Value Way

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ตะแกรงร่อนหุ้น
โดย มนตรี นิพิฐวิทยา
การลงทุนทุกชนิดไม่ว่าจะลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ หรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งที่เราจะต้องทำเป็นประการแรกเลยก็คือการคัดสรรสินทรัพย์ที่เราจะลงทุน แน่นอนว่าหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เองก็ต้องผ่านการคัดสรรเช่นกัน
หากมองเข้าไปในการลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ทุกวันนี้ บริษัทโบรกเกอร์ต่างๆก็จะมีบริการบทวิจัยทั้งทางพื้นฐานและทางเทคนิคเอาไว้บริการนักลงทุนที่เป็นลูกค้าของตนอยู่มากมาย นักลงทุนหลายรายก็ใช้บริการบทวิจัยจากบริษัทโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการอยู่
สำหรับนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าหรือValue Investor แล้วอาจจะทำอะไรมากกว่านั้นอีกเล็กน้อย หลักปฏิบัติทั่วๆไปของ Value Investor ไม่ใช่แค่เพียงซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดี และถือไว้เป็นเวลานานๆหรือที่มักเรียกกันว่านักลงทุนระยะยาว แต่Value investor จะมีหลักปฏิบัติก่อนการตัดสินใจลงทุนในหุ้นของกิจการใดๆก็ตามดังนี้

หนึ่ง รู้จักและเข้าใจบริษัทที่จะลงทุนเป็นอย่างดี หลักปฏิบัติข้อนี้สำคัญมาก แค่เรารู้ว่าบริษัทนี้ผลิตและขายสินค้าหรือบริการอะไรแค่นั้นไม่พอครับ เราต้องรู้ให้ลึกเข้าไปอีกว่าธุรกิจที่บริษัทดำเนินอยู่มีความสามารถในการแข่งขันที่คงทนแค่ไหน มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร การแข่งขันรุนแรงมากน้อยเพียงใด ตลาดอยู่ที่ไหนและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างไร

สอง ผู้บริหารไว้ใจได้แค่ไหน หลักปฏิบัติข้อนี้ก็มีความสำคัญเช่นกันและเป็นข้อที่วิเคราะห์ได้ยากมาก สิ่งที่Value Investor มักจะใช้สำหรับประเมินผู้บริหารคือการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้บริหารผ่านข้อมูลต่างๆ เช่นข่าวจากสื่อต่างๆ งบการเงิน และรายงานประจำปี การประชุมผู้ถือหุ้น

สาม ตรวจสอบผลดำเนินงานที่ผ่านมาให้มากที่สุด เราสามารถตรวจสอบผ่านงบการเงินย้อนหลังเพื่อดูความแข็งแกร่งทางการเงิน ประวัติการจ่ายเงินปันผล ประวัติการลงทุน สินค้าคงคลัง ยอดขาย กำไร บริษัทที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งมักจะมีเงินสดในปริมาณพอเหมาะ ยอดขายเมื่อเทียบกับสินค้าคงคลังต้องเป็นสัดส่วนปกติทางธุรกิจ ไม่น้อยเกินไปจนอาจเกิดปัญหาสินค้าไม่พอขาย ไม่มากเกินไปจนเป็นภาระทางการเงินในการเก็บสินค้า กำไรต่อยอดขายควรมีสัดส่วนที่สูงขึ้นหรืออย่างน้อยต้องเท่าเดิม ข้อนี้จะเป็นดัชนีบอกให้รู้ว่าบริษัทมีความสามรถในการแข็งขันที่คงทน แม้ว่าจะมีการแข็งขันที่สูงขึ้นก็สามารถปรับตัวเพื่อให้สามารถแข็งขันได้และยังรักษาระดับกำไรได้ดี ลูกหนี้การค้า และหนี้สงสัยจะสูญก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบ เมื่อพบอะไรที่ผิดปกติเราจะต้องตรวจสอบในรายละเอียดให้มากเข้าไปอีก

สี่ ราคาเป็นสิ่งสุดท้ายที่Value Investorจะดู ในขณะที่นักลงทุนอื่นมักจะดูราคาเป็นอย่างแรก เมื่อเราคัดสรรหุ้นได้ตามสามข้อแรกแล้วเรากลับมาดูที่ราคาว่า ณ ราคาปัจจุบันน่าสนใจซื้อหรือไม่ Value Investor มักจะคำนวณมูลค่าที่แท้จริงหรือ Intrinsic Value เพื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้นเสมอ ทั้งนี้เพื่อหาส่วนต่างความปลอดภัยหรือ Margin of safety ในบางครั้งหุ้นที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าเป็นหุ้นที่ดีแต่ราคามีส่วนต่างความปลอดภัยต่ำหรือไม่มีเลย Value Investorจะคอยหาจังหวะลงทุนเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงจนมีส่วนต่างความปลอยภัยที่เหมาะสม เพราะหุ้นที่ดีไม่ได้เป็นการลงทุนที่ดีเสมอไป

ห้า สิ่งสุดท้ายที่ Value Investor ปฏิบัติคือ ถือหุ้นให้นานที่สุดเพื่อให้บริษัทที่ถืออยู่แสดงศักยภาพในระยะยาวออกมา Phillip Fisher บอกเอาไว้ว่าต้องถือหุ้นอย่างน้อย 3 ปี ระยะเวลาที่ต่ำกว่านั้นจะไม่พอสำหรับโครงการหรือสิ่งต่างๆที่บริษัททำอยู่จะแสดงผลระยะยาวออกมา

หลักปฏิบัติทั้งหมดนี้เป็นหลักง่ายๆที่นำไปใช้ปฏิบัติกันได้ในการลงทุนทุกรูปแบบ แม้กระทั่งในการดำเนินชีวิตประจำวัน ในการซื้อสินค้าทั่วๆไปเรามักจะเลือกและเปรียบเทียบราคากับความคุมค่าของสินค้านั้นๆเสมอ หากสามารถต่อรองราคาได้เราก็จะทำกัน แม้แต่ซื้อผลไม้ตามตลาดเรายังคัดสรรเปรียบเทียบและต่อราคากันเลยครับ แต่นี่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของเราทำไมเราจะไม่ทำล่ะครับ
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ทำไมไม่กล้าซื้อหุ้น
โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ

ถ้าพูดถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ จะพบว่าปัจจุบันจำนวนบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ของบุคคลธรรมดาในประเทศไทยมีประมาณ 3 แสนบัญชี ถ้าเปรียบเทียบกับประชากรทั้งประเทศ 60 ล้านคนแล้ว มีไม่ถึง 1% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้นเองที่ทำการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยตรงด้วยตนเอง
ขณะที่บัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์มีมากกว่า 10 ล้านบัญชี ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังคงฝากเงินไว้กับธนาคารมากกว่าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งๆที่ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากน้อยกว่าอัตราเงินเฝ้อ ซึ่งจะทำให้มูลค่าเงินฝากที่แท้จริงมีค่าลดลงไปตามเวลา

เหตุผลหนึ่งก็คือมุมมองของผู้คนส่วนใหญ่จะมองว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเหมือนการพนันอย่าง หนึ่ง ซึ่งมีได้มีเสีย และต้องเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว สามารถเข้าออกซื้อขายหุ้นได้ทันตลอดเวลา รวมถึงต้องคอยเฝ้าดูหน้าจอดูราคาหุ้นตลอดวัน ซึ่งคนทำงานประจำ หรือ ผู้ที่มีกิจการต้องดูแลไม่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นได้ทันท่วงที

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คนส่วนใหญ่กลัวที่จะขาดทุน ถึงแม้ว่าการขาดทุนนั้นจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวก็ตาม การลงทุนแล้วขาดทุนแม้เพียงน้อยนิดก็สามารถทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกสูญเสียมากมายใหญ่หลวง กว่าความรู้สึกยินดีที่ได้กำไรมากๆซะอีก เพราะการขาดทุนทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้แพ้

ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกปลอดภัยที่จะฝากเงินกับธนาคาร เพราะ การฝากธนาคารไม่เคยทำให้ตัวเลขเงินต้นลดลง จึงรู้สึกว่าไม่มีวันขาดทุน ทั้งๆที่มูลค่าเงินที่แท้จริงลดลงตามอัตราเงินเฝ้อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เป็นเหมือนการเล่นการพนันเสมอไป ลองนึกถึงเวลาที่เราจะทำการซื้อบ้านสักหลังหนึ่งเพื่ออยู่อาศัย เราจะต้องทำอะไรบ้าง เราคงไม่เดินเข้าไปที่สำนักงานขายหมู่บ้านแห่งแรกที่เราขับรถผ่านแล้ววางเงินจองซื้อบ้านที่หมู่บ้านนั้นทันทีแน่นอน อย่างน้อยที่สุดเราคงต้องทำการเปรียบเทียบหมู่บ้านหลายๆแห่งในแต่ละทำเลที่เราสนใจ จากนั้นก็จะหาข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านนั้น ดูถึงคุณภาพของบ้าน ความน่าเชื่อถือของเจ้าของโครงการ ดูถนนหนทาง ความสะดวก มีโรงเรียนที่ดีสำหรับลูกๆไหม มีสวนให้วิ่งออกกำลังกายหรือเปล่า และอื่นๆฯลฯ

เราคงต้องเลือกบ้านที่ดีที่สุดทั้งคุณภาพบ้าน ทำเล และสาธารณูปโภคในงบประมาณที่ี่เราจำกัดกำหนดไว้ เราคงต้องพิจารณาอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจวางเงินจองทำสัญญาซื้อบ้านหลังนั้น เพราะ บ้านคือการลงทุนระยะยาวและ ถ้ามีการกู้เงินมาซื้อก็จะเป็นภาระผูกผันไปอีกหลายสิบปี ทำให้เราต้องคิดหนักก่อนตัดสินใจ

กลับมาที่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ บางครั้งเราพบว่า เราลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่งๆ เป็นจำนวนเงินเป็นแสนเป็นล้านบาทโดยใช้เวลาในการตัดสินใจที่จะซื้อหุ้นบริษัทนั้นเพียงแค่ไม่กี่นาที โดยที่ไม่ได้ศึกษาหุ้นตัวนั้นดีเพียงพอ ส่วนใหญ่จะซื้อตามที่มีคนบอกว่าหุ้นตัวนั้นดี ยิ่งราคากำลังขึ้นยิ่งน่าสนใจ

ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เหตุผลหนึ่งก็คือ เราไม่ได้ศึกษาบริษัทที่เราลงทุนดีเพียงพอ เราซื้อเพราะราคา กำลังสูงขึ้นๆ และเมื่อราคาหุ้นตกต่ำลง เราก็มาหาสาเหตุว่า ทำไมราคาหุ้นถึงลดลง เราทำอะไรผิดพลาดไปหรือ มีอะไรกำลังเกิดขึ้นกับตลาด หรือ มีอะไรเกิดขึ้นบริษัทที่เราลงทุนไป
ซึ่งคำถามเหล่านั้นน่าจะมาจากนักลงทุนก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้น มากกว่าหลังจากซื้อไปแล้ว

ถ้าเราลองคิดใหม่ทำใหม่ โดยคิดว่า ถ้าเราจะลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สักบริษัทหนึ่งให้เหมือนกับเรากำลังจะซื้อบ้านเพื่ออยู่ อาศัยสักหลังหนึ่ง เราจะมีวิธีการในการลงทุนเปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไร เราจะทำอย่างที่เรากำลังลงทุนอย่างในปัจจุบันนี้หรือไม่
อย่างน้อยถ้าเราคิดว่าเรากำลังซื้อหุ้นเหมือนซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง เราคงไม่ตัดสินใจซื้อหุ้นบริษัทนั้นในเวลาเพียงไม่กี่นาที เราคงไม่ซื้อเพียงเพราะมีคนบอกว่าบริษัทนี้ดี โดยที่ไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมแต่อย่างใด และเมื่อซื้อบ้านมาแล้ว เราคงไม่ประกาศขายบ้านที่เราอยู่ทันทีเมื่อบ้านข้างๆเราประกาศขายบ้านลดราคา

จะเห็นว่า ถ้าเราคิดว่าเราลงทุนในหุ้นสักบริษัทหนึ่งเหมือนซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยสักหลังหนึ่ง การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้เป็นเหมือนการพนันอีกต่อไป นับเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investing ทางหนึ่ง

ลองเปลี่ยนมุมมองดูสักนิด แล้วท่านจะพบว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เสี่ยงมากเสมอไป
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 3

โพสต์

ลงทุนแบบเน้นคุณค่า......ใช้ได้จริงหรือ? โดย มนตรี นิพิฐวิทยา

การลงทุนในหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เราจะเห็นรูปแบบการลงทุนหลายแบบมาก นักลงทุนบางท่านถนัดที่จะใช้กราฟหรือลงทุนแบบเทคนิค(Technical Investment) บางท่านนิยมลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Investment) บางท่านหนักกว่านั้นคือ เอาแบบไหนก็ได้ขอให้บอกมาเถอะว่าหุ้นตัวไหนดีและราคาจะขึ้น แบบนี้เรียกว่าการลงทุนประเภท ข. (Whisper Investment)

เนื่องจากนักลงทุนแต่ละท่านมีความชอบ ความถนัด และเชื่อมั่นในหลักการลงทุนแต่ละแบบไม่เหมือนกันจึงเลือกลงทุนแต่ละรูปแบบต่างกัน แบบเทคนิคเชื่อในเรื่องจิตวิทยามวลชน เส้นกราฟจะบอกถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อหุ้น รวมไปถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ส่วนแบบที่ใช้ปัจจัยพื้นฐานเชื่อในเรื่องเศรษฐกิจทั้งภาพใหญ่หรือมหภาค และภาพย่อยๆระดับบริษัทหรือจุลภาค ส่วนประเภท ข. เชื่อหมดเลยขอให้บอกมาเถอะ

เมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้อ่านกระทู้ที่มีสมาชิกของ www.thaivalueinvestor.com ท่านหนึ่งเขียนถามเพื่อนๆในกระทู้ว่า เขาเคยลงทุนหุ้นแบบใช้ปัจจัยพื้นฐานและหันมาใช้ปัจจัยทางเทคนิคเมื่อปีที่แล้วปรากฏว่าเพื่อนสมาชิกท่านนั้นลงทุนแบบเทคนิคแล้วได้รับผลตอบแทนสูงมากครับ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยในการลงทุนทั้งสองแบบว่าแบบไหนดีกว่ากัน และถ้าลงทุนแบบใช้ปัจจัยพื้นฐานแล้วเมื่อหุ้นขึ้นมากๆแล้ว จะขายแล้วมารอซื้อกลับเมื่อราคาลงมากันไหม?

จริงๆแล้วคำถามนี้มีมานานแล้วครับ และเพื่อนสมาชิกท่านนี้ไม่ใช้ท่านแรกที่สงสัยและถามมา มันเป็นคำถามที่ตอบยากเอาการทีเดียวครับ และมีเพื่อนๆหลายท่านพยายามตอบแต่คงยังไม่ชัดนักจึงได้เกิดคำถามแบบนี้ขึ้นเรื่อยมา
จะว่าไปแล้วผมเองเคยถามตัวเองในเรื่องนี้มาตลอดระยะเวลาที่ผมลงทุนในหุ้นมาเหมือนกันครับ ว่าที่เราลงทุนแบบเน้นคุณค่านี่มันได้ผลตอบแทนดีหรือไม่? จนในที่สุดผมก็ได้คำตอบที่ให้กับตัวเองได้ครับ

คำตอบที่ผมให้กับตัวเองก็คือว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ผมลงทุนเป็นหลักของผมนี้ เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว เพราะผมจะต้องใช้ความละเอียด รอบครอบ ตรวจตราบริษัททุกซอกทุกมุม ก่อนจะจ่ายเงินร่วมหุ้นกับเจ้าของเดิม และต้องมั่นใจว่าผู้บริหารเก่งและซื่อสัตย์ และผมต้องหวังผลตอบแทนระยะยาว โดยให้ผลตอบแทนแบบทบต้น(Compounding Effect) ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์

ต่อข้อถามที่ว่าราคาขึ้นไปสูงแล้วจะขายหุ้นไปก่อนแล้วค่อยกลับมาซื้อคือเมื่อราคาต่ำหรือไม่ สำหรับผมแล้ว เนื่องจากผมอิงอยู่บนหลักที่ว่า กิจการที่ดี ที่ทำเงิน เจ้าของกิจการไม่คิดเลิกกิจการอยู่แล้ว แต่สำหรับกิจการที่ไม่ดี ไม่ทำเงิน ผมไม่เชื่อว่าเจ้าของอยากจะทำต่อ (ไม่ทำต่อไม่เป็นไร ยังเอามาหลอกขายชาวบ้านนี่ซิ) ดังนั้นคำตอบของผมคือถ้าเป็นหุ้นที่เยี่ยมยอดแล้วละก็ยังไงก็ไม่ขายเด็ดขาด ขึ้นก็ไม่ขาย ลงก็ไม่ขาย(ลงมามากๆผมซื้อเพิ่ม)

ที่จริงแล้วสำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ปกติจะไม่ค่อยสนใจเรื่องราคาเท่าไร พวกเขาจะสนใจผลประกอบการที่จะประกาศออกมาในแต่ละไตรมาส แต่ละปี สนใจอนาคตของกิจการ สนใจพฤติกรรมของผู้บริหาร สนใจกำไร กระแสเงินสดของบริษัท และเงินปันผลมากกว่าครับ

เหตุผลต่างๆที่ผมกล่าวมานี้มาจากหลักการที่Warren Buffettให้เหตุผลกับผู้ถือหุ้น Berkshire Hattaway เสมอ แต่ผมเพิ่งเข้าใจความข้อนี้เมื่อผมเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองเมื่อปีที่แล้วนี่เอง กิจการแรกของผมออกมาย่ำแย่ ยิ่งทำยิ่งเสียเงิน กว่าจะเลิกได้เสียไปไม่น้อย กิจการต่อมายิ่งทำยิ่งได้เงิน อย่างนี้ให้เลิกคงไม่ยอม

นี่คือเหตุผลที่ผมตอบตัวเองครับ สรุปได้ว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่าอาจไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด แต่มันเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด(ในความคิดของผม) และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาว ที่ผ่านมาการลงทุนของผมไม่ค่อยได้เสียวเท่าไรนัก แต่มักได้ลุ้นว่ากำไรของบริษัทจะออกมาเพิ่มขึ้น ลดลงเท่าไร และผมจะได้ปันผลเท่าไร เท่านั้นเองครับ
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 4

โพสต์

เริ่มต้น 'ลงทุนหุ้น' อย่างไรดี?
โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ

เมื่อปีที่แล้วตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนสูงลิ่ว สำหรับคนที่มีเงินฝากนอนแช่อยู่ในแบงก์ รับดอกเบี้ยต่ำติดดินอย่างทุกวันนี้ อาจจะคันไม้คันมืออยากจะนำเงินมา "ซื้อหุ้น" เหมือนกัน

แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี กลัว "ขาดทุน" ก็กลัว ขณะเดียวกันก็อยากได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก กล้าๆ กลัวๆ เลยไม่ได้ซื้อหุ้นสักที

อีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ ผู้ที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นได้ไม่นานมานี้ หลายคนอยากได้ผลตอบแทนเยอะๆ เหมือนพรรคพวกบ้าง เลยขนเงินเข้าตลาดหุ้นกันยกใหญ่

โดยเฉพาะผู้ที่มาใหม่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นเมื่อปลายปีที่แล้วหรือต้นปีนี้ ปรากฏว่า ส่วนใหญ่จะเกิดอาการ "บาดเจ็บ" จากตลาดหุ้นกัน บางคนอาจจะ "เข็ด" ตลาดหุ้นไปเลย แต่ก็มีบางส่วนที่อยากจะกลับมา ?เอาเงินคืน? บ้างเหมือนกัน กลุ่มนี้ถ้าลองพิจารณาทบทวนการลงทุนของตนเองดู อาจจะพบว่า เราผิดพลาดตรงไหน...

การเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้น นอกเหนือจากที่จะต้องมีเงินสดส่วนหนึ่งสำหรับซื้อหุ้น และต้องไปเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์แล้ว

สิ่งที่ผู้ที่อยากจะเริ่มลงทุนหรือนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นการลงทุนใหม่ๆ ไม่ได้คำนึงถึงมากนัก แต่เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สามารถสรุปได้คร่าวๆ ได้ดังต่อไปนี้

หนึ่ง: ต้องมีหลักการ

การขนเงินเข้า "ตลาดหุ้น" โดยไม่มีหลักการอะไรประจำตัว ก็เหมือนกับการ "ล่องเรือในมหาสมุทร" โดยไม่มีหางเสือเรือ โอกาสที่จะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่วางไว้ก็คงจะมีไม่มากนัก หลักการเกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง

ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้จาก "ประสบการณ์" ของตัวเองจากการลงทุนในตลาดมานานพอสมควร ลองผิดลองถูก แล้วค่อยๆ สั่งสมกลายเป็น ?หลักการ? ประจำตัวของตนเอง

อีกส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการค้นคว้าหา "ความรู้" โดยการอ่านหนังสือการลงทุนแล้วนำ มาทดลองปฏิบัติจนเหมาะสมกับการลงทุนของตนเอง หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือการสอบถามวิธีการจากนักลงทุนที่มีประสบการณ์แล้วนำมาประยุกต์ใช้

วิธีที่จะทดสอบตัวท่านเองว่า ท่านมี ?หลักการ?ประจำตัวหรือเปล่า ก็คือ...

ถามตัวเองว่า "ท่านจะทำอย่างไรถ้าหุ้นที่ท่านถืออยู่ ราคาตกต่ำลงอย่างรุนแรง" ถ้าท่านทำอะไรไม่ถูก วิตกกังวล กลุ้มใจ นอนไม่หลับ เวลาที่เห็นหุ้นในพอร์ตราคาตกเอาๆ แสดงว่า ท่านไม่มี ?หลักการ? ในการลงทุนประจำตัวที่เพียงพอ

สอง: ข้อมูลที่เพียงพอ

นอกเหนือไปจาก ?หลักการในการลงทุน? แล้ว สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนจะต้องมีก็คือ "ข้อมูล" ถ้าท่านมีหลักการการลงทุนเป็น "นักลงทุนตามปัจจัยพื้นฐาน"

ข้อมูลที่ท่านต้องการก็คือ งบการเงินของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งบกำไรขาดทุน งบดุล หรือ งบกระแสเงินสด รวมทั้งข้อมูลพื้นฐานของบริษัทและอุตสาหกรรมนั้นๆ

งบการเงินเหล่านี้สามารถหาได้จากเวบไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ หรือ สามารถใช้บริการจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ท่านเปิดบัญชีอยู่ได้

งบการเงินเป็นเสมือนลายแทงที่เราใช้ในการค้นหา "ขุมทรัพย" ของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ที่ซ่อนเอาไว้ ขณะเดียวกันเราก็สามารถค้นหา "ระเบิดเวลา" ของบริษัทเหล่านั้นได้ก่อนที่จะโผล่ออกมา การอ่านงบการเงินจำเป็นต้องมีความรู้ทางบัญชีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ขนาดดอกเตอร์ก็เข้าใจได้ ไม่ได้ยากจนเกินไป

ถ้าท่านมีหลักการการลงทุนเป็น ?นักลงทุนแบบเทคนิค? ข้อมูลที่ท่านจะต้องมีก็คือ กราฟและข้อมูลทางสถิติต่างๆ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจการลงทุน

สาม: เตรียมจิตใจให้พร้อม

การเข้าตลาดหุ้นโดยไม่มีการเตรียม "จิตใจของตนเอง" ให้ดีพอ อาจจะทำให้ท่านมีโอกาส "ขาดทุน" ได้มาก

เพราะตลาดหุ้นเป็นที่ทดสอบจิตใจของนักลงทุนเป็นอย่างดี

คนส่วนใหญ่เมื่อตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ราคาหุ้นร่วงลงอย่างมาก จะเกิดอาการตกใจ และกลัวที่จะขาดทุนมากกว่าเดิม เลยขายหุ้นออกไป

บ่อยครั้งที่พอขายหุ้นไป ราคาหุ้นตัวนั้นกลับดีดกลับไปที่ราคาสูงกว่าที่ขายไปอย่างน่าเสียดาย เป็นเพราะจิตใจที่หวั่นไหวไปตามกระแสของตลาดหุ้น ทำให้เราเกิด "ความกลัว" ขึ้นในจิตใจ เมื่อเห็นราคาหุ้นที่เราถืออยู่ลดลงอย่างน่าใจหาย

การเตรียมจิตใจก่อนที่จะเข้าตลาดหุ้นนับว่ามีความสำคัญมาก เพราะการมีจิตใจที่มั่นคงไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนของตลาดหุ้น จะเป็นเกราะป้องกันตัวของท่านจากการ "ขาดทุน" เนื่องจาก "ความกลัว" ในจิตใจของท่านเองได้

สำหรับผู้ที่กำลังคิดจะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น หรือผู้ที่กำลังพิจารณาการลงทุนของตัวเอง เพื่อที่จะตั้งหลักลงทุนใหม่ หัวข้อทั้งสามที่กล่าวมาแล้วคือ การมีหลักการการลงทุนประจำตัว การมีข้อมูลในการลงทุนที่เพียงพอ และการเตรียมจิตใจให้พร้อมต่อตลาดหุ้น

... คือ สิ่งที่ท่านจะต้องนำติดตัวไปด้วย ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้น และยังเป็นการช่วยหาคำตอบที่ว่า ทำไมเวลาลงทุนหุ้น เรามักจะ "ซื้อแพง" และ "ขายถูก" อยู่บ่อยๆ
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 5

โพสต์

หุ้นตก....จะทำอย่างไร?
โดย มนตรี นิพิฐวิทยา

หลายท่านเห็นหัวเรื่องแล้วอาจคิดว่า เขียนเรื่องอะไร ไม่เข้ากับบรรยากาศเลย!

จริงครับระยะนี้หุ้นขึ้นทุกวัน จะปรับลดลงบ้างก็เล็กน้อย ถือเป็นการขายทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้ายังจำกันได้ถึงบรรยากาศตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้แน่ๆ ว่า มันอึดอัดรำคาญใจอย่างที่สุด..!

ว่าไปแล้วหุ้นขึ้นก็ต้องมีลง ลงแล้วมันก็ต้องขึ้น เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จะมีก็แต่เพียงระยะเวลาที่ขึ้นและลงเท่านั้นที่ไม่แน่นอน

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่คุยกันได้อย่างไม่เสียบรรยากาศอย่างแน่นอนครับ

สำหรับ Value Investor แล้ว การขึ้นลงของหุ้นถือเป็นเรื่องปกติครับ Value investor เชื่อว่า การขึ้นหรือลงของหุ้นในระยะยาวเกิดจาก ปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ และการขึ้นลงของหุ้นในระยะสั้นเกิดจาก "ความโลภ" และ "ความกลัว" ของนักลงทุน เมื่อความโลภเกิดขึ้นจากการที่ได้เห็นหุ้นขึ้นต่อเนื่องก็เข้าซื้อมากขึ้น ทำให้หุ้นยิ่งขึ้นจนในที่สุดก็เกิดความกลัวก็ขายออกทำกำไร

แต่หากกลัวมากถึงขั้นตกใจอย่างที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "Panic" กันอย่างช่วงที่มีไข้หวัดนก หรือเหตุการณ์ 911 นักลงทุนก็จะรีบขายหุ้นออก เราก็จะเห็นหุ้นตกกันอย่างรุนแรงทีเดียว

Value Investor หลายท่านมักเห็นโอกาสตอนที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาก่อน จนทำให้เกิดอาการตกใจขายหุ้นออกมาเป็นโอกาสลงทุนชั้นดี ถือเป็นมหกรรมลดราคากันเลยก็ว่าได้ครับ

ผมขอยกตัวอย่างเพื่อนของผมท่านหนึ่ง ท่านนี้ถือหุ้นอยู่บริษัทหนึ่ง ถือมานานมาก เนื่องจากมั่นใจในพื้นฐาน พอเกิดเหตุการณ์ 911 ท่านชิงขายก่อนเลยครับ เหตุเพราะกลัวว่าหุ้นที่ถืออยู่จะตกไปกับเขาด้วย

ผลออกมา ก็คือ ท่านคาดการณ์ได้ถูกครับ มันตกลงมาจริงๆ คือตกมาประมาณ 3%เห็นจะได้ครับ แต่ที่มันตกลงมานั้น เป็นเพราะท่านกับนักลงทุนอีกไม่กี่คนขายออกมา เนื่องจากปริมาณการซื้อขายน้อยมาก และในวันต่อมาราคาก็ปรับตัวกลับมาที่เดิม และแถมปรับขึ้นไปอีกต่างหาก

แต่ท่านก็ยังไม่ได้ซื้อกลับ เพราะยังไม่แน่ใจสถานการณ์ พอท่านหันมาดูหุ้นนี้อีกที ราคาปรับขึ้นสูงกว่าที่ท่านขายออกไปพอสมควร ทีนี้เกิดอาการตกใจซื้อเลย และหุ้นบริษัทนี้ก็ปรับตัวขึ้นตลอดมา

อีกตัวอย่างหนึ่งครับ มีหุ้นอยู่บริษัทหนึ่งราคาได้ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อปี 2546 จนต้นปี 2547 จากนั้นตลาดหุ้นก็ตกเรื่อยมา พาเอาราคาหุ้นบริษัทนี้ลดลงมาด้วย เพื่อนผมท่านนี้เห็นว่า ราคาลงมามากแล้วเลยเข้าซื้อครับ ปรากฏว่า ซื้อได้ราคาถูกแล้วก็ยังมีถูกกว่าอีก ตอนนี้ก็ยังถูกเหมือนเดิม...

อย่างที่กล่าวไว้ครับว่า Value Investor เชื่อว่า หุ้นขึ้นลงในระยะยาวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานของกิจการนั้นๆ เป็นสำคัญ ดังนั้น Value Investor มักจะไม่สนใจราคาหุ้นรายวันหรือในระยะสั้นๆ เป็นอันขาด

พวกเขาจะสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของกิจการในระยะยาว เช่น ความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการทำกำไร และการขยายตลาด ฯลฯ

Value Investor เชื่อในเรื่องมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของกิจการ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยพื้นฐานของกิจการ นั่นเอง

ถามว่า เคยซื้อหุ้นแล้วราคามันตกลงไปแบบน่าใจหายไหม?

สำหรับผมแล้ว เคยครับ!

ตกไปเกือบ 50% สิ่งที่ต้องทำก็คือ ต้องตรวจสอบพื้นฐานของกิจการใหม่แล้วครับว่า มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่กระทบมูลค่ากิจการขนาดนี้ หากไม่พบว่ามีอะไรกระทบเลย พื้นฐานคงเดิม นั่นคือโอกาสซื้อหุ้นเพิ่มในราคา "ส่วนลด" หากมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานก็ต้อง "ขายทิ้ง"

ตัดสินใจพลาดต้องแก้ไขทันทีครับ

ท่านเชื่อไหมว่าในยามที่หุ้นตก ตลาดหุ้นซบเซา นักลงทุนหลายรายอยากขายหุ้นกันนั้น ยังมีหุ้นพื้นฐานดีๆ ราคาเหมาะสมให้เลือกลงทุนอย่างมากมาย บางท่านอยากให้หุ้นตกนานๆ เพราะรอเอาเงินปันผล หรือสะสมเงินมาซื้อหุ้นราคาถูกๆ เก็บไว้เพิ่มอีก และกลัวว่ามันลงและจะขึ้นมาก่อนจะได้ปันผลและสะสมเงินมาซื้อหุ้นเพิ่มได้ทัน

จะว่าไปแล้ว การเห็นหุ้นลงแล้วกระโดดโลดเต้นดีใจ มันก็คงแปลกอยู่สักหน่อย

แต่คุณๆ เชื่อไหมครับว่า ในวิกฤตินั้นมักมีโอกาสอยู่เสมอ!
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 6

โพสต์

'หุ้นดี' ...ดูอย่างไร?
โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ

ถ้าท่านศึกษาบทวิเคราะห์ หรือคำแนะนำของโบรกเกอร์ตาม นสพ. ต่างๆจะพบอยู่บ่อยๆ ว่า มักจะมีคำแนะนำของนักวิเคราะห์ให้ซื้อ "หุ้นพื้นฐานดี" เก็บไว้ลงทุนระยะยาว บางแห่งก็จะบอกชื่อหุ้นให้ซื้อลงทุนเรียบร้อย โดยที่ท่านไม่ต้องไปปวดหัวกับการค้นหา "หุ้นพื้นฐานดี" อย่างที่กล่าวไว้

ขณะที่นักลงทุนจำนวนมากซื้อหุ้นตามที่มีคนบอก จากนั้นจึงค่อยไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจนั้นเพิ่มเติมตามหลัง หรือลงทุนโดยซื้อหุ้นตามที่มีคนแนะนำให้เราซื้อหุ้นตัวนั้นตัวนี้ โดยที่เราไม่ได้เข้าใจ และศึกษาธุรกิจนั้นอย่างถ่องแท้ด้วยตัวเอง

วิธีการดังที่กล่าวมา จึงไม่ใช่วิธีที่ "นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า" หรือ Value Investor ควรปฏิบัติ

สำหรับ "นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า" ควรจะทำศึกษาหุ้นตัวนั้นและการบ้านอย่างหนักก่อน ที่จะลงทุนซื้อหุ้นบริษัทไหนสักบริษัทหนึ่ง

การหา "หุ้นพื้นฐานดี" นั้น ไม่ยากเกินความสามารถและเราสามารถค้นหาได้ด้วยตัวเราเอง ยิ่งถ้าเราเข้าใจในธุรกิจที่เราลงทุนแล้ว เราก็ไม่ต้องไปกังวลกับสภาพของตลาดหุ้น ที่ราคาหุ้นอ่อนไหวไปตาม "ความโลภ" และ "ความกลัว" ของอารมณ์นักลงทุนทั้งหลายในตลาด

หุ้นพื้นฐานดีสามารถบอกได้โดยดูจากงบการเงินของบริษัทนั้น ก็คือ งบดุล งบการเงิน และงบกระแสเงินสด โดยดูย้อนหลังไปหลายๆ ปี เพื่อป้องกันการตกแต่งบัญชี และดูความสามารถของบริษัทว่าแข็งแกร่งจริงหรือไม่

วิธีดูหุ้นพื้นฐานดีที่จะกล่าวในที่นี้ จะพูดถึงเฉพาะหุ้นที่มีประวัติการดำเนินงานที่ดี โดยไม่ได้ครอบคลุมถึงหุ้นที่เพิ่งผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ (Turnaround) ที่ผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในเวลาไม่นาน

ลักษณะที่ดี 9 ประการของ "หุ้นพื้นฐานดี" ควรจะมีดังต่อไปนี้

1.มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

หุ้นที่ดีควรจะมียอดขายที่เติบโตขึ้น ถ้าเติบโตเพิ่มขึ้นได้ทุกปีก็จะดีมาก แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจนั้นมีการขยายตัว และสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นได้ ส่วนหุ้นที่มียอดขายสาละวันเตี้ยลงทุกปีทุกปี น่าจะเป็นหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง หมายถึงว่า กิจการนั้นกำลังถูกคู่แข่งแย่งตลาดสินค้าไป หรือไม่ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นก็อาจจะอยู่ในข่ายอุตสาหกรรมตะวันตกดิน (sunset industry) หรือผู้บริหารมีปัญหาในการดำเนินกิจการ แต่ยอดขายเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นพื้นฐานดีหรือไม่ ต้องใช้ปัจจัยอีกหลายอย่างในการวิเคราะห์ธุรกิจ ดังจะกล่าวต่อไป

2. มีการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานที่ดี

บริษัทที่มีการควบคุมการดำเนินงานที่ดี เราสามารถตรวจสอบดูได้จากงบกำไรขาดทุน โดยสังเกตจากต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ควรจะไปตามยอดขายของกิจการ ถ้ายอดขายสูงขึ้นค่าใช้จ่ายก็สามารถอนุโลมให้เพิ่มขึ้นได้ตามสัดส่วนยอดขายที่สูงขึ้น แต่ธุรกิจที่ยอดขายลดลงแต่ต้นทุน และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นักลงทุนควรจะระวังและถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำควรตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุนในบริษัทนั้น

3. ไม่ประสบปัญหาขาดทุน

บริษัทที่ดีควรจะมีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ บริษัทที่ประสบภาวะขาดทุน เป็นการแสดงให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพของผู้บริหาร ถ้าขาดทุนตลอดปีหรือไม่ ก็ขาดทุนปีเว้นปี นักลงทุนควรเอาเวลาไปศึกษาธุรกิจอื่นจะดีกว่า ยกเว้นท่านที่ชอบลงทุนใน "หุ้นฟื้นคืนชีพ" (Turnaround) ที่ขาดทุนมาหลายปีอยู่ดีๆ ก็กลับมาทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน แต่สำหรับท่านที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนมากนัก ควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีผลดำเนินงานขาดทุนจะปลอดภัยกว่า

4. เงินทุนหมุนเวียนเป็นบวก (Positive Working Capital)

ธุรกิจที่ดีควรมีทรัพย์สินหมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน เพราะธุรกิจควรมีการเตรียมความพร้อมของเงินทุนระยะสั้นให้เพียงพอต่อ การจ่ายคืนหนี้สินระยะสั้น มิฉะนั้นธุรกิจอาจจะมีปัญหาการเงินเกิดขึ้นได้

โดยเฉพาะบริษัทที่ทำการกู้ยืมระยะสั้นมาก อาจจะต้องสำรองเงินสดไว้พอสมควรทีเดียวสำหรับการจ่ายคืนหนี้ที่เรียกเก็บภายใน เวลาไม่นาน ยกเว้นธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจค้าปลีก หรือค้าส่ง ที่รับเงินจากการขายให้กับลูกค้าเป็นเงินสด แต่ได้เครดิตจากผู้ผลิตสินค้าเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะจ่ายเงิน

ในกรณีนี้เงินทุนหมุนเวียนอาจจะติดลบได้ ซึ่งกลับกลายเป็นจุดแข็งสำหรับธุรกิจประเภทนี้เสียอีก เพราะแทนที่จะต้องมีเงินสำหรับของที่อยู่ในสต็อกกลับเป็นผู้ผลิตสินค้าที่จะต้องเป็นคนจ่ายเงินค่าสินค้าคงคลังแทน

