน 60 เตียงแห่งหนึ่ง ระบบเเย่มากๆๆๆๆๆ คนก็ยี้กันหมด ขนาดเพื่อนผมเป็นแม่พระมากๆ ไปอยู่ยังโทรมาบ่นอยู่เป็นระยะๆจนออกไป
(แต่ตอนนั้นเพื่อนผมเกือบมีเรื่องฟ้องร้องกะคนไข้ ผอ ก็ยังดีที่เข้ามาคุย-เจรจาให้ด้วยตัวเอง)
ผิดกะ อำเภอข้างๆ ขนาดเท่ากัน ดีหมดจริงๆตั้งแต่ ผอ ยันหมอที่ปฏิบัติงาน

เป็นกำลังใจให้พี่ฝนครับ
labor omnia vincit
jaiklar
Verified User
โพสต์: 28
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3904

โพสต์

คงต้องเปลี่ยนหลักสูตร โรงเรียนแพทย์จาก EBM - evidence based medicine
เป็น LBM Law based medicine แล้ววมั้งฮะ :wall:
humdrum
Verified User
โพสต์: 1961
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3905

โพสต์

นี่มองในมุมมองของคนไข้ที่ฝึกการกำหนดเวทนาครับ

ผมประทับใจหมอหลายท่านครับ อย่างที่โรงพยาบาลหนึ่ง ผมไปทำหมัน หมอก็ดึงสายอสุจิ ผมก็ร้อง หมอบอกว่า เอ้ย ฉีดยาให้แล้วทำไมเจ็บ ผมก็เลยบอกว่า ผมเป็นแบบนี้เอง ปอดแหกครับหมอ หมอก็เลยหัวเราะ ผมก็หัวเราะ แต่เข็มเดียวเอาไม่อยู๋จริงๆ แล้วท่านก็ฉีดให้ผมอีกเข็มแล้วทำหมันไป บรรยากาศในห้องผ่าตัดก็สนุกสนาน หมอก็เล่าเรื่องนานนานทีจะเจอแบบผม ติดต่อเรื่องทั้งหมดคนเดียว วันผ่าตัดก็มาคนเดียว เพราะส่วนใหญ่เมียจะทำให้ทั้งนั้น พอเราผ่อนคลาย หมอก็ผ่อนคลายไปด้วย ท่านเล่าเรื่องตัวอย่างคนที่มาทำหมันให้ผมฟังจนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช่น ตำรวจใหญ่ท่านหนึ่งมากับเมียแล้วบอกหมอว่า แกล้งผ่าได้ไหม หมอบอกว่าทำไม่ได้ มันผิด เมียข้างนอกก็บอกเหมือนกันว่าสามีจะพูดอย่างนี้ เสร็จแล้วต้องเอาท่อที่ตัดออกมาให้ดู

เวลาผมหาหมอ ผมจะกำหนดเวทนาเสมอ และไม่ให้อาการเจ็บป่วยต่างๆ มันเจ็บเกินกว่าความจริง ผมหมายถึงว่าโรคต่างๆ เป็นที่ร่างกาย ผมไม่เคยให้โรคต่างๆ เข้าไปในจิตใจผมด้วย ใครๆ ก็กลัวตายทั้งนั้น การเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติของคนอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ และกลายเป้นโรคจิตไปด้วย คือ เจ็บมากกว่าความเป็นจริง เพราะมันเจ็บเข้าไปในจิตใจของพวกเขาด้วย

ผมเคยเจอหมอท่านหนึ่งที่รักษาจิตใจของผม ไม่ได้รักษาร่างกายเหมือนหมอทั่วไป

ผมหัวล้าน กินยาปลูกผม กินมาสี่เดือน ผมก็ขึ้น หนวกเครารุงรัง ชอบซิครับ กินไปกินมา ผมไปหาหมอที่โรงพยาบาล ย้ายไปตรวจหลายอย่าง ทั้งหมดสี่หมอ ก็สรุปยังไมได้ว่าผมเป็นอะไร ท้ายสุด
ไปหาหมออวุโส ท่านบอกว่า ผมกินยาอะไร ท่านถามว่ากินทำไม แล้วท่านก็ชี้ให้ดูหัวท่าน หัวท่านล้านเหมือนกัน ท่านก็ด่าผมว่า หน้าตาดูไม่โง่ ทำไมให้เขาหลอกอยู่ได้ เพื่อนผมที่เป็นหมอ หัวล้านกันทุกคน หัวล้านเป้นยีนเด่นของคุณ มันเป้นกรรมพันธ์ ทำไมไม่นอมรับมัน ไปฝืนมันทำไม ยาที่กินมันใช้ผลข้างเคียงในการทำให้ผมขึ้น ตอนนี้ยามันไปยุ่งกับเกร็ดเลือดของคุณแล้ว มันค้มไหมละ

รักษาผมหายเลยครับ ผมไม่เคยกินยาปลูกผมอีกเลย

ผิดกับหมอรักษาภูมิแพ้ผม รักษาอาการอย่างเดียว ไม่เคยรักษาคน
ท่านจะถามอาการว่าเป็นอย่างไร ไม่เคยถามว่าคนเป็นอย่างไรบ้าง
ที่บ้านเป็นอย่างไร กินอะไรแล้วแพ้บ้าง เดินทางมาลำบากไหม
หมอแยกอาการออกจากคนไข้ได้ รักษาอาการล้วนๆ
แต่คนไข้เขาไม่ได้แยกอาการออกจากตัวพวกเขา
อาการกับตัวเขาเป้นสิ่งเดียวกัน ตัวกับใจล้วนมีผลต่อกันและกัน
ใจป่วยก่อน ตัวถึงป่วยตาม
หมอรักษาอาการอย่างเดียว ไมได้รักษาจิตใจของคนไข้

หมอก็คนเหมือนกัน มีภาวะสุข ทุกข์
ท่านรักษาแต่คนไข้ คนไข้ก็ต้องรักษาหมอด้วยเช่นกัน
ผมไปหาหมอที่ไหน ผมก็มักทำให้หมอหัวเราะด้วยเสมอ
บรรยากาศต่างๆ มันก็ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อครับ
navapon
Verified User
โพสต์: 760
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3906

โพสต์

humdrum เขียน:นี่มองในมุมมองของคนไข้ที่ฝึกการกำหนดเวทนาครับ

ผมประทับใจหมอหลายท่านครับ อย่างที่โรงพยาบาลหนึ่ง ผมไปทำหมัน หมอก็ดึงสายอสุจิ ผมก็ร้อง หมอบอกว่า เอ้ย ฉีดยาให้แล้วทำไมเจ็บ ผมก็เลยบอกว่า ผมเป็นแบบนี้เอง ปอดแหกครับหมอ หมอก็เลยหัวเราะ ผมก็หัวเราะ แต่เข็มเดียวเอาไม่อยู๋จริงๆ แล้วท่านก็ฉีดให้ผมอีกเข็มแล้วทำหมันไป บรรยากาศในห้องผ่าตัดก็สนุกสนาน หมอก็เล่าเรื่องนานนานทีจะเจอแบบผม ติดต่อเรื่องทั้งหมดคนเดียว วันผ่าตัดก็มาคนเดียว เพราะส่วนใหญ่เมียจะทำให้ทั้งนั้น พอเราผ่อนคลาย หมอก็ผ่อนคลายไปด้วย ท่านเล่าเรื่องตัวอย่างคนที่มาทำหมันให้ผมฟังจนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช่น ตำรวจใหญ่ท่านหนึ่งมากับเมียแล้วบอกหมอว่า แกล้งผ่าได้ไหม หมอบอกว่าทำไม่ได้ มันผิด เมียข้างนอกก็บอกเหมือนกันว่าสามีจะพูดอย่างนี้ เสร็จแล้วต้องเอาท่อที่ตัดออกมาให้ดู

เวลาผมหาหมอ ผมจะกำหนดเวทนาเสมอ และไม่ให้อาการเจ็บป่วยต่างๆ มันเจ็บเกินกว่าความจริง ผมหมายถึงว่าโรคต่างๆ เป็นที่ร่างกาย ผมไม่เคยให้โรคต่างๆ เข้าไปในจิตใจผมด้วย ใครๆ ก็กลัวตายทั้งนั้น การเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติของคนอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ และกลายเป้นโรคจิตไปด้วย คือ เจ็บมากกว่าความเป็นจริง เพราะมันเจ็บเข้าไปในจิตใจของพวกเขาด้วย

ผมเคยเจอหมอท่านหนึ่งที่รักษาจิตใจของผม ไม่ได้รักษาร่างกายเหมือนหมอทั่วไป

ผมหัวล้าน กินยาปลูกผม กินมาสี่เดือน ผมก็ขึ้น หนวกเครารุงรัง ชอบซิครับ กินไปกินมา เลือดออกที่เส้นเลือดใต้อันทะ ผมไปหาหมอที่โรงพยาบาล ย้ายไปตรวจหลายอย่าง ทั้งหมดสี่หมอ ก็สรุปยังไมได้ว่าผมเป็นอะไร ท้ายสุด
ไปหาหมออวุโส ท่านบอกว่า ผมกินยาอะไร ท่านถามว่ากินทำไม แล้วท่านก็ชี้ให้ดูหัวท่าน หัวท่านล้านเหมือนกัน ท่านก็ด่าผมว่า หน้าตาดูไม่โง่ ทำไมให้เขาหลอกอยู่ได้ เพื่อนผมที่เป็นหมอ หัวล้านกันทุกคน หัวล้านเป้นยีนเด่นของคุณ มันเป้นกรรมพันธ์ ทำไมไม่นอมรับมัน ไปฝืนมันทำไม ยาที่กินมันใช้ผลข้างเคียงในการทำให้ผมขึ้น ตอนนี้ยามันไปยุ่งกับเกร็ดเลือดของคุณแล้ว มันค้มไหมละ

