เรียนพิเศษ
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 1
กรณีเด็กนักเรียน เรียนพิเศษหรือเรียนเสริม
ต้องเรียนเพิ่มหลังจากเรียนปกติ
หลังเลิกเรียนก็ไปเรียนพิเศษ
วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็เรียนพิเศษ
เป็นเพราะอะไรครับ
ตำราเรียนปกติ ไม่มีคุณภาพ บกพร่องที่ตำรา
บกพร่องที่ครู,อาจารย์สอน,
หรือเพราะตำราที่เรียนทั่วไปแบบสามัญเรียนแล้ว
ไม่เอาไปออกข้อสอบ
แต่ข้อสอบ ไปอยู่ตามโรงเรียนสอนพิเศษกันหมด
จากเรียนโดยครูอาจารย์สอน
ปัจจุบันเป็นสอนโดยใช้VCD เปิดให้ดูแล้วทำตาม
มีค่าแบรนด์ ค่าลิขสิทธิ์ เป็นธุรกิจที่หากินกับ
ผู้ปกครองนักเรียนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ตามศูนย์การค้า ตามโรงเรียนโดยเฉพาะ
ต้องเรียนเพิ่มหลังจากเรียนปกติ
หลังเลิกเรียนก็ไปเรียนพิเศษ
วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็เรียนพิเศษ
เป็นเพราะอะไรครับ
ตำราเรียนปกติ ไม่มีคุณภาพ บกพร่องที่ตำรา
บกพร่องที่ครู,อาจารย์สอน,
หรือเพราะตำราที่เรียนทั่วไปแบบสามัญเรียนแล้ว
ไม่เอาไปออกข้อสอบ
แต่ข้อสอบ ไปอยู่ตามโรงเรียนสอนพิเศษกันหมด
จากเรียนโดยครูอาจารย์สอน
ปัจจุบันเป็นสอนโดยใช้VCD เปิดให้ดูแล้วทำตาม
มีค่าแบรนด์ ค่าลิขสิทธิ์ เป็นธุรกิจที่หากินกับ
ผู้ปกครองนักเรียนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ตามศูนย์การค้า ตามโรงเรียนโดยเฉพาะ
- หมีบึงกุ่ม
- Verified User
- โพสต์: 408
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 2
บทบาทของโรงเรียนสอนพิเศษคือ ช่วยทำ ในส่วนที่ จริงๆ แล้วนักเรียนควรเป็นผู้กลับไป ทำเอง อันได้แก่
1. การทบทวนเนื้อหาที่เรียนให้เข้าใจท่องแท้เพื่อให้สามารถนำไปพลิกแพลงหลากหลายรูปแบบต่อไปได้ และ
2. ฝึกฝนการนำ ความรู้ (ที่ดูเหมือนจะมีอยู่ท่วมหัวแต่ยังไม่รู้จักนำไปใช้เอาตัวให้รอด) ไปประยุกต์ใช้ทำโจทย์รูปแบบต่างๆ จนคล่อง
แต่นักเรียนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถจะทำได้ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกันเช่น วัยวุฒิยังอ่อนด้อย ขาดความรับผิดชอบ ขาดแรงจูงใจ ไม่เห็นความสำคัญ ขี้เกียจ มีสิ่งจูงใจให้สนใจไปทางอื่นเยอะ ไม่สู้ไม่อดทน มีค่านิยมหาหนทางง่ายๆ สร้างรายได้ได้ดีกว่า โดยไม่จำเป็นต้องเรียนให้ดี อาจารย์สอนที่โรงเรียนไม่เข้าใจเนื้อหาดีพอ หรือสอนไม่เก่งไม่ชวนให้เด็กไปค้นคว้าทบทวน อยากรู้ต่อเอง และนักเรียนอาจมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องต่อการเรียน เป็นต้น
สมัยก่อนที่การสอนพิเศษจะบูมมาก (ประมาณเมื่อ 30 ปีที่แล้วหรือก่อนหน้า) อาจารย์ที่สอนในโรงเรียนจะเน้นเฉพาะแก่นแท้เนื้อหาของวิชา เปรียบเทียบกันกับการฝึกวิทยายุทธก็ประมาณว่าเน้นพื้นฐาน ปรับลมปราณ และกระบวนท่ามาตรฐาน ไม่ค่อยเสริมเรื่องการประยุกต์ใช้หรือฝึกทำโจทย์มากนัก ไม่ค่อยเอาเวลามาคิดโจทย์แปลกๆ แตกต่างนำมาสอนแบไต๋เปิดเผยให้นักเรียนทราบมากนัก
และเมื่อถึงเวลาสอบในโรงเรียนหรือแม้แต่ว่าเป็นข้อสอบเอ็นทรานส์สุดหินก็ตาม เมื่อเจอข้อสอบที่พลิกแพลงที่ตนเองคิดเอาตัวรอดด้วยคอนเซ็ป หรือเบสิกที่อาจารย์สอนอย่างท่วมหัวไว้ในห้องเรียนมาแก้ปัญหาไม่ได้ก็มักจะโทษแบบสุดฮิตว่า "อาจารย์ไม่ได้สอน" "อะไรก็ไม่รู้สอนอย่างออกอย่าง"
เปรียบได้ดั่งจอมยุทธผู้ ขาดการฝึกฝน จนถึงขั้น "ไร้กระบวนท่า" หรือสามารถประยุกต์ใช้กระบวนท่าออกได้ดังใจ หรือเรียนจนรู้ว่าความรู้หลากหลายล้วนมีที่มาเดียวกัน พอถึงเวลาจำเป็น ต้องถูกให้ลงเขาไปทบสอบวิชาเจอกระบวนยุทธผิดแผกแตกต่าง ทั้งวิชามาร หรือกึ่งเทพกึ่งมาร ต่างๆ ไม่ทื่อๆ เหมือนที่ร่ำเรียนมา ก็นำกระบวนท่าสำนักมาตรฐานเปี่ยมคุณธรรมมาใช้รับมือไม่ได้ แทนที่จะคิดย้อนกลับว่ายังทบทวนแนวทางที่อาจารย์สอนมาให้ใช้ออกได้ไม่ดีพอ กลับโทษว่าอาจารย์ไม่ได้สอนให้มารับมือพวกแบบนี้ บางคนก็เขวมากจนขนาดเห็นไปว่าวิชามารนั้นเจ๋งกว่า เท่ห์กว่าเรียนรู้ได้ไว หลอกเขากินหรือมาโชว์ได้ไวกว่า ก็ขอสมัครเข้าลัทธิมารทันที เรียนๆ ไปได้มาแค่หางอึ่ง (ได้แค่นั้นแหละเนื่องจากไม่เคยอยากที่จะเรียนรู้อะไรให้มันจริงจังเป็นสันดา...เออ...พื้นฐาน) ก็เข้าใจว่าเก่งแล้วข่มเหงละอ่อนสำนักมาตรฐานได้แล้ว ประจวบกับวันหนึ่งเจอพระเอกชุดขาวลงเขามา และถูกทำให้เข้าใจผิดว่าวิชามารนั้นเจ๋งกว่าแนวทางมาตรฐานก็เลยเข้ามาลองทดสอบวิชามารดูกะว่าจะข่มเหงให้จั๋งหนับ...เอาให้อายเลย ผลปรากฏ......ก็อย่างที่คาดเดากันได้แหละครับ แพ้หมดรูป หนีกลับไปหางจุกตูดเลย พอเขาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าทำไมถึงสอนเอ็นทรานส์ได้เป็นที่หนึ่งของประเทศ....ตอบว่า "ตั้งใจเรียนในห้องให้ดีที่สุด" "ไม่เคยไปเรียนพิเศษที่สำนักมารเลย" ก็ไปหาว่าเขาโกหกอีก
อุตส่าห์ทุ่มทุนเล่านี่ไม่ใช่อะไรหรอกครับวัตถุประสงค์ที่สองคือเพื่อความบันเทิง แต่วัตถุประสงค์หลักนี่คือ ขอบ่นหน่อยครับ เพราะมันตามมาเป็นปัญหาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีก ให้อาจารย์เขาต้องปวดหัวกันเพราะนึกว่าจะมาต่อยอดให้ ที่ไหนได้ฐานมันยังไม่แน่นเลยแล้วจะต่อกันได้ยังไง อีกอย่าง ผมกล้าพูดได้เลยว่าระบบการเรียนพิเศษนี่แหละครับที่ก่อให้เกิดผลเสียอย่างยิ่งใหญ่คือ การเรียนรู้ไม่ได้ด้วยตัวเอง แล้วมันมาออกฤทธิ์อีตอนเรียนระดับมหาวิทยาลัยนี่แหละครับ ถามหน่อยว่าเขามีสอนพิเศษในเนื้อหาระดับมหาวิทยาลัยกันไหมฮึ? ok ปี 1 อาจมี แล้วปี 2, 3, 4 และมีไหม เลยไปกว่านั้นสมมติออกไปทำงานตำแหน่ง...you name it...เขามีสอนพิเศษกันตำแหน่งนั้นๆ ไหมครับ ไม่ทราบว่าคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี คุณเฉลียว อยู่วิทยา และอีก ฯลฯ CEO แกไปเข้าโรงเรียนสอนพิเศษหน้าที่ประธานกรรมการผู้จัดการ กันที่ไหนหนอสอนให้พวกเขาได้เก่งกันจัง[/b]
1. การทบทวนเนื้อหาที่เรียนให้เข้าใจท่องแท้เพื่อให้สามารถนำไปพลิกแพลงหลากหลายรูปแบบต่อไปได้ และ
2. ฝึกฝนการนำ ความรู้ (ที่ดูเหมือนจะมีอยู่ท่วมหัวแต่ยังไม่รู้จักนำไปใช้เอาตัวให้รอด) ไปประยุกต์ใช้ทำโจทย์รูปแบบต่างๆ จนคล่อง
แต่นักเรียนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถจะทำได้ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกันเช่น วัยวุฒิยังอ่อนด้อย ขาดความรับผิดชอบ ขาดแรงจูงใจ ไม่เห็นความสำคัญ ขี้เกียจ มีสิ่งจูงใจให้สนใจไปทางอื่นเยอะ ไม่สู้ไม่อดทน มีค่านิยมหาหนทางง่ายๆ สร้างรายได้ได้ดีกว่า โดยไม่จำเป็นต้องเรียนให้ดี อาจารย์สอนที่โรงเรียนไม่เข้าใจเนื้อหาดีพอ หรือสอนไม่เก่งไม่ชวนให้เด็กไปค้นคว้าทบทวน อยากรู้ต่อเอง และนักเรียนอาจมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องต่อการเรียน เป็นต้น
