เปิดโผบริษัทจดทะเบียนเสี่ยงติดตัวแดง

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
wattae
Verified User
โพสต์: 554
ผู้ติดตาม: 0

เปิดโผบริษัทจดทะเบียนเสี่ยงติดตัวแดง

โพสต์ที่ 1

โพสต์

เปิดโผบริษัทจดทะเบียนเสี่ยงติดตัวแดง + ไตรมาส 3 กลุ่มโรงกลั่น, เหล็ก, น้ำมันพืช กระอัก! ราคาสินค้าโภ

ฐาน Society 26/08/2008 14:50:18


บล.นครหลวงไทยฯ คาดไตรมาส 3 บริษัทจดทะเบียนกลุ่มเหล็ก โรงกลั่น ตลอดจนกลุ่มน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์ม เสี่ยงสูงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลง ชี้อาจขาดทุนจากสต๊อกสินค้า มาร์จินลด จับตา เอสโซ่ ,ไออาร์พีซี ,ไทยออยล์ ,ยูนิเวนเจอร์ และน้ำมันพืชไทย บมจ.แปซิฟิกไพพ์ ลดเวลาสต๊อกเหล็กเหลือสัปดาห์เดียว
สถาบันวิจัยบริษัทหลักทรัพย์(บล.)นครหลวงไทย จำกัด คาดว่าการปรับตัวลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์(คอมมอดิตี)ในช่วงไตรมาส 3/51 มีแนวโน้มจะทำให้เกิดผลขาดทุนจากสินค้าคงเหลือในหลายบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่างๆดังนั้นคาดว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะมีความเสี่ยงจากผลขาดทุนจากสต๊อกสินค้า อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง การเกิดสงครามราคา (ดูตารางประกอบผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง)
"กลุ่มที่มีความเสี่ยงจากการขาดทุนสต๊อก ได้แก่ ผู้ประกอบการที่ต้องจัดซื้อหรือเก็บสต๊อกวัตถุดิบเพื่อการผลิตหรือจำหน่าย ซึ่งได้แก่ กลุ่มโรงกลั่น กลุ่มเหล็ก และกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรขั้นกลาง"บทวิเคราะห์บล.นครหลวงไทยฯ ระบุ
พร้อมคาดว่าการเกิดสงครามราคา มีโอกาสจะเกิดกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีสต๊อกสินค้าราคาสูงจำนวนมาก ทำให้เมื่อราคาปรับลดลงผู้ประกอบการจะเร่งระบายสต๊อกสินค้าและมีโอกาสขายตัดราคาเพื่อป้องกันผลขาดทุนจากการลดลงต่อเนื่องของราคาสินค้า ซึ่งจะทำให้เกิดสงครามราคา โดยกลุ่มเหล็ก และกลุ่มผลิตสินค้าเกษตรขั้นกลาง เช่น ผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและผู้ผลิตอาหารสัตว์ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในประเด็นนี้
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกสินค้ายังคงต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคาผลิตภัณฑ์จนถึงสิ้นไตรมาส 3 นี้ เปรียบเทียบกับราคาผลิตภัณฑ์ในวันสิ้นไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งหากราคาปรับตัวดีขึ้นจากระดับปัจจุบัน โอกาสเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกจะน้อยลง แต่หากยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โอกาสเกิดผลขาดทุนจะสูงมากขึ้นตามไปด้วย
สำหรับกลุ่มน้ำมันปลายน้ำ คือ กลุ่มโรงกลั่น ที่คาดว่าไตรมาส 3/51 ธุรกิจโรงกลั่นเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป โดยสถาบันวิจัยบล.นครหลวงไทยฯ ระบุว่า จากการสอบถามบริษัทในกลุ่มโรงกลั่นพบว่าส่วนใหญ่ วิธีการบริหารจัดการยังคงเป็นการพยายามลดจำนวนวันการเก็บวัตถุดิบและสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเพื่อบรรเทาผลกระทบจากขาดทุนสต๊อกในช่วงขาลงเท่านั้น
ขณะที่สถาบันวิจัยบล.นครหลวงไทยฯ ประเมินว่าการลดจำนวนวันการเก็บวัตถุดิบและสินค้าของกลุ่มโรงกลั่นจะช่วยลดโอกาสในการเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกได้ไม่มากนัก จากการที่แนวโน้มค่าการกลั่นในไตรมาส 3/51 อ่อนตัวลงด้วย ทำให้คาดว่าผลขาดทุนสต๊อกมีโอกาสส่งผลกระทบมากต่อธุรกิจโรงกลั่นในไตรมาสดังกล่าว โดยหากอิงระดับราคาน้ำมันดิบปัจจุบัน(ดูไบประมาณ 110 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล) ผลขาดทุนจากสต๊อกเบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 8.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ซึ่งหากค่าการกลั่นในไตรมาส 3/51 ต่ำกว่าระดับดังกล่าว ประเมินว่าโรงกลั่นหลายแห่งมีความเสี่ยงที่ผลประกอบการจะขาดทุน