รักษาผมหายเลยครับ ผมไม่เคยกินยาปลูกผมอีกเลย

ผิดกับหมอรักษาภูมิแพ้ผม รักษาอาการอย่างเดียว ไม่เคยรักษาคน
ท่านจะถามอาการว่าเป็นอย่างไร ไม่เคยถามว่าคนเป็นอย่างไรบ้าง
ที่บ้านเป็นอย่างไร กินอะไรแล้วแพ้บ้าง เดินทางมาลำบากไหม
หมอแยกอาการออกจากคนไข้ได้ รักษาอาการล้วนๆ
แต่คนไข้เขาไม่ได้แยกอาการออกจากตัวพวกเขา
อาการกับตัวเขาเป้นสิ่งเดียวกัน ตัวกับใจล้วนมีผลต่อกันและกัน
ใจป่วยก่อน ตัวถึงป่วยตาม
หมอรักษาอาการอย่างเดียว ไมได้รักษาจิตใจของคนไข้

หมอก็คนเหมือนกัน มีภาวะสุข ทุกข์
ท่านรักษาแต่คนไข้ คนไข้ก็ต้องรักษาหมอด้วยเช่นกัน
ผมไปหาหมอที่ไหน ผมก็มักทำให้หมอหัวเราะด้วยเสมอ
บรรยากาศต่างๆ มันก็ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อครับ
:D :D :D
ตอนเรียนเป็นนะกศึกษาแพทย์อาจารย์ก็สอนเน้นยําเรื่อง medical empathy ครับ หลังจากนั้นก็แล้วแต่ แต่ละคนกัน แต่หมอส่วนใหญ่ผมว่าทุกคนเป็นหมอด้วยจิตวิญญาณที่ดีอยู่มาก มีเพียงส่วนน้อยนิดที่ไม่ดี เพียงแต่ทุกวันนี้สังคมประโคมข่าวให้แพทย์ดังมากขึ้นเวลาเกิดเรื่อง คนทั่วไปจึงอาจจะไม่เข้าใจแพทย์กัน ตัวแพทย์ก็คงต้องทำดีไปเรื่อยๆ เพื่อพิสูจน์ตัวเองเท่านั้นครับ
- จุดแข็งทางธุรกิจที่เลียนแบบได้ยาก มักต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการสร้างและเพาะบ่มเสมอ ไม่สามารถเนรมิตได้ด้วยเงิน (สุมาอี้)
- จะเก่ง จะรวยหุ้น ก็ต้องใช้เวลาเพาะบ่มเช่นกัน เป็นวีไอ ต้องมี ศรัทธา ขยัน ประหยัด และ อดทน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ย่อมไม่ได้มาง่ายๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
nACrophiles_117
Verified User
โพสต์: 1362
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3907

โพสต์

ผมว่าเป็นปกติของมนุษย์ที่จะมี variation แตกต่างกันไปนะครับ เป็นทุกทวีป ทุกประเทศ ทุกชนชั้น อาชีพ
เช่นเดียวกัน ก็อาจจะมีหมอบางคนอารมณ์ดี บางคนนิ่ง บางคนดุ อาจจะถูกใจคนไข้คนนี้ ไม่ถูกใจคนไข้คนนั้น รวมไปถึงหมอดี ไม่ดี แต่ผมเชื่อว่าที่ไม่ดีนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยครับ หลังๆ สังคมอาจเปลี่ยนไป relation ระหว่างหมอกับคนไข้มันก็เปลี่ยนไป ส่วนนึงก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าเพราะหมอบางส่วนก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มันเสื่อมลง

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าหลังๆ ผมว่าหมอก็ถูกบีบจากสังคมมากจนเกินไป หลายครั้งก็ถูกมองในแง่ลบจนเกินไป หลายครั้งก็ตกเป็นจำเลยโดยที่ไม่ได้ผิด ข่าวจากสื่อต่างๆ หมอถูกฟ้องจากข้อหานี้นั้น ลงเป็นหัวข่าวใหญ่โต ถูกสื่อบางคนเอาไปออกทีวีหากิน ตั้งศาลเอง ออกอากาศเอามัน คนดูก็มันไปด้วย ตัดสินกันไปเรียบร้อยก่อนถึงศาล สุดท้ายแล้ว ที่ออกมาโวยวายๆ ฟ้องร้องกัน หมอไม่ผิดก็เยอะนะครับ แต่ข่าวก็เงียบไป โดนคนตัดสินกันไปหมดแล้ว แถมเวลาข่าวจบว่าไม่ผิด ก็ไม่มีการลงแก้ข่าวอะไร คนที่โดนฟ้องก็เสียสุขภาพจิตไปแล้ว บางคนโดนทีเดียวเลิกเป็นหมอไปเลยก็มี

บ่นไปเรื่อยๆงั้นแหละครับ แห่ะๆ
labor omnia vincit
ภาพประจำตัวสมาชิก
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 10538
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3908

โพสต์

nACrophiles_117 เขียน:ผมว่าเป็นปกติของมนุษย์ที่จะมี variation แตกต่างกันไปนะครับ เป็นทุกทวีป ทุกประเทศ ทุกชนชั้น อาชีพ
เช่นเดียวกัน ก็อาจจะมีหมอบางคนอารมณ์ดี บางคนนิ่ง บางคนดุ อาจจะถูกใจคนไข้คนนี้ ไม่ถูกใจคนไข้คนนั้น รวมไปถึงหมอดี ไม่ดี แต่ผมเชื่อว่าที่ไม่ดีนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยครับ หลังๆ สังคมอาจเปลี่ยนไป relation ระหว่างหมอกับคนไข้มันก็เปลี่ยนไป ส่วนนึงก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าเพราะหมอบางส่วนก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มันเสื่อมลง

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าหลังๆ ผมว่าหมอก็ถูกบีบจากสังคมมากจนเกินไป หลายครั้งก็ถูกมองในแง่ลบจนเกินไป หลายครั้งก็ตกเป็นจำเลยโดยที่ไม่ได้ผิด ข่าวจากสื่อต่างๆ หมอถูกฟ้องจากข้อหานี้นั้น ลงเป็นหัวข่าวใหญ่โต ถูกสื่อบางคนเอาไปออกทีวีหากิน ตั้งศาลเอง ออกอากาศเอามัน คนดูก็มันไปด้วย ตัดสินกันไปเรียบร้อยก่อนถึงศาล สุดท้ายแล้ว ที่ออกมาโวยวายๆ ฟ้องร้องกัน หมอไม่ผิดก็เยอะนะครับ แต่ข่าวก็เงียบไป โดนคนตัดสินกันไปหมดแล้ว แถมเวลาข่าวจบว่าไม่ผิด ก็ไม่มีการลงแก้ข่าวอะไร คนที่โดนฟ้องก็เสียสุขภาพจิตไปแล้ว บางคนโดนทีเดียวเลิกเป็นหมอไปเลยก็มี

บ่นไปเรื่อยๆงั้นแหละครับ แห่ะๆ

พี่ให้ 1 like :cool:
ภาพประจำตัวสมาชิก
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 10538
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3909

โพสต์

เอาบทความดีๆ ของ ดร.นิเวศน์ มาฝากครับ

โลกในมุมมองของ Value Investor 23 ธ.ค. 51

นานมาแล้ว เพื่อนคนหนึ่งของผมได้เปิดโรงเรียนสอนการทำงานฝีมือสารพัดชนิด ตั้งแต่จัดดอกไม้ไปจนถึงการถักโครเช ช่วงแรกที่เปิด มีนักเรียนมาเรียนจำนวนมากเพราะไม่เคยมีโรงเรียนแบบนี้มาก่อน ปัญหาก็คือ แต่ละคอร์สนั้นค่อนข้างสั้นเรียนเพียงเดือนสองเดือนก็จบแล้ว เมื่อเรียนจบ โรงเรียนก็ต้องหานักเรียนใหม่มาบรรจุให้เต็มห้องใหม่และการทำแบบนี้จะต้องมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์และเป็นการ “นับหนึ่ง” ใหม่ทุกครั้ง พอถึงจุดหนึ่ง นักเรียนก็หมดหรือต้นทุนในการหานักเรียนสูงเกินรายได้ โรงเรียนต้องปิดลง ตรงกันข้าม เพื่อนอีกคนหนึ่งเปิดโรงเรียนสอนเปียโน ธุรกิจไปได้ด้วยดี เหตุผลก็เพราะนักเรียนเปียโนนั้น เมื่อเข้าเป็นนักเรียนแล้ว จำนวนมากเรียนต่อเนื่องตั้งแต่เด็กเล็กจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วถึงจะเลิกเรียน การหาเด็กมาเรียนนั้นยากในปีแรก แต่หลังจากนั้นในแต่ละปีเขาเพียงแต่ต้องหาเด็กมาเสริมเด็กที่ลาออกไปและหามาเพิ่มบ้างเพื่อขยายจำนวนนักเรียน