5. มีหนี้ไม่มากหรือมีหนี้อยู่ในฐานะที่เหมาะสม

ตัวเลขคร่าวๆ ที่ใช้กันส่วนใหญ่ในการตรวจสอบสภาพหนี้สินของธุรกิจก็คือ "อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน" (Debt/Equity Ratio) ธุรกิจที่มีหนี้สินต่อทุนสูง แสดงว่า มีการกู้ยืมหนี้ระยะยาวมาก และทำให้ธุรกิจนั้นมีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจสูง อัตราหนี้สินต่อทุนที่พอเหมาะที่ใช้กันทั่วไปคือ น้อยกว่าหนึ่งเท่า หรือไม่เกินสองเท่า

6. มีกำไรสะสม (Retain Earning) เพิ่มขึ้นทุกปี

ธุรกิจที่ดีควรมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และสามารถนำกำไรสะสมนั้นไปลงทุนต่อให้งอกเงยเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ธุรกิจที่มีกำไรสะสมลดลง นักลงทุนควรตั้งคำถามก่อนที่จะลงทุนในบริษัทนั้นว่า บริษัทนำกำไรสะสมนั้นไปใช้ ทำอะไรและมีประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นหรือไม่

7. มีส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholder Equity) เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ

บริษัทที่สามารถเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้นได้อย่างสม่ำเสมอนับว่า เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้บริหารในการนำเงินของบริษัทไปลงทุนในกิจการที่มีประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น ควรหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีส่วนผู้ถือหุ้นลดลงหรือติดลบ แสดงว่า ธุรกิจนั้นที่ผ่านมามีการขาดทุนเกิดขึ้น

8. กำไรต่อยอดขาย (Profit Margin) มากพอสมควร

ธุรกิจที่มีกำไรต่อยอดขายสูง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุนของกิจการในระดับที่ดี แต่กำไรต่อยอดขายสูง อาจจะดึงดูดให้คู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามาในอุตสาหกรรมนั้นมากขึ้น

ในขณะที่ธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมมีการแข่งขันสูงส่วนมากจะมีกำไรต่อยอดขายต่ำ เพราะมีการตัดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าและบริการของตน ทำให้กำไรของทั้งอุตสาหกรรมลดลง ดังนั้น ธุรกิจที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงก็คือ ธุรกิจที่มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ (Cost Leadership)

9. ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) สูง

ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น คำนวณจาก กำไรหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น (Net Profit/ Equity) ธุรกิจที่มีผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงแสดงว่า ผู้บริหารสามารถบริหารเงินทุนของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บางธุรกิจที่มีเงินกู้ยืมสูงก็อาจจะทำให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงขึ้นได้ เพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของหนี้สินระยะยาวมากกว่าส่วนผู้ถือหุ้น

ดังนั้น ในบางกรณีอาจจะจำเป็นต้องใช้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (Return on Total Capital) ในการตรวจสอบความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจนั้น จะเหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากได้รวมส่วนหนี้สินระยะยาวในการคำนวณไว้ด้วย

ผลตอบแทนต่อเงินลงทุน หาได้จากกำไรหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นและหนี้สินระยะยาว (Net Profit/(Longterm Liability+Equity)) บริษัทที่มีผลตอบแทนต่อเงินลงทุนสูง จะน่าสนใจกว่าบริษัทที่มีอัตราส่วนนี้ต่ำ

การค้นหาลักษณะที่ดี 9 ประการข้างต้นของหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะช่วยให้ท่านมีความรู้ความเข้าใจในหุ้นที่ท่านลงทุนมากขึ้น แทนที่จะรอให้คนอื่นหรือนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ตามโบรกเกอร์ต่างๆ มาแนะนำ "หุ้นพื้นฐานดี" ให้กับท่าน

ท่านสามารถที่จะเริ่มศึกษาและค้นหา "หุ้นพื้นฐานดี" ได้ด้วยตัวท่านเอง ซึ่งนับว่าเป็นหนทางในการเป็น "นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า" หรือ Value Investor ที่ดีทางหนึ่ง
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 7

โพสต์

ขอบข่าย 'ความรู้' (Circle of Competence) โดย มนตรี นิพิฐวิทยา

"ความเสี่ยง คือ การที่เราตัดสินใจทำอะไรลงไปโดยที่เราไม่มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้น" นี่เป็นคำพูดที่ "Warren Buffett" กล่าวเอาไว้เมื่อมีคนมาถามเรื่องความเสี่ยงกับเขา

ในการลงทุนนั้น นักลงทุนส่วนใหญ่ที่ผมรู้จักและได้เห็นได้ยินจากสื่อต่างๆ มักจะตัดสินใจลงทุนไปตามคำแนะนำของผู้อื่นเช่น นักวิเคราะห์ เพื่อนฝูง และผู้ที่คิดว่าเป็นเซียนหุ้น น้อยคนนักที่ผมจะเห็นว่า เขาเลือกหุ้นที่เขารู้จักและเข้าใจองค์ประกอบทางพื้นฐานของกิจการนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง

ผมเห็นเช่นเดียวกันกับ Warren Buffett เป็นอย่างยิ่ง หากเราตัดสินใจเอาเงินของเราไปลงทุนซื้อหุ้นในกิจการที่เราไม่มีความเข้าใจมันเลย แต่ลงทุนไปเพราะมีคนแนะนำว่าดีนั้นเป็นความเสี่ยงอย่างมาก ถ้ามันขึ้นแล้วรีบขายก็ดีไปแต่ถ้ามันเอาแต่ลงนี่ซิตัวใครตัวมันจริงๆ แม้แต่ผู้แนะนำยังหลบเราเลย เรื่องนี้ไปต่อว่าผู้แนะนำไม่ได้ เพราะเราไปเชื่อตามเขาเอง

สำหรับการเลือกลงทุนของผมนั้น ผมจะเน้นในกิจการที่ประกอบธุรกิจที่ง่ายๆและผมสามารถทำความเข้าใจในองค์ประกอบธุรกิจนั้นได้อย่างไม่ยากเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน ผมสามารถหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้ง่ายๆ

เช่น จากตัวแทนจำหน่าย ลูกค้า หรือแม้แต่คู่แข่งของกิจการนั้นๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Information) เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงในการลงทุนในระยะยาว

ผมยกตัวอย่างเช่น หากเราจะลงทุนในกิจการที่ผลิตน้ำอัดลม จริงๆ แล้วกิจการนี้ศึกษาหาข้อมูลได้ง่ายมากครับ คือ เราเองก็อาจเป็นผู้ใช้สินค้าอยู่แล้ว ร้านค้าเกือบทุกที่ก็จำหน่ายน้ำอัดลม คู่แข่งก็มีเพียงสองสามราย ผมเคยเดินไปซื้อน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่งและเลยถือโอกาสคุยกับผู้ขายจนได้ข้อมูลพอควร ถามเพื่อนๆ เวลาทานอาหารตามร้านอาหารว่าชอบดื่มอะไรระหว่างสองสามยี่ห้อนี้ ผมเคยถามแม้แต่คนขับรถส่งน้ำอัดลมเสียด้วยซ้ำไป

หากเป็นกิจการอื่นที่อาจจะนอกเหนือจากชีวิตประจำวันของเราแต่อาจไม่ห่างตัวเรานัก เช่น มีพี่น้องหรือพรรคพวกเราทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมนั้น เราก็สามารถสอบถามหาความรู้ในอุตสาหกรรมนั้นได้เป็นอย่างดี ผมเองเคยซักเพื่อนผมที่อยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเสียจนเขาถามว่า แค่ซื้อหุ้นทำไมต้องรู้ต้องซักอะไรมากขนาดนี้ ผมก็ตอบว่า "ต้องรู้ให้มากซิ เพราะเราจะร่วมเป็นเจ้าของกับเขานะ"

ผมเชื่อว่านักลงทุนอีกหลายท่านที่อยากจะเรือกลงทุนในหุ้น แต่ยังไม่ทราบว่า ควรจะซื้อหุ้นบริษัทไหนดี ซื้อแล้วจะมีอนาคตไหม เงินลงทุนจะปลอดภัยไหม ผมแนะนำให้มองรอบๆ ตัวเราเองก่อนว่าเราใช้สินค้าอะไรบ้าง กินดื่มอะไรบ้าง ใช้บริการอะไรบ้าง และมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงในอุตสาหกรรมอะไรบ้าง

ลองหาข้อมูลจากแหล่งนั้น ผมว่าดีกว่าไปถามนักวิเคราะห์มากครับ เพราะเราจะได้ข้อมูลครบ ที่นี้เราก็นำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ได้แล้วว่า เราน่าจะลงทุนกับเขาหรือไม่

เรื่องที่ผมเล่ามานี้เป็นเรื่องที่ง่ายๆ แต่ก็ใช้ได้ผลจริงๆ Warren Buffett ยังบอกว่า เขามักจะเลือกลงทุนในสิ่งที่เขาดื่มเขากินเลยครับ...

หลายคนอาจจะค้านผมว่า ถ้าทำอย่างที่ผมว่าอาจเสียโอกาสได้ อาจจะเป็นจริงครับ แต่ถ้าคุณไม่รู้จริงแล้วลงทุนไปมันเป็นการเสี่ยงดวงจริงๆ หากโชคดีก็ดี หากไม่ดีก็จะกลับมาคิดว่าไม่น่าเลย ไม่น่าเลย เพราะเรื่องที่กลัวจะเสียโอกาสนี่แหละเป็นโอกาสให้นักปั่นหุ้นกระทำแก่นักลงทุนรายอื่นเสมอมา

เรื่องต่างๆ ในโลกนี้มีด้วยกันมากมายครับ แต่เมื่อถึงตอนจะต้องตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำอะไรที่สำคัญลงไปนั้น จะมีเรื่องให้เราพิจารณาแค่สี่ส่วนเท่านั้นเองครับ คือ เรื่องที่สำคัญที่เรารู้และเข้าใจ เรื่องที่ไม่สำคัญแต่เรารู้และเข้าใจ เรื่องที่สำคัญที่เราไม่รู้และไม่เข้าใจ และเรื่องที่ไม่สำคัญและเราไม่รู้ไม่เข้าใจ

ทุกคนคงคิดว่า เราคงไม่ไปสนใจอะไรกับเรื่องที่ไม่สำคัญไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตามที แต่สำหรับเรื่องที่สำคัญที่จะนำพาประโยชน์มาสู่เรานี้ต้องคิดหนักกันสักหน่อย

การลงทุนนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับนักลงทุนแน่นอน แต่ผมมักจะเห็นการตัดสินใจลงทุนไปโดยความไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นส่วนใหญ่

สำหรับผมแล้วผมไม่กล้าทำในสิ่งที่ผมไม่รู้ไม่เข้าใจครับ ผมต้องหาความรู้ในสิ่งนั้นๆก่อนตัดสินใจทุกครั้ง และผมจะไม่แคร์กับโอกาสใดๆ ที่อาจทำให้ผมรวยหรือขาดทุนโดยไม่รู้ตัวมาก่อนแน่นอนครับ...
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 8

โพสต์

ลงทุนด้วย Scuttlebutt
โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีนักลงทุนจำนวนมาก ที่ลงทุนซื้อหุ้นสักบริษัทหนึ่ง โดยที่ไม่ได้เข้าใจในบริษัทที่ลงทุนดีพอ

หลักการในการลงทุนที่ใช้กันส่วนใหญ่โดยทั่วไป ก็คือ ซื้อหุ้นบริษัทที่นักวิเคราะห์ตามโบรกต่างๆ บอกว่าดี น่าซื้อลงทุนในช่วงนั้น แล้วถือไว้จนกว่า ?ราคาหุ้น? ของบริษัทนั้นจะได้ตามเป้าหมาย

โดยที่บางครั้งยังไม่ได้ใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทนั้นด้วยตัวเองสักครั้งเดียว บางท่านอาจจะคิดแค่เพียงว่า ซื้อหุ้นบริษัทนั้น มาเพื่อต้องการขายในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมา เท่านั้นเอง

แต่ ?ราคาหุ้น? อาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ และเมื่อราคาหุ้นตกลงอย่างมากในช่วงภาวะตลาดตกต่ำ ถ้าเราไม่เข้าใจในธุรกิจนั้นดีพอ บางครั้งทำให้เราไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเราเองได้ว่า ควรจะทำอย่างไรต่อไปกับหุ้นที่ซื้อมาดี เราจะซื้อเพิ่ม ถือต่อหรือขายออกไป

โดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้วิเคราะห์หุ้นบริษัทนั้นด้วยตัวเราเอง เพียงแค่อาศัยบทวิเคราะห์ของโบรกแล้วลงทุนตามที่ได้เห็นได้ยินมา อาจจะทำให้เราเผชิญปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นได้

สำหรับ ?นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า? ควรจะทำความเข้าใจในบริษัทที่จะลงทุนเป็นอย่างดีก่อนที่ลงทุนในบริษัทไหนสักบริษัทหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราควรจะเข้าใจในบริษัทนั้นด้วยตัวเราเอง มากกว่าที่จะเชื่อในสิ่งที่เราได้เห็นได้ยินจากบทวิเคราะห์ โดยที่ไม่เข้าใจในความเป็นมาของการวิเคราะห์เหล่านั้น

วิธีที่จะทำให้เราเข้าใจในกิจการที่เราจะลงทุน มีด้วยกันหลายวิธี แต่วิธีที่น่าสนใจและได้รับการยอมรับมานานของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ก็คือ การทำ "Scuttlebutt" ซึ่งริเริ่มเผยแพร่โดย Philip Fisher นักลงทุนซึ่ง Warren Buffet ให้การเคารพนับถือและยอมรับว่าเป็นต้นแบบของการลงทุนของ Buffet เอง

คำว่า Scuttlebutt อาจจะไม่มีคำแปลตรงตัวนัก แต่อาจจะแปลเป็นภาษาไทยคร่าวๆ ได้ว่า "ทะลุทะลวง" หมายถึง การศึกษาบริษัทที่จะลงทุนให้เข้าใจด้วยตัวเราเองก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง โดยการศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่จะลงทุนนั้นจากหลายๆ แหล่ง เช่น จากลูกค้า พนักงาน คู่ค้า หรือ ผู้บริหารของบริษัทนั้นๆ รวมถึงข่าวจากหนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะลงทุนซื้อหุ้นโรงพยาบาลสักแห่งหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนจำนวนมากอาจจะได้ยินได้เห็นมาว่า หุ้นของโรงพยาบาลนั้น เป็นหุ้นที่ดีน่าซื้อลงทุน ก็ตัดสินใจซื้อหุ้นโรงพยาบาลนั้นไว้ทันที โดยที่ยังไม่ทราบว่า โรงพยาบาลนั้นตั้งอยู่ที่ไหน และอาจจะยังไม่เคยใช้บริการโรงพยาบาลนั้นเลยสักครั้งเดียว

สำหรับการลงทุนแบบ Value Investing ก่อนที่จะลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ควรจะเริ่มด้วยการทำ Scuttlebutt บริษัทนั้นเสียก่อน

ถ้าต้องการที่จะลงทุนในหุ้นโรงพยาบาลสักแห่งหนึ่ง นักลงทุนสามารถจะทำ Scuttlebutt ได้ดังต่อไปนี้...

หนึ่ง เดินทางไปที่โรงพยาบาลนั้นด้วยตนเอง เพื่อดูว่า โรงพยาบาลนั้นเป็นอย่างไร มีคนไข้มาใช้บริการเยอะแค่ไหน สถานที่ของโรงพยาบาลนั้นเป็นอย่างไร มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับลูกค้าอย่างไรบ้าง เป็นการประเมินบริษัทนั้นคร่าวๆ ว่า กิจการดีจริงอย่างที่นักวิเคราะห์กล่าวไว้หรือไม่ ถ้าไปเห็นโรงพยาบาลจริงๆ แล้ว ไม่มีคนไข้เลยมาใช้บริการเลย ก็มองไม่เห็นว่าโรงพยาบาลนั้นจะน่าลงทุนได้อย่างไร

สอง ลองใช้บริการของโรงพยาบาลนั้นดูว่าเป็นอย่างไร เพื่อลองปฏิบัติตัวเป็น?ลูกค้า?ของโรงพยาบาลนั้นดูว่า ทางโรงพยาบาลมีการให้บริการต่อลูกค้าเป็นอย่างไรบ้าง น่ากลับมาใช้บริการหรือไม่ ถ้าลองใช้บริการด้วยตัวเราเองแล้วพบว่า การบริการไม่น่าประทับใจ ไม่น่ากลับมาอีก โรงพยาบาลนั้นก็คงไม่สามารถรักษาลูกค้าไว้ได้ดีพอ และจะมีผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทนั้นได้ในอนาคต

สาม ถ้ายังไม่เคยใช้บริการจากโรงพยาบาล อาจจะสอบถามจากคนใกล้ตัว หรือคนที่เรารู้จักหลายๆ ท่านที่เคยใช้บริการของโรงพยาบาลนั้นมาแล้วว่าเป็นอย่างไร ถ้าคำตอบที่ได้รับเป็นผลทางบวกต่อโรงพยาบาล เช่น บริการดีเยี่ยม น่าประทับใจ จะกลับไปใช้บริการ ในฐานะนักลงทุนก็น่าจะพิจารณาทำการ Scuttlebutt โรงพยาบาลนี้ต่อไป

สี่ สอบถามพนักงานของโรงพยาบาลว่า เขาเหล่านั้นคิดกับโรงพยาบาลอย่างไร และ ผู้บริหารปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไร เช่น อาจจะถามพยาบาลดูว่า การทำงานในโรงพยาบาลนี้ดีหรือไม่ มีอะไรที่ดี มีอะไรที่น่าปรับปรุงบ้าง คิดว่าทำงานหนักไปหรือเปล่า มีสวัสดิการที่ดีหรือไม่ เทียบกับโรงพยาบาลอื่นแล้วเป็นอย่างไร

ท่านอาจจะต้องทำความรู้จัก คุ้นเคยกับพนักงานเหล่านี้สักพัก ก่อนที่จะได้รับคำตอบที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด บริษัทที่พนักงานมีทัศนคติที่ดีต่อบริษัท จะทำให้พนักงานทุ่มเททำงานมากกว่าบริษัทอื่นๆ

ห้า สำหรับนักลงทุนรายย่อย อาจจะไม่สามารถเข้าพบผู้บริหารโรงพยาบาลนั้นได้ด้วยตนเอง ดังนั้นวิธีที่สามารถที่จะตรวจสอบผู้บริหารของโรงพยาบาล ก็สามารถทำได้ด้วยการพูดคุยกับพนักงาน เช่น พยาบาล แพทย์ แคชเชียร์ หรือแม้แต่ รปภ. และ พนักงานทำความสะอาด ก็เป็นแหล่งให้ข้อมูลที่ดี เพื่อทดสอบว่าผู้บริหารของโรงพยาบาลเป็นอย่างไร

อีกวิธีหนึ่งที่จะตรวจสอบผู้บริหารก็คือ การอ่านข่าวและบทสัมภาษณ์ผู้บริหารของโรงพยาบาลตาม หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารต่างๆ แล้วเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้บริหารเหล่านั้นได้กระทำจริงๆ ในภายหลัง ว่าตรงตามที่ได้กล่าวไว้หรือไม่