สมัยก่อนที่การสอนพิเศษจะบูมมาก (ประมาณเมื่อ 30 ปีที่แล้วหรือก่อนหน้า) อาจารย์ที่สอนในโรงเรียนจะเน้นเฉพาะแก่นแท้เนื้อหาของวิชา เปรียบเทียบกันกับการฝึกวิทยายุทธก็ประมาณว่าเน้นพื้นฐาน ปรับลมปราณ และกระบวนท่ามาตรฐาน ไม่ค่อยเสริมเรื่องการประยุกต์ใช้หรือฝึกทำโจทย์มากนัก ไม่ค่อยเอาเวลามาคิดโจทย์แปลกๆ แตกต่างนำมาสอนแบไต๋เปิดเผยให้นักเรียนทราบมากนัก
และเมื่อถึงเวลาสอบในโรงเรียนหรือแม้แต่ว่าเป็นข้อสอบเอ็นทรานส์สุดหินก็ตาม เมื่อเจอข้อสอบที่พลิกแพลงที่ตนเองคิดเอาตัวรอดด้วยคอนเซ็ป หรือเบสิกที่อาจารย์สอนอย่างท่วมหัวไว้ในห้องเรียนมาแก้ปัญหาไม่ได้ก็มักจะโทษแบบสุดฮิตว่า "อาจารย์ไม่ได้สอน" "อะไรก็ไม่รู้สอนอย่างออกอย่าง"
เปรียบได้ดั่งจอมยุทธผู้ ขาดการฝึกฝน จนถึงขั้น "ไร้กระบวนท่า" หรือสามารถประยุกต์ใช้กระบวนท่าออกได้ดังใจ หรือเรียนจนรู้ว่าความรู้หลากหลายล้วนมีที่มาเดียวกัน พอถึงเวลาจำเป็น ต้องถูกให้ลงเขาไปทบสอบวิชาเจอกระบวนยุทธผิดแผกแตกต่าง ทั้งวิชามาร หรือกึ่งเทพกึ่งมาร ต่างๆ ไม่ทื่อๆ เหมือนที่ร่ำเรียนมา ก็นำกระบวนท่าสำนักมาตรฐานเปี่ยมคุณธรรมมาใช้รับมือไม่ได้ แทนที่จะคิดย้อนกลับว่ายังทบทวนแนวทางที่อาจารย์สอนมาให้ใช้ออกได้ไม่ดีพอ กลับโทษว่าอาจารย์ไม่ได้สอนให้มารับมือพวกแบบนี้ บางคนก็เขวมากจนขนาดเห็นไปว่าวิชามารนั้นเจ๋งกว่า เท่ห์กว่าเรียนรู้ได้ไว หลอกเขากินหรือมาโชว์ได้ไวกว่า ก็ขอสมัครเข้าลัทธิมารทันที เรียนๆ ไปได้มาแค่หางอึ่ง (ได้แค่นั้นแหละเนื่องจากไม่เคยอยากที่จะเรียนรู้อะไรให้มันจริงจังเป็นสันดา...เออ...พื้นฐาน) ก็เข้าใจว่าเก่งแล้วข่มเหงละอ่อนสำนักมาตรฐานได้แล้ว ประจวบกับวันหนึ่งเจอพระเอกชุดขาวลงเขามา และถูกทำให้เข้าใจผิดว่าวิชามารนั้นเจ๋งกว่าแนวทางมาตรฐานก็เลยเข้ามาลองทดสอบวิชามารดูกะว่าจะข่มเหงให้จั๋งหนับ...เอาให้อายเลย ผลปรากฏ......ก็อย่างที่คาดเดากันได้แหละครับ แพ้หมดรูป หนีกลับไปหางจุกตูดเลย พอเขาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าทำไมถึงสอนเอ็นทรานส์ได้เป็นที่หนึ่งของประเทศ....ตอบว่า "ตั้งใจเรียนในห้องให้ดีที่สุด" "ไม่เคยไปเรียนพิเศษที่สำนักมารเลย" ก็ไปหาว่าเขาโกหกอีก
อุตส่าห์ทุ่มทุนเล่านี่ไม่ใช่อะไรหรอกครับวัตถุประสงค์ที่สองคือเพื่อความบันเทิง แต่วัตถุประสงค์หลักนี่คือ ขอบ่นหน่อยครับ เพราะมันตามมาเป็นปัญหาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีก ให้อาจารย์เขาต้องปวดหัวกันเพราะนึกว่าจะมาต่อยอดให้ ที่ไหนได้ฐานมันยังไม่แน่นเลยแล้วจะต่อกันได้ยังไง อีกอย่าง ผมกล้าพูดได้เลยว่าระบบการเรียนพิเศษนี่แหละครับที่ก่อให้เกิดผลเสียอย่างยิ่งใหญ่คือ การเรียนรู้ไม่ได้ด้วยตัวเอง แล้วมันมาออกฤทธิ์อีตอนเรียนระดับมหาวิทยาลัยนี่แหละครับ ถามหน่อยว่าเขามีสอนพิเศษในเนื้อหาระดับมหาวิทยาลัยกันไหมฮึ? ok ปี 1 อาจมี แล้วปี 2, 3, 4 และมีไหม เลยไปกว่านั้นสมมติออกไปทำงานตำแหน่ง...you name it...เขามีสอนพิเศษกันตำแหน่งนั้นๆ ไหมครับ ไม่ทราบว่าคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี คุณเฉลียว อยู่วิทยา และอีก ฯลฯ CEO แกไปเข้าโรงเรียนสอนพิเศษหน้าที่ประธานกรรมการผู้จัดการ กันที่ไหนหนอสอนให้พวกเขาได้เก่งกันจัง[/b]
- หมีบึงกุ่ม
- Verified User
- โพสต์: 408
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 3
ขอต่ออีกนิดเพื่อความชัดเจนของไอเดียนะครับ
ที่อาจารย์สมัยก่อนเก็บโจทย์ไว้ ไม่เอาออกมาแบไต๋สอนกันจะๆ ไปเลย ก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ไม่มีโรงเรียนสอนพิเศษเนื้อหาวิชาในระดับมหาวิทยาลัย และเหตุผลเดียวกันกับที่อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่มาสอนพิเศษในเนื้อหาที่ตัวเองสอน นั่นก็คือเขาหวังให้นักเรียน
เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ครับ
จะได้นำไปใช้เรียนรู้อะไรๆ อื่นๆ ได้อีก ตลอดชีวิต
ที่อาจารย์สมัยก่อนเก็บโจทย์ไว้ ไม่เอาออกมาแบไต๋สอนกันจะๆ ไปเลย ก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ไม่มีโรงเรียนสอนพิเศษเนื้อหาวิชาในระดับมหาวิทยาลัย และเหตุผลเดียวกันกับที่อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่มาสอนพิเศษในเนื้อหาที่ตัวเองสอน นั่นก็คือเขาหวังให้นักเรียน
เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ครับ
จะได้นำไปใช้เรียนรู้อะไรๆ อื่นๆ ได้อีก ตลอดชีวิต
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 5
เป็นเพราะเกมการแข่งขัน เพื่อเข้าสถาบันดีๆ
ทำให้ ความรู้ของอาจารย์ ในโรงเรียน ไม่พอ สำหรับการแข่งขัน
และโรงเรียนสอนพิเศษ เกิดจากอาจารย์ ที่มีความพิเศษในการ พิชิต การเข้า
แต่ส่วนใหญ่ ไม่สามารถพิชิต อาชีพการงานปกติที่ตัวเอง จบมาครับ
ท่านปรัชญา
อย่างไรก็ตาม อาจารย์พิเศษในโรงเรียนพิเศษเหล่านั้น ไม่สามารถ ช่วยคนส่วนใหญ่ได้หรอก แต่ช่วยคนปานกลาง ค่อนข้างเก่งได้มาก และไม่สามารถช่วยคนเก่งได้เลย
เนื่องจากคนเก่ง เก่งอยู่แล้ว
เหตุผล
ผมเคยถามเพื่อนหมอจุฬา และนำไปสู่แบบสอบถาม ว่า ใครเคยเรียนพิเศษ กันมากน้อยแค่ไหน ผลสรุป หมอจุฬาส่วนใหญ่ สมัครเรียนพิเศษ
และสรุปว่าหมอจุฬา ส่วนใหญ่ที่สมัครเรียนพิเศษนั้น ส่วนน้อยมาก เรียนจบคอร์ส
ส่วนใหญ่ของหมอจุฬาที่เรียนพิเศษ เรียนไม่กี่ครั้ง และรู้สึกว่า ไม่มีประโยชน์ครับ
ทำให้ ความรู้ของอาจารย์ ในโรงเรียน ไม่พอ สำหรับการแข่งขัน
และโรงเรียนสอนพิเศษ เกิดจากอาจารย์ ที่มีความพิเศษในการ พิชิต การเข้า
แต่ส่วนใหญ่ ไม่สามารถพิชิต อาชีพการงานปกติที่ตัวเอง จบมาครับ
ท่านปรัชญา
อย่างไรก็ตาม อาจารย์พิเศษในโรงเรียนพิเศษเหล่านั้น ไม่สามารถ ช่วยคนส่วนใหญ่ได้หรอก แต่ช่วยคนปานกลาง ค่อนข้างเก่งได้มาก และไม่สามารถช่วยคนเก่งได้เลย
เนื่องจากคนเก่ง เก่งอยู่แล้ว
เหตุผล
ผมเคยถามเพื่อนหมอจุฬา และนำไปสู่แบบสอบถาม ว่า ใครเคยเรียนพิเศษ กันมากน้อยแค่ไหน ผลสรุป หมอจุฬาส่วนใหญ่ สมัครเรียนพิเศษ
และสรุปว่าหมอจุฬา ส่วนใหญ่ที่สมัครเรียนพิเศษนั้น ส่วนน้อยมาก เรียนจบคอร์ส
ส่วนใหญ่ของหมอจุฬาที่เรียนพิเศษ เรียนไม่กี่ครั้ง และรู้สึกว่า ไม่มีประโยชน์ครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 6
โค้ด: เลือกทั้งหมด
ผมเคยถามเพื่อนหมอจุฬา และนำไปสู่แบบสอบถาม
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 6447
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 7
ผมสนใจประเด็นนี้นะครับ
สงสัยเหมือนกันว่าต่างประเทศทางตะวันตกเค้ามีเรียนพิเศษกันหรือเปล่า แถบเอเชียนี่ไม่ต้องสงสัยน่าจะเหมือนเมืองไทย เคยได้ยินว่าเกาหลีใต้แอนตี้เค้าห้ามมีการสอนพิเศษกันเลย ไม่รู้จริงหรือเปล่า
ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ ทำไมต้องไปเรียนพิเศษด้วย เรียนเวลาปกติก็เรียนอยู่แล้ว เรากำลังเรียนเพื่อรู้หรือเรียนเพื่อให้สอบแข่งขันได้ เรียนกันแทบตาย สุดท้ายจบมาก็........