บทเรียนข้างต้นนั้นสามารถนำมาใช้กับการวิเคราะห์ธุรกิจที่เราจะลงทุนในตลาดหุ้นได้เป็นอย่างดี ธุรกิจที่จะต้องหาลูกค้าประเภท “นับหนึ่งใหม่ทุกปี” กับธุรกิจที่ลูกค้าเป็น “ขาประจำ” เมื่อเป็นแล้วก็มักจะอยู่กันนานเป็นหลาย ๆ ปี มีความแตกต่างกันมาก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ พวกที่ต้องนับหนึ่งใหม่นั้นมักจะมีรายได้ไม่แน่นอนส่งผลถึงกำไรที่ไม่แน่นอน ส่วนพวกที่มีลูกค้าขาประจำนั้น มักจะมีรายได้ที่ค่อนข้างแน่นอนเช่นเดียวกับกำไรที่สามารถคาดการณ์ได้ค่อนข้างแม่นยำ คงไม่ต้องพูดว่าธุรกิจแบบหลังมีค่ามากกว่าธุรกิจแบบแรก พูดแบบ Value Investor ก็คือ ธุรกิจแบบหลังควรมีค่า PE สูงกว่าแบบแรกมาก

ธุรกิจที่ลูกค้ามาซื้อหรือใช้บริการซ้ำแบบลูกค้าขาประจำมีหลายแบบ ที่สำคัญก็คือ แบบที่มีการผูกพันโดยสัญญาและแบบที่เป็นโดยพฤติกรรม ลองมาดูว่าธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใดที่ลูกค้ามาใช้บริการซ้ำบ่อย ๆ

กลุ่มแรกที่ชัดเจนก็คือ กลุ่มที่ขายหรือให้บริการสาธารณูปโภค เช่น บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าหรือน้ำประปาขายให้แก่หน่วยงานรัฐและเอกชน สาธารณูปโภคเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้ซ้ำทุกวันหรือทุกชั่วโมงหรือนาที ดังนั้น ความแน่นอนของรายได้ก็จะสูง แทบไม่มีความจำเป็นต้องหาลูกค้าใหม่มาแทนลูกค้าเดิมและการหาลูกค้าหรือรายได้เพิ่มก็ทำเฉพาะส่วนเพิ่มเท่านั้น

กลุ่มที่ให้บริการโทรศัพท์แก่ประชาชนทั่วไปเองก็ถือว่าค่อนข้างจะมีลูกค้าขาประจำที่แน่นเหนียว เพราะโทรศัพท์นั้นเป็นสิ่งที่คนต้องใช้ซ้ำตลอดเวลาและการเปลี่ยนแปลงผู้ให้บริการก็มักจะมีไม่มากเนื่องจากจะมีความไม่สะดวกในเรื่องของหมายเลขโทรศัพท์และความยุ่งยากอื่น ๆ ดังนั้น ในธุรกิจนี้ การคาดการณ์ในเรื่องของรายได้และกำไรก็จะทำได้ค่อนข้างแม่นยำกว่าหลาย ๆ ธุรกิจ

ธุรกิจการเงินเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มักจะมีรายได้ค่อนข้างแน่นอนหรือคาดการณ์ได้เพราะลูกค้ามักจะเป็นขาประจำ ตัวอย่างแรกก็คือเรื่องของธุรกิจประกันซึ่งผู้เอาประกันมักจะต่ออายุประกันโดยเฉพาะประกันชีวิตของตนกับบริษัทเดิม ลูกค้าธนาคารพาณิชย์ก็มักจะฝากกับธนาคารเดิมไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงบ่อยนัก การปล่อยกู้และพวกที่ทำเช่าซื้อเองเมื่อทำแล้วก็ต้องผ่อนต่ออีกหลายปี ดังนั้น บริษัทไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ทุกปี สิ่งที่ต้องทำก็คือการหาลูกค้าใหม่เท่านั้นหากต้องการขยายตัว อย่างไรก็ตาม ในธุรกิจการเงินนั้นก็ต้องระวังว่าต้นทุนอาจจะไม่แน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหนี้เสียที่อาจจะเกิดขึ้นซึ่งทำให้กำไรของบริษัทการเงินนั้นไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงสูงในแง่ของนักลงทุน

กลุ่มพาณิชย์ที่เป็นผู้ค้าปลีกสมัยใหม่โดยเฉพาะที่ขายสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันก็มักจะมีลูกค้าขาประจำมาก เพราะสินค้าที่ขายนั้นลูกค้าต้องใช้ทุกวันใช้แล้วหมดไปต้องกลับมาซื้อซ้ำ ดังนั้น รายได้ของบริษัทเหล่านั้นมักจะมีความแน่นอนสูงและการขยายตัวก็ทำได้จากการเปิดสาขาใหม่เพิ่มเติม นอกจากรายได้แล้ว กำไรของบริษัทเหล่านั้นก็มักจะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ค่อนข้างแม่นยำเพราะบริษัทสามารถบวกกำไรเข้าไปในราคาขายสินค้าในอัตราส่วนค่อนข้างแน่นอน

เช่นเดียวกัน โรงพยาบาลก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ลูกค้ากลับมาใช้บริการแม้ว่าจะไม่ทุกวันหรือทุกสัปดาห์ แต่ในแต่ละปีก็มักจะกลับมาใช้บริการหลายครั้ง เหตุผลก็เพราะคนมักจะคุ้นเคยกับแพทย์ที่ใช้บริการเช่นเดียวกับทำเลของโรงพยาบาล นอกจากนั้น การมีประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลก็น่าจะทำให้หมอสามารถวินิจฉัยโรคได้ดีขึ้นในแง่ของลูกค้า

ธุรกิจที่ต้องนับหนึ่งใหม่ทุกปีนั้น ที่หนักที่สุดธุรกิจหนึ่งก็น่าจะรวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทขายบ้านหรือคอนโดมิเนียม เพราะนี่คือธุรกิจที่คนซื้อแล้วมักจะไม่ซื้อซ้ำอาจจะเป็นเวลาสิบ ๆ ปีหรือตลอดไป ดังนั้น ในธุรกิจนี้บริษัทจะต้องนับหนึ่งใหม่ทุกปี และการนับหนึ่งใหม่ทำให้การคาดการณ์ยอดขายในปีหน้าเป็นไปได้ยากเพราะมันขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย เหนือสิ่งอื่นใด บริษัทต้องทำการตลาดใหม่ทั้งหมดเพื่อดึงลูกค้าใหม่ทั้งหมดและก็ยังต้องสวดมนต์ขอให้พระเจ้าช่วยเพื่อให้ขายได้ตามที่วางแผนไว้ ดังนั้น รายได้และกำไรของบริษัทเหล่านั้นจึงคาดการณ์ได้ยาก

พวกที่ทำงานรับเหมาหรือรับจ้างจากผู้จ้างที่เป็นรายใหญ่เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รายได้และกำไรมักไม่ค่อยแน่นอน เพราะงานแต่ละชิ้นมักมีมูลค่าสูง การประมูลได้หรือไม่ได้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก เช่นเดียวกัน ลูกค้ามักจะไม่ซื้อซ้ำ ทุกปีบริษัทก็จะต้องนับหนึ่งใหม่หาลูกค้าใหม่ ที่ยิ่งลำบากกว่าบริษัทขายบ้านก็คือ จำนวนลูกค้ามีน้อยกว่ามากและแต่ละรายเป็นรายใหญ่ การพลาดงานแต่ละงานอาจมีผลกระทบต่อรายได้อย่างมีนัยสำคัญทีเดียว

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงตัวอย่างในการวิเคราะห์ว่าบริษัทมีลูกค้าแบบไหน ในการวิเคราะห์กิจการนั้น ลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่จะบอกฐานะและผลการดำเนินงานโดยเฉพาะในระยะยาวของบริษัท ว่าที่จริง การวิเคราะห์กิจการหรือการวิเคราะห์หุ้นโดยไม่ได้วิเคราะห์ลูกค้านั้นต้องถือว่าเป็นการวิเคราะห์ที่ไม่สมบูรณ์และไม่ใช่สไตล์การวิเคราะห์แบบ Value Investment ที่มุ่งมั่นเลย
เอามาฝากพี่ๆน้องๆก็เพราะเป็นสิ่งที่ผมเองก็ลืมประจำ ยางครั้งเจอบริษัทที่ดู business model ดี อะไร ตัวเลขหลายอย่างก็ดีมาก แต่ลืมนึกถึงประเด็นเรื่อง ลูกค้าของบริษัทของเราว่าจะมีมาซื้อต่อเนื่องยาวนานขนาดไหน

ผมว่าอ่านหัวข้อนี้ แล้วเอาไปเป็นบทวิเคราะห์หุ้นที่ตอนนี้ตัวใหม่ๆ ที่ไม่แพงก็หายากเต็มทน

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี
leky
Verified User
โพสต์: 1803
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3910

โพสต์

Fon^^ เขียน:เรื่องความผิดพลาดของระบบ

ฝนมองว่า แล้วแต่นโยบายผู้บริหารรพ.นั้นๆ
ว่าจะมีหน่วยงานกลาง และ ท่านผู้บริหารเจรจา
หรือจะโยนลงใครก็ได้ รับไป

