เห็นข่าวนี้แล้วถูกใจมากซื้อหนังสือเอาไปลดภาษีได้จุรินทร์เตรียมชงครม.ลดภาษีองค์กร-คนซื้อหนังสือบริจาค
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552
โพสต์ทูเดย์ จุรินทร์ ไอเดียกระฉูด เตรียมเสนอครม. ลดหย่อนภาษีให้ผู้ซื้อหนังสือบริจาค เพื่อส่งเสริมการอ่าน
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้าจะลงนามเพื่อเร่งเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอใช้มาตรการ ลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่านทั้งกับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อเป็นการส่งเสริมการอ่าน สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในส่วนนิติบุคคลนั้นจะขอให้นำค่าใช้จ่ายที่นิติบุคคลซื้อหนังสือบริจาค หรือซื้อหนังสือเข้าองค์กรตนเองมาหักลดหย่อนภาษี ได้เพิ่มขึ้น จากเดิมหากนิติบุคคลซื้อหนังสือบริจาคสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ส่วนกรณีซื้อหนังสือเข้าองค์กรตัวเองไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ จะขอให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือทั้งสองกรณีมาหักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 30% ของกำไร
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ในส่วนของบุคคลธรรมดาจะขอให้นำค่าใช้จ่ายซื้อหนังสือบริจาคหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้ด้วยเช่นกัน จากเดิมที่ไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายที่ซื้อหนังสือบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ยกเว้นบริจาคเป็นเงินสด
ทั้งนี้ บุคคลธรรมดาสามารถนำใบเสร็จค่าหนังสือที่ซื้ออ่านเองไปขอหัก ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินปีละ 1 หมื่นบาท ซึ่งครอบคลุมหนังสือทุกประเภทที่เป็นหนังสือเชิงสร้างสรรค์
นอกจากนี้ จะเสนอให้ธุรกิจหนังสือเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เพื่อให้สำนักพิมพ์สามารถขอคืนภาษีมูลค่าที่ติดมากับวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ ในการผลิตหนังสือ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจหนังสือไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาษี ของวัตถุดิบเอง หากเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้ขอคืนภาษี ที่ติดมากับวัตถุดิบได้ ส่งผลให้ต้นทุนหนังสือถูกลง
นอกจากนี้ จะขอให้ภาษีมูลค่าเพิ่มของหนังสือเป็น 0% ซึ่งจะทำให้ ผู้ซื้อหนังสือซื้อได้ในราคาที่ถูกไม่ต้องบวกภาษี
ปกติผมซื้อปีละสองหมื่นกว่าๆอยู่แล้ว
น่าจะได้ประโยชน์จากตรงนี้
แต่ติดใจคำว่าหนังสือเชิงสร้างสรรค์ มันหมายถึงหนังสืออะไร
และนอกจากนี้ยังมีแผนลดภาษีมูลค่าเพิ่มอีก
คิดว่าน่าจะทำให้วงการหนังสือ และร้านหนังสือคึกคักขึ้นมาบ้าง
แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเพิ่มนักอ่านหน้าใหม่ได้มากนัก
เพราะคนที่อ่านก็อ่าน คนที่ไม่อ่านยังไงก็ไม่อ่าน ราคาคงไม่มีผลมากนัก
แต่คนต่างจังหวัดที่ไม่ได้อยู่เมืองใหญ่ที่มีรายได้สูง หรือผู้มีรายได้น้อยในเมือง
อาจได้ประโยชน์ไม่มาก เพราะราคาหนังสือปัจจุบันค่อนข้างสูง200-400ต่อเล่ม
ราคาที่ลดเพิ่มน่าจะกดราคาลงได้อีก10-20%รวมกับส่วนลดเดิม5-10%
ส่วนลดสูงสุดที่เป็นไปได้คือ30%
ราคาหนังสือเฉลี่ยจะไปอยู่ที่140-280บาทต่อเล่ม ซึ่งก็ยังสูงอยู่ดีเมื่อเทียบกับค่าแรงขั่นต่ำประมาณ200บาทต่อวัน
ทางออกที่ดีคือต้องมีการสร้างห้องสมุดที่ดีทั้งห้องสมุดโรงเรียน และห้องสมุดประชาชน มีการUpdateหนังสือใหม่เรื่อยๆ
จัดการรณรงค์ให้นักเรียนรักการอ่านตั้งแต่เด็ก
ผู้ใหญ่ยากมากที่จะให้เปลี่ยนพฤติกรรมมารักการอ่าน(สังเกตจากคนรอบตัว)