ผมเห็นพ่อแม่หลายคนมากที่พยายาม "ปั้น" ให้ลูกเป็นอย่างที่เค้าอยากให้เป็น ผมก็ไม่รู้ผิดหรือถูกนะครับ พ่อแม่หวังดีต่อลูกทุกคน(ในแง่วิทยาศาตร์มันคือสัญชาตญานการสืบเผ่าพันธ์) แต่ถ้ามันมากไปจะกลายเป็นเหมือนที่พูดว่า "พ่อแม่รังแกฉัน"หรือเปล่า
ผมโตมากับเรียนพิเศษค่อนข้างน้อย เห็นพ่อแม่บางคนให้ลูกเรียนพิเศษทุกวันไม่เว้นเสาร์อาทิตย์ เห็นแล้วน่ากลัวมากครับว่าเด็กจะไหวหรือเปล่า แต่การไม่ไห้เรียนพิเศษเลยก็ทำยากจริงๆ เพราะบางวิชาในโรงเรียนก็ไม่มีสอน อยากให้ลูกเดินแนวใหม่ ได้เรียนทั้งวิชาการ และรู้สังคมแบบโรงเรียนเพลินพัฒนา โรงเรียนลูกพี่ฉัตรชัยครับ ตอนนี้ก็ให้ลูกเรียนโรงเรียนแนวนี้อยู่ แต่กระแสสังคมบีบคั้นค่อนข้างแรง ต้องอาศัยความเชื่อ ความศรัทธาพอสมควร :lol:
สงสัยเหมือนกันว่าต่างประเทศทางตะวันตกเค้ามีเรียนพิเศษกันหรือเปล่า แถบเอเชียนี่ไม่ต้องสงสัยน่าจะเหมือนเมืองไทย เคยได้ยินว่าเกาหลีใต้แอนตี้เค้าห้ามมีการสอนพิเศษกันเลย ไม่รู้จริงหรือเปล่า
ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ ทำไมต้องไปเรียนพิเศษด้วย เรียนเวลาปกติก็เรียนอยู่แล้ว เรากำลังเรียนเพื่อรู้หรือเรียนเพื่อให้สอบแข่งขันได้ เรียนกันแทบตาย สุดท้ายจบมาก็........

ผมโตมากับเรียนพิเศษค่อนข้างน้อย เห็นพ่อแม่บางคนให้ลูกเรียนพิเศษทุกวันไม่เว้นเสาร์อาทิตย์ เห็นแล้วน่ากลัวมากครับว่าเด็กจะไหวหรือเปล่า แต่การไม่ไห้เรียนพิเศษเลยก็ทำยากจริงๆ เพราะบางวิชาในโรงเรียนก็ไม่มีสอน อยากให้ลูกเดินแนวใหม่ ได้เรียนทั้งวิชาการ และรู้สังคมแบบโรงเรียนเพลินพัฒนา โรงเรียนลูกพี่ฉัตรชัยครับ ตอนนี้ก็ให้ลูกเรียนโรงเรียนแนวนี้อยู่ แต่กระแสสังคมบีบคั้นค่อนข้างแรง ต้องอาศัยความเชื่อ ความศรัทธาพอสมควร :lol:
การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 1841
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 8
แต่ถ้ามันมากไปจะกลายเป็นเหมือนที่พูดว่า "พ่อแม่รังแกฉัน"หรือเปล่า
ขอเสริมนะครับว่า นอกจากจะมากไปแล้ว ยังไม่เข้าใจธรรมชาติและความสมดุล เลยผิดทิศผิดทาง
แต่กระแสสังคมบีบคั้นค่อนข้างแรง ต้องอาศัยความเชื่อ ความศรัทธาพอสมควร
ต้องปรับเปลี่ยนสังคม โดยเริ่มที่พ่อแม่ก่อนอย่างคุณทั้ง๒นี่แหละน่าชมเชยครับ ที่มีความเชื่อและความศรัทธาอย่างมุ่งมั่น
Rabbit VS. Turtle
- หมีบึงกุ่ม
- Verified User
- โพสต์: 408
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 9
[quote="por_jai"][quote="หมีบึงกุ่ม"]ขอต่ออีกนิดเพื่อความชัดเจนของไอเดียนะครับ
ที่อาจารย์สมัยก่อนเก็บโจทย์ไว้ ไม่เอาออกมาแบไต๋สอนกันจะๆ ไปเลย
ที่อาจารย์สมัยก่อนเก็บโจทย์ไว้ ไม่เอาออกมาแบไต๋สอนกันจะๆ ไปเลย
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 10
แปลกแต่จริง
หน่วยงานการศึกษาของรัฐ เช่น สสวท. หรือ สมาคมคณิตศาสตร์ จะมีการสอบแข่งขันโดยให้เด็กในแต่ละระดับชั้นสมัครสอบแข่งขันกัน
แต่เชื่อไหมว่า สสวท. ซึ่งเป็นผู้ที่ออกแบบหนังสือเรียน เวลาออกข้อสอบ กลับนำความรู้เกินระดับชั้นมาสอบเด็กๆ เช่น เด็กเรียนระดับประถม 3 แต่นำเนื้อหาของระดับประถม 4 5 6 มาสอบเด็กเป็นบางข้อ
ที่นี่ผู้ปกครอง หรือโรงเรียน ที่ต้องการให้เด็กสอบได้คะแนนดีๆ สร้างชื่อเสียงให้แก่ผู้ปกครอง โรงเรียน ก็ต้องนำเด็กๆไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม ไปเรียนเนื้อหาของเด็กที่โตกว่า
ทำไมถึงต้องออกข้อสอบแบบนั้น
หน่วยงานการศึกษาของรัฐ เช่น สสวท. หรือ สมาคมคณิตศาสตร์ จะมีการสอบแข่งขันโดยให้เด็กในแต่ละระดับชั้นสมัครสอบแข่งขันกัน
แต่เชื่อไหมว่า สสวท. ซึ่งเป็นผู้ที่ออกแบบหนังสือเรียน เวลาออกข้อสอบ กลับนำความรู้เกินระดับชั้นมาสอบเด็กๆ เช่น เด็กเรียนระดับประถม 3 แต่นำเนื้อหาของระดับประถม 4 5 6 มาสอบเด็กเป็นบางข้อ
ที่นี่ผู้ปกครอง หรือโรงเรียน ที่ต้องการให้เด็กสอบได้คะแนนดีๆ สร้างชื่อเสียงให้แก่ผู้ปกครอง โรงเรียน ก็ต้องนำเด็กๆไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม ไปเรียนเนื้อหาของเด็กที่โตกว่า
ทำไมถึงต้องออกข้อสอบแบบนั้น
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
-
- Verified User
- โพสต์: 590
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 11
ผมมองว่าเป็นเพราะ
1ระบบการศึกษา
ตั้งแต่ ม4 ไม่สามารถส่งเด็กที่เหมาะที่จะทำงานblue collarได้ดีกว่างานwhite collar ไปเรียนสายวิชาชีพ อาชีวะ เพราะอาชีพสายวิชาชีพได้เงินน้อย ไม่ได้รับเกียรติจากสังคม
ทำให้เด็กเหล่านี้บางคนที่เป็นลูกคนรวยแต่เหมาะกับการเป็นช่างก็ไปเรียนพิเศษทั้งๆที่ตัวเองไม่อยากเรียน
2ตัวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ในสมัยผมปี 2539 ข้อสอบหลายวิชามีบางส่วนที่ต้องท่องจำโจทย์เพราะข้อสอบมันไม่ได้ออกการการให้ทำความเข้าใจ
แต่ผมว่าปัญหาการเรียนภาษาอังกฤษน่าเกิดต้นทุนกับประเทศมากกว่านะครับ
โดยเฉพาะคนที่ขี้เกียจอ่านหนังสืออย่างผม
พ่อแม่ผมลงทุนกับภาษาอังกฤษให้ผม 2 ล้านครับไม่รู้ว่าว่าเมื่อไหร่จะคืนทุน
แค่พอร์ตที่เก็บเงินทำงานมาค่าใช้จ่ายที่บ้านไม่ได้ออกเลยยังไม่ถึงเลย
ผมคิดย้อนหลังไปว่าถ้าเอาเงิน 2 ล้านมาลงทุนแบบDCA แล้วปล่อยผมโง่ภาษาอังกฤษต่อไปน่าจะดีกว่า
1ระบบการศึกษา
ตั้งแต่ ม4 ไม่สามารถส่งเด็กที่เหมาะที่จะทำงานblue collarได้ดีกว่างานwhite collar ไปเรียนสายวิชาชีพ อาชีวะ เพราะอาชีพสายวิชาชีพได้เงินน้อย ไม่ได้รับเกียรติจากสังคม
ทำให้เด็กเหล่านี้บางคนที่เป็นลูกคนรวยแต่เหมาะกับการเป็นช่างก็ไปเรียนพิเศษทั้งๆที่ตัวเองไม่อยากเรียน
2ตัวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ในสมัยผมปี 2539 ข้อสอบหลายวิชามีบางส่วนที่ต้องท่องจำโจทย์เพราะข้อสอบมันไม่ได้ออกการการให้ทำความเข้าใจ
แต่ผมว่าปัญหาการเรียนภาษาอังกฤษน่าเกิดต้นทุนกับประเทศมากกว่านะครับ
โดยเฉพาะคนที่ขี้เกียจอ่านหนังสืออย่างผม
พ่อแม่ผมลงทุนกับภาษาอังกฤษให้ผม 2 ล้านครับไม่รู้ว่าว่าเมื่อไหร่จะคืนทุน
แค่พอร์ตที่เก็บเงินทำงานมาค่าใช้จ่ายที่บ้านไม่ได้ออกเลยยังไม่ถึงเลย
ผมคิดย้อนหลังไปว่าถ้าเอาเงิน 2 ล้านมาลงทุนแบบDCA แล้วปล่อยผมโง่ภาษาอังกฤษต่อไปน่าจะดีกว่า
- romee
- Verified User
- โพสต์: 1850
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 13
มองในมุมของเด็กที่เคยเีรียน แล้วก็เป็นคนที่สอนพิเศษด้วย...