หก ตรวจสอบคู่แข่งขัน เช่น โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง หรือ โรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าใกล้เคียงกัน ว่ามีความสามารถในการบริหารแตกต่างจากโรงพยาบาลที่เราสนใจอยู่มากน้อยเพียงใด เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน ถ้าวิเคราะห์แล้ว โรงพยาบาลที่เราจะลงทุนสามารถแข่งขันกับโรงพยาบาลอื่นๆ ได้ ถึงจะน่าสนใจ

ที่กล่าวมานั้น คือ วิธีการคร่าวๆ ที่เราจะสามาถทำการ Scuttlebutt โรงพยาบาลที่เราสนใจจะลงทุนสักแห่งหนึ่ง แต่เราก็สามารถนำวิธีการเดียวกันนี้ ไปใช้ในการตรวจสอบกับบริษัทอื่นๆ ที่เราสนใจในตลาดหลักทรัพย์ได้แทบจะทุกบริษัท

โดยอาจจะขยายขอบเขตของการหาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น การสอบถามข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบป้อนบริษัท หรือ สอบถามผู้แทนจำหน่ายของบริษัทถึงทิศทาง และความสามารถของบริษัทในอุตสาหกรรมนั้นๆ ก็จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจลงทุนเช่นกัน

วิธีการดังกล่าวจะช่วยให้เราเข้าใจ และสามารถวิเคราะห์บริษัทที่เราจะลงทุนได้เป็นอย่างดี แทนที่นักลงทุนจะอาศัยบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ เพียงอย่างเดียว ก็ "อย่าลืม" ทำ Scuttlebutt ก่อนที่จะซื้อหุ้นคราวต่อไป..
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 9

โพสต์

จุดสังเกต 'งบการเงิน'
โดย มนตรี นิพิฐวิทยา

การลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น จะมีการวิเคราะห์ด้วยกัน 2 แบบ คือ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ และการวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยการวิเคราะห์เชิงปริมาณนี้ ก็หนีไม่พ้นต้องวิเคราะห์จากงบการเงิน โดยวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลัง ให้มากที่สุด เท่าที่ข้อมูลเราจะหาได้

ในงบการเงินนั้นจะประกอบไปด้วยข้อมูลทางการเงินที่สำคัญๆ คือ งบดุล(Balance Sheet) งบกำไรขาดทุน (Income Statement) งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) และหมายเหตุประกอบงบการเงิน (Note to Financial Statement) ข้อมูลทั้งหมดนี้จะต้องใช้ร่วมกัน ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้

งบดุลจะให้ข้อมูลว่า ในช่วงเวลางวดบัญชีหนึ่งๆบริษัทมีสินทรัพย์ หนี้สินและทุน มากน้อยเท่าไร มีความมั่นคงเพียงใด

สังเกตง่ายๆว่า หากหนี้สินมากกว่าทุน แสดงว่า บริษัทนี้กู้เงินมาลงทุนเป็นส่วนใหญ่ และมักจะมีภาระที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยและใช้คืนเงินต้นมากมายและยาวนานหลายปีสินทรัพย์ที่มีเกือบทั้งหมดจะเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ รายได้ที่ทำมาหาได้จากการดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นของเจ้าหนี้

ส่วนที่เหลือถึงจะตกมาถึงผู้ถือหุ้น บริษัทนี้หากเกิดวิกฤติขึ้นมา มักจะเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน ในทางกลับกันหากบริษัทมีหนี้น้อย รายได้ส่วนใหญ่จะเป็นของผู้ถือหุ้น สินทรัพย์ที่บริษัทมีจะเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่

บริษัทที่ Value Investor ชอบ ก็คือ บริษัทที่ไม่มีหนี้สิน หรือมีน้อยมาก เพราะปลอดภัยและรายได้ที่หาได้เป็นของผู้ถือหุ้น

"งบกำไรขาดทุน" จะให้ข้อมูลว่า บริษัทได้ดำเนินกิจการในช่วงเวลางวดบัญชีหนึ่งๆ มีรายได้จากการดำเนินงานมาจากอะไรบ้าง มีต้นทุนเกิดขึ้นเท่าไรบ้าง ในงบกำไรขาดทุนนี้จะมีการบันทึกบัญชีการได้ค่าใช้จ่ายแบบคงค้าง คือได้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน เมื่อส่งสินค้าแล้วถือว่า ได้ขายออกไปแล้ว

ดังนั้น เวลาวิเคราะห์งบการเงินต้องทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ในการบันทึกบัญชีให้ละเอียดว่า บริษัทมีนโยบายในการบันทึกบันชีอย่างไร..?

"งบกระแสเงินสด" จะประกอบไปด้วยข้อมูลทางการเงิน 3 ส่วน คือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน กระแสเงินสดจากการลงทุน และกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน

กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ให้ข้อมูลที่ปรับจากเกณฑ์คงค้างในงบกำไรขาดทุนมาเป็นเกณฑ์เงินสด เราจะได้ข้อมูลว่า ในช่วงเวลางวดบัญชีหนึ่งๆนั้น บริษัทขายสินค้าแล้วสามารถเก็บเป็นเงินสดได้มากน้อยเท่าไร ทั้งนี้จะมีการปรับรายการที่ไม่ใช่เงินสดออกจนหมด เช่น ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร อุปกรณ์ สินค้าคงเหลือต่างๆ และข้อมูล อีกมาก

ส่วนกระแสเงินสดจากการลงทุน จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนของบริษัทว่า ในเวลางวดนั้น บริษัทได้ใช้เงินลงทุนไปในเรื่องใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าใด

กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน ให้ข้อมูลว่า บริษัทจัดหาเงินมาใช้ลงทุนและดำเนินกิจการจากแหล่งใด กู้มาหรือใช้ทุนเดิมหรือเพิ่มทุน

ผมอยากจะยกตัวอย่างง่ายๆ กับการสังเกตงบการเงินเพื่อการลงทุนที่ปลอดภัย หลายท่านคงจะจำกรณี "หุ้น ROYNET" กันได้ดี หรือหากเป็นนักลงทุนใหม่คงจะต้องกลับไปค้นกันหน่อยครับ เพราะกรณีนี้โด่งดังมากและทำให้นักลงทุนกลายร่าง ปีกงอกเป็นแมงเม่ากันมากมาย จน ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ต้องลงมาจัดการกันจนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต จนทุกวันนี้ยังไม่จบเรื่องเลยครับ

รายการนี้นักลงทุนหลายคนเจออาการที่เรียกว่า ผีหลอกกลางวัน ครับ กำไรอยู่ดีๆตั้งสองไตรมาส 10.2 ล้านบาทก้าวกระโดดจากขาดทุนสุทธิ 11.19 ล้านบาทในปีก่อน แล้วกลับมาเป็นขาดทุนสุทธิ 36.7 ล้านบาทในไตรมาส 3 ขาดทุนสะสมแล้ว 71ล้านบาท

ก่อนหน้านั้นบริษัทรายงานว่า บริษัทพลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไรได้อย่างมากมาย จัดว่า "ก้าวกระโดด" เลยก็ว่าได้ ที่มาของอาการผีหรอกก็ไม่มีอะไรมากครับ ผู้บริหารแกล้งทำเป็นไร้เดียงสาบันทึกรายได้เร็ว(เกิน)ไป(ไม่)หน่อย ครับ แต่แล้วก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 3 พวกท่านก็เกิดรู้เดียงสาขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ โดยนำหุ้นของพวกในตระกูลท่านที่มีอยู่ 60% ของทุนจดทะเบียน เข้าไปขายให้แมงเม่าทั้งหลายจนหมดสิ้น

พอ...งบออกเท่านั้นแหละครับ ซากแมงเม่าก็กองเกลื่อนไปทั่วตลาดหลักทรัพย์

ผมลองเข้าไปดูงบย้อนหลังดูพบว่า บริษัทฯขายชั่วโมง Internet แบบฝากขาย บริษัทย่อยให้บริการอี-คอมเมิร์ซและเป็นที่ปรึกษาเรื่องการออกแบบwebsiteและการรับรู้รายได้ก็เปิดเผยอย่างชัดเจนในหมายเหตุประกอบงบการเงินในข้อที่ 3 สรุปนโยบายการบัญชีที่สำคัญ หัวข้อย่อยที่ 3.1 บริษัทรับรู้รายได้ดังนี้

3.1.1 รายได้จากการขายบันทึกรับรู้ เมื่อส่งมอบสินค้า

3.1.2 รายได้จากการฝากขายบันทึกรับรู้ เมื่อได้รับการชำระเงิน

แต่ในงบกำไรขาดทุนมีหัวข้อ รายได้จากการขาย รายได้จากการให้บริการ รายได้ดอกเบี้ย รายได้อื่นๆ ไม่มีหัวข้อรายได้จากการฝากขาย จึงเป็นช่องทางให้ผู้บริหารเล่นแร่แปรธาตุได้อย่างง่ายดาย โดยผู้สอบบัญชีเองก็ไม่อาจตรวจพบได้ (อันนี้ไม่รับรองนะครับ)

เรื่องของเรื่อง คือ บริษัทเร่งรับรู้รายได้จากการฝากขาย ทั้งๆที่ยังไม่ได้รับชำระเงินเป็นจำนวนมากทั้ง 2 ไตรมาส จนไตรมาส 3 ผู้สอบบัญชีทนไม่ได้ จึงทำการปรับงบการเงินให้สะท้อนภาพความเป็นจริง ซึ่งเป็นเหตุให้แมงเม่าวงแตกกระเจิง

โดยไตรมาส 1 รับรู้รายได้24 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 6.9 ล้านบาท ไตรมาส 2 รับรู้รายได้ 23.4 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 3.24 ล้านบาท

ทีนี้มาดูที่งบกระแสเงินสด ผมพบตัวเลขในหัวข้อ ลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับ ในไตรมาสแรกประมาณ 22 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนหน้าที่ประมาณ 34,738 บาท ในไตรมาส 2 งวด 6 เดือนประมาณ 42.25 ล้านบาท เทียบกับงวด 6 เดือนของปีก่อนหน้าที่ประมาณ 504,143 บาท พอมาในงวด 9 เดือน ตัวเลขเหล่านี้ถูกปรับใหม่จนมีสภาพดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

อย่างที่ยกตัวอย่างมานี่แหละครับ แค่เรื่องการรับรู้รายได้แค่นี้ ก็ทำร้อนไปตามๆกัน เหตุการณ์นี้บอกให้รู้ว่า งบการเงินนั้น หากเราวิเคราะห์และสังเกตให้ดีๆมัน คือ แหล่งข้อมูลที่จะบอกพิรุธได้อย่างมาก แต่ก็น้อยคนจริงๆที่จะใส่ใจดูกัน

สำหรับผมและเพื่อน Value Investor อีกหลายท่านมุ่งเน้นว่า ต้องรู้เรื่องธุรกิจให้ชัดเจนทุกขุมขนเลย มีความรู้เรื่องบัญชีเล็กน้อยแต่ให้สังเกตและตั้งข้อสงสัยให้มากไว้ แล้วหาคำตอบให้ได้ก่อนการลงทุน จะปลอดภัยครับ

ใน www.thaivalueinvestor.com มีสมาชิกท่านหนึ่งใช้นามแฝงว่า Chatchai ท่านตรวจสอบงบการเงินได้ละเอียดมาก หากสนใจศึกษาเรื่องนี้ให้ไป post กระทู้ถามได้เลยครับ....
จุดสังเกต 'งบการเงิน'

มนตรี นิพิฐวิทยา
การลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น จะมีการวิเคราะห์ด้วยกัน 2 แบบ คือ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ และการวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยการวิเคราะห์เชิงปริมาณนี้ ก็หนีไม่พ้นต้องวิเคราะห์จากงบการเงิน โดยวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลัง ให้มากที่สุด เท่าที่ข้อมูลเราจะหาได้

ในงบการเงินนั้นจะประกอบไปด้วยข้อมูลทางการเงินที่สำคัญๆ คือ งบดุล(Balance Sheet) งบกำไรขาดทุน (Income Statement) งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) และหมายเหตุประกอบงบการเงิน (Note to Financial Statement) ข้อมูลทั้งหมดนี้จะต้องใช้ร่วมกัน ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้

งบดุลจะให้ข้อมูลว่า ในช่วงเวลางวดบัญชีหนึ่งๆบริษัทมีสินทรัพย์ หนี้สินและทุน มากน้อยเท่าไร มีความมั่นคงเพียงใด

สังเกตง่ายๆว่า หากหนี้สินมากกว่าทุน แสดงว่า บริษัทนี้กู้เงินมาลงทุนเป็นส่วนใหญ่ และมักจะมีภาระที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยและใช้คืนเงินต้นมากมายและยาวนานหลายปีสินทรัพย์ที่มีเกือบทั้งหมดจะเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ รายได้ที่ทำมาหาได้จากการดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นของเจ้าหนี้

ส่วนที่เหลือถึงจะตกมาถึงผู้ถือหุ้น บริษัทนี้หากเกิดวิกฤติขึ้นมา มักจะเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน ในทางกลับกันหากบริษัทมีหนี้น้อย รายได้ส่วนใหญ่จะเป็นของผู้ถือหุ้น สินทรัพย์ที่บริษัทมีจะเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่

บริษัทที่ Value Investor ชอบ ก็คือ บริษัทที่ไม่มีหนี้สิน หรือมีน้อยมาก เพราะปลอดภัยและรายได้ที่หาได้เป็นของผู้ถือหุ้น

"งบกำไรขาดทุน" จะให้ข้อมูลว่า บริษัทได้ดำเนินกิจการในช่วงเวลางวดบัญชีหนึ่งๆ มีรายได้จากการดำเนินงานมาจากอะไรบ้าง มีต้นทุนเกิดขึ้นเท่าไรบ้าง ในงบกำไรขาดทุนนี้จะมีการบันทึกบัญชีการได้ค่าใช้จ่ายแบบคงค้าง คือได้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน เมื่อส่งสินค้าแล้วถือว่า ได้ขายออกไปแล้ว

ดังนั้น เวลาวิเคราะห์งบการเงินต้องทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ในการบันทึกบัญชีให้ละเอียดว่า บริษัทมีนโยบายในการบันทึกบันชีอย่างไร..?

"งบกระแสเงินสด" จะประกอบไปด้วยข้อมูลทางการเงิน 3 ส่วน คือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน กระแสเงินสดจากการลงทุน และกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน

กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ให้ข้อมูลที่ปรับจากเกณฑ์คงค้างในงบกำไรขาดทุนมาเป็นเกณฑ์เงินสด เราจะได้ข้อมูลว่า ในช่วงเวลางวดบัญชีหนึ่งๆนั้น บริษัทขายสินค้าแล้วสามารถเก็บเป็นเงินสดได้มากน้อยเท่าไร ทั้งนี้จะมีการปรับรายการที่ไม่ใช่เงินสดออกจนหมด เช่น ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร อุปกรณ์ สินค้าคงเหลือต่างๆ และข้อมูล อีกมาก

ส่วนกระแสเงินสดจากการลงทุน จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนของบริษัทว่า ในเวลางวดนั้น บริษัทได้ใช้เงินลงทุนไปในเรื่องใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าใด

กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน ให้ข้อมูลว่า บริษัทจัดหาเงินมาใช้ลงทุนและดำเนินกิจการจากแหล่งใด กู้มาหรือใช้ทุนเดิมหรือเพิ่มทุน

ผมอยากจะยกตัวอย่างง่ายๆ กับการสังเกตงบการเงินเพื่อการลงทุนที่ปลอดภัย หลายท่านคงจะจำกรณี "หุ้น ROYNET" กันได้ดี หรือหากเป็นนักลงทุนใหม่คงจะต้องกลับไปค้นกันหน่อยครับ เพราะกรณีนี้โด่งดังมากและทำให้นักลงทุนกลายร่าง ปีกงอกเป็นแมงเม่ากันมากมาย จน ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ต้องลงมาจัดการกันจนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต จนทุกวันนี้ยังไม่จบเรื่องเลยครับ

รายการนี้นักลงทุนหลายคนเจออาการที่เรียกว่า ผีหลอกกลางวัน ครับ กำไรอยู่ดีๆตั้งสองไตรมาส 10.2 ล้านบาทก้าวกระโดดจากขาดทุนสุทธิ 11.19 ล้านบาทในปีก่อน แล้วกลับมาเป็นขาดทุนสุทธิ 36.7 ล้านบาทในไตรมาส 3 ขาดทุนสะสมแล้ว 71ล้านบาท

ก่อนหน้านั้นบริษัทรายงานว่า บริษัทพลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไรได้อย่างมากมาย จัดว่า "ก้าวกระโดด" เลยก็ว่าได้ ที่มาของอาการผีหรอกก็ไม่มีอะไรมากครับ ผู้บริหารแกล้งทำเป็นไร้เดียงสาบันทึกรายได้เร็ว(เกิน)ไป(ไม่)หน่อย ครับ แต่แล้วก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 3 พวกท่านก็เกิดรู้เดียงสาขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ โดยนำหุ้นของพวกในตระกูลท่านที่มีอยู่ 60% ของทุนจดทะเบียน เข้าไปขายให้แมงเม่าทั้งหลายจนหมดสิ้น

พอ...งบออกเท่านั้นแหละครับ ซากแมงเม่าก็กองเกลื่อนไปทั่วตลาดหลักทรัพย์

ผมลองเข้าไปดูงบย้อนหลังดูพบว่า บริษัทฯขายชั่วโมง Internet แบบฝากขาย บริษัทย่อยให้บริการอี-คอมเมิร์ซและเป็นที่ปรึกษาเรื่องการออกแบบwebsiteและการรับรู้รายได้ก็เปิดเผยอย่างชัดเจนในหมายเหตุประกอบงบการเงินในข้อที่ 3 สรุปนโยบายการบัญชีที่สำคัญ หัวข้อย่อยที่ 3.1 บริษัทรับรู้รายได้ดังนี้

3.1.1 รายได้จากการขายบันทึกรับรู้ เมื่อส่งมอบสินค้า

3.1.2 รายได้จากการฝากขายบันทึกรับรู้ เมื่อได้รับการชำระเงิน

แต่ในงบกำไรขาดทุนมีหัวข้อ รายได้จากการขาย รายได้จากการให้บริการ รายได้ดอกเบี้ย รายได้อื่นๆ ไม่มีหัวข้อรายได้จากการฝากขาย จึงเป็นช่องทางให้ผู้บริหารเล่นแร่แปรธาตุได้อย่างง่ายดาย โดยผู้สอบบัญชีเองก็ไม่อาจตรวจพบได้ (อันนี้ไม่รับรองนะครับ)

เรื่องของเรื่อง คือ บริษัทเร่งรับรู้รายได้จากการฝากขาย ทั้งๆที่ยังไม่ได้รับชำระเงินเป็นจำนวนมากทั้ง 2 ไตรมาส จนไตรมาส 3 ผู้สอบบัญชีทนไม่ได้ จึงทำการปรับงบการเงินให้สะท้อนภาพความเป็นจริง ซึ่งเป็นเหตุให้แมงเม่าวงแตกกระเจิง

โดยไตรมาส 1 รับรู้รายได้24 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 6.9 ล้านบาท ไตรมาส 2 รับรู้รายได้ 23.4 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 3.24 ล้านบาท

