ทอง ทอง ทอง by ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 สิงหาคม 2551
- oatty
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2444
- ผู้ติดตาม: 0
ทอง ทอง ทอง by ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 สิงหาคม 2551
โพสต์ที่ 1
โลกในมุมมองของ Value Investor
ในช่วงนี้ทองดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนไม่น้อย และเราก็กำลังจะมีตลาดซื้อขายทองล่วงหน้าภายในเวลาไม่เกินสองเดือน แต่ทองเป็นการลงทุนที่ดีจริงหรือ? ทองคืออะไร? มันมีคุณสมบัติอย่างไรมองในแง่การลงทุนและเรื่องอื่น? เรามาดูกัน
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าทองเป็นธาตุ “มหัศจรรย์” และคนรู้จักและใช้มันมาหลายพันปีแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ 4-5,000 ปีมาแล้ว คุณสมบัติที่โดดเด่นมากของทองก็คือ มันเป็นธาตุที่ไม่เป็นสนิมเพราะมันไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดังนั้นสีทองที่แวววาวของมันจึงดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน ว่าที่จริงสัญลักษณ์ทางเคมีของทองก็คือ AU ซึ่งมาจากคำว่า Aurora ซึ่งแปลว่าแสงแห่งรุ่งอรุณหรือแสงอรุโณทัย นอกจากความงามของเนื้อทองแล้ว ทองยังเป็นโลหะที่มีความเหนียวเป็นพิเศษและไม่เปราะ เราจึงสามารถตีขึ้นรูปเป็นเส้นหรือแผ่นที่บางมากอย่างไม่น่าเชื่อทำให้คนสามารถนำทองมาทำเป็นเครื่องประดับที่หรูหรามาตั้งแต่โบราณอย่างที่พบในหลุมศพบรรจุมัมมี่ สภาพทองที่เห็นยังคงงดงามเหมือนเดิมทุกอย่างในขณะที่สิ่งอื่น ๆ ต่างก็ผุพังทรุดโทรมลง ดังนั้น ทองจึงเป็นสิ่งที่คนใฝ่ฝันอยู่เสมอมาจนถึงวันนี้
นอกจากการเป็นเครื่องประดับที่ทรงค่าแล้ว ทองยังเคยเป็น “เงิน” หรือเป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นเวลานาน ต่อมาก็มีการพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใช้โดยมีทองหนุนหลัง จนถึงวันนี้ที่ทองกับเงินถูกแยกจากกันหมดแล้ว ทองก็ยังมีบทบาททั้งทางด้านของการทำเป็นเครื่องประดับและการเป็นทรัพย์สินทรงค่าที่รัฐบาลและประชาชนจำนวนมากเก็บไว้เพื่อใช้ในยามที่ต้องการ
แต่ในแง่ของการลงทุนที่เราเน้นที่ผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนในทองแล้ว สถิติผลตอบแทนของทองซึ่งวัดจากราคาของทองที่ปรับตัวขึ้นไปในแต่ละปีกลับพบว่าทองนั้นให้ผลตอบแทนที่น้อยมาก ในช่วง 100 ถึง 200 ปีที่ผ่านมาทองนั้นให้ผลตอบแทนเพียงประมาณเท่ากับอัตราเงินเฟ้อคือน่าจะเฉลี่ยประมาณ 2-3 % ต่อปีเท่านั้น นั่นก็คือผลตอบแทนที่คิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐซึ่งมีสถิติการซื้อขายทองมายาวนาน อย่างไรก็ตาม