
ภาพลักษณ์องค์กรเฉไปทาง 'หุ้นปั่น' ของ 'เซียนหุ้นเก็งกำไร' การกลับมาของอดีตเจ้าแม่การเคหะแห่งชาติ ฟื้นวิกฤติศรัทธา 'ซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น'
แม้ถ้ำจะเล็กแต่ บมจ.ซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น (SSE) บริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปจิ๊บจ๊อย 400 ล้านบาท แต่คลาคล่ำไปด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงในหลายวงการ เริ่มตั้งแต่ วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ผู้โด่งดังนั่งเป็นประธานกรรมการบริษัท ชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ อดีตเจ้าแม่การเคหะแห่งชาติ เป็นกรรมการผู้จัดการ รวมทั้ง ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้บริหารธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ก็มีวาระที่จะเข้าเป็นกรรมการในบริษัท หลังพ้นจากตำแหน่ง
แม้ล่าสุด วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ประธานกรรมการบริษัท และ อภิรักษ์ จูตระกูล ประธานกรรมการตรวจสอบ ได้ชิงลาออกจากบริษัท ขณะที่ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ก็ขอถอนตัวกะทันหัน แต่บริษัทกำลังทาบทาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกหลังเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายน เข้าเป็นประธานกรรมการบริษัทแทน โดยการลิงค์ของ "เสี่ยโต้ง" กมล เอี้ยวศิวิกูล ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ติดยศ "พันเอก"
ขณะที่ โฉมพิศ บุนนาค มารดา ฉาย บุนนาค ก็จะลาออกไปอยู่ข้างหลังแล้วเปิดทางให้ญาติเข้ามาเป็นกรรมการแทน พร้อมกับปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บมจ.พี พลัส พี (PLUS) นับเป็นชื่อที่สามในรอบ 3 ปี (ชื่อเดิมคือ บมจ.ดีอี แคปปิตอล)
อย่างไรก็ตาม แม้จะเปลี่ยนชื่อจาก บมจ.ซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น มาเป็น บมจ.พี พลัส พี ซึ่งมีความหมายว่า "Profit บวก Profit" และมีอดีตเจ้าแม่การเคหะแห่งชาติเป็น "แม่ทัพใหญ่" แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทก็ยังคงเป็นกลุ่มฉาย บุนนาค ที่ถือหุ้นกว่า 30% และกลุ่มเอี้ยวศิวิกูล ที่ถูกจับตามองจากตลาดหลักทรัพย์ และก.ล.ต.อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของฉาย ที่ถูกสงสัยเข้าไปเกี่ยวข้องกับดีลการสร้างราคาหุ้น บมจ.โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) หรือ SLC เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทนี้มี ธนพันธ์ วงศ์ชินศรี ซึ่งเป็นญาติฝั่งภรรยาของฉาย (วทันยา วงษ์โอภาสี) ถือหุ้นใหญ่
นอกจากนี้ ซันไชน์ ยังมีมติเข้าซื้อหุ้น บมจ.โรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) จำนวน 43.20% จาก บมจ.เอส แพ็ค แอนด์ พริ้นท์ (SPACK) และ Asia Special Situations MT1 Limited ในราคาหุ้นละ 1.94 บาท มูลค่ารวม 397.41 ล้านบาท ยังเป็น "รายการเกี่ยวโยง" เต็มๆ เพราะ ยุทธ ชินสุภัคกุล ผู้มีอำนาจใน EPCO และ SPACK คือ "พ่อ" ของ ฉาย บุนนาค และดีลนี้ โฉมพิศ บุนนาค แม่ของฉาย เป็นผู้ปล่อยเงินกู้ให้บริษัท 150 ล้านบาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เพื่อนำไปสมทบทุนซื้อหุ้น EPCO
เงื่อนปมหลายอย่างทำให้ ฉาย ถูกตั้งคำถามจากหน่วยงานตรวจสอบภาครัฐในฐานะ "ผู้ต้องสงสัย" ขณะที่ ชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น ที่ถูกร้องขอให้เข้ามาล้างภาพลักษณ์ใหม่ของบริษัท จำต้องเปิดตัวกับสื่อเมื่อวันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2553 ณ ร้านอาหาร R.cafe ใต้โรงละครรัชดาลัยเธียร์เตอร์ ห้างสรรพสินค้าเอสพลานาด
ชวนพิศ หรือ "อาเล็ก" ของฉายเป็น "เพื่อนสนิท" กับ โฉมพิศ บุนนาค ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอบอกว่า การเข้ามาบริหารซันไชน์ จะยึดหลัก "ขยัน-อดทน" ทำงาน เพื่อให้คนที่มองเราในแง่ลบรับรู้ว่าพี่ไม่ได้เข้ามาเพื่อสร้างราคาหุ้นให้เพื่อน (เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ รุ่น 18 ปี 2509) แต่การเข้ามาครั้งนี้ต้องการทำงานอย่างแท้จริง