ทีนี้มาดูที่งบกระแสเงินสด ผมพบตัวเลขในหัวข้อ ลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับ ในไตรมาสแรกประมาณ 22 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนหน้าที่ประมาณ 34,738 บาท ในไตรมาส 2 งวด 6 เดือนประมาณ 42.25 ล้านบาท เทียบกับงวด 6 เดือนของปีก่อนหน้าที่ประมาณ 504,143 บาท พอมาในงวด 9 เดือน ตัวเลขเหล่านี้ถูกปรับใหม่จนมีสภาพดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

อย่างที่ยกตัวอย่างมานี่แหละครับ แค่เรื่องการรับรู้รายได้แค่นี้ ก็ทำร้อนไปตามๆกัน เหตุการณ์นี้บอกให้รู้ว่า งบการเงินนั้น หากเราวิเคราะห์และสังเกตให้ดีๆมัน คือ แหล่งข้อมูลที่จะบอกพิรุธได้อย่างมาก แต่ก็น้อยคนจริงๆที่จะใส่ใจดูกัน

สำหรับผมและเพื่อน Value Investor อีกหลายท่านมุ่งเน้นว่า ต้องรู้เรื่องธุรกิจให้ชัดเจนทุกขุมขนเลย มีความรู้เรื่องบัญชีเล็กน้อยแต่ให้สังเกตและตั้งข้อสงสัยให้มากไว้ แล้วหาคำตอบให้ได้ก่อนการลงทุน จะปลอดภัยครับ

ใน www.thaivalueinvestor.com มีสมาชิกท่านหนึ่งใช้นามแฝงว่า Chatchai ท่านตรวจสอบงบการเงินได้ละเอียดมาก หากสนใจศึกษาเรื่องนี้ให้ไป post กระทู้ถามได้เลยครับ....
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 10

โพสต์

'ROE' สำคัญกับการลงทุนอย่างไร? โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักการในการลงทุนหลายอย่าง บางท่านอาจจะให้ความสำคัญกับปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นเป็นหลัก โดยใช้หลักการทางเทคนิคเป็นจุดสำคัญ หรือ บางท่านอาจจะชอบลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ซื้อขายวันต่อวัน

การลงทุนในลักษณะดังกล่าวอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางของบริษัทที่จะลงทุนมากนัก สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระยะสั้นมากกว่า

แต่ "การลงทุนแบบเน้นคุณค่า" ที่เน้นการถือหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาว สิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนก็คือ การที่นักลงทุนควรจะเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจที่จะลงทุนนั้นเป็นอย่างดี

บทความที่ผ่านมา นักลงทุนได้รับข้อมูลการวิเคราะห์บริษัทที่จะลงทุนอย่างคร่าวๆ รวมถึงวิธีการในการทำ Scuttlebutt ไปแล้ว คราวนี้เราจะมาเจาะลึกถึงหัวข้อของอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญค่าหนึ่ง ก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity Ratio หรือ ROE)

ROE คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการทำกำไรกับเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ สูตรที่ใช้กันทั่วไป

ก็คือ ROE = Net Profit/Equity หรือ กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น

สมมติบริษัท ก. มีงบกำไรขาดทุนและงบดุล ณ ปลายปีคร่าวๆ ดังนี้

งบกำไรขาดทุนบริษัท ก. (หน่วย: ล้านบาท)

ยอดขาย 12,000

ต้นทุนรวมภาษี 10,800

กำไรสุทธิ 1,200

งบดุลบริษัท ก.(หน่วย: ล้านบาท)

ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 2,000

ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 0

ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,000

รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ดังนั้น ROE ของบริษัท ก. คำนวณจาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับ 1,200/8,000 = 15%

ในทางปฏิบัติควรจะนำส่วนผู้ถือหุ้นของต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องมากขึ้น ROEที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปลงทุนได้ผลตอบแทนเท่ากับ 15% จากการดำเนินงานของบริษัทตามปกติ

นักลงทุนสามารถนำ ROE ไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท

สมมติอีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท ข. มี ROE เท่ากับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ก. ข้างต้นที่มี ROE 15% แล้ว นักลงทุนจะพบว่า บริษัท ก. มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าในจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากัน

สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว บริษัทที่มี ROE สูงกว่าจะน่าสนใจมากกว่า เพราะ บริษัทที่มี ROE สูงสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทที่มี ROE ต่ำกว่า

แต่ในขณะเดียวกัน การรักษา ROEให้สูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี ถ้าบริษัทดำเนินกิจการอย่างมีกำไรและเก็บบางส่วนไว้เป็นกำไรสะสม จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรักษา ROE ให้อยู่ในระดับเดิม บริษัทจำเป็นต้องทำกำไรให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อการเติบโตของส่วนผู้ถือหุ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นปีละ 10%

บริษัทที่ต้องการรักษา ROE ให้เท่าเดิมในปีถัดไป จำเป็นจะต้องมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างสูงมากทีเดียว

อีกกรณีหนึ่ง บางบริษัทอาจจะทำให้ ROE สูงขึ้นได้โดยใช้ leverage จากการกู้ยืมทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าบริษัทที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก. และ ค. มีงบกำไรสุทธิเหมือนกัน แต่บริษัท ค. มีงบดุลดังต่อไปนี้

งบดุลบริษัท ค. (หน่วย: ล้านบาท)

ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 500

ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 4,700

ส่วนของผู้ถือหุ้น 4,800

รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ดังนั้น ROE ของบริษัท ค. เท่ากับ 1,200/4,800 = 25% ซึ่งมากกว่าบริษัท ก. มาก แต่บริษัท ก. ไม่มีหนี้สินเลย ขณะที่บริษัท ข. มีหนี้สินอยู่เกือบเท่าส่วนผู้ถือหุ้น

ในกรณีนี้ เราควรจะใช้อัตราส่วนทางการเงินอีกค่าหนึ่งในการเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจ คือ Return on Total Capital Ratio (ROTC) คำนวณได้จาก

ROTC = Net Profit/(Longterm Liability + Equity) หรือ

กำไรสุทธิหารด้วยผลบวกของหนี้สินระยะยาวกับส่วนผู้ถือหุ้น

จากตัวอย่างข้างต้นจะพบว่าบริษัท ก. มี ROTC เท่ากับ 15% (1,200/8,000) ในขณะที่บริษัท ค. มี ROTC ลดลงเหลือเพียง 12% (1,200/(4,700+4,800))

ในกรณีเช่นนี้ บริษัทที่มี ROE สูงกว่าอาจจะมี ROTC ต่ำกว่าได้ การใช้ ROE เพียงอย่างเดียวในการวิเคราะห์ความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทที่จะลงทุนอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

ดังนั้นนักลงทุนนอกจากจะใช้ ROE เปรียบเทียบระหว่างบริษัทแล้วอาจจะต้องใช้ ROTC ในการเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น เพราะ ROTC จะทำให้มองเห็นภาพความสามารถในการลงทุนของบริษัทได้ตรงความเป็นจริงมากขึ้น

นอกเหนือจากนั้น บางบริษัทอาจจะมี ROE เพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งออกจากหมวดฟื้นฟูกิจการ สาเหตุเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยผลการดำเนินงานเปลี่ยนจากการขาดทุนในอดีตมาเป็นทำกำไรได้ในปีปัจจุบัน ทำให้ ROE เพิ่มสูงขึ้นทันทีได้

ลักษณะเช่นนี้ นักลงทุนควรพิจารณานำกำไรขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ออกจากการคำนวณ เพราะจะทำให้ ROE ที่หาได้สูงเกินไป และไม่สะท้อนกับผลการดำเนินงานตามปกติของบริษัท

บางบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร (Cyclical) เช่น วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษ หรือ ผลิตภัณฑ์การเกษตร บางปีบริษัทจะมีผลกำไรตกต่ำเพราะส่วนใหญ่แล้วราคาและต้นทุนของกิจการเหล่านั้น จะถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานของสินค้ามากกว่าที่จะถูกกำหนดโดยบริษัท

ถ้าปีใดราคาสินค้าลดลงก็จะทำให้บริษัทมี ROE ในปีนั้นต่ำไปด้วย แต่บางปีอาจจะเป็นขาขึ้นของอุตสาหกรรมนั้นๆ ทำให้บริษัทมีผลการดำเนินงานดี และมีกำไรสูงขึ้น ผลพลอยได้ก็คือทำให้ ROE ของบริษัทในปีนั้นสูงตามขึ้นไปด้วย

เราสามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทนั้นๆอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักรหรือไม่ง่ายๆด้วยการตรวจสอบ ROE ย้อนหลังหลายๆปี ถ้าพบว่า ROE มีลักษณะที่มากบ้างน้อยบ้างสลับกันไปก็สันนิษฐานได้ว่า บริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักร

จากเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าการที่บริษัทมี ROE สูงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นธุรกิจที่ดีในระยะยาวเสมอไป

ดังนั้น สำหรับนักลงทุน ก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ควรตรวจสอบ ROE ของบริษัทที่สนใจลงทุนก่อนว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

บริษัทที่มี ROE สม่ำเสมอจะเป็นบริษัทที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า บริษัทมีการบริหารงานที่ดี สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทก็เพิ่มพูนความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นได้เป็นอย่างดี
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 11

โพสต์

ผลตอบแทนจาก 'สินทรัพย์ดำเนินงาน' (RONOA)
โดยมนตรี นิพิฐวิทยา

ในงบการเงินของบริษัทที่เราวิเคราะห์นั้น จะประกอบด้วยตัวเลขมากมาย ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ในตอนที่แล้วคุณวิบูลย์ได้กล่าวถึงเรื่อง Return on Equity หรือ ROE ซึ่งเป็นการวิเคราะห์งบการเงิน ที่ใช้อัตราส่วนมาบ่งบอกความสามารถ ในด้านต่างๆ ของกิจการ

หากท่านสังเกตงบการเงินของบริษัทใดก็ตาม จะพบว่า ในงบดุลส่วนสินทรัพย์ที่นักบัญชีแยกให้เราเห็นเป็น 2 ส่วน คือ สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) และ เครื่องจักรอาคารสถานที่ (Properties, Plant and Equipments) หรือจะเรียกว่า "สินทรัพย์คงที่" ก็น่าจะได้ เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในรอบ 1 ปี ส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงในรอบ 1ปี

หากพิจารณากันให้ดีๆ แล้ว นักบัญชีไม่ได้แยกสินทรัพย์ให้นักลงทุนเห็นชัดเจนสักเท่าไรนัก เพราะหากเรามองการลงทุนในหุ้นคือการร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจแล้ว เราควรต้องทราบว่า สินทรัพย์ใดเป็นสินทรัพย์ดำเนินงาน (Operating Assets) สินทรัพย์ใดเป็นสินทรัพย์ที่มีไว้แต่ไม่ได้ใช้เพื่อการดำเนินงาน (Non Operating Assets)

หลายท่านอาจจะเริ่มสงสัยว่ามันต่างกันอย่างไร...?

จริงๆ แล้วมันต่างกันอย่างชัดเจนมากที่เดียว ตัวอย่างเช่น บริษัท 2 แห่งคำนวณ Return on Assets, ROE ได้เท่ากัน แต่พอแยกสินทรัพย์ดำเนินงานออกจากสินทรัพย์ทั้งหมดแล้ว ปรากฏว่า บริษัทหนึ่งมี Return on Net Operating Assets(RONOA) สูงกว่าอีกบริษัทหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด

นั้นหมายความว่าบริษัทที่มี RONOA ต่ำกว่านั้น มีสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่มากกว่าอีกบริษัทหนึ่งเป็นแน่แท้ และแน่นอนว่าเราต้องหาต่อให้ได้ว่า ทำไมถึงได้มีสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่มาก

ทรัพย์สินที่เป็นทรัพย์สินดำเนินงานที่ผมกล่าวนี้ มักไม่ค่อยแน่นอนตายตัวนัก เราต้องพิจารณาตามสภาพแวดล้อมของกิจการเองครับ เพราะแต่ละกิจการดำเนินธุรกิจแตกต่างกัน แต่ผมพอจะให้แนวทางพอใช้เป็นเครื่องสังเกตไว้

ยกตัวอย่างเช่น เงินสด สินค้าและวัสดุคงเหลือ (Inventory) ที่ดินที่ใช้ประโยชน์ คือ มีโรงงานตั้งอยู่และมีการผลิตสินค้า ที่ดินที่ซื้อเอาไว้ ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ไม่นับครับ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้า รายการเหล่านี้ล้วนจัดเป็นสินทรัพย์ดำเนินงาน

บางบริษัทมีเงินสดเหลือมาก แต่ไม่ได้ใช้ไปลงทุนสร้างผลตอบแทนเลย แถมไม่จ่ายออกมาเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นด้วย บริษัทนี้ RONOAต่ำแน่นอนครับ

บางบริษัทมีที่ดินมากแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และไม่ยอมขายออกเอาเงินมาลงทุนให้งอกเงยบริษัทหนี้ก็น่าสงสัย

บริษัทที่สินค้าและวัสดุคงเหลือมากๆ และมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ยอดขายมิได้ขยายตามไปในอัตราส่วนที่เท่าๆ กันหรือมากกว่า แสดงว่า บริษัทนั้นมีปัญหาบางประการในเรื่องการจัดการสินค้าที่พร้อมขายและวัสดุสำหรับการผลิตแน่ เรื่องนี้ในฐานะผู้ร่วมเป็นเจ้าของกิจการต้องไม่ละเลยที่จะต้องตรวจสอบกับฝ่ายบริหารของบริษัทนะครับ

ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ เช่น บัญชีลูกหนี้ อันนี้ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานแน่นอน แต่สำคัญนะครับ หากมีลูกหนี้มากในอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นมากกว่ายอดขายแล้วละก็ต้องตรวจสอบเช่นกันว่า การติดตามหนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือมีการบันทึกบัญชีแบบลักไก่หรือไม่

เมื่อได้ตัวเลขสินทรัพย์ดำเนินงานสุทธิ (Net Operating Assets) แล้วเราก็ใช้สูตรเดียวกันกับการหาอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์นั่นเองคือ

ROA = รายได้สุทธิ / สินทรัพย์สุทธิ

หากเป็นอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ดำเนินงานสุทธิ (Return on Net Operating Assets, RONOA) ก็ใช้สูตร

RONOA = รายได้สุทธิ / สินทรัพย์ดำเนินงานสุทธิ

ผลที่ได้ออกมาต้องเปรียบเทียบกัน หากบริษัทที่มีการดำเนินงานที่ดีแล้ว ROA กลับ RONOA จะใกล้เคียงกันมาก แต่ในทางตรงกันข้าม ROA น้อยกว่า RONOAมากๆ ให้ระวังครับ บริษัทนี้กำลังมีการลงทุนที่ผิดประเภท หรือส่อพิรุธน่าสงสัยว่า เอาเงินไปลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ เพื่ออะไร อาจจะเอาเงินทุนของบริษัทไปซื้อที่ดินของญาติๆเอาไว้ในราคาสูงกว่าราคาตลาดมากๆ หรืออาจลงทุนแบบไม่รอบคอบแทนที่จะได้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพกลับเป็นอนุสาวรีย์เครื่องจักรมาตั้งเกะกะแทน

ในการวิเคราะห์งบการเงินมีสูตรให้เราคิดแบบสำเร็จมาแล้ว แต่วิธีการมักไม่ตายตัวแปรไปตามสภาพแวดล้อมของกิจการและสถานการณ์ในขณะนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผู้วิเคราะห์ว่า ต้องการทราบอะไรของกิจการให้ละเอียด และที่สำคัญการแปลความหมายจากผลลัพธ์ที่เราคำนวณได้นั้นสำคัญที่สุด จะเห็นว่า เมื่อได้ผลลัพธ์มาแล้วเราก็ได้คำตอบมาส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่คำตอบที่เป็นที่สุด แต่มันเป็นแนวทางให้เราไปสืบหาคำตอบที่เราต้องการต่อไปว่า ไปแล้วการลงทุนแบบเน้นคุณค่านี้นักลงทุนน่าจะมีพฤติกรรมคล้ายนักสืบก็ว่าได้นะครับ

เอาละครับ เรามาเริ่มต้นการเป็นนักสืบ เสาะหาขุมทรัพย์ที่จะนำพาเราไปสู่อิสรภาพทางการเงินแบบไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ หรือลุ้นกับความเสี่ยงอะไรกันมากมายกันดีกว่าครับ
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 12

