modern trade and household

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news18/08/07

โพสต์ที่ 61

โพสต์

โลตัสบี้พาณิชย์บิดกม.ค้าปลีก ลุยร้องนายกฯ-โชห่วยปลุกม็อบสู้

"เทสโก้ โลตัส" เหลืออด สวมหัวใจสิงห์ชนกระทรวงพาณิชย์ ระบุชัดโมเมนำข้อมูลเท็จเสนอ ครม.ประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งฯ เตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากนายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ แจงละเอียดยิบเจ้าหน้าที่รัฐใช้วิธีมัดมือชก เผยได้รับผลกระทบ 700 ล้าน หลังชะลอขยายสาขา งัดประเด็น กม.ใหม่อุ้มผู้ผลิตรายใหญ่-เครือข่ายพ่อค้าคนกลาง

ดร.ดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้ประกอบการห้างค้าปลีกเทสโก้ โลตัส เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทกำลังทำหนังสือถึงพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เพื่อร้องเรียนและขอความเป็นธรรม กรณีกระทรวงพาณิชย์นำเสนอข้อมูลและเอกสารที่เป็นเท็จ ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช้ประกอบการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. ...เนื่องจากต้องการแสดงนัยให้เห็นว่าบริษัทยังขยายสาขาตามปกติ

ด้วยการจัดทำบัญชีรายชื่อสาขาห้างเทสโก้ โลตัสจำนวนมาก เสนอ ครม.พิจารณา โดยระบุว่าทุกสาขาถูกคัดค้านจากผู้ค้ารายย่อยหรือร้านโชห่วยในพื้นที่ ทั้งที่จริงๆ แล้วมีเพียงส่วนน้อยที่ถูกประท้วง ที่สำคัญสาขาเทสโก้ โลตัสในบัญชีรายชื่อดังกล่าวส่วนใหญ่เปิดให้บริการมานานหลายปีแล้ว สวนบางสาขาแม้เพิ่งเปิดให้บริการไม่นานแต่ก็ไม่มีกระแสต่อต้าน ที่น่าสังเกตมีชื่อบางสาขาโผล่ทั้งๆ ที่ไม่เคยเปิดให้บริการ และไม่มีแผนจะลงทุน

ชี้ถูกบิดเบือนข้อมูลอ้างเหตุเร่งรัด กม.

สาเหตุที่กระทรวงพาณิชย์เสนอบัญชีรายชื่อ สาขาเทสโก้ โลตัส ให้ ครม.พิจารณาจำนวนมาก (39 สาขาทั่วประเทศ) เพื่อต้องการแสดงนัยให้ ครม.เห็นว่าบริษัทไม่รักษาคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับกระทรวงพาณิชย์ว่าจะชะลอก่อสร้างสาขาเอาไว้ก่อน จะได้ใช้เป็นเหตุอ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องประกาศบังคับใช้กฎหมายประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เช่น โลตัส เอ็กซ์เพรส สาขาหมู่บ้านสุขสันต์ บางแค ระบุว่ากำลังก่อสร้าง, ถูกร้องเรียน ทั้งที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2549 สาขาหมู่บ้านบ้านฟ้ารังสิต คลอง 4, ธัญบุรี คลอง 7 เมืองพิจิตร, สามพราน ระบุว่ามีการประท้วง ทั้งที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2548-2459 สาขาจอมทอง กำลังก่อสร้าง ทั้งๆ ที่ไม่มี ก่อสร้างหรือเปิดดำเนินการ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "ข้อมูลการตรวจสอบข้อเท็จจริงการขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ที่ถูกร้องเรียน" ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 ที่กรมการค้าภายในจัดทำขึ้นและเสนอให้ ครม. พิจารณา ระบุว่า การขยายสาขาของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่ถูกร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นของบริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทางบริษัทอ้างว่าถูกกระทรวงพาณิชย์บิด เบือนจากข้อเท็จจริง แบ่งเป็นการขยายสาขาในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 16 สาขา และการขยายสาขาในต่างจังหวัด 23 สาขา รวมเป็น 39 สาขา