ราคาของทองที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอาจจะทำให้คนคิดว่าทองเป็นสิ่งที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงเพราะราคาทองปรับขึ้นไปเฉลี่ยแล้วนับเป็นสิบสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปีในขณะที่ความเสี่ยงที่ราคาจะตกลงมีน้อยมาก แต่นี่อาจจะเป็นภาพลวงตา นั่นก็คือ ทองเองก็มีช่วงเวลาที่จะ “ฉายแสงแวววาว” คือเป็นช่วงที่ทองให้ผลตอบแทนสูงมากในช่วงเวลาหนึ่งอย่างในช่วงนี้ แต่หลังจากการปรับตัวขึ้นไปแรงแล้ว ทองก็อาจจะหงอยเหงาไปอีกหลายปีซึ่งทำให้คนที่ลงทุนซื้อทองในช่วงนี้ขาดทุนหรือไม่ได้ผลตอบแทนไปอีกนาน เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับทองมาแล้วเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับหุ้นซึ่งก็มีเวลาให้ผลตอบแทนดีและเวลาที่ให้ผลตอบแทนแย่เช่นเดียวกัน
ข้อดีของทองในแง่ของการลงทุนก็คือ ราคาหรือผลตอบแทนของทองนั้น โดยสถิติไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้นหรือมีน้อยมาก นั่นหมายความว่าช่วงที่หุ้นตกราคาทองอาจจะขึ้นหรือไม่ตก นี่ทำให้การถือทองบางส่วนร่วมกับหุ้นเป็นพอร์ตโฟลิโอสามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือกระจายความเสี่ยงเงินลงทุนของเราได้
ข้อดีของการถือทองลงทุนข้อสองก็คือ ทองเป็น “ของจริงที่จับต้องได้” ไม่เหมือนหุ้นหรือตราสารการเงินอื่นที่เป็น “กระดาษ” หรือเป็น “ตัวเลข” ที่เรามองไม่เห็น เราสามารถชื่นชมหรือนำทองมาลูบคลำและเกิดความอิ่มอกอิ่มใจได้ในขณะที่หลักทรัพย์นั้น “ไม่มีตัวตน” และเวลาที่ราคามันตกลงมามาก ๆ เราจะพบแต่ความเศร้า ตรงกันข้าม ทองนั้นมักให้ความรู้สึกที่ดีและมั่นคงและราคาของมันไม่ค่อยจะตกลงมามากมายอย่างไม่มีเหตุผลเหมือนหุ้น
ข้อดีของทองทั้งสองข้อข้างต้นนั้น โดยส่วนตัวผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะผมรู้สึกว่าการลดความเสี่ยงโดยการถือทองนั้นไม่คุ้มกับผลตอบแทนน้อยนิดที่ทองจะทำให้เราในระยะยาว ในด้านของความรู้สึกว่าทองเป็นของจริงที่จับต้องได้นั้น ผมเองคิดว่าหุ้นนั้นถึงจะเป็น “กระดาษ” แต่มันก็เป็นของจริง มันเป็นเครื่องบอกว่าเราเป็นเจ้าของโรงงาน ร้านค้า หรือธุรกิจที่มีทั้งอุปกรณ์และคนทำงานอยู่จริง ดังนั้น เราก็รู้สึกมีความภาคภูมิใจหรืออิ่มอกอิ่มใจได้เช่นกันจากการถือหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ข้อดีของทองที่ผมคิดว่ามีค่าก็คือ มันสามารถเก็บมูลค่าทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคงที่สุด เพราะเราสามารถเก็บติดตัวหรือพกพามันไปที่ไหนก็ได้ พูดง่าย ๆ ในยามที่เลวร้ายที่สุด ทองนั้นจะยังอยู่กับเราเสมอในขณะที่ทรัพย์สินอย่างอื่นอาจจะสูญเสียหรือถูกทำลายไปได้ ดังนั้น มันจึงเป็นเสมือน “หลักประกัน” ชิ้นสุดท้ายที่มีค่าที่สุด ผมจะลองยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นได้ให้ดู