โพสต์

เก็งกำไร
โดยมนตรี นิพิฐวิทยา
ว่าไปแล้วการเก็งกำไรในบ้านเราไม่ต่างจากการพนันเท่าไรนัก นักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นวันต่อวันก็ซื้อหุ้นเพื่อขายเอากำไรในวันนั้น หากขาดทุนมากๆจึงจะยอมเป็นนักลงทุนระยะยาวแบบจำเป็น
ช่วงอาทิตย์นี้ผมนั่งเผ้าร้านในอาคารแถบสีลมซึ่งหนาแน่นด้วยห้องค้า พอเวลาเย็นตลาดหุ้นปิดก็จะเห็นนักลงทุนมีอายุกันซักหน่อยพูดคุยกันถึงการได้เสียในวันนั้นๆกันมากมาย ผมเองนั้นไม่กล้าเสี่ยงมากขนาดนั้นจริงๆแม้อายุผมจะยังไม่มาก ที่จริงแล้วความเสี่ยงน่าจะเหมาะกับคนหนุ่มสาวมากกว่า
ในช่วงที่ตลาดเป็นขาลงหรือขึ้นลงผันผวนอย่างนี้เราจะพบเห็นหุ้นเก็งกำไรซึ่งล้วนแต่เป็นหุ้นขนาดเล็กขึ้นลงได้เสียกันมาก และดูน่าตื่นเต้นเป็นที่สุด โดยเฉพาะวอแรนท์ต่างๆขึ้นลงกันแบบต้องลุ้นสุดตัวเลยทีเดียว ซึ่งทำเอาเดือดร้อนถึงทางตลาดหลักทรัพย์และ BIZ WEEK ฉบับที่แล้วต้องออกมาเตือนนักลงทุนให้รู้ถึงกลวิธีที่รายใหญ่สร้างราคากัน แต่ผมว่าอย่างไรก็ยังคงมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีกเสมอๆแน่นอน
ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะความคิดภายในลึกๆของมนุษย์ทุกคน ไม่เฉพาะคนไทยหรอกครับเป็นกันทั่วโลกจนมีนักเศรษฐศาสตร์ได้ทำการวิจัยในเรื่องนี้ออกมากันเป็นเรื่องเป็นราวโดยมีการตั้งเป็นทฤษฎีกันเลย คือ Behavioral Finance หรือการเงินเชิงพฤติกรรม และ Mental Accounting หรือ การหักลบตัวเลขในสมองของมนุษย์ ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งในอย่างแรก
ผมอยากจะยกตัวอย่างเรื่อง Mental Accounting ให้ลองพิจารณากันดูครับน่าสนใจทีเดียว แล้วลองเอาไปคิดดูว่าเราก็เป็นอย่างนี้หรือไม่
เรื่องมันมีอยู่ว่า มีสามีภรรยาไปฮันนีมูนกันที่ลาสเวกัส และได้เข้าไปเล่นพนันกันในคาซิโน ทั้งคู่เล่นพนันกันจนเงินหมดจึ่งกลับมาพักผ่อนที่โรงแรม ขณะที่กำลังจะเข้านอน สามีก็ได้พบเงินที่ลืมค้างในกระเป๋าเสื้อ 10 USD เขาจึงได้แต่งตัวออกไปลองพนันใหม่ ปรากฏว่าเขาเล่นชนะ จากเงิน 10 USD เขาได้กำไรเพิ่มขึ้นเลื่อยๆจนทางคาซิโนบอกว่าไม่สามารถรับการแทงพนันของเขาได้แล้ว เขาจึงแลกชิปทั้งหมดเป็นเงิน 100 ล้าน USD ไปแทงที่คาซิโนอื่น ปรากฏว่าคราวนี้โชคไม่ได้อยู่ข้างเขา เขาเสียเงินทั้งหมดที่ได้จากการพนันให้คาซิโนนั้นไปจนหมด แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องเดินกลับโรงแรม
พอถึงห้องพักภรรยาก็ตื่นมาถามว่าเขาหายไปไหน เขาก็ตอบว่าไปคาซิโนมา ภรรยาจึงถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบว่าไม่เลวร้ายจนเกินไป เสียไปแค่ 10 USD เอง!
จริงมันก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปครับ แต่หากคิดให้ดีๆ ถ้าเขาเลิกเล่นและกลับห้องพักเขาจะมีเงิน 100 ล้าน USD จริงๆแล้วเขาเสียเงินไปมากขนาดนั้นจริงๆ แต่ภายในสมองของเขาคิดว่าเงินนั้นได้มาฟรีๆ ถึงจะเสียไปก็เป็นของฟรี แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ของฟรีนะครับ โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีแน่นนอน
เอาอีกตัวอย่างหนึ่งจะได้เห็นกันชัดๆ มีชายผู้หนึ่งเตรียมเงิน 1,000 บาทเพื่อจะไปจ่ายค่าซักแห้ง พอไปถึงร้านแล้วหาเงินที่เตรียมมาไม่พบ จึงหงุดหงิดที่ต้องเอาเงินใหม่ออกมาจ่าย แต่พอกลับถึงบ้านก็พบว่าเงินที่เตรียมเอาไว้นั้นเขาลืมไว้ในกระเป๋าเสื้ออีกตัวหนึ่ง เมื่อพบแล้วก็ดีใจว่าได้เงินที่หายไปกลับมาฟรีๆ
หรือหากคุณได้บัตรชมดนตรีของศิลปินที่คุณชื่นชอบมากมาฟรีๆ แล้วคุณทำหาย คุณส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้สึกเสียดายและจะไปซื้อใหม่ แต่หากว่าคุณต้องซื้อมาเองและหายคุณจะเสียดายมากและอาจจะไม่ยอมเสียเงินอีก
นี่แหละครับเรื่องของ Behavioral Finance และ Mental Accounting และทฤษฏีนี้ละครับที่ตอบคำถามว่าทำไมเจ้ามือรวยทุกที ก็เพราะว่าเงินที่เจ้ามือเสียไปจะยังไม่หายไปไหนหากผู้เล่นยังไม่เลิก ในท้ายที่สุดผู้เล่นจะต้องเสียกับคืนเจ้ามืออยู่ดี ตราบใดที่ยังมีพฤติกรรมทางการเงินอย่างที่กล่าวมา ได้ก็คิดว่าของฟรี เสียก็ต้องแก้ให้ได้
นักลงทุนรายใหญ่มักจะลงทุนลากหุ้นสร้างราคาล่อรายย่อยเป็นลำดับแรก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาไม่กลัวเสียเงินเปล่าหรือ จากสถิติแล้วเจ้ามือได้เปรียบเสมอ เมื่อรายย่อยเข้ามาผสมโรง รายใหญ่ก็เริ่มปล่อยหุ้นออก แล้วกระตุกใหม่ ที่ต้องปล่อยก่อนก็เพื่อให้รายย่อยขายออก ไม่เช่นนั้นลากราคาลำบากครับ เพราะรายย่อยคอยซื้อขายทำลายจังหวะอยู่ตลอด พอลากได้ที่รายใหญ่จะทิ้งให้รายย่อยจัดการกันเองอย่างที่เห็นๆกันอยู่เสมอ รายย่อยที่ได้แล้วเลิกมีน้อยมากครับ เพราะพฤติกรรมของมนุษย์ชอบซื้อหุ้นตอนขึ้นครับ ตอนลงไม่กล้าซื้อหรือไม่เล้าใจ ความเสียหายจึงเกิดกับรายย่อยเสมอมา
พวกValue Investor มักจะไม่สนใจกับการขึ้นลงหวือหวาของหุ้นที่นักลงทุนอื่นกำลังตื่นเต้นกัน หากแต่ว่ามักจะเฝ้ามองเพื่อหาเหตุผลและทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นสังเกตได้จากการสนทนากันผ่านweb board จะเอาเรื่องหุ้นที่หวือหวาเหล่านี้มาสนทนากันมาก จากการหาเหตุและผลนี้ทำให้ Value Investor เห็นว่าเป็นการลงทุนในหุ้นเก็งกำไรเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากและไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่จะได้รับ จึงไม่ค่อยพบว่า Value Investor จะร่วมวงกับเขาด้วย
Value Investor มักคิดว่า ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนั้นไม่ได้มาฟรีๆครับ มันมาจากการทำงาน การวิเคราะห์หาข้อมูลอย่างหนัก ต้องเสี่ยงกับการวิเคราะห์ที่ผิดพลาด ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้มาไม่ได้มาฟรีๆแน่ๆ ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้รับจะต้องถูกนำกลับมาหาผลตอบแทนต่อยอด และยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่าไรนั้นหมายถึงอิสรภาพทางการเงินที่สูงขึ้นเท่านั้น อีกทั้งยังหมายถึงแต้มต่อในการลงทุนอีกด้วย
เมื่อเราทราบถึงพฤติกรรมลึกๆที่เกิดกับทุกคนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการควบคุมมันให้ได้ครับ การลงทุนนั้นสำคัญที่ข้อมูลและการควบคุมจิตใจ ใครศึกษาหาข้อมูลมาดีแล้ว ต้องมั่นคงไม่หวั่นไหว คุมจิตใจให้ได้คนนั้นมักจะประสบความสำเร็จเสมอครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการควบคุมจิตใจครับ
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 13

โพสต์

ลงทุนแบบเบนจามิน เกรแฮม

โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ

สำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ เบนจามิน เกรแฮม เพราะในวงการการลงทุนของโลกถือว่า ท่านอาจารย์เกรแฮม เป็นผู้บุกเบิกการวิเคาระห์หลักทรัพย์สมัยใหม่ เมื่อปี 1934 ราวๆ 70 ปีที่แล้วด้วยหนังสือ Security Analysis ที่เป็นผลมาจากการรวบรวมการบรรยายของ อ.เกรแฮม ในช่วงที่ทำการสอนชั้นเรียนปริญญาโทของมหาวิทยาลัย Columbia ที่นิวยอร์ค ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าวยังคงมีการตีพิมพ์เผยแพร่มาจนถึงทุกวันนี้

ในชั้นเรียนดังกล่าว มีลูกศิษย์สมัครเข้าไปเรียนกันมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ วอร์เรน บัฟเฟต ซึ่งต่อมากลายเป็นนักลงทุนมือหนึ่งที่มีทรัพย์สินมากมายมหาศาลเป็นอันดับสองของโลก บัฟเฟตร่ำรวยมาจากการใช้หลักการลงทุนตามแบบที่ อ.เกรแฮม แนะนำเอาไว้ ด้วยการลงทุนในการซื้อหุ้นบริษัทต่างๆ ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ผ่านบริษัทที่ชื่อ ฺBerkshire Hathaway

การลงทุนตามแบบ วอร์เรน บัฟเฟตนั้น มีหนังสือที่เกี่ยวข้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษวางขายตามร้านหนังสือต่างๆทั่วไป ท่านผู้อ่านสามารถอ่านและศึกษาการลงทุนตามแบบวอร์เรน บัฟเฟต อย่างไม่ยากนักด้วยมีการแปลเป็นภาษาไทยออกมาหลายเล่มด้วยกัน โดยเฉพาะในช่วงปลายปีทีแล้ว ที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยผ่านการทำสถิติสูงสุดในรอบหลายปี

แต่ถ้าศึกษาลึกเข้าไปจะพบว่า การลงทุนแบบเบนจามิน เกรแฮมแท้ๆนั้น มีข้อแตกต่างจากการลงทุนแบบวอร์เรน บัฟเฟตอยู่หลายประการด้วยกัน

ดังนั้นจะกล่าวถึงวิธีการลงทุนตามแบบต้นตำรับของ อาจารย์เบนจามิน เกรแฮม ว่ามีอะไรที่แตกต่างไปจากการลงทุนแบบ วอร์เรน บัฟเฟตบ้าง ซึ่งสามารถสรุปคร่าวๆได้ดังต่อไปนี้

หนึ่ง เกรแฮมตัดสินใจลงทุนด้วยงบการเงินเพียงอย่างเดียว

นอกเหนือจากการวิเคาระห์งบการเงินของบริษัทนั้นแล้ว ก่อนจะตัดสินใจลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากงบการเงิน เป็นส่วนประกอบสำคัญในการตัดสินใจอย่างมาก เช่น ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในอุตสาหกรรมนั้นๆ หรือ คุณภาพของแบรนด์และตราสินค้ายี่ห้อของบริษัท เช่น โค๊ก หรือ ยิตเลต ที่ไม่มีคู่แข่งรายใดสามารถครองตลาดได้เท่าเทียมได้เป็นเวลานาน

ส่วนเกรแฮม จะคำนึงถึงงบการเงินเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก โดยจะเปรียบเทียบบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์ด้วยการวิเคาระห์บริษัทผ่านทางงบการเงินล้วนๆ โดยเฉพาะจากงบกำไรขาดทุน และงบดุล (งบกระแสเงินสดยังไม่ได้มีการจัดทำเป็นมาตรฐานในสมัยนั้น)โดยไม่ได้สนใจในการวิเคาระห์เชิงปริมาณและคุณภาพของบริษัทนั้นมากนัก

เกรแฮมให้ความสำคัญกับงบดุลค่อนข้างสูงกว่างบกำไรขาดทุน เพราะเชื่อว่างบกำไรขาดทุนนั้น สามารถทำการตกแต่งบัญชีได้ง่ายกว่า แต่กับงบดุลแล้วการพลิกแพลงทางบัญชีจะมีผลน้อยกว่างบกำไรขาดทุน

ยกตัวอย่างเช่น บริษััทอาจจะทำให้กำไรในปีนั้นเพิ่มขึ้นมากจากการรับรู้รายได้ของสินค้าที่ถูกส่งไปให้ผู้จัดจำหน่าย โดยบันทึกเป็นยอดขายในปีนั้นทันทีโดยที่ยังอาจจะเก็บเงินไม่ได้ ซึ่งในงบกำไรขาดทุนจะแสดงว่าบริษััทมีการรับรู้รายได้และกำไรจากการดำเนินงานในปีนั้น แต่ถ้าสังเกตุดูในงบดุลจะเห็นว่ารายได้ดังกล่าวยังอยู่ในลูกหนี้หมุนเวียนของบริษัทเท่านั้น ยังไม่ได้กลายมาเป็นเงินสดในมือแต่อย่างใด ซึ่งงบดุลจะแสดงได้ถูกต้องตรงความเป็นจริงมากกว่าที่แสดงไว้ในงบกำไรขาดทุน

การใช้งบดุลเป็นหลักในการวิเคาระห์ ทำให้เกรแฮมให้ความสำคัญกับทรัพย์สินที่จับต้องได้ตามที่แสดงไว้ในงบดุลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของเงินสด ทรัพย์สินหมุนเวียน และหนี้สินหมุนเวียน ถ้าพบว่าบริษัทใดมีเงินสดหลังจากหักหนี้สินต่างๆแล้วมากกว่าราคาหุ้น ก็หมายความว่า การลงทุนในบริษัทนั้นถึงแม้บริษัทจะล้มละลาย ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุนก็ยังคงมีเงินสดเหลือจากการจ่ายหนี้ทั้งหมดแล้ว เรียกว่า ซื้อหุ้นแบบนี้แล้วปลอดภัย 100%

ในช่วงแรกๆบัฟเฟตก็ใช้กฏเกณท์การลงทุนตามแบบอาจารย์เกรแฮมอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการวิเคาระห์บริษัทจากงบการเงินซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แตในภายหลังก็่ได้ปรับปรุงวิธีการลงทุนให้เหมาะสมกับตนเองมากขึ้น

สอง เกรแฮมไม่สัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัท

เกรแฮมเชื่อว่า การสัมภาษณ์ผู้บริหารนั้นจะทำให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่เบี่ยงเบน และเข้าข้างตัวบริษัทมากกว่าที่จะได้ข้อมูลที่เป็นกลาง รวมทั้งผู้บริหารบริษัทส่วนมากมักจะพูดถึงแต่ด้านดีของบริษัทตนเอง ถ้าเป็นไปได้นักลงทุนควรจะหลีกเลี่ยงการสัมภาษณ์ผู้บริหาร

ในขณะเดียวกันนักลงทุนก็สามารถตรวจสอบผู้บริหารได้จากการตรวจดูงบการเงินของบริษัทนั้นย้อนหลังหลายๆปี เพื่อจับผิดว่ามีการซ่อนเงื่อนงำอะไรไว้หรือไม่ ถ้าพบว่างบการเงินของบริษัทนั้นไม่ชอบมาพากล ก็สันนิษฐานได้ว่า ผู้บริหารบริษัทนั้นไม่ค่อยโปร่งใสเท่าที่ควร และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทนั้น

สำหรับเกรแฮมแล้ว ถ้านักลงทุนมีความรู้ทางบัญชีและงบการเงินพอสมควร ก็สามารถตรวจสอบความผิดปกติของผู้บริหารบริษัทจากการวิเคาระห์งบการเงินได้ โดยที่ไม่ต้องไปสัมภาษณ์ผู้บริหารแต่อย่างใด

แต่สำหรับการลงทุนแบบบัฟเฟตแล้ว ผู้บริหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เพราะอนาคตของบริษัทขึ้นกับผู้บริหารเป็นส่วนประกอบสำคัญ การตรวจสอบผู้บริหารนั้นไม่ควรจะใช้วิธีการวิเคาระ์ห์จากงบการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะใช้ข้อมูลอย่างอื่นในการประกอบการพิจารณาผู้บริหารด้วย เช่น การเข้าสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง หรือ จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือและความสามารถของผู้บริหาร

สาม เกรแฮมจะขายหุ้นถ้าราคาเกินพื้นฐาน

วอร์เรน บัฟเฟต กล่าวอยู่เสมอว่า ระยะเวลาการถือหุ้นของบริษัทที่ตนลงทุนอยู่นั้นก็คือ ตลอดชีวิต นั่นหมายความว่า บัฟเฟตจะไม่ขายหุ้นที่ลงทุนอยู่ถึงแม้ว่าราคาหุ้นของบริษัทนั้นจะมีราคาสูงเกินพื้นฐานไปมากเพียงใดก็ตาม เหตุผลก็คือ ตราบใดที่บริษัทนั้นเ็ป็นบริษัทที่ดี บริหารด้วยผู้บริหารที่มีความสามารถและไว้ใจได้ บัฟเฟตก็จะยังคงถือหุ้นบริษัทนั้นไว้ตลอดไป จะเห็นว่า บัฟเฟตถือหุ้นวอชิงตันโพสไว้จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 30 ปี หรือถือหุ้นโค๊กไว้ถึง 20 ปีโดยไม่ได้ขายออกไปแม้แต่หุ้นเดียว

แต่สำหรับเกรแฮม การลงทุนซื้อหุ้นใดๆก็ตามจะลงทุนก็ต่อเมื่อราคาต่ำกว่าพื้นฐานมากๆ เรียกว่ายิ่งถูกยิ่งดี ถ้าได้แบบแบกะดินได้ก็ยิ่งดี และเมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นจนเกินกว่าพื้นฐานที่กำหนดไว้แล้ว เกรแฮมจะขายหุ้นนั้นออกไป แล้วนำไปลงทุนในบริษัทอื่นต่อไป โดยส่วนใหญ่เกรแฮมจะขายหุ้นเมื่อราคาสูงกว่าที่ซื้อลงทุนมาประมาณ 50%

จะเห็นได้ว่า ถึงแม้บัฟเฟตจะยกย่องเกรแฮมว่าเป็นอาจารย์ในการลงทุนของตน และเป็นผู้มีพระคุณเปรียบเหมือนเป็นพ่อคนที่สอง แต่การลงทุนของบัฟเฟตก็มีความแตกต่างจากต้นตำรับ Value Investing อย่างเกรแฮมอยู่หลายประการดังทีได้่กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วิธีการลงทุนจะต่างกัน กองทุนที่ทั้งสองบริหารก็สามารถทำผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญก็คือสามารถชนะผลตอบแทนของตลาดโดยรวมได้่เป็นระยะเวลานาน

สำหรับในเมืองไทย เท่าที่ผมรู้จักก็มี คุณChatchai ขาประจำของ www.Thaivalueinvestor.Com ที่มีวิธีการลงทุนแทบจะถอดแบบมาจากอาจารย์เกรแฮมต้นตำรับอย่างไม่ผิดเพี้ยน คุณ Chatchai ลงทุนโดยอาศัยการแกะงบการเงินเพียงอย่างเดียว ตรวจสอบผู้บริหารจากงบการเงิน ไม่ได้สนใจในแบรนด์ของบริษัทแต่อย่างใด และขายหุ้นที่ลงทุนไว้เมื่อราคาสูงเกินพื้นฐาน ที่สำคัญด้วยวิธีการลงทุนเช่นนี้เองที่ทำให้คุณ Chatchai สามารถมีอิสรภาพทางการเงินด้วยอายุเพียง 30 ต้นๆเท่านั้น

ดังนั้นจากตัวอย่างของคุณChatchai ใครที่คิดว่า Value Investing ใช้ไม่ได้ในตลาดหุ้นเมืองไทยคงต้องพิจารณากันใหม่ แต่ท้ายที่สุดแล้ว การจะตัดสินใจลงทุนแบบไหนก็ขึ้นกับความต้องการและความถนัดของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 14

โพสต์

ลงทุนแบบก้นบุหรี่ (Cigar Butt Investing)