ผมมองว่าเป็นค่านิยมส่วนนึง อย่างที่ข้างบนบอกนะ
1. เพื่อนๆทำกันหมดเลยอ่ะ เราก็อยากไปบ้าง เฮใหนเฮกัน
2.สังคมไทย มองการศึกษาเป็นหลักเดียวเท่านั้น แต่ต่างประเทศมันมีทางเลือกมากมาย ไม่เรียนก็ได้ เป็นนักกีฬา เป็นนักดนตรี หรือหาเลี้ยงตัวเองก็ได้ ถ้ายุโรป บางที่ก็มีเรียนนะ แต่ไม่มาก
แต่ถ้าญี่ปุ่น อันนี้สุดยอดดดดด อย่างที่เห็นในการ์ตูน
3.ลักษณะ การสอนในชั้นเรียน และครูผู้สอน มาตรฐานไม่เท่าเทียมกัน
เราถูกสอนมา ให้เรียน -> ไปสอบแข่ง
ไ่ม่ใช่แบบ เรียน -> เข้าใจ แล้วเอาไปใช้
แถมครูการถ่ายทอด ก็ไม่เท่ากัน
แ่ค่นี้ก่อนดีกว่า แต่ถ้าผมมีลูก ก็คงไม่เน้นอ่ะ
ผมมองว่าเป็นค่านิยมส่วนนึง อย่างที่ข้างบนบอกนะ
1. เพื่อนๆทำกันหมดเลยอ่ะ เราก็อยากไปบ้าง เฮใหนเฮกัน
2.สังคมไทย มองการศึกษาเป็นหลักเดียวเท่านั้น แต่ต่างประเทศมันมีทางเลือกมากมาย ไม่เรียนก็ได้ เป็นนักกีฬา เป็นนักดนตรี หรือหาเลี้ยงตัวเองก็ได้ ถ้ายุโรป บางที่ก็มีเรียนนะ แต่ไม่มาก
แต่ถ้าญี่ปุ่น อันนี้สุดยอดดดดด อย่างที่เห็นในการ์ตูน
3.ลักษณะ การสอนในชั้นเรียน และครูผู้สอน มาตรฐานไม่เท่าเทียมกัน
เราถูกสอนมา ให้เรียน -> ไปสอบแข่ง
ไ่ม่ใช่แบบ เรียน -> เข้าใจ แล้วเอาไปใช้
แถมครูการถ่ายทอด ก็ไม่เท่ากัน
แ่ค่นี้ก่อนดีกว่า แต่ถ้าผมมีลูก ก็คงไม่เน้นอ่ะ
-
- Verified User
- โพสต์: 1372
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 14
การที่พ่อแม่ต้องให้ลูกมานั่งเรียนพิเศษ ผมว่าเป็นความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย
ที่ว่าล้มเหลวส่วนหนึ่งก็เรื่องมาตรฐานของการศึกษา ตั้งแต่ระดับมหา'ลัย ที่ไม่ยอมรับการโอนวิชาเรียนข้ามมหา'ลัย ซึ่งผมเข้าใจว่าในต่างประเทศส่วนใหญ่ยอมรับกัน
ระดับมัธยม แต่ละโรงเรียนพยายามที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตน รวมทั้งมีการจัดอันดับสถานศึกษา ว่าที่นั่นอันดับ 1 ที่นี่ไม่มีอันดับ
เด็กที่จบการศึกษาจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงจะได้รับการยอมรับมากกว่าหรือโรงเรียนโนเนม
ระดับประถมที่สอนกันต่างกันสุดขั้ว ที่นี่สอน 2 ภาษา ที่นั่น 3 ภาษา ที่โน่นสอนแบบบูรณาการ
ดังนั้นเมื่อเกิดความต่างกันสุดขั้วของมาตรฐานการศึกษา ก็เป็นภาระของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกๆได้เรียนในสถานศึกษาดีๆ มีชื่อเสียง ถึงต้องส่งลูกไปเรียนพิเศษ รวมถึงมีระบบแปะเจี๊ย อย่างปัจจุบัน
ที่ว่าล้มเหลวส่วนหนึ่งก็เรื่องมาตรฐานของการศึกษา ตั้งแต่ระดับมหา'ลัย ที่ไม่ยอมรับการโอนวิชาเรียนข้ามมหา'ลัย ซึ่งผมเข้าใจว่าในต่างประเทศส่วนใหญ่ยอมรับกัน
ระดับมัธยม แต่ละโรงเรียนพยายามที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตน รวมทั้งมีการจัดอันดับสถานศึกษา ว่าที่นั่นอันดับ 1 ที่นี่ไม่มีอันดับ
เด็กที่จบการศึกษาจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงจะได้รับการยอมรับมากกว่าหรือโรงเรียนโนเนม
ระดับประถมที่สอนกันต่างกันสุดขั้ว ที่นี่สอน 2 ภาษา ที่นั่น 3 ภาษา ที่โน่นสอนแบบบูรณาการ
ดังนั้นเมื่อเกิดความต่างกันสุดขั้วของมาตรฐานการศึกษา ก็เป็นภาระของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกๆได้เรียนในสถานศึกษาดีๆ มีชื่อเสียง ถึงต้องส่งลูกไปเรียนพิเศษ รวมถึงมีระบบแปะเจี๊ย อย่างปัจจุบัน
สติมา ปัญญาเกิด
-
- Verified User
- โพสต์: 1598
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 15
ตอนสมัยที่เรียนอยู่มัธยม เรียนที่โรงเรียนก็ไม่ได้ตั้งจัยมากมาย ยิ่งเรียนพิเศษยิ่งแล้วใหญ่
ผมว่าไอ้การเรียนพิเศษมันมีดีมีเสียอยู่ในตัวของมันเอง
อย่างที่ผมเคยเรียนในโรงเรียนอาจารย์ที่สอนเมื่อเทียบกับอาจารย์ที่สอนที่สอนพิเศษมีความแตกต่างกันพอสมควรทั้ง วิธีการสอน วิธีแก้คำถาม เคล็ดลับต่างๆ ยิ่งเรียนมากยิ่งรู้มาก รู้วิธีแก้ปัญหาหลายแบบดี
แต่ท้ายที่สุดผมว่าอยู่ที่เด็กว่าจะขยันทำการบ้านมากน้อยแค่ไหน ที่สอนพิเศษไม่ต่างกันสถาบันการศึกษาอื่นๆ มีทั้งที่ดีและไม่ดีปะปนกัน
ผมว่าไอ้การเรียนพิเศษมันมีดีมีเสียอยู่ในตัวของมันเอง
อย่างที่ผมเคยเรียนในโรงเรียนอาจารย์ที่สอนเมื่อเทียบกับอาจารย์ที่สอนที่สอนพิเศษมีความแตกต่างกันพอสมควรทั้ง วิธีการสอน วิธีแก้คำถาม เคล็ดลับต่างๆ ยิ่งเรียนมากยิ่งรู้มาก รู้วิธีแก้ปัญหาหลายแบบดี
แต่ท้ายที่สุดผมว่าอยู่ที่เด็กว่าจะขยันทำการบ้านมากน้อยแค่ไหน ที่สอนพิเศษไม่ต่างกันสถาบันการศึกษาอื่นๆ มีทั้งที่ดีและไม่ดีปะปนกัน
อย่ามัวติดกับเรื่องในอดีต กังวลกับเรื่องในอนาคต จนลืมว่าปัจจุบันต้องทำอะไร
- krisy
- Verified User
- โพสต์: 736
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 16
เด็ก ตจว. อย่างเราก็เริ่มเรียนพิเศษตอน ม.4 ก่อนหน้านี้ เพราะเกรดมันก็โอเค ส่วนที่ต้องเรียนก็เพราะ
- เพราะครูเอาแบบฝึกหัดดีดีมาสอน แต่ไม่ใช่ว่าครูไม่ให้ทำแบบฝึกหัดครบนะคะ การบ้านให้ตามหนังสือเรียนซึ่งต้องยอมรับว่า มันเอาไปสอบเข้ามหาลัยไม่ผ่านหรอก ง่ายซะ อีกอย่างครูก็คงต้องกิน เงินเดือนอาจไม่พอใช้ บางท่านทริกจะสอนตอนเรียนพิเศษ ไม่เรียนจะไม่ได้ทริกค่ะ