ถ้าเราเป็นคนยุโรปที่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หุ้นของเราที่ถืออยู่อาจจะหมดค่าลงได้เพราะโรงงานของบริษัทอาจจะถูกบอมบ์จนพังทลายหมด เช่นเดียวกัน บ้านที่เป็นทรัพย์สินมีค่ามหาศาลก็อาจจะถูกระเบิดทำลาย ที่ดินเองนั้น ถึงแม้ว่าจะยังอยู่ แต่ถ้าเราอาศัยอยู่ในประเทศที่กลายเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ดินก็อาจจะถูกยึดเป็นของหลวง แต่ถ้าเรามีทองอยู่ เราก็สามารถนำทองนั้นติดตัวและทองนั้นยังมีค่าที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าหรือสิ่งจำเป็นอย่างอื่นได้ไม่ว่าเราจะยังอยู่ในยุโรปหรือหนีออกไปอยู่ในทวีปอื่น
ลองมาดูว่าถ้าเราอยู่ในประเทศไทยซึ่งโอกาสเจอสงครามแบบนั้นมีน้อย แต่ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจและต้องกู้เงินมาลงทุน วันหนึ่งธุรกิจอาจจะล้มละลายและคุณอาจถูกยึดทรัพย์ ทรัพย์สินต่าง ๆ เช่นบ้าน ที่ดิน หรือหุ้นนั้นเป็นสิ่งที่มี “ทะเบียน” ดังนั้น มันอาจถูกยึดไปได้ แต่ทองนั้นโอกาสที่จะถูกยึดแทบไม่มี นี่ก็อาจจะปรับใช้ได้กับนักการเมืองที่อาจจะถูกยึดทรัพย์ได้ ในกรณีแบบนี้ ทองคือสิ่งที่จะยังอยู่ ด้วยเหตุผลดังกล่าว สำหรับผมแล้ว ประโยชน์ของทองนั้น คือการที่มันเป็นเสมือนกรมธรรม์ประกันความมั่งคั่งที่เราจะต้องจ่าย “เบี้ยประกัน” เป็นผลตอบแทนที่น้อยลงจากการถือทอง
ในช่วงนี้ทองดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนไม่น้อย และเราก็กำลังจะมีตลาดซื้อขายทองล่วงหน้าภายในเวลาไม่เกินสองเดือน แต่ทองเป็นการลงทุนที่ดีจริงหรือ? ทองคืออะไร? มันมีคุณสมบัติอย่างไรมองในแง่การลงทุนและเรื่องอื่น? เรามาดูกัน
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าทองเป็นธาตุ “มหัศจรรย์” และคนรู้จักและใช้มันมาหลายพันปีแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ 4-5,000 ปีมาแล้ว คุณสมบัติที่โดดเด่นมากของทองก็คือ มันเป็นธาตุที่ไม่เป็นสนิมเพราะมันไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดังนั้นสีทองที่แวววาวของมันจึงดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน ว่าที่จริงสัญลักษณ์ทางเคมีของทองก็คือ AU ซึ่งมาจากคำว่า Aurora ซึ่งแปลว่าแสงแห่งรุ่งอรุณหรือแสงอรุโณทัย นอกจากความงามของเนื้อทองแล้ว ทองยังเป็นโลหะที่มีความเหนียวเป็นพิเศษและไม่เปราะ เราจึงสามารถตีขึ้นรูปเป็นเส้นหรือแผ่นที่บางมากอย่างไม่น่าเชื่อทำให้คนสามารถนำทองมาทำเป็นเครื่องประดับที่หรูหรามาตั้งแต่โบราณอย่างที่พบในหลุมศพบรรจุมัมมี่ สภาพทองที่เห็นยังคงงดงามเหมือนเดิมทุกอย่างในขณะที่สิ่งอื่น ๆ ต่างก็ผุพังทรุดโทรมลง ดังนั้น ทองจึงเป็นสิ่งที่คนใฝ่ฝันอยู่เสมอมาจนถึงวันนี้