โดย มนตรี นิพิฐวิทยา

เห็นคุณวิบูลย์เขียนถึงอาจารย์เกรแฮมทำให้ผมนึกถึงวิธีการลงทุนตามแบบท่านอาจารย์ผู้นี้คือแบบก้นบุหรี่ จริงๆแล้วเป็นคำเหน็บแนมของWarren Buffettต่อการลงทุนแบบถอดแบบจากท่านเกรแ
ฮม เขากล่าวว่ามันเป็นเสมือนการหยิบก้นบุหรี่ที่คนอื่นทิ้งไว้ที่พื้น แต่มันยังคงมียาสูบเหลืออยู่ แล้วเราเก็บมาสูบ แม้มันจะยังคงมีควันอยู่ แต่มันก็สูบได้อีกครั้งสองครั้งก็ต้องทิ้งแล้ว แต่มันเป็นของฟรีครับ
ผมเองใช้การลงทุนแบบนี้ก็บ่อยเหมือนกันครับ สำหรับผมแล้วการลงทุนแบบนี้ใช้ได้ผลดีทีเดียว แต่ในระยะยาวแล้วจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไรนัก หากไม่ขายหุ้นนั้นออกไปก่อนเมื่อราคาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้เคียงราคาที่แท้จริงในระยะสั้นๆ ในแบบของเกรแฮมจะขายเมื่อราคาปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 50%ของราคาที่ซื้อ แต่สำหรับลูกศิษรุ่นต่อๆมาของเกรแฮมได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์มากขึ้นซึ่งได้ผลดีทีเดียว
สำหรับหลักการนั้นฉบับก่อนคุณวิบูลย์กล่าวไว้แล้ว ท่านใดสนใจลองกลับไปอ่านได้ครับ มาครั้งนี้ผมจะลงรายละเอียดและยกตัวอย่างมานำเสนอพอแต่หน้ากระดาษจะอำนวย
วิธีคิดในการเลือกซื้อหุ้นตามแบบก้นบุหรี่นี้ต้องใช้งบการเงิน โดยเฉพาะงบดุลเป็นสำคัญครับ เพราะเราต้องหา NET-net Asset Value บางท่านเรียกหุ้นแบบนี้ว่า NET-NET Stock อย่าเข้าใจผิดว่าซื้อเช้าขายสาย หรือซื้อสายขายบ่าย หรือถ้าเหลือความหวังเล็กๆน้อยเข้าสนามรบตอนเช้าแล้วขอตายตอนปิดตลาดนะครับ NET-NET Stock นี้ซื้อแล้วถือรอราคาปรับตัวขึ้น ใช้เวลาพอสมควรนะครับ ไม่เสี่ยงขนาดนั้น การลดความเสี่ยงของการลงทุนแบบนี้ใช้การวิเคราะห์งบดุล และกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นแบบนี้หลายๆบริษัท
สูตรของ NET-net Asset Value เป็นดังนี้ครับ
NET-net Asset Value = สินทรัพย์หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน หนี้สินระยะยาว
จะเห็นว่า NET-net Asset Value คือเอาสินทรัพย์หมุนเวียนมาหักเอาหนี้สินทั้งสั้นและยาวออกให้หมด สังเกตุว่าเขาไม่เอาสินทรัพย์คงที่หรือ Fixed Assets มาคิดเลย ยังไม่พอนะครับ เราจะต้องซื้อหุ้นแบบนี้ในราคา 1/3 NET-net Asset Value อีกต่างหาก
ลำพังหาหุ้นที่ NET-net Asset Value ต่ำกว่าราคาหุ้นก็ยากอยู่แล้ว นี่ต้องหาหุ้นที่ต่ำกว่า NET-net Asset Value ถึงสามเท่าอีก ยิ่งไปกันใหญ่ ผมเคยหาตอนตลาดประมาณ 200 300 จุด เอาหุ้นที่กำลังซื้อขายได้ก็ยังหาไม่เจอเลยครับ ที่มีอยู่ก็กำลังจะไปไม่รอดแล้วครับ
เมื่อหาไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร มีลูกศิษย์ของอาจารย์เกรแฮมท่านหนึ่งคือ Walter Schlosse ได้ใช้หลักการ NET-net Asset Value ก่อนแต่หลังๆใช้ไม่ได้ เขาเลยใช้ สินทรัพย์ที่จับต้องได้ทั้งหมดหรือ Total tangible Assets หักด้วยหนี้สินระยะสั้นหรือ Current Liabilities มาหักลบกัน แล้วมองหาหุ้นที่ราคาต่ำกว่าค่าที่หาได้นั้น ไม่จำเป็นต้องมีราคาต่ำกว่าค่าที่หาได้ถึงสามเท่าครับ ซึ่งก็ใช้ได้ผลดี เพราะถ้าดูแล้ว(ตามความเห็นของผม) เราควรเอาสินทรัพย์ที่มีตัวตนทั้งหมดเช่นโรงงาน เครื่องจักที่ยังใช้งานได้ สินค้าคงเหลือ และลูกหนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้สูญเพราะเห็นอยู่ว่ามันมีอยู่จริง ส่วนหนี้สินระยะสั้นหรือ Current Liabilities ต้องตัดออกแน่ๆเพราะยังไงต้องจ่ายเจ้าหนี้ภายในหนึ่งปี หากไม่มีจ่ายเราไม่ควรไปยุ่งเพราะบริษัทก็คงไม่มีเหลือจ่ายผู้ถือหุ้นเหมือนกัน ส่วนหนี้สินระยะยาวนั้นเชื่อว่าหากบริษัทยังพอไปได้เจ้าหนี้ก็ยังคงยอมประนอมหนี้ให้ได้ ไม่น่าห่วงนักซึ่งเราก็เห็นกรณีอย่านี้มากมาย เช่นแปลงหนี้เป็นทุน ลดหนี้ ตัดดอก เป็นต้น
สำหรับตัวอย่างที่ผมจะยกมาให้ดูกันนั้นเป็นตัวอย่างในอดีตทั้งนั้นครับ เพราะเพื่อไม่ให้เกิดการชี้นำ เป็นเพื่อการยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาจริงๆ ผมขอยกกรณีหุ้น ATC ในอดีตที่เศรษฐกิจดีราคาสูงมาก แต่เมื่อเกิดวิกฤตราคาร่วงเอาร่วงเอา จนราคามาอยู่แถวๆ 3 5 บาท แต่ถ้าเราไปดูสินทรัพย์แล้วพบว่ามีมากเอาการ แต่หนี้สินก็ไม่น้อย แต่อย่าลืมว่า บริษัทนี้ตั้งมาได้ไม่นานเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆก็ยังคงมีสภาพดีอยู่ แถมบริษัทนี้มีการดำเนินธุรกิจแบบเป็นรอบ ที่ราคา 3 5 บาทถือว่าต่ำมากๆ เอาจำนวนหุ้นคูณราคาแล้ว สร้างโรงงานขนาดนี้ไม่ได้แน่ พอราคาผ่านไปไม่นานประมาณ ปีสองปี ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแบบไม่เคยให้เห็นเลขหลักเดียวอีกเลย ขณะนี้ราคาก็อยู่ 60 กว่าบาท(ขณะเขียนต้นฉบับ) ใครซื้อไว้แล้วใจแข็งถือมาจนทุกวันนี้รวยไม่รู้เรื่องครับ ผมเองรับสารภาพว่าซื้อแถว 3 5 บาทแต่จากหลักการก้นบุหรี่แล้วคาบไว้นานไม่ได้เลยคายเร็วไปหน่อยเลยอดรวยเลย และนี่คือจุดอ่อนของหลักการแบบนี้
อีกตัวอย่างหนึ่งค่อนข้างคลาสสิกมากครับ กรณีหุ้น APRINT เมื่อหลายปีก่อนราคาร่วงมาแถวๆ 7 10 กว่าบาท ในขณะที่Book Valueก็สูงกว่าราคามาก แถมบริษัทมีกำไรและจ่ายปันผลตลอดไม่เคยขาดเลย ราคาหุ้นแม้จะปรับตัวสูงขึ้นแต่ก็ยังต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีมาหลายปี แต่เนื่องจากเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยหวือหวาจึงไม่ค่อยมีคนสนใจ ปรากฏว่าเวลาผ่านไปราคาก็สะท้อนมูลค่าจนได้ เป็นกรณีคลาสสิกอย่างไรหรือครับ ก็ตรงที่ว่าเป็นบริษัทที่ดีไม่ขาดทุนจ่ายปันผลตลอด มูลค่าตามบัญชีสูงกว่าราคาหุ้นมาก จัดว่าเป็นบริษัทที่ไม่วิกฤตเลยแต่ราคาวิกฤตมากจริงๆ ใครซื้อแล้วถือไว้สบายใจไม่ต้องระแวง ลุ้นปันผลอย่างเดียวครับ
ว่าไปแล้วถ้าขยันหาเราจะพบหุ้นก้นบุหรี่มากมายในช่วงวิกฤต และหากถือมาจนปัจจุบันเราก็แทบไม่ต้องทำอะไรเลย ราคาปรับตัวขึ้นเอง แต่ในยุคปัจจุบันต้องยอมรับว่าหายากมากครับ ถึงมีก็ถือได้สั้นๆไม่ยาวจนราคาปรับตัวขึ้นหลายเท่าตัว และเราต้องระมัดระวังมากขึ้นเพราะมีนวัตกรรมใหม่ทางการเงินและการบัญชีมากมาย ตบแต่งบัญชีได้แนบเนียนมาก การปล่อยข่าวลือ การปั่นหุ้น สารพัดวิธีการจนผมเองก็งงไปหมด หากมีโอกาสจะเอามาคุยให้ฟังครับ
การลงทุนแบบก้นบุหรี่นี้ค่อนข้างใช้ได้ผลดีในยามเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้หุ้นราคาตกมากเกินกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่ควรจะเป็น แต่จุดอ่อนของมันก็คือเราไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลเชิงคุณภาพของมัน ทำให้บางครั้งเราอาจพลาดท่าได้ หรือเราอาจขายออกเร็วเกินไปได้ หากเราตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ครับ อีกอย่างหนึ่งคือจิตใจต้องมั่นคงไม่หวั่นไหวง่ายๆแม้ซื้อแล้วราคาจะลงมาอีก เราต้องตรวจดูให้ชัดยิ่งขึ้นว่าเป็นอย่างที่เราคิดหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากที่วิเคราะห์ไว้ราคาลงมาถือเป็นการลดราคาท้าวิกฤตครับ รีบตะครุบด่วน!
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 15

โพสต์

8) คุณมนไปเที่ยว แอบไปเก็บมาครับ


วันศุกร์ที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2548

VALUE WAY : หุ้นผีบอก

มนตรี นิพิฐวิทยา [email protected]
คำว่าผีบอกนี้เรามักจะเห็นอยู่ในคำจำพวก ยาผีบอก ซึ่งมักจะเป็นพวกยาหม้อพื้นบ้าน และพวกคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยที่หมดความหวังแล้ว มักจะยินดีใช้ยาพวกนี้กัน เนื่องด้วยเป็นเพราะหมดความหวัง ที่จะรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันแล้วกระมัง ยาผีบอกจึงมักจะเป็นความหวังสุดท้ายที่จะช่วยให้โรคร้ายได้หายกันที ซึ่งก็มีบ้างที่หายโรค และบางรายก็หายไปจากโลกนี้เลยก็มากมาย

ในตลาดหุ้นแล้วมักจะมีความหวังกันได้ทุกวัน และก็มักจะมีข่าวเกี่ยวกับหุ้นตัวโน้นตัวนี้ไม่ได้ขาด ทั้งนี้เพื่อจรรโลงให้นักเสี่ยงโชคในตลาดหุ้น ได้มีความหวังกระชุ่มกระชวยขึ้นมา และพร้อมที่จะยึดเอาข่าวปล่อยทั้งหลายนั้น เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนเป็นประจำ

และนี่เองก็คือ บ่อเกิดของหุ้นผีบอก ที่มีการกระจายอยู่ทั่วไปตามห้องค้า ทางสายโทรศัพท์ซึ่งเกิดจากการบอกต่อๆ กันไป จนเกิดการรับข่าวสารจากหลายกระแส ซึ่งผู้รับข่าวรุ่นหลังๆ นี้จึงเกิดเข้าใจไปเองว่านี่แหละข่าวจริงเพราะมันถูกยืนยันจากหลายที่ด้วยกัน ซึ่งคิดให้ดีๆ ก็คือมันมาจากแหล่งเดียวนั่นแหละ แต่มันถูกกระจายออกไปหลายที่ ปากต่อปาก เราจึงรับข่าวจากหลายที่ในที่สุด

เป็นเรื่องที่น่าแปลกมากที่คนเรามักเชื่ออะไรง่ายๆ โดยไม่ทบทวนเนื้อหา ความน่าจะเป็น บ่อยครั้งที่ทำตามข่าวนั้นก็เพราะมีคนทำตามหลายคน เพื่อนเยอะดี และถ้าเจ๊งก็ไม่ได้เจ๊งคนเดียวมีเพื่อนเพียบเลย การกระทำตามๆ กันหมู่มากนี้ ฝรั่งเรียกว่า "พฤติกรรมของพวกเลมมิ่ง ซึ่งเป็นสัตว์ประเภทหนูที่มักทำอะไรตามๆ กัน เดินลงทะเลไปตายก็จะตามกัน ดังนั้นเขาจึงเอามาเปรียบเทียบนักเล่นหุ้นที่ชอบแห่ตามกันแย่งซื้อแย่งขายจนเกิด การตื่นซื้อ ตื่นขาย จนเป็นหนทางให้กลุ่มพวกที่ชักใยอยู่เบื้องหลังหากินกับพวกเลมมิ่งได้ตลอดมา

จากพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบตามแห่ ไทยมุง ฝรั่งมุง เจ็กตื่นไฟ ประกอบกับหุ้นผีบอกแล้ว ทุกอย่างลงตัวอย่างหาที่เปรียบมิได้ และใช้ได้ผลมาโดยตลอด มิได้ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย

ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเองที่อยากจะเล่าเป็นอุทาหรณ์ให้คุณๆ ได้ทราบเอาไว้ ผมเองก็ปุถุชนคนสามัญเช่นกัน ผมเองก็เคยถูกหุ้นผีบอกนี้เล่นงานปางตายมาแล้วเช่นกัน

เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมได้รับข่าวจากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เขาส่งข่าวว่าหุ้น xyz เพิ่งกลับเข้ามาซื้อขายได้ไม่นาน และมีคนดูแลเพื่อให้ราคาวิ่งไปหลายเท่าตัว ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของผู้ที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่ช่วยซื้อหุ้นเอาไว้ ผมเองได้ข่าวก็ดูข้อมูลพื้นฐานแล้วก็ต้องส่ายหัว มิกล้าจริงๆ พื้นฐานไม่ดีเลย ไม่น่าขึ้นได้ ถ้าว่ากันตามพื้นฐาน จึงไม่ได้สนใจ เวลาผ่านไปไม่นาน ปรากฏว่าหุ้นบริษัทนี้ติด Top Gainer เกือบทุกวัน ขึ้นที่ละหลายเปอร์เซ็นต์ ผมจึงเกิดความโลภขึ้นตามไปดูด้วยใจสั่นๆ ว่า จะเข้าไปติดดอยกับเขาไหมหว่า?

เพื่อนผมก็คอยส่งข่าวทุกวันครับ ว่าวันนี้ถ้ายืนเท่านั้นเท่านี้ได้ก็เล่นได้ ผมเข้าเล่นตามทุกวัน และนั่งเฝ้าหน้าจอทุกวัน ต้องบอกเลยว่า หุ้นผีบอก นี่มันแรงจริงๆ เปิดกระโดดทุกเช้า โยกขึ้นโยกลง โยนไปโยนมา แช่ทิ้งให้ใจสั่นได้ตลอดทั้งวัน และมักจะทำปิดให้ราคากระโดดตอนปิดตลาดทุกวันเช่นกัน แต่นักเล่นหุ้นก็มักจะออกก่อนจึงพลาดกำไรงามๆ ตอนท้ายทุกทีไป

คนดูแลเหมือนจะวางแผนเผด็จศึกเอาไว้เรียบร้อยแล้วครับ พอเหยื่อตกหลุมพรางที่วางล่อเอาไว้ วันหนึ่งมีนักเล่นหุ้นมั่นใจมากซื้อดักตอนเย็นเอาไว้ขายตอนปิดตลาดกันมาก หนึ่งในนั้นก็มีผมด้วยแหละ และแล้วเมื่อปลาติดเบ็ดผู้คุมเกมก็จัดการกระตุกเบ็ด ดันราคาปิดลงต่ำแบบไม่น่าเชื่อทำเอาแมงเม่าทั้งหลายปีกไหม้ไปตามๆ กัน รวมผมด้วย จริงๆ แล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าจะทำได้ขนาดนั้น เห็นๆ ราคากะพริบสูงขึ้นๆ แต่ดันปิดต่ำลงมามาก ทำเอาขาดทุนนาทีสุดท้ายกันเพียบ

บทเรียนสำคัญชิ้นนี้ ผมจำไม่ลืมและไม่มีวันจะเข้าไปร่วมวงอีกเป็นอันขาด งานนั้นถือว่าโง่มาก รู้ทั้งรู้ว่ามันมีคนทำราคาอยู่แต่ก็ดันโดนจนได้ สรุปรวมความแล้วกำไรที่ได้มาวันก่อน ทีละเล็กละน้อย คืนเจ้ามือแถมเงินค่านั่งทำราคาให้เราลุ้นตัวโก่งไปอีกหลายทีเดียว

เรื่องหุ้นผีบอกยังมีอีกมาก เพื่อนผมอีกคนหนึ่งก็มักจะมีหุ้นผีบอกมาบ่อยๆ แต่ข่าวของเขามักจะล้าสมัยไปทุกที เขาเล่นกันไปเรียบร้อยแล้วนายคนนี้เพิ่งได้ข่าว ติดดอยนอนหนาวเป็นประจำมิได้ขาด

เท่าที่ผมรู้ๆ และพูดคุยกับผู้อื่นบ่อยๆ ก็ยังพบนักเล่นหุ้น(ยืนยันว่าไม่ใช่นักลงทุน)ที่ชอบซื้อหุ้นตามคนอื่นอยู่อีกมาก เห็นเขาว่าดีก็ตามเขา ตัวเองยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าบริษัทนั้นมีอะไรดี อะไรไม่ดี นักเล่นหุ้นพวกนี้เป็นกลุ่มที่น่ากลัวที่สุด เพราะไม่รู้ว่าควรจะซื้อที่ราคาไหน ขายที่ราคาไหน เพราะอะไรจึงต้องขาย เรื่องนี้ผมบอกได้เลยว่า ไอ้ที่เขามาบอกคุณน่ะเขาซื้อไปแล้ว บางทีก็ซื้อถูกกว่าคุณมากด้วย และเวลาเขาขายเขาก็ไม่บอกคุณหรอก บางที่ขายแล้วยังมาปล่อยข่าวทุบหุ้นเพื่อกลับไปเก็บใหม่อีกต่างหาก

ดังนั้นทางที่ดีและจะทำให้คุณอยู่ในโลกของการลงทุนได้อย่างปลอดภัยและมั่งคั่งก็คือ....