แจงยิบถูกบีบยุติธุรกิจ

ดร.ดามพ์กล่าวว่า ช่วงที่เริ่มมีกระแสต่อต้านห้างค้าปลีก บริษัทกังวลเช่นเดียวกันว่าอาจมาจากนโยบายขยายสาขา และส่งผลกระทบผู้ประกอบการรายย่อย เมื่อกระทรวงพาณิชย์เชิญไปหารือจึงได้เข้าหารือพร้อมกับผู้ประกอบการค้าปลีกรายอื่น ซึ่งช่วงนั้นกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่ามีนโยบายให้ชะลอการเปิดสาขาใหม่ 30 วัน โดยเชิญไปให้ลงนามในบันทึกความตกลง (memorandum of agreement : MOA) แทนที่จะเป็นบันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding : MOU) ในวันที่ 19 กันยายน 2549

โดยรายละเอียดบันทึกความตกลงระบุว่า ให้ผู้ประกอบการชะลอเปิดสาขา "ภายใน 30 วัน" ซึ่งต่างจากที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ผู้ประกอบการจึงขอแก้ไข แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่ยินยอม ในที่สุดจึงไม่มีผู้ประกอบการรายใดร่วมลงนาม เพราะเท่ากับให้ลงนามในความตกลงที่จะยุติธุรกิจ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเคลื่อนไหวผ่านสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ขอเข้าพบหารือเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหามาตรการช่วยผู้ประกอบการรายย่อย แต่ไม่ได้รับสนองตอบจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

ต่อมาเมื่อนายเกริกไกร จีระแพทย์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการรายอื่นรวมทั้งบริษัทได้เข้าไปขอหารือ และสมัครใจชะลอการเปิดสาขาขนาดเล็ก พื้นที่ต่ำกว่า 800 ตร.ม. เป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2549-10 กุมภาพันธ์ 2550 เพื่อให้เวลาคณะทำงานที่ รมต.เกริกไกร แต่งตั้งขึ้นสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ชะลอเปิดสาขากระทบ 700 ล้าน

ดร.ดามพ์กล่าวว่า ในการชะลอแผนขยายสาขา บริษัทได้รับผลกระทบสูงถึง 700 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่าปรับจากการระงับการก่อสร้าง การสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ การจ้างงาน ฯลฯ ในการหารือบริษัทได้ขอดำเนินการต่อเฉพาะ 5-6 สาขา ที่การก่อสร้างใกล้เสร็จเรียบร้อย หรือสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้บริการ ซึ่ง รมต.เกริกไกรไม่ขัดข้อง

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาดังกล่าวกรมการค้าภายในได้รวบรวมและจัดทำบัญชีรายชื่อสาขาต่างๆ ของเทสโก้ โลตัสจำนวนมาก เสนอให้ ครม.พิจารณา พร้อมกับระบุว่าได้เปิดบริการภายในช่วงเวลา 90 วัน ผิดคำมั่นที่ให้ไว้ ส่งผลให้ ครม.มีมติรับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าว และขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งฯ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

กม.ใหม่ไม่แตะผู้ผลิต-ยี่ปั๊วซาปั๊ว

ทั้งนี้ บริษัทไม่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่งฯ และไม่ขัดข้องหากภาครัฐเห็นว่าเหมาะสมที่จะให้มีกฎหมายขึ้นมาดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง แต่อยากให้มีกฎหมายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย พูดถึงบทบาทภาระความรับผิดชอบต่อทุกฝ่าย แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มุ่งแต่จะควบคุมธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยไม่มีการพูดถึงบทบาทผู้ผลิตหรือเครือข่ายพ่อค้าคนกลาง ทั้งยังให้มีเครือข่ายผู้ผลิต พ่อค้าคนกลางเข้าเป็นคณะกรรมการ เพื่อกำหนดว่าค้าปลีกสมัยใหม่จะสามารถเปิดให้บริการหรือไม่สามารถเปิดให้บริการในพื้นที่ใด ทำเลใดได้บ้าง

