อาทิตย์ ธ.ค. 13, 2009 3:03 pm | 0 คอมเมนต์
เอาขวัญใจพี่ป้อมมาฝากครับ
http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... -2554.html
พิชัย จาวลา..ไม่ใช่นักลงทุนที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงกำลังเปลี่ยนแปลงตัวมันเองโดยไม่ฝืนธรรมชาติ
มาร์เก็ต ติ้งกำลังจะมีลูกค้าลดลงเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันนักลงทุนรุ่นใหม่ 22% ซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต และคนส่วนใหญ่เล่นหุ้นสั้นลงรวมถึงกองทุนที่เปลี่ยนบทบาทเป็นนักเก็งกำไร เสียเอง
ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้ามาร์เก็ตแคป 130% ของจีดีพี และส่งเสริมให้ประชากรของประเทศเข้าถึงตลาดหุ้นเพิ่มจาก 2.4% เป็น 5% ภายใน 5 ปี แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่านักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาแสวงหาความร่ำรวยในตลาดหุ้นจะไม่ "ตกเป็นเหยื่อ" นโยบายผลักดันตลาดหุ้นให้ มี "มาร์เก็ตแคป" ใหญ่กว่า "จีดีพี" ของประเทศ ในแง่ "มหภาค" อาจเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ในมิติ "จุลภาค" ก็เท่ากับเพิ่ม "ปลาซิวในมหาสมุทร" มากขึ้น
ถึงพิชัยจะชอบ "ทวนกระแส" อยู่ข้างคนส่วนน้อย แต่เขาก็ไม่ "ขวางกระแส" และมองโลกในแง่ดี โดยเฉพาะ SET Index นับต่อจากนี้ เขาทำนายว่า ดัชนีที่ขึ้นมารอบนี้ 758.55 จุด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 ยังไม่ใช่ "จุดสูงสุด" เพราะเหตุการณ์ในตอนนี้ยังคลุมเครือมีทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายปนๆ กันอยู่
ตลาดหุ้นรอบนี้ยังน่าจะขึ้นได้ไปจนถึง 800-900 จุด และพอเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ข่าวดีต่างๆ จะไหลเข้าตลาดหุ้น SET Index ก็จะ "ปรับตัวลง" ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะขึ้นถึง "จุดสูงสุด" 1,000 จุด ในปี 2554 พร้อมกับราคาอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวขึ้นแรงอีกครั้ง
เขาเล่าว่า พอร์ตลงทุนส่วนตัวตอนนี้มีอยู่ 10-20 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะลงทุน "หุ้นบลูชิพ" ในกลุ่มพลังงานกับธนาคารพาณิชย์ เพราะมีทิศทางขึ้นลงตามดัชนี แต่หุ้นตัวเล็กก็มีติดพอร์ตบ้างเหมือนกัน จะเน้นหุ้นที่คนอื่นมักมองข้าม ตลาดหุ้นบ่อยครั้งจะขึ้นอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผล หุ้นบางตัวพื้นฐานแย่แต่ขึ้น (มีเจ้ามือดัน) แต่หุ้นพื้นฐานดีหลายตัวกลับไม่ค่อยขึ้น
สำหรับประสบการณ์ลงทุนโดยใช้ทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นมา เขาบอกว่า ช่วงปี 2537 ตอนนั้น SET Index วิ่งผ่านจุดสูงสุดที่ 1,700 จุดและมาเคลื่อนไหวที่ 1,300-1,500 จุด ตอนนั้นเริ่มขายหุ้นออกไปจนหมดเพราะมองว่าตลาดจะเป็นขาลงในไม่ช้า
"ผมเริ่มกลับเข้าตลาดหุ้นอีก ครั้งตอน SET Index ลงมาเหลือ 300-400 จุด แต่ช่วงหลังวิกฤติพอร์ตก็นิ่งๆ อยู่นานหลายปีเพราะเศรษฐกิจผันผวนคาดเดาทิศทางลำบาก พอมาถึงปี 2549 ตลาดหุ้นเริ่มขึ้นก่อนจะขึ้นไปใกล้เคียง 900 จุด เป็นจุดสูงสุดครั้งสุดท้าย ตอนนั้นผมทำนายล่วงหน้าไว้ในหนังสือแล้วว่าตลาดหุ้นจะลงแรงจากการเข้าเก็งกำไรของต่างชาติและราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มทยอยขายหุ้นหมดพอร์ตไปตั้งแต่ดัชนี 800 จุด"
ถ้าใครสังเกตช่วงที่หุ้นอยู่ใกล้ๆ 900 จุด ตลาดหุ้นมีแต่ข่าวดีเต็มไปหมด ทั้งที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นไปตลอด จริงๆ ช่วงอย่างนี้แหละ "น่ากลัวที่สุด"
พอถึงเดือนตุลาคมปี 2551 ช่วงที่หุ้นตกหนัก พิชัยบอกว่า เริ่มเข้าเก็บหุ้นตั้งแต่ดัชนีลงมาแถว 500 จุด ไล่ซื้อลงมาถึง 400 จุด เพราะมั่นใจว่าช่วงเวลานั้นต้องมีคนกลุ่มหนึ่ง (ที่คิดต่างจากคนส่วนใหญ่) เข้าไปเก็บหุ้นไว้แล้ว ถึงตอนนี้ก็ยังถือหุ้นราคาถูกไว้บางส่วนเพราะมั่นใจว่าซื้อหุ้นได้ต้นทุนต่ำ
"ถามว่าผมได้กำไรจากทฤษฎีนี้เท่าไรมันไม่ได้มากเพราะพอร์ตผมไม่ใหญ่ แต่ผมไม่ขาดทุนหนักๆ อีกแล้ว ที่สำคัญอยากให้นักลงทุนรายย่อยรู้เท่าทันจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อง่ายๆ"
พิชัยยังนำแนวคิดทฤษฎีผลประโยชน์ไปใช้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง เขากำลังจะเปิดโรงแรมแห่งใหม่ที่กรุงเทพฯ เหตุผลเพราะซื้อที่ดินได้ในราคาไม่แพงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี และเลือกลงทุนในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ เพราะมองว่าราคาที่ดินเขตใจกลางเมืองเช่นแถวสุขุมวิท "ราคาเฟ้อ" เกินความจริง จากการเก็งราคาของคนส่วนใหญ่
"ผมคิดว่าสูตรการทำธุรกิจกับลงทุนหุ้นให้สำเร็จมีความใกล้เคียงกันคือ ต้องพิจารณาจาก “ตัวเล่น” และ “จังหวะเวลา” การทำธุรกิจต้องการเหตุผลมากกว่าและมีโอกาสเติบโตเอาชนะเศรษฐกิจได้โดย ปัจจัยเรื่องของเวลาเป็นเรื่องรอง แต่ตลาดหุ้นคุณต้องเลือกให้ถูกทั้ง "ตัวหุ้น" และ "จังหวะเวลา" ซึ่งบ่อยครั้งตลาดหุ้นมักใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล" นี่หรือไม่คือ "เสน่ห์" ของตลาดหุ้นที่ ล่อแมลงเข้ามาดอมดมอย่างไม่รู้จบสิ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวมันเองตามธรรมชาติ เหรียญยังมีสองด้านฉันใด..ความจริงที่เรามองเห็นอาจเป็นเพียงภาพลวงตาก็เป็น ไปได้
"Champions aren't made in gyms. Champions are made from something they have deep inside them: A desire, a dream, a vision.