อัตราการหมุนเวียนแพทย์แห่งนี้จึงสูงค่ะ
มาด้วยอุดมการณ์ กลับออกไปอีกความรู้สึกหนึ่ง
ไม่รู้ว่าจะโทษใครดีครับ อาจจะเรียกว่าวงจรแห่งความตกต่ำของระบบสาธารณสุขไทย ตามลำดับของวงจรนี้ตามข้างล่างนี้ครับ

1) คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

2) แต่ระบบสาธารณสุขของรัฐยังพึ่งพิงการให้เงินอุดหนุนจากภาครัฐเป็นหลัก

3) สิ่งที่ตามมาทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่ารัฐจะต้องรับผิดชอบกับค่าใช้จ่ายตรงนี้ แต่ไม่ได้มองว่าทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ประชาชนส่วนหนึ่งไม่สนใจที่จะป้องกันโรคเพราะคิดว่ายังไงสุดท้ายก็มีคนคอยรักษาพยาบาลให้ฟรี บางคนดื่มเหล้า สูบบุหรี เมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุ

4) ประชาชนส่วนหนึ่งไม่เคยเสียภาษีทั้ง ๆ ที่อยู่ในข่ายที่จะเสียได้ เนื่องจากระบบมีความหละหลวม มีการเก็บภาษีเฉพาะผู้ที่อยู่ในฐานที่จัดเก็บได้ง่าย งบประมาณด้านการรักษาถูกนำมาจากผู้ที่จ่ายภาษีซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าผู้ที่ไม่จ่ายภาษี สรุปคนกลุ่มเล็กอุ้มคนกลุ่มใหญ่

5) รัฐพยายามทำให้ประชาชนเสพติดกับประชานิยมด้านการรักษาพยาบาลฟรี ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นไปไม่ได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีการพยายามรวมกองทุนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าเป็นไปไม่ได้ก็ไม่มีใครกล้าไปยกเลิก เพราะถ้าใครคิดจะเลิกรัฐบาลชุดนั้นก็อยู่ไม่ได้

6) การให้การรักษาพยาบาลฟรี ควรจะทำเฉพาะผู้ที่อยู่ในข่ายด้อยโอกาสจริง ๆ ไม่ใช่ปูพรมไปหมด ในบางประเทศเค้ารักษาพยาบาลฟรีก็จริง แต่ประชาชนของเค้าเสียภาษีในอัตราที่สูงมาก นอกจากนั้นการเก็บเงินค่ารักษาเล็ก ๆ น้อย ๆ กับคนที่พอจะจ่ายได้ ทำให้คนไข้จำนวนหนึ่งไม่พยายามจะมารพ.มากจนเกินไป ทำให้เค้ามองเห็นคุณค่าของยาที่เค้าได้รับว่าเค้าจะต้องจ่ายเงินบ้าง เพราะเท่าที่เคยเห็นพอเป็นของฟรีส่วนหนึ่งก็ใช้อย่างทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ที่สำคัญเงินที่เก็บไปก็นำไปพัฒนารพ.ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

7) เมื่อเงินอุดหนุนไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถหาบุคลากรมาทำงานในรพ.ได้อย่างเพียงพอ แทนที่จะมีการพัฒนารพ.ชุมชนให้แข็งแรงพอที่จะช่วยตัวเองได้ มีแพทย์ไม่เฉพาะแต่สาขาหลักมาอยู่หรือพยายามพัฒนาให้มีแพทย์สาขาหลัก ๆ ให้ครบทุกอำเภอ แต่เหมือนระบบจะพยายามให้ยอมรับกับความสามารถในระดับแค่นี้ แบบพอเอาตัวรอดไปได้ก็พอ
8) เมื่อจำนวนผู้ป่วยมากเกินไป ในขณะที่เวลาในการตรวจมีเท่าเดิม เวลาในการรักษาคนไข้แต่ละคนก็น้อยลง ทำให้มีโอกาสผิดพลาดมากขึ้น

9) ยิ่งเป็นยุคแห่งการฟ้องร้อง ผู้ใช้บริการจำนวนหนึ่งเรียกร้องมาตรฐานระดับสูง แต่ในความเป็นจริงรพ.บางแห่งมีบุคลากรไม่เพียงพอ อันนี้ควรจะโทษแพทย์หรือโทษระบบ? เช่นแพทย์ 2-3 คน ดูแลประชาชนทั้งอำเภอ

10) เมื่องานของบุคลากรในรพ.โหลดมาก ในขณะที่ผู้ใช้บริการมีความคาดหวังสูง ทำให้มีโอกาสเกิดเรื่องฟ้องร้องสูงเช่นกัน

11) บุคลากรส่วนหนึ่งไม่อยากเสี่ยงกับการถูกฟ้องร้อง นำมาซึ่งปัญหาอีกหลายอย่าง เช่น การส่งตัวผู้ป่วยไปรักษารพ.ที่ใหญ่กว่าเนื่องจากไม่อยากที่จะเสี่ยงที่จะรักษาคนไข้หนัก ทำให้ภาระตกกับรพ.ใหญ่เช่นรพ.ประจำจังหวัด ทั้ง ๆ ที่บางรายสามารถรักษาที่รพ.ชุมชนได้ สุดท้ายคนเสียผลประโยชน์คือผู้ป่วย? ยังไม่นับเรื่องเนื่องจากแพทย์ต้องระวังการถูกฟ้องร้อง ทำให้ต้องมีการส่งตรวจเพิ่มเติมหลายอย่าง ทำให้ผู้ป่วยเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น

12) เมื่อวงจรตรงนี้เดินมาถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่ตามมาคือคนที่เรียนเก่งไม่อยากมาเรียนแพทย์ ทำให้คุณภาพของแพทย์ในอนาคตอาจจะตกลงไป? เหมือนอย่างในบางประเทศที่ขาดแคลนแพทย์บางสาขาจนต้องยอมให้คนต่างชาติมาเรียน

13) ถ้าวงจรที่หมุนมาจนถึงจุดสุดท้าย สุดท้ายคนที่เสียประโยชน์ ไม่ใช่ใครอื่นครับ ประชาชนคนไทยนั่นเอง :cry: :cry: :cry:

14) ผมไม่เถียงครับว่าแพทย์ที่ประพฤติตนไม่ดีก็มี แต่วงจรนี้มันก็ทำให้แพทย์ดี ๆ เสียกำลังใจหรือคิดจะเลิกหรือเลิกเป็นแพทย์ไปเลยจำนวนหนึ่ง
"Become a risk taker, not a risk maker"
jaiklar
Verified User
โพสต์: 28
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3911

โพสต์

เห็นด้วยฮะ :-|
ภาพประจำตัวสมาชิก
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 10538
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3912

โพสต์

+1 Like ให้คุณ Leky พร้อมกับ edit ให้อ่านง่ายขึ้นครับ

ช่างสรุปได้แบบอ่านขาด ถูกใจหมออย่างผมจริงๆ

เพื่อนๆว่าไง :?:
leky
Verified User
โพสต์: 1803
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3913

โพสต์

คำถาม ถ้าระบบสาธารณสุขไทย เป็น บมจ.ในตลาดหลักทรัพย์ ท่านจะจัดให้อยู่ในหุ้นประเภทไหนและหมวดอะไร???
"Become a risk taker, not a risk maker"
ภาพประจำตัวสมาชิก
reiter
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2308
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3914

โพสต์

leky เขียน:คำถาม ถ้าระบบสาธารณสุขไทย เป็น บมจ.ในตลาดหลักทรัพย์ ท่านจะจัดให้อยู่ในหุ้นประเภทไหนและหมวดอะไร???
rehabco :roll: :roll:
Our favorite holding period is forever.

Blog การลงทุนของผม

http://reitertvi.wordpress.com
ภาพประจำตัวสมาชิก
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 10538
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3915

โพสต์

reiter เขียน:
leky เขียน:คำถาม ถ้าระบบสาธารณสุขไทย เป็น บมจ.ในตลาดหลักทรัพย์ ท่านจะจัดให้อยู่ในหุ้นประเภทไหนและหมวดอะไร???
rehabco :roll: :roll:

+1
leky
Verified User
โพสต์: 1803
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3916

โพสต์

reiter เขียน:
leky เขียน:คำถาม ถ้าระบบสาธารณสุขไทย เป็น บมจ.ในตลาดหลักทรัพย์ ท่านจะจัดให้อยู่ในหุ้นประเภทไหนและหมวดอะไร???
rehabco :roll: :roll:
ตอบตรงกับใจผมเลยครับ ๕๕๕๕

ผมเพิ่มอีกหน่อยแล้วกันครับ จัดเป็นหุ้น "ตะวันตกดิน" อยู่ หมวด "ฟื้นฟูกิจการ"

ถ้าไม่สามารถฟื้นฟูได้ตามแผน ก็เตรียมเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ครับ
"Become a risk taker, not a risk maker"
leky
Verified User
โพสต์: 1803
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3917