นอกจากนั้น ยังมีมาตราที่คุ้มครองเครือข่ายผู้ผลิตกับพ่อค้าคนกลางด้วย จึงเป็นกฎหมายที่แปลก เพราะระบบค้าปลีกค้าส่งไม่ใช่แค่มีผู้ผลิต โชห่วย แต่ประกอบด้วยผู้ผลิต เครือข่ายพ่อค้าคนกลาง ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกรายย่อย หาบเร่แผงลอย รวมถึงรถกระบะเร่ขายกับข้าวตามหมู่บ้านจัดสรร ฯลฯ นอก จากนี้ไม่ได้บอกว่าโชห่วยจะได้ประโยชน์อะไร ผู้บริโภคได้ประโยชน์อะไร ซึ่ง 2 ส่วนนี้กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถอธิบายได้

"ที่ผ่านมาห้างค้าปลีกต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ทั้งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ กฎหมายควบคุมอาคาร แต่หากมี พ.ร.บ.ฉบับใหม่ การเปิดสาขาจะยุ่งยากขึ้นอีก และต้องใช้เวลา 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย เพราะจะต้องไปศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อธุรกิจท้องถิ่น ต้องสำรวจประชามติ สำรวจความคิดเห็นของประชากรในท้องถิ่น ผลกระทบการจราจร ต้องขอความเห็นชอบธุรกิจท้องถิ่น ก่อนจะยื่นใบสมัครขอเปิดสาขา แต่เมื่อยื่นไปแล้วก็ใช่ว่าจะได้รับอนุมัติ นอกจากนี้เมื่อกรรมการกลางภายใต้กฎหมายใหม่อนุมัติ ก็จะต้องกลับไปปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องการโซนนิ่ง การสร้างอาคาร คิดว่าเจตนาที่แท้จริงก็เพื่อให้ดำเนินธุรกิจยากลำบากนั่นเอง"

กระทบหนักงัด กม.เล่นงานแน่

อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้หากมีการสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่บริษัทได้รับใบอนุญาตให้มีการก่อสร้างสาขาโดยถูกต้องตามกฎหมายก็จะก่อสร้างต่อไปโดยไม่มีการชะลอ ควบคู่ไปกับการหารือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด และจะพยายามหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องทางกฎหมายต่อเมื่อจำเป็นจริงๆ และได้รับผลกระทบรุนแรงเท่านั้น

ดร.ดามพ์กล่าวว่า สิ่งที่แสดงชัดเจนว่าธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่บางฝ่ายพยายามให้เป็น เห็นได้จากเวลานี้ผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่ต่างเป็นลูกค้าของห้างค้าปลีก เพราะที่ผ่านมาเคยถูกเอารัดเอาเปรียบโดยเครือข่ายพ่อค้าคนกลางมาตลอด

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่เทสโก้ โลตัส จะทำหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับข้อมูลการขยายสาขาธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง โดยขั้นตอนของการรวบ รวมข้อมูลของกรมการค้าภายในเรามีหลักฐาน กับมีการสอบถามจากหลายฝ่ายแล้วนำข้อมูลมารวบรวมไว้ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบว่าธุรกิจค้าปลีกค้าส่งมีสถานะในปัจจุบันอย่างไร

"ถ้าข้อมูลที่เรารวบรวมไว้มีความจำเป็นต้องเปิดเผยก็ต้องเปิดเผย เราไม่มีเจตนาทำให้ใครเสียหาย แต่ต้องการให้สาธารณชนได้รับประโยชน์ แต่หากมีการร้องเรียนเกิดขึ้นจริง กรมก็จะต้องตรวจสอบข้อมูลไปยังผู้รวบรวมเพื่อความถูกต้องต่อไป" นายศิริพลกล่าว