คุณต้องปรับเปลี่ยนนิสัยการลงทุนอย่างเด็ดขาด แทนที่จะคอยเฝ้าหาข่าวก็เปลี่ยนมาคอยศึกษาพื้นฐานกิจการ เพื่อเราจะได้กำหนดจังหวะซื้อขายที่เหมาะสม ไม่ต้องพึ่งหุ้นผีบอก ซึ่งบางทีจะกลายเป็นหุ้นผีผลัก

เรื่องหุ้นผีบอกนี้ นักลงทุนตัวยงอย่าง Warren Buffett กล่าวเตือนสติพวกเราไว้ดีมากครับ

"เมื่อส่วนผสมของความโลภและข่าววงในที่มากพอลงตัวกันเมื่อไร เมื่อนั่นความพินาศจะมาเยือนโดยมิได้นัดหมาย"

จำเอาไว้ครับสาธุชนทั้งหลาย นั่นคือความเป็นจริงแท้แน่ทีเดียว

ยาผีบอกนั้น โชคดีคุณก็จะรอด โชคร้ายคุณจะเป็นผีเสียเอง แต่หุ้นผีบอกนั้น โชคดีคุณอาจจะได้เงินใช้ ถ้าโชคร้ายผีซ้ำด้ามพลอยละก็ เบาะๆ ก็โดนเมียด่า รุนแรงก็อาจหมดตัวได้นะ... ขอบอก
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 16

โพสต์

:arrow: วันศุกร์ที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2548

ก็...วันนี้ไม่มีจะให้

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ประกาศผลการดำเนินงานประจำปีกัน บริษัทไหนกำไรเพิ่มขึ้น ลดลงอย่างไรเป็นได้รู้กันหมดสิ้นไปแล้ว

หลายบริษัทประกาศผลดำเนินงานเสร็จ ก็ประกาศจ่ายเงินปันผล มากบ้างน้อยบ้างตามแต่กำไรและแผนการลงทุนในปีต่อไปจะเป็นอย่างไร บางบริษัทมีกำไรก็ไม่จ่าย หรือจ่ายน้อย บางบริษัทเด็ดกว่านั้นคือ ประกาศจ่ายปันผลไปไม่นานยังไม่ทันได้รับเงินจริงๆเลย ดันประกาศเพิ่มทุนตามหลังเสียอีก ที่แสบสุดๆคือเพิ่มทุนแบบสายฟ้าแลบ ไม่บอกเล่าเก้าสิบให้รู้ล่วงหน้า เลยเดือดร้อนถึงก.ล.ต.จนได้

การจะจ่ายปันผล จ่ายมากจ่ายน้อย จ่ายเป็นหุ้นเพิ่มทุน หรือไม่จ่ายมันดื้อๆเลยนั้นมันต้องมีเหตุผลประกอบครับ เช่น บางบริษัทไม่มีแผนในการขยายกิจการในปีต่อไป ก็อาจจ่ายเงินกำไรทั้งหมดคืนให้ผู้ถือหุ้น บางบริษัทที่มีเงินสดเหลือมากๆ อาจจ่ายเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งน่าชื่นชมมาก เพราะถ้าไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรก็คืนเจ้าของเขาเสีย เขาจะได้หาที่ลงทุนที่ผลตอบแทนดีกว่า แต่บางบริษัทกับตุนเงินสดไว้อื้อซ่าไม่ยอมจ่ายออกมา ทั้งๆ ที่ปีแล้วปีเล่าก็ไม่เห็นมีแผนงานอะไร

อย่างนี้ผู้ถือหุ้นต้องไล่เบี้ยเอากับผู้บริหารว่า ท่านจะหมักเงินเอาไว้ทำอะไร เงินมันลดค่าลงทุกวันนะท่านนะ

บริษัทที่กำไรมากแต่จ่ายน้อย ไม่จ่ายหรือมีการเพิ่มทุนนั้น ต้องไปดูกันหน่อยว่า ท่านผู้บริหารจะเอาเงินไปทำอะไรที่ก่อให้เกิดมรรคเกิดผลต่อผู้ถือหุ้นบ้าง เช่น ไปลงทุนขยายงานให้ใหญ่ขึ้น สร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นมากขึ้นหรือไม่ หรือว่าอ้างว่าจะขยายการลงทุน
โดยการไปซื้อที่ดินของกรรมการท่านใดท่านหนึ่งมาสร้างโรงงาน หรือเอาเงินไปให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกู้ยืมทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน เรื่องนี้ถ้าบริษัทที่เกี่ยวข้องอยู่ในตลาดก็สามารถตรวจสอบได้ ถ้าอยู่นอกตลาดก็ไม่รู้ว่าจะตรวจสอบกันอย่างไร

วัดดวงกันเอาเองก็แล้วกัน

ในการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนที่เราจะไปลุยกับผู้บริหารนั้น เราสามารถตรวจสอบ "เงินสด" ได้จากงบการเงิน ในส่วนงบกระแสเงินสด

ผมเชื่อเหลือเกินว่ามีน้อยคนนักจะรู้จักและให้ความสำคัญกับงบกระแสเงินสด เห็นแต่สนใจงบกำไรขาดทุนกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ผมขอบอกเลยว่า หากงบกำไรขาดทุนเป็นแสงประทีปแล้วละก็ งบกระแสเงินสดนี้ คือ "แสงสปอตไลท์" เลยละครับ

เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะว่างบกระแสเงินสดกระทบยอดกำไรขาดทุนทั้งหมด
ทั้งสิ้นของบริษัทมาเป็นเงินสดที่บริษัทมีติดกระเป๋าแล้วจริงๆ ณ เวลาสิ้นงวดนั้น ซึ่งจะสะท้อนข้อมูลทางการเงินที่เด่นชัดที่สุด นักลงทุนบางรายถึงกับเชิดชูงบกระแสเงินสดว่า เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทรงอานุภาพมากที่สุด

บางบริษัทรายงานกำไรสูง แต่พอมาดูงบกระแสเงินสด
ปรากฏว่า เงินสด "ติดลบ" แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายปันผล ถ้าจ่ายก็กู้มาจ่ายให้นั่นแหละ ก็เสมือนเรา(ผู้ลงทุน)ไปกู้เงินมาใช้เอง

ก็...วันนี้พี่ไม่มีจะให้นี่นา ถ้าน้องกดดันพี่มาก พี่ก็ต้องไปหยิบยืมเขามาให้...ก็เท่านั้น

นักลงทุนบางคนจะไม่สนใจกับบริษัทประเภทหามาได้ไม่ทันใช้ออกเลยครับ เพราะว่าเงินสดนั่นคือเงินที่เหลือเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้นจริงๆ ซึ่งก็คือ กำไร(ขาดทุน) บวกด้วย ค่าเสื่อมราคา หักด้วยเงินลงทุน และเงินทุนหมุนเวียน

เหลือเท่าไร นั่นแหละคือเงินของผู้ถือหุ้น หากกำไร(ขาดทุน) บวกด้วย ค่าเสื่อมราคายังน้อยกว่าเงินลงทุน และเงินทุนหมุนเวียน แน่นอนเลยว่า บริษัทต้องกู้เพิ่มมาใช้จ่ายแน่นอน ซึ่งถ้าไม่กู้ก็เพิ่มทุน บริษัทที่ขยันเพิ่มทุนนั่นแหละ คือ บริษัทที่ดีแต่ใช้เงิน หาเงินไม่ทันใช้ และมักใช้ตลาดหุ้นเป็นที่ต่ออายุบริษัทไปเรื่อยๆ

ดังนั้นสาธุชนพึงหลีกหนีให้ห่างเป็นพันลี้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดโปร่งในการลงทุนของท่านเอง

ในบริษัทที่ดีมักจะกำหนดการจ่ายเงินปันผลออกมาพร้อมๆกับแผนงานในอนาคตครับ เพราะเงินที่บริษัทหักเก็บไว้ นั่นก็เพื่อเป็นงบลงทุนและเงินทุนหมุนเวียน บริษัทต้องมีแผนงานที่ชัดเจนว่า เงินกำไรที่หักจากเงินปันผลแล้วจะนำไปใช้ในทางใดบ้าง ต้องกู้เพิ่มเติมไหม ลงทุนขยายงานแล้วได้ผลตอบแทนเท่าไร คุ้มไหมที่จะลงทุน

เรื่องนี้ถ้าผู้บริหารไม่พูด เราก็ต้องถาม สงสัยมากถามมาก ก็มันเป็นเงินของเรานี่นา

เงินกำไรที่บริษัทแบ่งเก็บเอาไว้นี้ ทำให้เราสามารถนำไปคำนวณหา
อัตราการเติบโตของบริษัทได้อีกด้วยครับ(ในคราวหน้าจะมาคุยกันครับ) เห็นหรือยังว่างบ กระแสเงินสดนั้นสำคัญอย่างไร ถ้าเห็นว่าสำคัญแล้วรีบศึกษาหาความรู้โดยด่วนครับ หนังสือในเรื่องนี้ที่อ่านแบบไม่ต้องพาดกระไดขึ้นไปนั่งอ่านสูงๆ ก็เห็นจะเป็นของอาจารย์ "ดร.ภาพร เอกอรรถพร" ครับ ผมเองก็ใช้หนังสือของท่านศึกษาเรื่องเหล่านี้เช่นกัน

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการรับเงินปันผลนะครับ ผมเองก็รอรับเช็คเงินปันผลอยู่เหมือนกัน
itti_peak
Verified User
โพสต์: 185
ผู้ติดตาม: 0

Value Way

โพสต์ที่ 17

โพสต์

Value Way : มูลค่าที่แท้จริง

มนตรี นิพิฐวิทยา
เวลาเราจะซื้อหุ้นกันสักครั้งนั้น ถ้าหากเราไม่คิดอะไรมากและซื้อหุ้นเพื่อขายในราคาที่สูงขึ้น เราคงไม่ต้องศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลอะไรกันมากมาย ฟังนักวิเคราะห์ หาข่าวลือก็พอจะเลือกซื้อหุ้นได้บ้าง แต่ทั้งนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้เงินหรือเสียเงิน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับดวง

วันนี้ได้คุยกับน้องคนหนึ่ง ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดของโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง เจ้าน้องคนนี้แปลกตรงที่ว่า ตัวเองเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ Value Investor แต่ต้องไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดที่ต้องคอยเชียร์ซื้อเชียร์ขายหุ้น

เขาเล่าให้ผมฟังว่า เขาต้องซื้อหุ้นขายหุ้นให้กับลูกค้าทุกวัน ซื้อแล้วได้กำไรก็ดีไป ซื้อแล้วขายขาดทุนก็ต้องหาคำปลอบใจลูกค้าทุกครั้งไป เห็นได้ว่าคนที่ลงทุนแบบเลือกหุ้นดีๆ กันจริงๆ จังๆ นั้นหาแทบไม่เจอ ฟังแล้วผมเองก็รู้สึกท้อใจว่าทำไมพวกเราคนไทยจึงนิยมแต่จะทำอะไรที่ง่ายๆ แต่เสี่ยงสูงๆ

สำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น เท่าที่เห็นก็มักจะรอบคอบในการเลือกกิจการพอสมควร บางคนสนใจในการตรวจสอบข้อมูลบริษัทมากจนละเอียดลออจนใน www.thaivi.com มีห้อง ร้อยคน ร้อยหุ้น ซึ่งจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นโดยสมาชิกที่สนใจหุ้นบริษัทนั้นๆ เอาไว้หลายบริษัท และพร้อมๆ กับข้อคิดเห็นของสมาชิกที่จัดทำเองและผู้อื่น นับเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่หนึ่ง

ต่อจากนั้นสิ่งที่พวกเขาสนใจต่อมา ก็คือ การหามูลค่าที่แท้จริงหรือ Intrinsic Value ซึ่งเป็นข้อมูลที่เหล่านักลงทุนแบบเน้นคุณค่าต้องการทราบมากที่สุด และเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนเอาการ ทั้งนี้เพราะนักลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นต้องการที่จะ มีกำไรเมื่อซื้อ ถ้าเราซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าเมื่อใด เมื่อนั้นเราจะปลอดภัยเพราะมี ส่วนต่างความปลอดภัย หรือ Margin of Safety เพราะอย่างไรราคาต้องวิ่งให้ทันมูลค่าแน่นอน จะช้าหรือเร็วนั้นอีกเรื่องหนึ่ง

สำหรับการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงนั้นเราสามารถคำนวณได้ 3 รูปแบบ แต่ละแบบต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลเชิงลึกทั้งสิ้น และแต่ละรูปแบบก็ต้องเลือกใช้กับกิจการในแบบต่างๆ กันและในระยะเวลาคาดหวังที่จะถือหุ้นนั้นๆ ต่างกัน

การคำนวณมูลค่าที่แท้จริง ด้วยวิธีการ "Reproduction Cost of Assets"

วิธีการนี้ต้องอาศัยข้อมูลในงบดุล เพื่อหามูลค่าทางบัญชีที่แท้จริงของกิจการ กล่าวคือต้องมีการปรับปรุงรายการในงบดุลเสียใหม่ให้เป็นแบบที่เป็นได้ เช่น ค่าความนิยมนั้นบริษัทตั้งเอาไว้สูงเกินจริงหรือไม่ หรือในกรณีล้มละลายนั้นค่าความนิยมนั้นไม่มีมูลค่าเลย เพราะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ หรือสินค้าคงคลัง เราก็ต้องปรับมูลค่าในกรณีขายออกทันทีว่าจะเหลือมูลค่าเท่าไร หรือบริษัทอาจมีที่ดินที่บันทึกบัญชีเอาไว้ที่มูลค่าเดิมไม่ได้ปรับปรุงใหม่ เราก็ต้องปรับปรุงมูลค่าเพิ่มให้

วิธีการนี้เราจะประเมินมูลค่า โดยไม่สนใจอนาคตของกิจการ ไม่สนใจอดีต ให้ความสำคัญเพียงว่าบริษัทนี้เหลือมูลค่าเท่าไรในตอนนี้ หากมูลค่านั้นสูงกว่าราคามากๆ เราซื้อไว้เมื่อมีการชำระบัญชีใช้หนี้ใช้สินหมดแล้วก็ยังเหลือถึงผู้ถือหุ้น วิธีการนี้เราคุ้นเคยในชื่อ อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีหรือ PBV) บริษัทเหล่านี้หาได้มากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เช่นพวกกิจการโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี ฯ

การคำนวณมูลค่าที่แท้จริง ด้วยวิธีการ "Earning Power Value"

วิธีการนี้อาศัยข้อมูลในงบกำไรขาดทุนเพื่อหาความสามารถในการทำกำไรในอนาคตสั้นๆ ปีสองปี แน่นอนครับเราต้องปรับปรุงรายการในงบกำไรขาดทุนให้สะท้อนภาพการทำกำไรที่แท้จริงก่อน ต้องตรวจสอบการรับรู้รายได้ ต้นทุนให้ถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็น หลังจากปรับปรุงตัวเลขต่างๆ เรียบร้อยแล้วเราจะได้กำไรต่อหุ้นที่ควรจะเป็น

จากนั้นก็กำหนดอัตราต้นทุนเงินทุนของเรา เน้นนะครับว่าของเราโดยเราเองหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนเท่าไร เช่นต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นนี้ 10% ก็เอา 10% นี้เป็นตัวหารกำไรนั้น เช่น กำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.5 บาทต่อหุ้น ผลตอบแทนที่เราต้องการ 10% เราจะได้ราคาที่เหมาะสมที่ 0.5/0.1 = 5 บาทต่อหุ้น ถ้าราคาหุ้นสูงกว่านี้ เราก็ยังไม่ซื้อ ต้องรอครับ วิธีการนี้จริงๆ แล้วคือการหาราคาต่อกำไรหรือ PE ratio นั่นเองครับ

ในกรณีนี้คือ PE เท่ากับ 10 เท่านั่นเอง หาก PE สูงกว่านี้ เราว่าแพงไป บริษัทและเวลาที่เหมาะจะใช้วิธีการนี้คือกลุ่มที่กำลังฟื้นตัว และเราเห็นว่าฟื้นแน่ๆ เช่นกลุ่มปิโตรฯ หรือกลุ่มอุตสาหกรรมหนักๆ นั่นแหละครับ

โดยทั่วไปแล้วนักลงทุนพื้นฐานมักจะใช้ทั้งสองวิธีการนั่นแหละครับ แต่ทำกันง่ายๆ โดยดูแค่ PBV ประกอบกับ PE ถ้าสองตัวนี้ต่ำๆ แล้วเป็นใช้ได้ จริงๆ แล้วปรับปรุงตัวเลขในงบการเงินสักหน่อยหรืออย่างน้อยตรวจงบการเงินสักหน่อยแล้วค่อยเอาตัวเลขมาใช้ตัดสินใจก็จะดีมาก

การตรวจงบกระแสเงินสดเพื่อหาเงินสดของกิจการนั้น เราถือเป็นส่วนหนึ่งของ วิธีการ Reproduction Cost of Assets เพราะเงินสดคือสินทรัพย์ นักลงทุนบางท่านชอบหาหุ้นที่มีสินทรัพย์มากๆ แต่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนมูลค่า ผมก็เห็นว่าใช้ได้ผลดี แต่ถ้าหุ้นใหญ่ไม่ยอมปลดปล่อยมูลค่าออกมาก็ต้องรอกันนานหน่อย หรือบางบริษัทเงินสดมากแต่ไม่ยอมจ่ายปันผลออกมา เก็บเอาไว้หรือไปลงทุนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ดีนะครับ ควรให้ผู้ถือหุ้นตัดสินใจเองว่าจะเอาไปลงทุนอะไรที่ได้ผลตอบแทนที่มากกว่า

การคำนวณมูลค่าที่แท้จริงด้วยวิธีการ "Discount Cash Flow"

วิธีการนี้ค่อนข้างซับซ้อน และต้องอาศัยทฤษฎีทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องมาก อีกทั้งองค์ประกอบและสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณนั้นหากต่างกันเล็กน้อยก็ทำให้มูลค่าที่คำนวณได้ต่างกันมากมาย วิธีการนี้เหมาะสำหรับหุ้นของกิจการที่มั่นคง รายได้ กำไรเติบโตสม่ำเสมอ เราจะต้องสามารถคาดการณ์อัตราการเติบโตได้อย่างใกล้เคียง

บริษัทประเภทเศรษฐกิจดี กำไรดี เศรษฐกิจแย่ กำไรหด ใช้วิธีการนี้ไม่ได้ครับ เพราะจะทำให้การคำนวณตัวเลขผิดพลาดได้มาก วิธีการนี้จึงไม่ค่อยนิยมใช้กัน เพราะซับซ้อน และหาบริษัทดีๆ อย่างว่ามาคำนวณแบบนี้ไม่ค่อยได้

วิธีการคำนวณทั้ง 3 แบบนั้น มีข้อดี และข้อจำกัดแตกต่างกัน เราในฐานะนักลงทุนต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับบริษัทและช่วงเวลา และทั้งยังต้องศึกษาหาความรู้ในด้านการวิเคราะห์งบการเงินเอาไว้ให้มากเพื่อป้องกัน กับดักมูลค่า

คุณๆ คงว่า พวก Value Investor นี่มันคิดกันอย่างนี้มันจะทันกินหรือ? ก็ต้องบอกว่า ไม่กลัวไม่ทันกิน แต่กลัวไม่ได้กิน หรือ ไม่ชอบไปงานเลี้ยงตอนเขาเลิกกันแล้วครับ เพราะนอกจากไม่ได้กินอะไรแล้วยังแถมต้องอยู่ล้างจาน อีกต่างหาก!
blogGreen88
Verified User
โพสต์: 1
ผู้ติดตาม: 0

cash flow notes

โพสต์ที่ 18

โพสต์

Are you talking about cash flow notes or something else?! Umm. There is a good page for cash flow notes perhaps!
Also,you can find some other content on it,such as tanzanite or compact flash card or truck tires.
You can search on the homepage try some other keywords,no ads even.these page updated every day.Because of the huge database,it perhaps not very fast,if you don't like it,take it easy.
โพสต์โพสต์