- ครูบางท่านอธิบายไม่เข้าใจ เราไม่เคยเรียนเคมีรู้เรื่องเลย จนกระทั่งมาเจอระดับสุดยอดตอน ม.5 ขอบคุณสวรรค์ที่เจอก่อน ม.6 เคมีคำนวณกลายเป็นตัวทำคะแนนตอน Ent ไปอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างน้องชายเรา Grammar ห่วยมากค่ะ หลังๆไปเรียนเทปครูพี่แนนที่สอนเป็นเพลง โอ้โห grammar และ idioms ดีขึ้นเป็นกอง ครูที่สอนดีต้องควานหาค่ะ ลูกของท่านจะกระตือรือร้นไปเสาะหา จริงๆดีออกนะคะ
- เด็กเล็กถ้าเกรดไม่ได้แย่ เราก็ยังอยากให้เค้าเล่นมากกว่าเรียนนะคะ (เพราะเราก็ไม่ได้เรียน หรือเพราะยังไม่มีลูกก็ไม่รู้) แต่เด็กโตคงต้องให้เรียนเพื่อสังคมด้วยค่ะ
การที่หลายท่านที่เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ แต่แทบไม่ได้ใช้ในสิ่งที่ไม่ได้เรียนจบมา เราว่าก็อย่าไปคาดโทษสถานศึกษาเลยค่ะ แล้วที่ไม่อยากให้ลูกไปเรียนพิเศษนั้น ถ้าการันตีอนาคตเค้าไม่ได้ ก็อย่าทุบหม้อข้าวเค้าเลย เรียนมากรู้มาก แม้ไม่ได้ใช้หมดแต่อย่างน้อย ก็ไม่ได้กลวงเหมือนเก่า (เราจบสายวิทย์ เกรดเป็นหมอได้ แต่เรียนบัญชี อีกหน่อยอาจไปขายกาแฟ แต่ก็ไม่ได้เสียดายมากที่เรียนมาค่ะ) แค่ท่านดูแลไม่ให้ลูกเรียนสุดโต่งไปก็น่าจะพอนะคะ
เราชอบเรียนพิเศษค่ะ แม้ตอนนั้นทรมานแต่ตอนนี้ เวลาคิดถึงมัน ไม่เห็นจะจำได้ว่าตอนนั้นลำบาก จำได้แต่สนุกดี
- เพราะครูเอาแบบฝึกหัดดีดีมาสอน แต่ไม่ใช่ว่าครูไม่ให้ทำแบบฝึกหัดครบนะคะ การบ้านให้ตามหนังสือเรียนซึ่งต้องยอมรับว่า มันเอาไปสอบเข้ามหาลัยไม่ผ่านหรอก ง่ายซะ อีกอย่างครูก็คงต้องกิน เงินเดือนอาจไม่พอใช้ บางท่านทริกจะสอนตอนเรียนพิเศษ ไม่เรียนจะไม่ได้ทริกค่ะ
- ครูบางท่านอธิบายไม่เข้าใจ เราไม่เคยเรียนเคมีรู้เรื่องเลย จนกระทั่งมาเจอระดับสุดยอดตอน ม.5 ขอบคุณสวรรค์ที่เจอก่อน ม.6 เคมีคำนวณกลายเป็นตัวทำคะแนนตอน Ent ไปอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างน้องชายเรา Grammar ห่วยมากค่ะ หลังๆไปเรียนเทปครูพี่แนนที่สอนเป็นเพลง โอ้โห grammar และ idioms ดีขึ้นเป็นกอง ครูที่สอนดีต้องควานหาค่ะ ลูกของท่านจะกระตือรือร้นไปเสาะหา จริงๆดีออกนะคะ
- เด็กเล็กถ้าเกรดไม่ได้แย่ เราก็ยังอยากให้เค้าเล่นมากกว่าเรียนนะคะ (เพราะเราก็ไม่ได้เรียน หรือเพราะยังไม่มีลูกก็ไม่รู้) แต่เด็กโตคงต้องให้เรียนเพื่อสังคมด้วยค่ะ
การที่หลายท่านที่เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ แต่แทบไม่ได้ใช้ในสิ่งที่ไม่ได้เรียนจบมา เราว่าก็อย่าไปคาดโทษสถานศึกษาเลยค่ะ แล้วที่ไม่อยากให้ลูกไปเรียนพิเศษนั้น ถ้าการันตีอนาคตเค้าไม่ได้ ก็อย่าทุบหม้อข้าวเค้าเลย เรียนมากรู้มาก แม้ไม่ได้ใช้หมดแต่อย่างน้อย ก็ไม่ได้กลวงเหมือนเก่า (เราจบสายวิทย์ เกรดเป็นหมอได้ แต่เรียนบัญชี อีกหน่อยอาจไปขายกาแฟ แต่ก็ไม่ได้เสียดายมากที่เรียนมาค่ะ) แค่ท่านดูแลไม่ให้ลูกเรียนสุดโต่งไปก็น่าจะพอนะคะ
เราชอบเรียนพิเศษค่ะ แม้ตอนนั้นทรมานแต่ตอนนี้ เวลาคิดถึงมัน ไม่เห็นจะจำได้ว่าตอนนั้นลำบาก จำได้แต่สนุกดี
.....Give Everything but not Give Up.....
-
- Verified User
- โพสต์: 47
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 17
ตามความเข้าใจเรานะ
1. เนื้อหาที่สอนกันในห้องเรียนถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว อาจแต่ต่างกันอยู่บ้างในเรื่องของคุณภาพการสอน
2. เนื่องจากมีการสอบแข่งขัน ดังนั้นข้อสอบที่ใช้สอบแข่งขัน มันเป็นข้อสอบที่ค่อนข้างยากก่าข้อสอบในโรงเรียน ซึ่งตรงนี้จะมาเรียกร้องหาความเท่าเทียมกันมะได้นะ เพราะมันเป็นการแข่งขัน
3. การเรียนพิเศษเสริมจึงเป็นการสร้างความแตกต่างหรือเป็นการเร่ง(ย่นระยะ)การทำความเข้าใจในเนื้อหานั้นๆ
4. ต้องทำใจคับ โลกแห่งการแข่งขันมันเป็นแบบนี้หล่ะ
.....
ปล. เราก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเรียนพิเศษ แต่การเรียนพิเศษมะเพียงพอต่อการจะไปแข่งขันในระดับสุดยอดได้ มันต้องมีความขยัน อดทน มุ่งมั่น และการหมั่นทบทวนตนเองอยู่เสมอ
....
กายพร้อมใจพร้อม เราทำได้ทุกคน
1. เนื้อหาที่สอนกันในห้องเรียนถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว อาจแต่ต่างกันอยู่บ้างในเรื่องของคุณภาพการสอน
2. เนื่องจากมีการสอบแข่งขัน ดังนั้นข้อสอบที่ใช้สอบแข่งขัน มันเป็นข้อสอบที่ค่อนข้างยากก่าข้อสอบในโรงเรียน ซึ่งตรงนี้จะมาเรียกร้องหาความเท่าเทียมกันมะได้นะ เพราะมันเป็นการแข่งขัน
3. การเรียนพิเศษเสริมจึงเป็นการสร้างความแตกต่างหรือเป็นการเร่ง(ย่นระยะ)การทำความเข้าใจในเนื้อหานั้นๆ
4. ต้องทำใจคับ โลกแห่งการแข่งขันมันเป็นแบบนี้หล่ะ
.....
ปล. เราก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเรียนพิเศษ แต่การเรียนพิเศษมะเพียงพอต่อการจะไปแข่งขันในระดับสุดยอดได้ มันต้องมีความขยัน อดทน มุ่งมั่น และการหมั่นทบทวนตนเองอยู่เสมอ
....