นอกจากการเป็นเครื่องประดับที่ทรงค่าแล้ว ทองยังเคยเป็น “เงิน” หรือเป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นเวลานาน ต่อมาก็มีการพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใช้โดยมีทองหนุนหลัง จนถึงวันนี้ที่ทองกับเงินถูกแยกจากกันหมดแล้ว ทองก็ยังมีบทบาททั้งทางด้านของการทำเป็นเครื่องประดับและการเป็นทรัพย์สินทรงค่าที่รัฐบาลและประชาชนจำนวนมากเก็บไว้เพื่อใช้ในยามที่ต้องการ
แต่ในแง่ของการลงทุนที่เราเน้นที่ผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนในทองแล้ว สถิติผลตอบแทนของทองซึ่งวัดจากราคาของทองที่ปรับตัวขึ้นไปในแต่ละปีกลับพบว่าทองนั้นให้ผลตอบแทนที่น้อยมาก ในช่วง 100 ถึง 200 ปีที่ผ่านมาทองนั้นให้ผลตอบแทนเพียงประมาณเท่ากับอัตราเงินเฟ้อคือน่าจะเฉลี่ยประมาณ 2-3 % ต่อปีเท่านั้น นั่นก็คือผลตอบแทนที่คิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐซึ่งมีสถิติการซื้อขายทองมายาวนาน อย่างไรก็ตาม ราคาของทองที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอาจจะทำให้คนคิดว่าทองเป็นสิ่งที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงเพราะราคาทองปรับขึ้นไปเฉลี่ยแล้วนับเป็นสิบสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปีในขณะที่ความเสี่ยงที่ราคาจะตกลงมีน้อยมาก แต่นี่อาจจะเป็นภาพลวงตา นั่นก็คือ ทองเองก็มีช่วงเวลาที่จะ “ฉายแสงแวววาว” คือเป็นช่วงที่ทองให้ผลตอบแทนสูงมากในช่วงเวลาหนึ่งอย่างในช่วงนี้ แต่หลังจากการปรับตัวขึ้นไปแรงแล้ว ทองก็อาจจะหงอยเหงาไปอีกหลายปีซึ่งทำให้คนที่ลงทุนซื้อทองในช่วงนี้ขาดทุนหรือไม่ได้ผลตอบแทนไปอีกนาน เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับทองมาแล้วเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับหุ้นซึ่งก็มีเวลาให้ผลตอบแทนดีและเวลาที่ให้ผลตอบแทนแย่เช่นเดียวกัน
ข้อดีของทองในแง่ของการลงทุนก็คือ ราคาหรือผลตอบแทนของทองนั้น โดยสถิติไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้นหรือมีน้อยมาก นั่นหมายความว่าช่วงที่หุ้นตกราคาทองอาจจะขึ้นหรือไม่ตก นี่ทำให้การถือทองบางส่วนร่วมกับหุ้นเป็นพอร์ตโฟลิโอสามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือกระจายความเสี่ยงเงินลงทุนของเราได้
ข้อดีของการถือทองลงทุนข้อสองก็คือ ทองเป็น “ของจริงที่จับต้องได้” ไม่เหมือนหุ้นหรือตราสารการเงินอื่นที่เป็น “กระดาษ” หรือเป็น “ตัวเลข” ที่เรามองไม่เห็น เราสามารถชื่นชมหรือนำทองมาลูบคลำและเกิดความอิ่มอกอิ่มใจได้ในขณะที่หลักทรัพย์นั้น “ไม่มีตัวตน” และเวลาที่ราคามันตกลงมามาก ๆ เราจะพบแต่ความเศร้า ตรงกันข้าม ทองนั้นมักให้ความรู้สึกที่ดีและมั่นคงและราคาของมันไม่ค่อยจะตกลงมามากมายอย่างไม่มีเหตุผลเหมือนหุ้น