ม็อบบุกทำเนียบจี้พาณิชย์-มท.ช่วยโชห่วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งไทยได้รวมตัวกันจัดเวทีปราศรัยโจมตีนโยบายรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ไม่ช่วยเหลือโชห่วย พร้อมกับส่งตัวแทนเข้าหารือกับ พล.ต.ท.ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ รมช.มหาดไทย และนางอรนุช โอสถานนท์ รมช.พาณิชย์ หลังการหารือนาน 2 ชั่วโมง ได้มีมติจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันเพื่อให้มีการตรวจสอบการก่อสร้างและการอนุญาตก่อสร้างอาคารประกอบกิจการค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้กรมโยธาฯเร่งออกกฎกระทรวงกำหนดให้อาคารประเภทพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าส่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้

นายเพียร ยงหนู แกนนำกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งไทย กล่าวว่า เท่าที่มีข้อมูล ห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ก่อสร้างผิดแบบหมด หรือไม่ก็มีการทุจริต ขณะนี้ได้มีคณะกรรมการ 7 คน มาจากกลุ่มค้าปลีก กรมโยธาฯ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย โดยในวันที่ 15 สิงหาคม คณะกรรมการจะเดินทางลงตรวจดูพื้นที่ทุกวัน
prachachart
http://www.matichon.co.th/prachachat/pr ... ionid=0201
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news25/08/07

โพสต์ที่ 62

โพสต์

ชอปปิ้งสตรีต สุขุมวิท อัดแคมเปญ ผนึกพันธมิตร สร้างเครือข่าย ชิงกำลังซื้อต่างชาติ  

โดย ผู้จัดการออนไลน์
24 สิงหาคม 2550 19:05 น.

      ผู้จัดการรายสัปดาห์ - ยักษ์ค้าปลีกย่านสุขุมวิทเกาะพันธมิตร ขยายฐานลูกค้า สร้างอีเวนต์ดึงคนเข้าห้าง เอ็มโพเรียม ผนึกพันธมิตรต่างธุรกิจชูกลยุทธ์ Alliance Niche Marketing ส่วนเซ็นทรัลเวิลด์จับมือเซ็นทรัลชิดลมอัดกิจกรรมร่วม ดูดคนเข้าห้าง ด้านเกษรเทคโอเวอร์อัมรินทร์ สานสัมพันธ์ศูนย์การค้าย่านราชประสงค์สร้างเครือข่ายเพิ่มประสิทธิภาพการตลาด เรียกกำลังซื้อท่ามกลางปัจจัยลบกระหน่ำ พร้อมเบนเข็มชิงลูกค้าต่างชาติมากขึ้น เซ็นทรัลดันโรงแรมและศูนย์ประชุมดูดนักธุรกิจนอก เกษรผนึก ททท.ดึงทัวร์ชอปปิ้ง ส่วนเอ็มโพเรียม ส่งรถรับถึงหน้าคอนโดฯ
     
      สมรภูมิรบของธุรกิจค้าปลีกในย่านสุขุมวิทช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีสยามพารากอนและเซ็นทรัลเวิลด์เกิดขึ้นหลายๆห้างต่างปรับกลยุทธ์เพื่อดึงดูดฐานลูกค้าของตัวเองโดยพยายามเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มพร้อมกับสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง แม้แต่สยามพารากอนและดิ เอ็มโพเรียมซึ่งอยู่ในเครือเดอะมอลล์ด้วยกันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแข่งขันกันเอง จึงมีการสร้างความแตกต่าง โดย ดิ เอ็มโพเรียม ถูกวางภาพลักษณ์ให้เป็นเมืองปารีส ส่วนสยามพารากอนถูกวางให้เป็นนิวยอร์กซึ่งแม้จะเป็นเมืองแฟชั่นเหมือนกันแต่ก็มีสไตล์ที่แตกต่างกัน
     