กายพร้อมใจพร้อม เราทำได้ทุกคน
- naris
- Verified User
- โพสต์: 6726
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 18
สำหรับคนอื่นไม่รู้ แต่สำหรับผมที่มีลูก ก็ให้ลูกเรียนพิเศษ ทั้งสองคน :lol:
ช่วงแรกของการเรียนพิเศษคือ ผมเป็นคนสอนเอง ทั้งคณิต ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ แต่พอเริ่มขึ้นป.4 โดยเฉพาะวิชาอังกฤษ ผมต้องหาครูมาสอนให้ลูกชายที่บ้านแทนผม เพราะคิดว่าพื้นฐานเราไม่แน่นพอ และพอลูกขึ้นป.6คณิตศาสตร์ก็ได้นำไปเรียนเสริมเฉพาะเหมือนกัน
ความคิดผมคิดว่า ที่โรงเรียนบ้านนอก ครูคนหนึ่งดูแลนักเรียน50คน คงไม่ทั่วถึง ถ้าเด็กรักที่จะเรียน จดจ่ออยู่กับครูตลอดก็ดีไป แต่ถ้ามีเผลอเรอ(แบบผมสมัยเรียน)ก็น่าจะให้เด็กเรียนเสริม(โดยเฉพาะเขาอยากจะเรียน)ในเมื่อเขารักดี ผมก็ไม่ห้าม เพราะถ้าเขาเก่งเป็นหัวกะทิของห้อง เขาก็จะภูมิใจในการเรียนดี(เด็กก็จะมีปมเด่น ในการเรียน)
เรื่องการเรียนพวกนี้ ผมกลับไม่ค่อยห่วง ผมกลับห่วงเรื่อง จริยธรรม และ การเอาตัวรอดของเด็กๆในสมัยนี้มากกว่าครับ
การรู้ว่าผิด แต่ยังทำ หมายความว่าเขาโง่หรือเปล่า
การเอาตัวรอด แบบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ผิดหรือถูก
การสอนแต่ทฤษฏี แต่เขาสามารถนำสิ่งที่เรียนมาใช้กับชีวิตจริงได้หรือไม่
ว่าไปแล้วเรื่องสอนลูกนี่ ยากกว่าเล่นหุ้นโขเลย 555
ช่วงแรกของการเรียนพิเศษคือ ผมเป็นคนสอนเอง ทั้งคณิต ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ แต่พอเริ่มขึ้นป.4 โดยเฉพาะวิชาอังกฤษ ผมต้องหาครูมาสอนให้ลูกชายที่บ้านแทนผม เพราะคิดว่าพื้นฐานเราไม่แน่นพอ และพอลูกขึ้นป.6คณิตศาสตร์ก็ได้นำไปเรียนเสริมเฉพาะเหมือนกัน
ความคิดผมคิดว่า ที่โรงเรียนบ้านนอก ครูคนหนึ่งดูแลนักเรียน50คน คงไม่ทั่วถึง ถ้าเด็กรักที่จะเรียน จดจ่ออยู่กับครูตลอดก็ดีไป แต่ถ้ามีเผลอเรอ(แบบผมสมัยเรียน)ก็น่าจะให้เด็กเรียนเสริม(โดยเฉพาะเขาอยากจะเรียน)ในเมื่อเขารักดี ผมก็ไม่ห้าม เพราะถ้าเขาเก่งเป็นหัวกะทิของห้อง เขาก็จะภูมิใจในการเรียนดี(เด็กก็จะมีปมเด่น ในการเรียน)
เรื่องการเรียนพวกนี้ ผมกลับไม่ค่อยห่วง ผมกลับห่วงเรื่อง จริยธรรม และ การเอาตัวรอดของเด็กๆในสมัยนี้มากกว่าครับ
การรู้ว่าผิด แต่ยังทำ หมายความว่าเขาโง่หรือเปล่า
การเอาตัวรอด แบบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ผิดหรือถูก
การสอนแต่ทฤษฏี แต่เขาสามารถนำสิ่งที่เรียนมาใช้กับชีวิตจริงได้หรือไม่
ว่าไปแล้วเรื่องสอนลูกนี่ ยากกว่าเล่นหุ้นโขเลย 555
ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร
-
- Verified User
- โพสต์: 1296
- ผู้ติดตาม: 1
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 19
หลายๆครั้งที่หนังสือพิมพ์สัมภาษณ์ นักเรียนเก่งๆมักจะตอบว่าไม่ค่อยเรียน
พิเศษ แต่ผมไม่เชื่อเท่าไรหรอก เพราะเท่าที่ผมประสบกับตนเองตอนเป็น
นักเรียนและในแวดวงเพื่อนๆของลูกๆ คนสอบได้ดีๆเรียนพิเศษเป็นบ้าเป็น
หลังทั้งนั้น แม้แต่ที่หนึ่งประเทศไทยก็ตามเถอะ
พิเศษ แต่ผมไม่เชื่อเท่าไรหรอก เพราะเท่าที่ผมประสบกับตนเองตอนเป็น
นักเรียนและในแวดวงเพื่อนๆของลูกๆ คนสอบได้ดีๆเรียนพิเศษเป็นบ้าเป็น
หลังทั้งนั้น แม้แต่ที่หนึ่งประเทศไทยก็ตามเถอะ
-
- Verified User
- โพสต์: 876
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 20
ประเทศไทยเน้น "เรียนเพื่อสอบ" ไม่ได้เน้น "เรียนเพื่อรู้"
พ่อแม่ให้ลูกไปเรียนก็เพื่อจะให้ลูกสามารถสอบแข่งขันได้ การไปเรียนพิเศษ เค้าจะไม่ค่อยมานั่งสอนพื้นฐาน หรือ มาสอนว่าคุณเรียนวิชานี้แล้วได้อะไรไปประยุกต์ใช้บ้าง สิ่งที่เค้าสอน และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้สอนก็คือ วิธีการแก้โจทย์ หาคำตอบให้ได้ เท่านั้นเป็นพอ สมัยผมเรียน อาจารย์สอนพิเศษพวก เลข ฟิสิกส์ เคมี พวกนี้จะมีวิธีการ "ตัดช้อยส์" คือตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออกเพื่อจะได้มีโอกาสถูกมากขึ้น แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจว่าวิธีนี้คงทำยากแล้วเพราะคนออกข้อสอบมีวิธีป้องกัน สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าการเรียนพิเศษก็เพื่อให้สอบได้เท่านั้นเอง
ถามว่าจำเป็นไหม ผมว่าหากประเทศไทยยังมีค่านิยมเช่นนี้อยู่ ก็คงจำเป็น ถามว่าผมจะให้ลูกเรียนไหม ก็คงต้องเรียน แต่เราต้องสอนเค้าในบางเรื่องด้วย เช่นว่า ลูกต้องเรียนเพื่อรู้ ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบเข้าหรือสอบผ่านเท่านั้น
ที่ร้านผมเวลารับพนักงาน จะมีข้อสอบพื้นฐานให้ทำก่อน พนักงานขายหน้าร้านไม่ได้ต้องการวุฒิมากกว่า ม.6 เลย แต่เวลารับสมัครก็จะมีพวกจบ ป.ตรี มาสมัคร เชื่อหรือไม่ว่า คนจบ ป.ตรี จากมหาวิทยาลัย หลายๆคนทำข้อสอบคณิตศาสตร์ระดับ ม.3 ไม่ถูก
ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะเรียนกันไปทำอะไร เรียนแค่สอบ แล้วก็ลืมหมด ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
วิธีแก้ ผมว่าง่าย เปลี่ยนวิธีการวัดผลการเรียนซะก็สิ้นเรื่อง ข้อสอบอย่าออกเป็นช้อยส์ ออกเป็นเรื่องของพื้นฐานและการประยุกต์การใช้งานจริงให้มากขึ้น เอาแบบข้อสอบในมหาวิทยาลัย ถ้าจำได้ เราเรียน ม.1-ม.6 ข้อสอบเป็นตัวเลือกตลอด แต่พอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ทำไม มีแต่ข้อสอบบรรยาย ถ้าเราเปลี่ยนให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ระดับมัธยม การเรียนก็จะเปลี่ยนไป เด็กต้องเรียนให้เข้าใจมากขึ้น ไม่ใช่สักแต่ทำโจทย์ ท่องจำ แล้วก็ลืม
พ่อแม่ให้ลูกไปเรียนก็เพื่อจะให้ลูกสามารถสอบแข่งขันได้ การไปเรียนพิเศษ เค้าจะไม่ค่อยมานั่งสอนพื้นฐาน หรือ มาสอนว่าคุณเรียนวิชานี้แล้วได้อะไรไปประยุกต์ใช้บ้าง สิ่งที่เค้าสอน และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้สอนก็คือ วิธีการแก้โจทย์ หาคำตอบให้ได้ เท่านั้นเป็นพอ สมัยผมเรียน อาจารย์สอนพิเศษพวก เลข ฟิสิกส์ เคมี พวกนี้จะมีวิธีการ "ตัดช้อยส์" คือตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออกเพื่อจะได้มีโอกาสถูกมากขึ้น แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจว่าวิธีนี้คงทำยากแล้วเพราะคนออกข้อสอบมีวิธีป้องกัน สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าการเรียนพิเศษก็เพื่อให้สอบได้เท่านั้นเอง
ถามว่าจำเป็นไหม ผมว่าหากประเทศไทยยังมีค่านิยมเช่นนี้อยู่ ก็คงจำเป็น ถามว่าผมจะให้ลูกเรียนไหม ก็คงต้องเรียน แต่เราต้องสอนเค้าในบางเรื่องด้วย เช่นว่า ลูกต้องเรียนเพื่อรู้ ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบเข้าหรือสอบผ่านเท่านั้น