โพสต์

เรื่องวงจรอันเลวร้ายที่ผมบอกไป ผมเคยลองคิดดูว่ามันจะหลุดออกได้หรือไม่ คำตอบคือ ผมไม่คิดว่ามันจะหลุดได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ หมายถึงภายใน 10 ปีข้างหน้านะครับ เพราะตอนที่เริ่มโครงการประชานิยมก็น่าจะประมาณ 10 ปีมาแล้ว ตอนนั้นรพ.ชุมชนในจังหวัดที่ผมเคยอยู่ บางรพ.ถึงกับจะต้องปิดตัวลงเหลือแต่แผนกผู้ป่วยนอก เพราะไม่มีเงินจะมาบริหาร หมอก็ออกกันเกือบหมด สมัยนั้นแพทย์อยู่เวรแบบข้ามคืนแล้วมาทำงานต่อตอนเช้า ซึ่งจริง ๆ มันผิดกฎหมายแรงงานด้วยซ้ำ ถ้าเป็นอาชีพอื่นคงฟ้องศาลแรงงานไปแล้ว แต่นี่เป็นกันทั้งประเทศไม่มีใครเคยฟ้องกระทรวง เรื่องราวเหล่านี้คนภายนอกไม่ได้รับรู้ สมัยนั้นผ่าตัดในรพ.ชุมชนเยอะมาก ถามว่าทำแล้วได้อะไร จริง ๆ มันไม่ได้อะไรหรอกครับเงินเดือนเงินเวรก็ได้น้อยนิดเหมือนเดิม ถ้าเราส่งคนไข้ไปรพ.จังหวัดเราก็สบายแล้ว แต่เราทำเพราะเรามองว่ามันเป็น "หน้าที่" และคนไข้ได้ "ประโยชน์" เราก็ทำครับ ผมเองเคยผ่าตัดทำคลอดตอนตี 4 โดนเข็มตำมืออีก บางรพ.ที่เคยอยู่มีหมอ 2 คน แบ่งเวรคนละ 1 อาทิตย์สลับกัน ไปเรื่อย ๆ อาทิตย์ที่อยู่เวรก็อาจจะออกไปไหนไม่ได้ทั้งอาทิตย์ แถมจังหวัดก็ออกกฎมาอีกว่าถ้าอยู่เวรเกิน 10 วันต่อเดือนให้คิดอัตราเดียวทั้งวันธรรมดาและวันหยุด คือวันละ 800 บาท :ohno: สมัยนี้ค่าตอบแทนมีการปรับให้เหมาะสมขึ้นกว่าเดิม ซึ่งผมก็ดีใจกับแพทย์รุ่นปัจจุบันด้วย ที่ไม่ต้องมาเจอแบบผม

เรื่องที่ผมบอกว่าทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ผมไม่ได้คิดว่าจะให้ประชาชนมาจ่ายเงินหรือภาษีสูง ๆ แบบต่างประเทศนะครับ แค่คิดเล่น ๆ ว่าจ่ายกันคนละ 100 บาทต่อปี ปีหนึ่งก็ได้ 6000-7000 ล้านแล้ว เงินจำนวนนี้บวกกับของรัฐก็ช่วยพัฒนาระบบได้ตั้งเยอะ ยังไงมันก็น้อยกว่าของฟุ่มเฟือยอย่างพวกโทรศัพท์มือถือ ค่าเหล้า บุหรี่ หวย ฯลฯ (เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นใครบ่นว่าแพง หรือไม่อยากจ่าย) แน่ครับ ที่สำคัญท่านจ่ายเงินช่วยระบบสาธารณสุข (อันนี้เป็นสิ่งที่มีแต่คนบ่นว่าไม่อยากจ่ายเพราะมักถูกเปรียบเทียบกับของฟรี) ประโยชน์มันก็ตกอยู่กับท่านยามเจ็บป่วยครับ
"Become a risk taker, not a risk maker"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 10538
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3918

โพสต์

ตอนผมเป็น dent จำได้ว่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 18 บาทโดยประมาณ

แล้วก็ปิ่นโตที่กินกันทั้ง r dent 1-3 ทั้งหมด 4 คน
jaiklar
Verified User
โพสต์: 28
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3919

โพสต์

ประเทศเรามีหมอน้อยกว่าที่คิดนะครับเนี่ย :ohno:
4 หมื่นกว่าคนเอง กว่าครึ่งอยู่ใน กทม.
ข้อมูลจาก http://www.tmc.or.th/statistics.php
jaiklar
Verified User
โพสต์: 28
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3920

โพสต์

ขออีกสักอันฮะ

บัตรทอง30บาทดีกว่าจ่ายปนระกันสังคมเดือนละ750บาท

สงสัยบริหารกันดีเกินไป - -"

ที่มา
http://www.komchadluek.net/detail/20111 ... B8%99.html
jverakul
Verified User
โพสต์: 1959
ผู้ติดตาม: 1

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3921

โพสต์

ขอบคุณคุณหมอ leky ที่ให้มุมมองของหมอเกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพ +1 ครับ
เพราะผมกำลังสงสัยว่าหมอมีความรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับบัตรทอง หรือ 30 บาท

ผมขอถามอย่างคนนอกหน่อยครับ ในทัศนะของหมอว่า

1.ต้องทำอย่างไร จึงจะทำให้เกิดสถานะการณ์ Win-Win ด้วยกันทั้งหมอ-ผู้ป่วย

2.เราจะสร้างเสริมนิสัยคนไทยอย่างไรให้รู้จักดูแลตัวเองก่อน หรือ รู้จักอาการป่วยเบื้องต้น ไม่ให้ติดนิสัยคิดว่าตัวเองป่วย หรือ บ้ากินยา บ้าหาหมอ

ไม่รู้ว่าถามมากเิกินไปหรือเปล่าครับ

ปล.โดยส่วนตัวผมไม่ชอบเจอหน้าหมอเพราะเป็นการแสดงว่าผม หรือ ญาติไม่สบาย ผมเคยอ่านหนังสือ 'หมอปากหมา' ทำให้ตัดอคติบ้ากินยา บ้าไปหาหมอได้ส่วนหนึ่ง
" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "
ภาพประจำตัวสมาชิก
nACrophiles_117
Verified User
โพสต์: 1362
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3922

โพสต์

jaiklar เขียน:ขออีกสักอันฮะ

บัตรทอง30บาทดีกว่าจ่ายปนระกันสังคมเดือนละ750บาท

สงสัยบริหารกันดีเกินไป - -"

ที่มา
http://www.komchadluek.net/detail/20111 ... B8%99.html
ครับ สิทธิ์ประกันสังคมนี่เลวร้ายสุดแล้วครับ นอกจากเก็บเงินเราไปแล้ว ยังได้สิทธิ์รับการบริการที่ย่ำแย่สุดอีกด้วย
labor omnia vincit
leky
Verified User
โพสต์: 1803
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3923

โพสต์

jverakul เขียน:ขอบคุณคุณหมอ leky ที่ให้มุมมองของหมอเกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพ +1 ครับ
เพราะผมกำลังสงสัยว่าหมอมีความรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับบัตรทอง หรือ 30 บาท

ผมขอถามอย่างคนนอกหน่อยครับ ในทัศนะของหมอว่า

1.ต้องทำอย่างไร จึงจะทำให้เกิดสถานะการณ์ Win-Win ด้วยกันทั้งหมอ-ผู้ป่วย

2.เราจะสร้างเสริมนิสัยคนไทยอย่างไรให้รู้จักดูแลตัวเองก่อน หรือ รู้จักอาการป่วยเบื้องต้น ไม่ให้ติดนิสัยคิดว่าตัวเองป่วย หรือ บ้ากินยา บ้าหาหมอ

ไม่รู้ว่าถามมากเิกินไปหรือเปล่าครับ

ปล.โดยส่วนตัวผมไม่ชอบเจอหน้าหมอเพราะเป็นการแสดงว่าผม หรือ ญาติไม่สบาย ผมเคยอ่านหนังสือ 'หมอปากหมา' ทำให้ตัดอคติบ้ากินยา บ้าไปหาหมอได้ส่วนหนึ่ง
ระบบการรักษาพยาบาลประเทศ "ไทยแลนด์แอนตาร์กติก" ผมขอยืมคำ ๆ นี้จากอ.คนหนึ่งมาใช้นะครับ แกบอกว่าที่แกเรียกประเทศนี้แบบนี้เพราะมักมีการทำอะไรแปลก ๆ ที่ทำให้คน "คิดไม่ถึง" มันมีความเพื้ยนหลายอย่างครับ เท่าที่ผมนึกออกเช่น
1) สิทธิการเบิกของข้าราชการ ไม่สามารถเบิกเครื่องมือทางการแพทย์ได้ เช่น สำลีทำแผล, ถุง colostomy แต่บัตรทอง "ฟรี"
2) ถ้าใครมีสิทธิเบิกของข้าราชการ แต่มีสิทธิประกันสังคมด้วย เช่นอาจจะมีภรรยารับราชการหรือเคยรับราชการมาก่อนแล้วเกษียณ แต่ไปทำงานเอกชนแล้วได้สิทธิ์ประกันสังคมด้วย เค้ากำหนดว่า "ต้องใช้สิทธิ์ประกันสังคมก่อน"
3) นักการเมืองมีสิทธิ์รักษาพยาบาลที่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มีวงเงินค่อนข้างสูง
4) ดาราเมาแล้วขับรถชนคนตาย โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อน เพราะถือว่ายังไม่เคยทำผิด ทั้ง ๆ ที่คนทำผิดก็รู้ว่ากินเหล้ามันทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่แพทย์รพ.ชุมชนผ่าตัดผู้ป่วย มีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แต่โทษจำคุกไม่รอลงอาญา ทั้ง ๆ ที่เค้ามีเจตนาช่วยเหลือผู้ป่วย มาตรฐานอยู่ตรงไหน?????