ข้อดีของทองทั้งสองข้อข้างต้นนั้น โดยส่วนตัวผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะผมรู้สึกว่าการลดความเสี่ยงโดยการถือทองนั้นไม่คุ้มกับผลตอบแทนน้อยนิดที่ทองจะทำให้เราในระยะยาว ในด้านของความรู้สึกว่าทองเป็นของจริงที่จับต้องได้นั้น ผมเองคิดว่าหุ้นนั้นถึงจะเป็น “กระดาษ” แต่มันก็เป็นของจริง มันเป็นเครื่องบอกว่าเราเป็นเจ้าของโรงงาน ร้านค้า หรือธุรกิจที่มีทั้งอุปกรณ์และคนทำงานอยู่จริง ดังนั้น เราก็รู้สึกมีความภาคภูมิใจหรืออิ่มอกอิ่มใจได้เช่นกันจากการถือหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ข้อดีของทองที่ผมคิดว่ามีค่าก็คือ มันสามารถเก็บมูลค่าทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคงที่สุด เพราะเราสามารถเก็บติดตัวหรือพกพามันไปที่ไหนก็ได้ พูดง่าย ๆ ในยามที่เลวร้ายที่สุด ทองนั้นจะยังอยู่กับเราเสมอในขณะที่ทรัพย์สินอย่างอื่นอาจจะสูญเสียหรือถูกทำลายไปได้ ดังนั้น มันจึงเป็นเสมือน “หลักประกัน” ชิ้นสุดท้ายที่มีค่าที่สุด ผมจะลองยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นได้ให้ดู
ถ้าเราเป็นคนยุโรปที่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หุ้นของเราที่ถืออยู่อาจจะหมดค่าลงได้เพราะโรงงานของบริษัทอาจจะถูกบอมบ์จนพังทลายหมด เช่นเดียวกัน บ้านที่เป็นทรัพย์สินมีค่ามหาศาลก็อาจจะถูกระเบิดทำลาย ที่ดินเองนั้น ถึงแม้ว่าจะยังอยู่ แต่ถ้าเราอาศัยอยู่ในประเทศที่กลายเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ดินก็อาจจะถูกยึดเป็นของหลวง แต่ถ้าเรามีทองอยู่ เราก็สามารถนำทองนั้นติดตัวและทองนั้นยังมีค่าที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าหรือสิ่งจำเป็นอย่างอื่นได้ไม่ว่าเราจะยังอยู่ในยุโรปหรือหนีออกไปอยู่ในทวีปอื่น
ลองมาดูว่าถ้าเราอยู่ในประเทศไทยซึ่งโอกาสเจอสงครามแบบนั้นมีน้อย แต่ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจและต้องกู้เงินมาลงทุน วันหนึ่งธุรกิจอาจจะล้มละลายและคุณอาจถูกยึดทรัพย์ ทรัพย์สินต่าง ๆ เช่นบ้าน ที่ดิน หรือหุ้นนั้นเป็นสิ่งที่มี “ทะเบียน” ดังนั้น มันอาจถูกยึดไปได้ แต่ทองนั้นโอกาสที่จะถูกยึดแทบไม่มี นี่ก็อาจจะปรับใช้ได้กับนักการเมืองที่อาจจะถูกยึดทรัพย์ได้ ในกรณีแบบนี้ ทองคือสิ่งที่จะยังอยู่ ด้วยเหตุผลดังกล่าว สำหรับผมแล้ว ประโยชน์ของทองนั้น คือการที่มันเป็นเสมือนกรมธรรม์ประกันความมั่งคั่งที่เราจะต้องจ่าย “เบี้ยประกัน” เป็นผลตอบแทนที่น้อยลงจากการถือทอง
"ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี" ว.วชิรเมธี
- SEHJU
- Verified User
- โพสต์: 1238
- ผู้ติดตาม: 0
ทอง ทอง ทอง by ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 สิงหาคม 2551
โพสต์ที่ 2
ขอบคุณมากครับ...