ที่ร้านผมเวลารับพนักงาน จะมีข้อสอบพื้นฐานให้ทำก่อน พนักงานขายหน้าร้านไม่ได้ต้องการวุฒิมากกว่า ม.6 เลย แต่เวลารับสมัครก็จะมีพวกจบ ป.ตรี มาสมัคร เชื่อหรือไม่ว่า คนจบ ป.ตรี จากมหาวิทยาลัย หลายๆคนทำข้อสอบคณิตศาสตร์ระดับ ม.3 ไม่ถูก
ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะเรียนกันไปทำอะไร เรียนแค่สอบ แล้วก็ลืมหมด ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
วิธีแก้ ผมว่าง่าย เปลี่ยนวิธีการวัดผลการเรียนซะก็สิ้นเรื่อง ข้อสอบอย่าออกเป็นช้อยส์ ออกเป็นเรื่องของพื้นฐานและการประยุกต์การใช้งานจริงให้มากขึ้น เอาแบบข้อสอบในมหาวิทยาลัย ถ้าจำได้ เราเรียน ม.1-ม.6 ข้อสอบเป็นตัวเลือกตลอด แต่พอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ทำไม มีแต่ข้อสอบบรรยาย ถ้าเราเปลี่ยนให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ระดับมัธยม การเรียนก็จะเปลี่ยนไป เด็กต้องเรียนให้เข้าใจมากขึ้น ไม่ใช่สักแต่ทำโจทย์ ท่องจำ แล้วก็ลืม
-
- Verified User
- โพสต์: 987
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 21
เป็นการสอนพิเศษด้วยครูที่พิเศษจริงๆคือ คุณพ่อ คุณแม่ช่วงแรกของการเรียนพิเศษคือ ผมเป็นคนสอนเอง ทั้งคณิต ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ แต่พอเริ่มขึ้นป.4 โดยเฉพาะวิชาอังกฤษ ผมต้องหาครูมาสอนให้ลูกชายที่บ้านแทนผม เพราะคิดว่าพื้นฐานเราไม่แน่นพอ และพอลูกขึ้นป.6คณิตศาสตร์ก็ได้นำไปเรียนเสริมเฉพาะเหมือนกัน
นับถือครับ

สมัยเด็กๆ ก็เติบโตด้วยครูสอนพิเศษคือ ปะป๊าของตัวเอง
ตื่นมาตีห้า ล้างหน้า แปรงฟัน นั่งประจำโต๊ะพร้อมกับพี่ๆ
เตรียมตัวเขียน Dictation เกี่ยวกับชีวประวัติของนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ
กาลิเลโอ , ไอแซค นิวตัน , ลีโอนาร์โด ดาวินซี ฯลฯ
แต่เราอายุน้อยกว่าเพื่อน เลยเขียนไม่ค่อยได้ ต้องคอยถามพี่อยู่เรื่อย
จนพี่ๆรำคาญ ต้องมาสอนพิเศษให้อีกรอบต่างหาก
นึกถึงตอนนี้ รู้เลย..นี่เป็นการปลูกฝังให้ขยัน เรียนรู้และอ่านมากๆ
จากอิทธิพลของคนใกล้ชิดนั่นเอง
โดยส่วนตัวไม่ได้คัดค้านหรือต่อต้านการเรียนพิเศษ
แต่สิ่งที่สังเกตมาตามลำดับก็คือ
การเรียนพิเศษเป็นต้นทุนของการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย
ที่บรรดาผู้ปกครองทุกคนพร้อมจะจ่าย
และหลายคนก็สามารถประสบความสำเร็จ
เด็กที่เข้ามหาวิทยาลัยได้(โดยเฉพาะของรัฐ)
จึงมาจากฐานะที่ค่อนข้างดี
ขณะเดียวกันเด็กที่มาจากฐานะยากจน
ทางครอบครัวไม่สามารถมีเงินหนุนให้เรียนพิเศษ
ก็คงต้องพยายามเป็นเท่าตัว
ลำพังแค่เรียนในชั่วโมงปกติก็หนักพอแล้ว
ยังต้องแบ่งเวลามาช่วยงานที่บ้าน
หรือต้องหารายได้พิเศษจุนเจือครอบครัว
ก็เท่ากับเป็นการลดโอกาสให้กับตัวเองได้
แต่ถ้าเด็กคนไหนฝ่าฟันเข้าไปได้ ต้องปรบมือให้จริงๆ
สมัยของกูรูนั้น การเรียนพิเศษยังไม่ฟุ้งเฟื่องมาก
เด็กฐานะปานกลางถึงยากจน
ยังมีโอกาสสอบเข้าเรียนวิชายากๆอย่างหมอ วิศวะได้
หากปัจจุบัน คณะวิชายากๆดูเหมือนจะเปิดประตูต้อนรับแต่เด็กฐานะดีเท่านั้น
นี่คือความอสมมาตรของระบบการศึกษาไทย

- หมีบึงกุ่ม
- Verified User
- โพสต์: 408
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 22
เห็นด้วยครับ น่าจะช่วยแก้ปัญหานักเรียนเขียนไม่ได้บรรยายไม่เป็น อธิบายถ่ายทอดความคิดและสื่อสารไม่เป็น ได้เป็นอย่างดีNoonino เขียน:ประเทศไทยเน้น "เรียนเพื่อสอบ" ไม่ได้เน้น "เรียนเพื่อรู้"
พ่อแม่ให้ลูกไปเรียนก็เพื่อจะให้ลูกสามารถสอบแข่งขันได้ การไปเรียนพิเศษ เค้าจะไม่ค่อยมานั่งสอนพื้นฐาน หรือ มาสอนว่าคุณเรียนวิชานี้แล้วได้อะไรไปประยุกต์ใช้บ้าง สิ่งที่เค้าสอน และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้สอนก็คือ วิธีการแก้โจทย์ หาคำตอบให้ได้ เท่านั้นเป็นพอ สมัยผมเรียน อาจารย์สอนพิเศษพวก เลข ฟิสิกส์ เคมี พวกนี้จะมีวิธีการ "ตัดช้อยส์" คือตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออกเพื่อจะได้มีโอกาสถูกมากขึ้น แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจว่าวิธีนี้คงทำยากแล้วเพราะคนออกข้อสอบมีวิธีป้องกัน สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าการเรียนพิเศษก็เพื่อให้สอบได้เท่านั้นเอง
ถามว่าจำเป็นไหม ผมว่าหากประเทศไทยยังมีค่านิยมเช่นนี้อยู่ ก็คงจำเป็น ถามว่าผมจะให้ลูกเรียนไหม ก็คงต้องเรียน แต่เราต้องสอนเค้าในบางเรื่องด้วย เช่นว่า ลูกต้องเรียนเพื่อรู้ ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบเข้าหรือสอบผ่านเท่านั้น
ที่ร้านผมเวลารับพนักงาน จะมีข้อสอบพื้นฐานให้ทำก่อน พนักงานขายหน้าร้านไม่ได้ต้องการวุฒิมากกว่า ม.6 เลย แต่เวลารับสมัครก็จะมีพวกจบ ป.ตรี มาสมัคร เชื่อหรือไม่ว่า คนจบ ป.ตรี จากมหาวิทยาลัย หลายๆคนทำข้อสอบคณิตศาสตร์ระดับ ม.3 ไม่ถูก
ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะเรียนกันไปทำอะไร เรียนแค่สอบ แล้วก็ลืมหมด ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
วิธีแก้ ผมว่าง่าย เปลี่ยนวิธีการวัดผลการเรียนซะก็สิ้นเรื่อง ข้อสอบอย่าออกเป็นช้อยส์ ออกเป็นเรื่องของพื้นฐานและการประยุกต์การใช้งานจริงให้มากขึ้น เอาแบบข้อสอบในมหาวิทยาลัย ถ้าจำได้ เราเรียน ม.1-ม.6 ข้อสอบเป็นตัวเลือกตลอด แต่พอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ทำไม มีแต่ข้อสอบบรรยาย ถ้าเราเปลี่ยนให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ระดับมัธยม การเรียนก็จะเปลี่ยนไป เด็กต้องเรียนให้เข้าใจมากขึ้น ไม่ใช่สักแต่ทำโจทย์ ท่องจำ แล้วก็ลืม
แต่อย่างหนึ่งที่เป็นปัญหาในการออกข้อสอบข้อเขียนคือ ตรวจยากเพราะนักเรียนเข้าสอบจำนวนมาก อีกทั้งข้อสอบบรรยายเปิดให้ทำได้หลายวิธี ผิดมากผิดน้อยได้คะแนนไม่ควรเท่ากัน และต้องพึ่งพิงมาตรฐานการตรวจที่แตกต่างกันเนื่องจากต้องใช้คนตรวจจำนวนมาก ทำให้เกิดข้อกังขาและความขัดแย้งในเรื่องความโปร่งใสได้มาก
- ก้อนหิน
- Verified User
- โพสต์: 2344
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 24
สำหรับผม ผมก็เรียนพิเศษมาตลอดครับ
ตั้งแต่ ม 1 มั้ง ไม่ใช่ไรหรอกครับ แม่ผมขี้เกียจสอนการบ้านนั่นเองครับ :lol:
ตามความคิดผม ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันแย่อะไรนะครับ ถ้าพ่อแม่สามารถจ่ายค่าเรียนไหว ถ้าถามว่างั้นจำเป็นต้องเรียนมั้ย ผมก็ตอบได้เลยว่าไม่จำเป็นครับ ผมมีเพื่อนคนนึง ไม่เรียนพิเศษ เลยจนสอบเอ็นทรานส์ ก็ติดคณะที่ดีมากๆ คะแนนสอบอาจจะดีกว่าผมด้วยซ้ำนะครับ
แล้วเรียนพิเศษมันดียังไง
ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของ โจทย์ที่หลากหลายมากกว่านะครับ ถ้าไม่เรียนก็ต้องไปหาโจทย์เอง ซึ่งเด็กขี้เกียจแบบผมก็คงไม่ไปหาแน่ๆ ผมก็เอาเวลาที่เรียนนั่งฟังอาจารย์ไปด้วย นั่งทำโจทย์ไปด้วย พอกลับบ้านปุ๊บ ผมก็เล่นเกมส์ คุยโทรศัพท์ไปตามเรื่องตามราว อีกอย่าง ผมกลับคิดว่ามันเป็นการฝึกความรับผิดชอบนะครับ ไม่ว่าจะขี้เกียจแค่ไหน ก็โดนบังคับไปอยู่ดี
เรื่องอาจารย์กั๊กความรู้
ผมเรียนพิเศษกับอาจารย์คนเดียวกับที่สอนในโรงเรียนบ้างเหมือนกัน แต่ผมไม่เห็นว่าอาจารย์จะกั๊กอะไรเลยนะครับ สอนเหมือนเดิมด้วยซ้ำ แต่ความต่างมันอยู่ที่ว่า ใน รร อาจารย์ให้โจทย์มาสิบข้อ กว่าเด็กจะทำเสร็จทุกคน ก็ หมดเวลาแล้ว ไปเรียนพิเศษ ผมสามารถทำโจทย์ได้มากกว่านั้น ในเวลาเท่ากัน ผมว่าโดยเนื้อแท้ของครูที่ดีก็พยายามที่จะสอนเต็มที่นะครับ แต่เด็กหัวเร็วไม่เท่ากันเวลาไม่เท่ากันก็ทำใจ
เรื่องข้อสอบ ปรนัย
สมัยผมก็เป็นอัตนัย หลายวิชาแล้วนะครับ ผมก็พอทำได้เรื่อยๆ อย่างเลข นี่เป็นอัตนัย มาตั้งแต่สมัย ม ต้น แล้วครับ
การ apply ความรู้
ผมว่าอยู่ที่การที่เค้าได้ใช้งาน เรื่องนั้นๆบ้างหรือป่าวมากกว่าครับ ระบบการศึกษาคงได้แต่วัดผลตามนั้น ว่าเข้าใจบทเรียนมากน้อยแค่ไหน แต่เด็กจะจำติดตัวไปจะวัดยังไงก็ยังไม่รู้อยู่ดี ผมเคยถามอาจารย์สมัยมหาลัยว่าผมต้องจำพวกนี้ได้ทั้งหมดเลยมั้ย อาจารย์บอกว่าแค่คุ้นๆก็พอว่าเคยเรียนแล้ว ตอนนั้นถ้าจะได้ใช้จริงค่อยกางตำราดูเอาก็ได้ ผมเห็นด้วยนะครับ
เรื่องเด็กชอบเรียนพิเศษ
เค้าก็คงเรียนกันเหนียวกันไว้มากกว่ามั้งครับ เพราะว่าเรียนซ้ำๆในเรื่องเดิมๆ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย แต่ถ้าได้ความรู้ใหม่มาก็เป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น เค้ามีแต่ได้ไม่มีเสียเท่าไหร่ อาจจะแค่เวลา ก็น่าจะดีกว่าเอาไปไร้สาระนะครับผมว่า
จุดสำคัญ ของการศึกษา น่าจะอยู่ที่ความสามารถในการหาความรู้ แล้วเรียนรู้มากกว่าว่าถ้าเจอปัญหาใดใด เข้าไปจะแก้ปัญหาแล้วจะเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างไรครับ
ตั้งแต่ ม 1 มั้ง ไม่ใช่ไรหรอกครับ แม่ผมขี้เกียจสอนการบ้านนั่นเองครับ :lol:
ตามความคิดผม ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันแย่อะไรนะครับ ถ้าพ่อแม่สามารถจ่ายค่าเรียนไหว ถ้าถามว่างั้นจำเป็นต้องเรียนมั้ย ผมก็ตอบได้เลยว่าไม่จำเป็นครับ ผมมีเพื่อนคนนึง ไม่เรียนพิเศษ เลยจนสอบเอ็นทรานส์ ก็ติดคณะที่ดีมากๆ คะแนนสอบอาจจะดีกว่าผมด้วยซ้ำนะครับ
แล้วเรียนพิเศษมันดียังไง
ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของ โจทย์ที่หลากหลายมากกว่านะครับ ถ้าไม่เรียนก็ต้องไปหาโจทย์เอง ซึ่งเด็กขี้เกียจแบบผมก็คงไม่ไปหาแน่ๆ ผมก็เอาเวลาที่เรียนนั่งฟังอาจารย์ไปด้วย นั่งทำโจทย์ไปด้วย พอกลับบ้านปุ๊บ ผมก็เล่นเกมส์ คุยโทรศัพท์ไปตามเรื่องตามราว อีกอย่าง ผมกลับคิดว่ามันเป็นการฝึกความรับผิดชอบนะครับ ไม่ว่าจะขี้เกียจแค่ไหน ก็โดนบังคับไปอยู่ดี
เรื่องอาจารย์กั๊กความรู้
ผมเรียนพิเศษกับอาจารย์คนเดียวกับที่สอนในโรงเรียนบ้างเหมือนกัน แต่ผมไม่เห็นว่าอาจารย์จะกั๊กอะไรเลยนะครับ สอนเหมือนเดิมด้วยซ้ำ แต่ความต่างมันอยู่ที่ว่า ใน รร อาจารย์ให้โจทย์มาสิบข้อ กว่าเด็กจะทำเสร็จทุกคน ก็ หมดเวลาแล้ว ไปเรียนพิเศษ ผมสามารถทำโจทย์ได้มากกว่านั้น ในเวลาเท่ากัน ผมว่าโดยเนื้อแท้ของครูที่ดีก็พยายามที่จะสอนเต็มที่นะครับ แต่เด็กหัวเร็วไม่เท่ากันเวลาไม่เท่ากันก็ทำใจ
เรื่องข้อสอบ ปรนัย
สมัยผมก็เป็นอัตนัย หลายวิชาแล้วนะครับ ผมก็พอทำได้เรื่อยๆ อย่างเลข นี่เป็นอัตนัย มาตั้งแต่สมัย ม ต้น แล้วครับ
การ apply ความรู้
ผมว่าอยู่ที่การที่เค้าได้ใช้งาน เรื่องนั้นๆบ้างหรือป่าวมากกว่าครับ ระบบการศึกษาคงได้แต่วัดผลตามนั้น ว่าเข้าใจบทเรียนมากน้อยแค่ไหน แต่เด็กจะจำติดตัวไปจะวัดยังไงก็ยังไม่รู้อยู่ดี ผมเคยถามอาจารย์สมัยมหาลัยว่าผมต้องจำพวกนี้ได้ทั้งหมดเลยมั้ย อาจารย์บอกว่าแค่คุ้นๆก็พอว่าเคยเรียนแล้ว ตอนนั้นถ้าจะได้ใช้จริงค่อยกางตำราดูเอาก็ได้ ผมเห็นด้วยนะครับ
เรื่องเด็กชอบเรียนพิเศษ
เค้าก็คงเรียนกันเหนียวกันไว้มากกว่ามั้งครับ เพราะว่าเรียนซ้ำๆในเรื่องเดิมๆ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย แต่ถ้าได้ความรู้ใหม่มาก็เป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น เค้ามีแต่ได้ไม่มีเสียเท่าไหร่ อาจจะแค่เวลา ก็น่าจะดีกว่าเอาไปไร้สาระนะครับผมว่า
จุดสำคัญ ของการศึกษา น่าจะอยู่ที่ความสามารถในการหาความรู้ แล้วเรียนรู้มากกว่าว่าถ้าเจอปัญหาใดใด เข้าไปจะแก้ปัญหาแล้วจะเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างไรครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1296
- ผู้ติดตาม: 1
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 25
ผมเห็นด้วยกับคุณ Chatchai ครับว่าปัจจุบันการศึกษาเมืองไทยพัฒนาไปมาก
เดียวนี้ข้อสอบอัตนัยเหลือน้อยแล้ว ข้อสอบจะเน้นที่วิเคราะห์มากกว่า จนผม
งงไปหมด พอจะสอนลูกทีก็ต้องมานั่งอ่านหนังสือของเขาและสามารถสอน
ได้ถึงมัทธยมต้นเท่านั้น ต่อไปก็ต้องเรียนพิเศษ
เดียวนี้ข้อสอบอัตนัยเหลือน้อยแล้ว ข้อสอบจะเน้นที่วิเคราะห์มากกว่า จนผม
งงไปหมด พอจะสอนลูกทีก็ต้องมานั่งอ่านหนังสือของเขาและสามารถสอน
ได้ถึงมัทธยมต้นเท่านั้น ต่อไปก็ต้องเรียนพิเศษ
- naris
- Verified User
- โพสต์: 6726
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 26
เห็นด้วยกับพี่ฉัตรชัยครับ ลูกผมคนโตตอนนี้อยู่ ป.6 วิชาที่ผมคิดว่าไม่เปลี่ยนคือ คณิต ภาษาไทย แค่วิชาที่คิดว่าเปลี่ยนไปเยอะคือ อังกฤษ วิทยาศาสตร์ และโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ครับ เห็นแล้ว
เป็นวิชาที่ผมต้องถามลูกครับ :lol: รุ่นผมเป็นรุ่นที่ในมหาลัย บังคับเรียนดอส โลตัส แอสเสส พอรุ่นน้อง ครูเปลี่ยนเป็นwindowทั้งหมด น่าเสียดายจริงๆ

ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร
-
- Verified User
- โพสต์: 590
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนพิเศษ
โพสต์ที่ 27
จากที่พี่ chatchai กับพี่ naris ว่าหลักสูตรป.6 ดีขึ้นแสดงว่าดีมาอย่างน้อย 6 ปี แสดงว่าประถมดีขึ้น ก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ดีขึ้น
แต่ไมรู้ว่าโรงเรียนของลูกท่านทั้งสองเป็นโรงเรียนในรูปแบบใด และหลักสูตรที่ดีเป็นเหมือนกันทุกโรงเรียนหรือเปล่า
แต่มัธยมคงต้องรอคนที่มีลูกอยู่มัธยมมาตอบ
แต่ไมรู้ว่าโรงเรียนของลูกท่านทั้งสองเป็นโรงเรียนในรูปแบบใด และหลักสูตรที่ดีเป็นเหมือนกันทุกโรงเรียนหรือเปล่า
แต่มัธยมคงต้องรอคนที่มีลูกอยู่มัธยมมาตอบ