คำถามข้อแรก ผมว่าค่อนข้างยากที่จะวินวินทั้งสองฝ่าย เพราะคำว่าวินวินทั้งสองฝ่ายหมายความว่า

ฝ่ายผู้ป่วย... ได้รับการรักษาพยาบาลแบบมีมาตรฐาน ไม่ต้องเดินทางไปไกล ๆ เนื่องจากขาดแพทย์บางสาขาหรือไม่มีเครื่องมือบางอย่าง ยกตัวอย่างเครื่องมือที่ผมคิดว่ามีในทุกรพ.เอกชน คือ อัลตร้าซาวนด์ แต่รพ.ชุมชนผมว่ากลับมีไม่มาก

ฝ่ายแพทย์... ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม งานไม่โหลดจนเกินไป มีสวัสดิการที่จะจูงใจให้คนยอมอยู่ในตจว.นาน ๆ

สุดท้ายถ้ากลับไปอ่านที่ผมโพสต์ไว้ มันหนีไม่พ้นเรื่องงบประมาณที่ไม่มีทางพอ จริง ๆ รูปแบบของการจะเพิ่มงบหรือรายได้ตรงนี้มันทำได้หลายแบบ แต่ผมต้องบอกไว้ก่อนว่าถ้าคิดจะทำไม่ว่าจะเป็นแบบไหนมันแทบจะต้อง "ฉีก" ระบบเก่าทิ้งทั้งนั้น แล้วใครจะ "กล้า" ครับ ผมยกตัวอย่างก็ได้นะครับ เช่น
1) เก็บเงินทุกคน เช่นปีละ 100-200 บาท ปีหนึ่งได้เงินเพิ่ม 6000-14000 ล้านบาท
2) เก็บภาษีในอัตราที่สูง แบบประเทศในสแกนดิเนเวีย แต่ได้สวัสดิการแบบฟูลออปชั่น
3) เก็บเงินค่ารักษาพยาบาลบางส่วน เช่นที่เคยได้ยินมาที่นิวซีแลนด์ ถ้ามาตรวจแบบผู้ป่วยนอกจ่ายเงินเอง แต่เป็นยาราคาทุน แต่ถ้านอนรพ. "ฟรี" คือพบกันครึ่งทาง
4) โยนภาระไปให้บ.ประกัน โดยอาจจะมีเงินจากรัฐสนับสนุนบางส่วน

แต่ไม่ว่าจะคิดทำอย่างไร พอมีการเปรียบเทียบกับของ "ฟรี" ที่เคยได้ ถึงแม้ว่าจะได้ "ของดี" ขึ้น แต่ผมเชื่อว่าสุดท้ายคนส่วนใหญ่ "ไม่เอา" ครับ

ส่วนข้อสอง ขอพูดแบบตรง ๆ นะครับ ว่ายากเช่นกัน เหมือนผมบอกว่าจะให้คนไทยเปลี่ยนนิสัยให้เป็นแบบคนญี่ปุ่นครับ เช่น คนญี่ปุ่นถ้าเป็นหวัดจะรีบใส่หน้ากากกันคนอื่นติดเชื้อ แต่คนไทยใครใส่กลายเป็นตัวประหลาดคนอาจจะไม่กล้าเข้าใกล้ อีกอย่างถ้าตั้งต้นว่าของ "ฟรี" มันยากที่จะให้เค้าไม่ใช้ครับ ผมจะยกตัวอย่างเรื่องสองเรื่อง

เรื่องแรก สมัยที่ผมยังต้องอยู่เวร ER รพ.จังหวัด เพื่อน ๆ และผมเคยเจอคนไข้คนหนึ่ง อดีตเคยเป็นจนท.ของรพ. แต่ว่าติดเหล้าจนโดนให้ออก สิ่งที่ทุกคนเจอเหมือนกันคือ เค้าจะมาแล้วบอกว่ามีอาการปวดโน่นนี่ ขอยานวด...หลอด ผ้าพันแผล...ม้วน แรก ๆ ทุกคนก็ให้ แต่ทุกคนจะเจอเรื่องแบบนี้ซ้ำ ๆ จนมารู้ตอนหลังว่า หลังออกจากรพ.คนไข้คนนี้เอาของที่ได้ไปขายแลกกับเงินค่าเหล้าไม่กี่บาท เทียบกับราคาของที่แพงกว่ามาก หลัง ๆ หมอเริ่มรู้และไม่ยอมให้ เค้าก็จะอ้างว่าเค้ามีบัตร.... เค้ามีสิทธิ์ เค้าจะร้องเรียนรพ. ถ้าเป็นคนไข้รพ.เอกชนถ้าถึงวันนัดคนไข้จำนวนหนึ่งจะนับยามาแล้วบอกว่ายังเหลือเท่าไหร่เพื่อแพทย์จะได้จ่ายยาไม่มากเกินไป แต่เหตุการณ์แบบนี้เจอในรพ.รัฐน้อยมาก :cry: :cry: :cry:

เรื่องที่สอง ER ต่างประเทศ ใครที่มาต้องเป็นโรคฉุกเฉินจริง ๆ เพราะจะเสียค่ารักษาแพงกว่าปกติมาก แต่ ER ไทยกลับกลายเป็นโรคไม่ฉุกเฉินซะมาก (รพ.ส่วนใหญ่) ทำให้ไปเบียดเบียนเวลาที่จะต้องใช้รักษาคนไข้หนักจริง ๆ เคยได้ยินมาว่าบางคนชอบมา ER เพราะว่าไม่ต้องรอนานเหมือน OPD ในเวลาราชการ แต่ที่แน่ ๆ ผมเคยเจอคนไข้มาหาผมที่ ER ตอนตีสองด้วยเรื่อง...
ผมร่วงครับ :wall: :wall: :wall:

ขออภัยนะครับที่ผมอาจจะคอมเมนต์ค่อนข้างตรง แต่ผมเชื่อว่าหลายคน "อึดอัด" เหลือเกินครับ
"Become a risk taker, not a risk maker"
leky
Verified User
โพสต์: 1803
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3924

โพสต์

leky เขียน: ระบบการรักษาพยาบาลประเทศ "ไทยแลนด์แอนตาร์กติก" ผมขอยืมคำ ๆ นี้จากอ.คนหนึ่งมาใช้นะครับ แกบอกว่าที่แกเรียกประเทศนี้แบบนี้เพราะมักมีการทำอะไรแปลก ๆ ที่ทำให้คน "คิดไม่ถึง" มันมีความเพื้ยนหลายอย่างครับ เท่าที่ผมนึกออกเช่น
1) สิทธิการเบิกของข้าราชการ ไม่สามารถเบิกเครื่องมือทางการแพทย์ได้ เช่น สำลีทำแผล, ถุง colostomy แต่บัตรทอง "ฟรี"
2) ถ้าใครมีสิทธิเบิกของข้าราชการ แต่มีสิทธิประกันสังคมด้วย เช่นอาจจะมีภรรยารับราชการหรือเคยรับราชการมาก่อนแล้วเกษียณ แต่ไปทำงานเอกชนแล้วได้สิทธิ์ประกันสังคมด้วย เค้ากำหนดว่า "ต้องใช้สิทธิ์ประกันสังคมก่อน"
3) นักการเมืองมีสิทธิ์รักษาพยาบาลที่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มีวงเงินค่อนข้างสูง
4) ดาราเมาแล้วขับรถชนคนตาย โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อน เพราะถือว่ายังไม่เคยทำผิด ทั้ง ๆ ที่คนทำผิดก็รู้ว่ากินเหล้ามันทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่แพทย์รพ.ชุมชนผ่าตัดผู้ป่วย มีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แต่โทษจำคุกไม่รอลงอาญา ทั้ง ๆ ที่เค้ามีเจตนาช่วยเหลือผู้ป่วย มาตรฐานอยู่ตรงไหน?????
ขออภัยครับ ผมลืมข้อ 5 ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อที่แปลกข้อหนึ่งในความคิดผม

5) ในขณะที่ระบบสาธารณสุขของประเทศยังมีสภาพที่เป็นอยู่แบบทุกวันนี้ แต่ประเทศไทยมีนโยบายขอเป็น "medical hub" :ohno: :ohno: :ohno:

โอวแล้วสมองมันจะไม่ไหลออกไปจากรพ.รัฐบาลจนเหลือแต่กระโหลกเปล่า ๆ หรือครับนี่
"Become a risk taker, not a risk maker"
jverakul
Verified User
โพสต์: 1959
ผู้ติดตาม: 1

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3925

โพสต์

ขอบคุณครับคุณหมอ leky ที่ให้มุมมองที่เห็นได้ชัดเจน แต่ผมคิดว่ามันไม่น่าอึดอัดเ่ท่าใดนักครับเพราะเป็นความจริงที่เราต้องเจอ ถ้าอึดอัดแสดงว่าเราไม่ยอมรับความจริงเท่านั้นเอง

ส่วนคำถามข้อสองผมคิดว่าอาจจะต้องเริ่มจากครอบครัวก่อนน่าจะดีที่สุด ถ้าในระดับประเทศผมคิดว่าควรเสนอนโยบายนี้ให้ สสส. ครับ
leky เขียน:
5) ในขณะที่ระบบสาธารณสุขของประเทศยังมีสภาพที่เป็นอยู่แบบทุกวันนี้ แต่ประเทศไทยมีนโยบายขอเป็น "medical hub" :ohno: :ohno: :ohno:

โอวแล้วสมองมันจะไม่ไหลออกไปจากรพ.รัฐบาลจนเหลือแต่กระโหลกเปล่า ๆ หรือครับนี่
ไม่อยากนึกภาพเลยครับ เวลาเจ็บไส้ติ่งไปผ่าตัดแต่ไม่มีหมอผ่าตัด ต้องเดินทางอีก 40-50 โล ไปอีกรพ.หนึ่ง
" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "
torpongpak
Verified User
โพสต์: 2595
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3926

โพสต์

leky เขียน: 4) ดาราเมาแล้วขับรถชนคนตาย โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อน เพราะถือว่ายังไม่เคยทำผิด ทั้ง ๆ ที่คนทำผิดก็รู้ว่ากินเหล้ามันทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่แพทย์รพ.ชุมชนผ่าตัดผู้ป่วย มีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แต่โทษจำคุกไม่รอลงอาญา ทั้ง ๆ ที่เค้ามีเจตนาช่วยเหลือผู้ป่วย มาตรฐานอยู่ตรงไหน?????
ข้อสุดท้ายคงเป็นเรื่องที่เคยเกิดที่จังหวัดผม ทั้งๆที่หมอเค้าตั้งใจจะรักษาคนไข้ผ่าตัดใส้ติ่ง...เศร้ากว่านั้นคือวันที่ตร.รับเเจ้งความหมอคนนั้นต้องไปเข้าคุกที่ สภอ. ด้วยครับ เพราะผิดคดีอาญา...ฆ่าคนตาย :shock: เเต่ด้วยความเป็นหมอตำรวจเกรงใจเลยให้นั่งรอข้างนอก ไม่ต้องเข้ากรง
สรุปคดีนี้ศาลตัดสินสุดท้ายหมอไม่ผิด เเต่ระหว่างนั้นกระทรวงก็เสียตังค์ให้คนไข้ที่ฟ้องไปก่อนเเล้วร่วมเกือบล้านบาท Spoilกันสุดสุดๆ

ช่วงนี้สมาคมเเพทย์ไทยเเห่งสหรัฐอเมริกามาจัดConferenceให้ รพ.ผม จึงได้ทราบว่าไม่มีคดีความผิดพลาดทางการเเพทย์ที่ถูกตัดสินเป็นคดีอาญา...(ยกเว้นคดีหมอของ ไมเคิล เเจ็คสัน)

ส่วนสื่อ...มีอยู่ช่วงนึงที่ทีวีช่องดัง(ที่สุดในประเทศไทย) ทำScoopเอาคนไข้ที่เกิดผลข้างเคียงจากการรักษามาออกรายการสัปดาห์ละครั้งเพื่อตีเเผ่ให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานของเเพทย์ เหมือนจะยุให้ลุกขึ้นมาฟ้องเลยอะ... อันนี้ผมว่าทำได้เเต่ต้องทำร่วมกับเเพทย์สภา มีคนไข้มาพูดก็ต้องมีหมอมาอธิบาย...ไม่ใช่ว่าให้พวกเราเป็นจำเลยสังคมก่อน

ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวตอนนี้ รพช.ที่จังหวัดผมน้องเค้าไม่กล้าทำอะไรเเล้ว referหมดครับ สมัยผมเป็นInternยังผ่าAppendicitisที่่รพ. 30 เตียงอยู่เลย เหตุที่ผมต้องผ่าเองเพราะการส่งคนไข้มาในเมืองค่าใช้จ่ายแฝงสำหรับคนไข้เเละญาติเพียบ เเถมส่งต่อต้องข้ามภูเขา 1 ลูก เจ้าหน้าที่ที่ไปreferก็เสี่ยง...ปีที่เเล้วก็มีเจ้าหน้าที่ รพช. นึงรถrefer คว่ำเสียชีวิต

สรุปก็ต้องดูเเลกันไปครับ...ทุกๆเรื่องประชานิยม...ต้องทำให้ถูกทาง...ไม่ใช่Spoil
การเข้าถึงทางการเเพทย์ที่...ฟรีไปหมด สะดวก รวดเร็ว ต้องควบคู่กับการมีวินัยเเละรักษาสุขภาพเองของชาวบ้านด้วย
อย่างUSถึงเเม้มีระบบประกันสุขภาพที่ดีเเต่Costที่เสียค่าบริการทางการเเพทย์เเต่ละครั้งอย่างต่ำ 100 เหรียญ US นะครับ...
คนเราจะมีความสุข มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีเท่าไร เเต่ขึ้นกับว่า เราพอเมื่อไร
~หลวงพ่อชา สุภัทโท~
o
teatree
Verified User
โพสต์: 18
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3927

โพสต์

คุณหมอlekyให้ข้อคิดที่ดีมากนะครับ

ส่วนตัวผม50upแล้ว คิดว่าคงpracticeไปอีกไม่นาน น่าจะไปหาอย่างอื่นทำได้
แต่เราเองก็ยังต้องมองไปในอนาคตอยู่ดี
ลูกหลานที่ตามมาในรุ่นหลังจะได้ผลกระทบจากบริการทางการแพทย์อย่างไรบ้าง
ที่แน่ๆ ผมคิดว่า ถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไป อิมแพ็คน่าจะรุนแรงมาก
ต่อไปคนไทยอาจจะต้องใช้หมอเขมรมาทำคลอดให้ก็ได้ ใครจะไปรู้
(อย่าลืม อีก3-4ปีจะมี asean economic communityแล้วนะครับ)

ผมว่า กรณีสมิติเวช จะเป็นบรรทัดฐานในการฟ้องร้องแพทย์ที่หนักหน่วงขึ้น
เพราะการตัดสินว่า ไม่ดูแลคนไข้ตลอดเวลา จะทำให้พวกเราทำงานยากมากๆขึ้นไปอีก
นึกถึงเรื่องนี้แล้วก็เศร้าแทนอาจารย์ดมยาท่านนั้นจริงๆ
เคยอ่านสัมภาษณ์ท่านตอนศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง
ท่านถึงกับบอกว่า คงจะได้นอนหลับสนิท สักทีนึง หลังจากเครียด นอนไม่เคยหลับมาเป็นเวลาหลายปีระหว่างถูกฟ้อง
gongphop
Verified User
โพสต์: 1009
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3928

โพสต์

leky เขียน:
Fon^^ เขียน:เรื่องความผิดพลาดของระบบ

ฝนมองว่า แล้วแต่นโยบายผู้บริหารรพ.นั้นๆ
ว่าจะมีหน่วยงานกลาง และ ท่านผู้บริหารเจรจา
หรือจะโยนลงใครก็ได้ รับไป

อัตราการหมุนเวียนแพทย์แห่งนี้จึงสูงค่ะ
มาด้วยอุดมการณ์ กลับออกไปอีกความรู้สึกหนึ่ง
ไม่รู้ว่าจะโทษใครดีครับ อาจจะเรียกว่าวงจรแห่งความตกต่ำของระบบสาธารณสุขไทย ตามลำดับของวงจรนี้ตามข้างล่างนี้ครับ

1) คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

2) แต่ระบบสาธารณสุขของรัฐยังพึ่งพิงการให้เงินอุดหนุนจากภาครัฐเป็นหลัก

3) สิ่งที่ตามมาทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่ารัฐจะต้องรับผิดชอบกับค่าใช้จ่ายตรงนี้ แต่ไม่ได้มองว่าทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ประชาชนส่วนหนึ่งไม่สนใจที่จะป้องกันโรคเพราะคิดว่ายังไงสุดท้ายก็มีคนคอยรักษาพยาบาลให้ฟรี บางคนดื่มเหล้า สูบบุหรี เมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุ

4) ประชาชนส่วนหนึ่งไม่เคยเสียภาษีทั้ง ๆ ที่อยู่ในข่ายที่จะเสียได้ เนื่องจากระบบมีความหละหลวม มีการเก็บภาษีเฉพาะผู้ที่อยู่ในฐานที่จัดเก็บได้ง่าย งบประมาณด้านการรักษาถูกนำมาจากผู้ที่จ่ายภาษีซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าผู้ที่ไม่จ่ายภาษี สรุปคนกลุ่มเล็กอุ้มคนกลุ่มใหญ่

5) รัฐพยายามทำให้ประชาชนเสพติดกับประชานิยมด้านการรักษาพยาบาลฟรี ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นไปไม่ได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีการพยายามรวมกองทุนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าเป็นไปไม่ได้ก็ไม่มีใครกล้าไปยกเลิก เพราะถ้าใครคิดจะเลิกรัฐบาลชุดนั้นก็อยู่ไม่ได้

6) การให้การรักษาพยาบาลฟรี ควรจะทำเฉพาะผู้ที่อยู่ในข่ายด้อยโอกาสจริง ๆ ไม่ใช่ปูพรมไปหมด ในบางประเทศเค้ารักษาพยาบาลฟรีก็จริง แต่ประชาชนของเค้าเสียภาษีในอัตราที่สูงมาก นอกจากนั้นการเก็บเงินค่ารักษาเล็ก ๆ น้อย ๆ กับคนที่พอจะจ่ายได้ ทำให้คนไข้จำนวนหนึ่งไม่พยายามจะมารพ.มากจนเกินไป ทำให้เค้ามองเห็นคุณค่าของยาที่เค้าได้รับว่าเค้าจะต้องจ่ายเงินบ้าง เพราะเท่าที่เคยเห็นพอเป็นของฟรีส่วนหนึ่งก็ใช้อย่างทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ที่สำคัญเงินที่เก็บไปก็นำไปพัฒนารพ.ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