"ถ้าพี่มีเงินจะรีบหาจังหวะซื้อหุ้น SSE เป็นตัวแรก แต่จะลงเท่าไรขึ้นอยู่ที่กำลังเงิน (หัวเราะ) พี่เชื่อว่าจากนี้บริษัทจะลงทุนบนกฎกติกา และความรอบคอบ ที่สำคัญลงทุนแล้วต้องได้รับผลตอบแทนคืนกลับมาประมาณ 20% ก่อนหน้านี้บริษัทลงทุนแล้วขาดทุนเป็นส่วนใหญ่"
ชวนพิศ เล่าว่า ตัวเองหยุดลงทุนในตลาดหุ้นมาตั้งแต่ปี 2545 หลังเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้ลงทุนมากส่วนใหญ่เป็นหุ้นบูลชิพ และหุ้นไอพีโอ กลยุทธ์การลงทุนไม่มีอะไรมากได้กำไรแล้วก็พอ "อย่าโลภ" ไม่เช่นนั้นจะ "จน" ไม่รู้ตัว พี่ไม่เคยตั้งกฎเกณฑ์ว่าต้องได้กำไรเท่าไรทุกอย่างอยู่ที่ความพึงพอใจตามสถานการณ์
อดีตข้าราชการเกษียณวัย 62 ปี บอกว่า เป้าหมายที่จะลงมือทำคือทำให้บริษัทกลับมา "จ่ายเงินปันผล" ให้ได้ บริษัทนี้จ่ายเงินปันผลครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2548 หากไม่มีอะไรผิดพลาดในปี 2554 บริษัทอาจจะกลับมาจ่ายเงินปันได้อีกครั้ง แต่จะจ่ายได้เท่าไรคงต้องรอดูสถานการณ์ต่างๆ ก่อน
"เรามีแผนจะล้างขาดทุนสะสมให้หมดภายในปีหน้า ตามที่ตกลงไว้กับโฉมพิศ พี่จะเข้ามาบริหาร 3 ปี จะพยายามสร้างรายได้ให้ขยายตัวปีละ 15-20% หลังจากนี้ธุรกิจที่บริษัทเข้าไปลงทุนทุกตัวจะต้องมีกำไรหลายคนอาจไม่เชื่อคิดว่าเพ้อฝันแต่พี่จะทำให้เป็นจริง โดยเฉพาะโรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) ที่ผ่านมามีกำไรสุทธิต่อเนื่องทุกปี และยังมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในอัตราที่สูงกว่า 10% ทุกปี ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนอย่างสม่ำเสมอ" (หลังทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์คาดว่าจะถือหุ้น EPCO ประมาณ 55% ใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท)
นอกจากนั้น ยังมีแรงเสริมจากผลประกอบการของ บมจ.อควา คอร์เปอเรชั่น (ถือหุ้น 44.24%) ซึ่งเป็นบริษัทลูก มีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในปี 2553 คาดว่าจะโดดเด่นขึ้นมาก เนื่องจากดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับสื่อโฆษณา ซึ่งในปีนี้ได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างมาก
ชวนพิศ ระบุว่า การเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บมจ.พี พลัส พี (PLUS) ถือเป็นการรีแบรนด์ครั้งใหม่ต้องการจะสะท้อนให้สาธารณชนได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของบริษัท ซึ่งภายหลังจากที่ได้เข้ามาบริหารงานได้มีการปรับเปลี่ยนการทำงานในหลายๆ ส่วนด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านการลงทุนของบริษัทต่อไปจะเน้นการลงทุนระยะยาว ส่วนที่เป็นการลงทุนระยะสั้นจะเลือกพิจารณาเป็นกรณีไป
เธอยอมรับตรงๆ ว่า ภาพพจน์ของซันไชน์ที่ไม่ดีทำให้หนักใจมากที่สุดเพราะตั้งแต่เพื่อนรักติดต่อมาเมื่อต้นปี 2553 ให้มานั่งเก้าอี้ตัวนี้ พี่คิดแล้วคิดอีกว่าจะเอาดีหรือไม่ แต่ในปีหน้าภาพพจน์ของบริษัทจะดีขึ้นในสายตานักลงทุนและบริษัทจะเริ่มกลับมามีกำไรสุทธิ การเข้ามารับเป็นผู้บริหารของที่นี่ถือเป็นงานที่ท้าทายมาก และเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด
อย่าพยายามยึดติดเรื่องเดิมๆ อยากให้ทุกคนมองวันนี้ และอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น พี่รู้ว่าใครหลายคนไม่เชื่อใจในสิ่งที่เรากำลังทำ และคงคิดว่าเรากำลังสร้างมูลค่าหุ้น..พี่ไม่โกรธนะ! เพราะอดีตมันลบกันไม่ได้ เอาเป็นว่ามารอดูกันต่อไปดีกว่า
"พี่ว่างงานมาตั้งแต่ปี 2551 พอมีโอกาส ก็อยากเปลี่ยนฟิวส์มาทำงานบริษัทเอกชนบ้าง พี่จะใช้ทฤษฎีคล้ายๆ กับที่เคยทำงานกับภาครัฐ นั่นคือการเพิ่มประสิทธิภาพให้หน่วยงาน เพราะหากธุรกิจมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ใครๆ ก็คงอยากมีหุ้นเราไว้ครอบครอง"
ที่มา : ถนนนักลงทุน กรุงเทพธุรกิจออนไลน์