ทั้งนี้โรงกลั่นที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือ โรงกลั่นที่มีการกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจอื่นที่ดีกว่ามาช่วยชดเชยได้น้อย ซึ่งเบื้องต้นประเมินความเสี่ยงต่อการขาดทุนเรียงตามลำดับมากไปน้อย ดังนี้ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) (บมจ.) ,บมจ.เอสโซ่(ประเทศไทย), บมจ.ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น ,บมจ.ไออาร์พีซี และบมจ.ไทยออยล์
สำหรับกลุ่มสินค้าเกษตร บล.นครหลวงไทยฯ ประเมินผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศจะเกิดในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและผู้ผลิตอาหารสัตว์ อาทิ บมจ.น้ำมันพืชไทย และบมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ซึ่งมีต้นทุนจากการนำเข้าประมาณ 85% และ 40% ตามลำดับ (ทั้งนี้ประเทศไทยต้องมีการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองเป็นหลักประมาณ 90% และ 70% ของความต้องการใช้โดยรวม) รวมถึงผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม อาทิ บมจ.สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม,บมจ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม และบมจ.ชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีการจำหน่ายนำมันปาล์มในประเทศและส่งออกโดยราคาส่งออกจะอิงราคาซื้อขายของประเทศมาเลเซีย(บมจ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม และบมจ.ชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม มีรายได้จากการส่งออกประมาณ 80% และ18% ตามลำดับ)
ดังนั้นผู้ประกอบการจึงมีความเสี่ยงจาก 1.การมีสินค้าคงคลังวัตถุดิบเก่า ซึ่งมีต้นทุนสูง 2.การบริหารต้นทุนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงราคาต้นทุนอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3/51 และไตรมาส 4/51 ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าคงคลังที่มีมากน้อยต่างกัน และ 3.การเร่งจำหน่ายสินค้าเมื่อสินค้าชุดใหม่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าเริ่มออกจำหน่ายซึ่งจะทำให้อัตรากำไรอาจปรับตัวลดลง โดยคาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งผู้ผลิตที่มีการจำหน่ายในประเทศและผู้ส่งออก
นายสมชัย เลขะพจน์พานิช กรรมการผู้จัดการ บมจ. แปซิฟิกไพพ์ (PAP) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายท่อเหล็ก กล่าวว่า บริษัทได้ปรับระยะเวลาการสต๊อกเหล็กเหลือ 1 สัปดาห์ จากก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเหล็ก และคาดว่าไตรมาส 3 นี้ รายได้ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ 1,000 ล้านบาท ส่วนเป้ารายได้ทั้งปี 2551 คาดการณ์ไว้ที่ 4,000 ล้านบาท จากปีก่อนมีรายได้รวม 3,000 ล้านบาท อีกทั้งคาดว่าจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 13-15% แม้มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องราคาเหล็กผันผวนก็ตาม
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าครึ่งปีหลังนี้ราคาเหล็กอาจจะปรับลดลง หลังจากผู้บริโภคเริ่มกดดันและชะลอการซื้อ แต่เชื่อว่าจะไม่มีการปรับลดลงอย่างรุนแรง จนส่งผลให้บริษัทขาดทุนจากการสต๊อกเหล็ก
โพสต์โพสต์