7) เมื่อเงินอุดหนุนไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถหาบุคลากรมาทำงานในรพ.ได้อย่างเพียงพอ แทนที่จะมีการพัฒนารพ.ชุมชนให้แข็งแรงพอที่จะช่วยตัวเองได้ มีแพทย์ไม่เฉพาะแต่สาขาหลักมาอยู่หรือพยายามพัฒนาให้มีแพทย์สาขาหลัก ๆ ให้ครบทุกอำเภอ แต่เหมือนระบบจะพยายามให้ยอมรับกับความสามารถในระดับแค่นี้ แบบพอเอาตัวรอดไปได้ก็พอ
8) เมื่อจำนวนผู้ป่วยมากเกินไป ในขณะที่เวลาในการตรวจมีเท่าเดิม เวลาในการรักษาคนไข้แต่ละคนก็น้อยลง ทำให้มีโอกาสผิดพลาดมากขึ้น

9) ยิ่งเป็นยุคแห่งการฟ้องร้อง ผู้ใช้บริการจำนวนหนึ่งเรียกร้องมาตรฐานระดับสูง แต่ในความเป็นจริงรพ.บางแห่งมีบุคลากรไม่เพียงพอ อันนี้ควรจะโทษแพทย์หรือโทษระบบ? เช่นแพทย์ 2-3 คน ดูแลประชาชนทั้งอำเภอ

10) เมื่องานของบุคลากรในรพ.โหลดมาก ในขณะที่ผู้ใช้บริการมีความคาดหวังสูง ทำให้มีโอกาสเกิดเรื่องฟ้องร้องสูงเช่นกัน

11) บุคลากรส่วนหนึ่งไม่อยากเสี่ยงกับการถูกฟ้องร้อง นำมาซึ่งปัญหาอีกหลายอย่าง เช่น การส่งตัวผู้ป่วยไปรักษารพ.ที่ใหญ่กว่าเนื่องจากไม่อยากที่จะเสี่ยงที่จะรักษาคนไข้หนัก ทำให้ภาระตกกับรพ.ใหญ่เช่นรพ.ประจำจังหวัด ทั้ง ๆ ที่บางรายสามารถรักษาที่รพ.ชุมชนได้ สุดท้ายคนเสียผลประโยชน์คือผู้ป่วย? ยังไม่นับเรื่องเนื่องจากแพทย์ต้องระวังการถูกฟ้องร้อง ทำให้ต้องมีการส่งตรวจเพิ่มเติมหลายอย่าง ทำให้ผู้ป่วยเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น

12) เมื่อวงจรตรงนี้เดินมาถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่ตามมาคือคนที่เรียนเก่งไม่อยากมาเรียนแพทย์ ทำให้คุณภาพของแพทย์ในอนาคตอาจจะตกลงไป? เหมือนอย่างในบางประเทศที่ขาดแคลนแพทย์บางสาขาจนต้องยอมให้คนต่างชาติมาเรียน

13) ถ้าวงจรที่หมุนมาจนถึงจุดสุดท้าย สุดท้ายคนที่เสียประโยชน์ ไม่ใช่ใครอื่นครับ ประชาชนคนไทยนั่นเอง :cry: :cry: :cry:

14) ผมไม่เถียงครับว่าแพทย์ที่ประพฤติตนไม่ดีก็มี แต่วงจรนี้มันก็ทำให้แพทย์ดี ๆ เสียกำลังใจหรือคิดจะเลิกหรือเลิกเป็นแพทย์ไปเลยจำนวนหนึ่ง
+10 เลยครับ
dr1
Verified User
โพสต์: 842
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3929

โพสต์

คิดแบบ conspiracy theory แล้ว ดูคล้ายมีใครพยามทำให้ระบบสาสุขไทย
อ่อนแอลง เหมือน ทศท แย่ลง แล้วบ.โทรศัพท์เอกชนได้เปรียบ มั้ยครับ

แต่ผมเดาว่า สาสุขไทย น่าจะไปทางเมกามากกว่ายุโรป
คือทุนนิยมมากกว่าสังคมนิยม

แล้วเราจะอยู่อย่างไรในยุคทุนนิยมเป็นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ผมเองก็เคยทำงานตั้งแต่เหมาจ่ายค่าเวรเดือนละ1300
(ชั่วโมงละ 4บาท)
สิบกว่าปีที่แล้วเพื่อนตำรวจมาเลย์ถามเงินเดือนหมอไทย
พอตอบไปบอกน้อยกว่าหมอมาเลย์สิบเท่า
ผมเลยบอกไปว่าก็นายกมาเลย์เป็นหมอ
นายกไทยเป็นตำรวจนี่(ไม่รู้เกี่ยวกันมั้ย)

อาทิตย์ที่แล้วขับรถพาเตี่ยแม่ไปเจอน้ากะน้าเขย
เป็นหมอเด็กกะนิวโรเหม็ดมาจากเมกา
บอกเลิกแพรกทิสมา5ปีแล้ว
เที่ยวมา30ประเทศแล้ว
รอไปอย่างเดียว เมื่อไรก็เมื่อนั้น(อายุ70+)

สามสิบปีที่แล้วไปเยี่ยมที่เมกา
ยังจำได้ว่ามีเพื่อนแกนั่งดูจอทีวีเทรดหุ้นให้อยู่
สิบกว่าปีที่แล้วแกมาเยี่ยมบ้าน
บอกเตี่ยผมว่าผลตอบแทนหุ้นก็อยู่ได้สบาย

ผมเลยหวังเล็กๆว่า
แนวทางแวลยูอินเวสเตอร์ที่กำลังเรียนรู้อยู่เนี่ย
จะเป็นอีกพาหนะหนึ่ง นำพาหมอไทยที่น่าสงสาร
ฝ่าคลื่นทุนนิยม ไปสู่อิสรภาพทางการเงิน
เพื่อเราจะได้ไม่ต้องมาห่วงเรื่องเงิน
จนอาจไปล้ำเส้นทางวิชาชีพที่เราทำ
จนคนไข้ หรือตัวเราเดือดร้อนในภายหลังได้ครับ
samatah
gongphop
Verified User
โพสต์: 1009
ผู้ติดตาม: 0

Re: ชมรมหมอ VI

โพสต์ที่ 3930

โพสต์

leky เขียน: เรื่องที่ผมบอกว่าทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ผมไม่ได้คิดว่าจะให้ประชาชนมาจ่ายเงินหรือภาษีสูง ๆ แบบต่างประเทศนะครับ แค่คิดเล่น ๆ ว่าจ่ายกันคนละ 100 บาทต่อปี ปีหนึ่งก็ได้ 6000-7000 ล้านแล้ว
เรื่องค่าใช้จ่ายนี้ ผมเคยไปดูงานที่สิงคโปร์แล้วชอบครับ มันเป็นระบบ subsidize (แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ในไทย ที่ประชานิยมเกินไป) ซึ่งผมชอบมากกว่าการรักษาฟรี แต่เก็บภาษีมากแบบยุโรปครับ

คือที่สิงคโปร์เขาจะให้ประชาชนจ่ายค่ารักษา แต่รัฐบาลจะช่วยตามความรวยความจน โดยดูจากจำนวนเงินการเสียภาษี
รัฐบาลจะ subsidize 30-70% ครับ โดยคนจนที่สุดจะได้รับการช่วย 70% ของค่ารักษา และจะลดการ subsidize ไปเป็นขั้นบันได โดยขั้นที่รายได้สูงสุด รัฐบาลจะช่วย 30% ข้อดีคือ เข้าโรงพยาบาล ยังไงก็ต้องเสียตังบ้าง ไม่ใช่ป่วยเล็กๆน้อยๆ ดูแลตัวเองได้ก็มาใช้ฟรี นอนโรงพยาบาลก็ต้องเสียตังบางส่วน ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ขอนอนโรงพยาบาล ทะเลาะกันแฟนไม่อยากกลับบ้านก็มาขอนอนโรงพยาบาลเหมือนของไทย ถ้าจะมาปรับใช้ในประเทศไทยอาจ subsidize ถึง 90% ก็ยังได้ แต่ควรต้องให้จ่ายบ้าง เพราะพอฟรีก็มีผู้ป่วยบางรายที่พฤติกรรมการใช้บริการไม่ไหว (ผู้ป่วยดีๆ ก็มีมานะครับ)

อย่างเจ็บป่วยหนักเรียก ของสิงคโปร์ นี่รถพยาบาลไปรับ .....ฟรีครับ.....แต่หากไม่หนัก เดินทางมาเองได้ แต่เรียกรถพยาบาล พอมาถึง ประเมินแล้วไม่ฉุกเฉิน ต้องจ่ายเงิน ประมาณ 1,800 บาท ซึ่งแพงกว่านั่ง taxi มาเอง...

เป็นระบบที่ผมชอบนะครับ เป็นระบบที่ใหเอามาเล่าสู่กันฟังเฉยๆ แม้ว่ามันจะไม่สามารถเป็นไปได้ในประเทศไทยครับ