-
- Verified User
- โพสต์: 1808
- ผู้ติดตาม: 0
ทอง ทอง ทอง by ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 สิงหาคม 2551
โพสต์ที่ 7
เห็นด้วยครับ ยิ่งช่วงนี้กองทุนทองเปิดกันเยอะมาก :lol:
"Risk comes from not knowing what you're doing" - Warren Buffet
สุดยอดของความซับซ้อนคือความเรียบง่าย
http://www.sarut-homesite.net/
สุดยอดของความซับซ้อนคือความเรียบง่าย
http://www.sarut-homesite.net/
-
- Verified User
- โพสต์: 2509
- ผู้ติดตาม: 0
ทอง ทอง ทอง by ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 สิงหาคม 2551
โพสต์ที่ 8
ก็คงคล้ายกับที่ปีก่อนเปิดกองทุนตลาดหุ้นจีน กับตอนต้นปีที่เปิดกองทุนโภคภัณฑ์แหละครับi_sarut เขียน:เห็นด้วยครับ ยิ่งช่วงนี้กองทุนทองเปิดกันเยอะมาก :lol:
-
- Verified User
- โพสต์: 174
- ผู้ติดตาม: 0
ทอง ทอง ทอง by ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 สิงหาคม 2551
โพสต์ที่ 9
พวกกองทุนนี้เหมือนว่าจะชอบเปิดกันที่ดอยอ่ะครับFinancial Engineer เขียน: ก็คงคล้ายกับที่ปีก่อนเปิดกองทุนตลาดหุ้นจีน กับตอนต้นปีที่เปิดกองทุนโภคภัณฑ์แหละครับ
ไม่ดอยไม่เปิด
ที่คุณchatchai บอกว่าทองไม่มีปันผล นี้ผมมองว่าแล้วแต่บุคคลนะครับ
ถ้าเป็นคนที่ซื้อทองเก็บด้วย แล้วก็เอามาสวมใส่ด้วย
ความภูมิใจที่ได้มีทองใส่ นี้ก็เหมือนกับว่าได้ปันผลเป็นความสุข
ด้านจิตใจ เหมือนกันนะครับ
แถมคะแนนจิตพิสัยเราจะเพิ่มขึ้นด้วยหากว่าซื้อให้แฟน :lol:
-
- Verified User
- โพสต์: 2509
- ผู้ติดตาม: 0
ทอง ทอง ทอง by ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 สิงหาคม 2551
โพสต์ที่ 10
อันนี้จะโทษกองทุนอย่างเดียวก็คงไม่ได้นะครับEka เขียน: พวกกองทุนนี้เหมือนว่าจะชอบเปิดกันที่ดอยอ่ะครับ
ไม่ดอยไม่เปิด
เพราะถ้าไม่เปิดที่ดอย รายย่อยก็ไม่สนใจซื้อ :lol:
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ทอง ทอง ทอง by ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 สิงหาคม 2551
โพสต์ที่ 12
[quote="Eka"]ที่คุณchatchai บอกว่าทองไม่มีปันผล นี้ผมมองว่าแล้วแต่บุคคลนะครับ
ถ้าเป็นคนที่ซื้อทองเก็บด้วย แล้วก็เอามาสวมใส่ด้วย
ความภูมิใจที่ได้มีทองใส่ นี้ก็เหมือนกับว่าได้ปันผลเป็นความสุข
ด้านจิตใจ เหมือนกันนะครับ
ถ้าเป็นคนที่ซื้อทองเก็บด้วย แล้วก็เอามาสวมใส่ด้วย
ความภูมิใจที่ได้มีทองใส่ นี้ก็เหมือนกับว่าได้ปันผลเป็นความสุข
ด้านจิตใจ เหมือนกันนะครับ
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
-
- Verified User
- โพสต์: 6427
- ผู้ติดตาม: 0
ทอง ทอง ทอง by ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 สิงหาคม 2551
โพสต์ที่ 15
เหตุผลจริงๆไม่ทราบครับ .. แต่หัวข้อนี้ ดร. แกไปร่วมเป็นวิทยากร ร่วมกับ ดร. สุวรรณ เมื่อวันเสาร์ต้นเดือนนี้ .. ผมเลยคิดว่า ไหนๆท่านก็เตรียมข้อมูลเพื่อพูดแล้วก็เลยเอามาเขียนให้คนที่ไม่ได้ไปพังในงานสัมมนาได้ทราบข้อมูลและแนวคิดของท่านด้วย (เทปรายการนี้ เพิ่งออกทาง UBC ช่อง 8 เมื่อคืนก่อนนี้เอง .. ไม่ทราบว่าจะนำมาออกทางช่อง 80 เมื่อไหร่)CEO เขียน:ดร เขียนบทความออกมาตอนนี้ทำไมหนอ
คนที่รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้ ย่อมมีโอกาสเรียนรู้