      ทว่าจากการแข่งขันที่รุนแรงท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ขาดปัจจัยหนุนส่งผลให้กำลังซื้อหดหาย ดังนั้นบรรดาชอปปิ้งสตรีตย่านสุขุมวิทจึงต้องปรับกลยุทธ์กันอีกรอบ ด้วยการสร้างเครือข่ายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีกของตนเอง
     
      เซ็นทรัลถือเป็นกลุ่มที่มีความได้เปรียบมากที่สุดเนื่องจากมีกลุ่มธุรกิจที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อกัน เซ็นทรัลชิดลมซึ่งถือเป็นห้างที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาค้าปลีกยักษ์ใหญ่ย่านสุขุมวิทที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่เนื่องจากมีพื้นที่จำกัดทำให้มีเพียงตัวห้างสรรพสินค้า แต่ยังขาดศูนย์การค้าหรือพลาซ่าดังนั้นเซ็นทรัลจึงทุ่มสรรพกำลังเพื่อให้ได้พื้นที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เดิมมาปรับปรุงเป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่และทันสมัยเพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคในส่วนที่เซ็นทรัลชิดลมไม่สามารถตอบสนองได้ ตลอดจนการรีโนเวตห้างสรรพสินค้าเซนเพื่อดึงดูดนักชอปจากต่างชาติโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น
     
      ล่าสุด เซ็นทรัล รีเทล ได้ร่วมกับเซ็นทรัลพัฒนาผุดรายการทีวีร่วมกับเจเอสแอลภายใต้ชื่อรายการว่า เกมนี้เพื่อเธอ ภายใต้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท โดยรูปแบบรายการจะเป็นการแนะนำให้ผู้ชมได้รู้จักสินค้าในเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อกระตุ้นยอดขายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ซึ่งบริษัทตั้งเป้าว่าจะสามารถกระตุ้นยอดได้ 15-20% นอกจากนี้ยังเตรียมแคมเปญใหม่ๆที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคมาเดินในเซ็นทรัลเวิลด์มากขึ้น พร้อมกับตั้งเป้ายอดคนเดินในศูนย์ฯจาก 1.2 แสนคนต่อวันเป็น 1.5 แสนคนต่อวัน รวมถึงการโฟกัสตลาดต่างชาติมากขึ้น โดยเซ็นทรัลเวิลด์มีการปรับสัดส่วนลูกค้าต่างชาติเพิ่มเป็น 50% เท่ากับลูกค้าชาวไทย
     
      ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทย ส่งผลให้มีการจับจ่ายที่น้อยลง ขณะที่ชาวต่างชาติเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งนอกเหนือไปจากการท่องเที่ยวแล้วยังมีชาวต่างชาติที่มาทำธุรกิจในเมืองไทย ดังนั้นจึงมีการผุดโรงแรมและศูนย์ประชุมบนโครงการเซ็นทรัลเวิลด์เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจมีการชอปปิ้งในเซ็นทรัลเวิลด์และเซ็นทรัลชิดลมซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงเป็นการผนึกกำลังของกลุ่มเซ็นทรัลด้วยกันเอง ในขณะที่คู่แข่งซึ่งมีเครือข่ายน้อยจำเป็นต้องหันไปจับมือกับพันธมิตรอื่นๆมากขึ้น
     
      สำหรับศูนย์การค้าเกษรแม้จะมีสินค้าแบรนด์เนมอยู่มากแต่ก็ยังขาดความครบเครื่อง ดังนั้นจึงพยายามสร้างเครือข่ายกับศูนย์การค้าในย่านราชประสงค์เพื่อให้เกิดอิมแพกสูงเวลาที่มีการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น งานมหกรรมอาหาร Taste it all @ Ratchaprasong, งานลดราคาประจำปี Ratchaprasong Sale, Experience the Hottest Sale of the Year นอกจากนี้ยังมีการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักชอปให้มาใช้บริการในศูนย์การค้าต่างๆที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ
     
      ล่าสุด ชาญ ศรีวิกรม์ ประธานบริหาร จี.เอส.พร็อพเพอร์ตี้ แมนเนจเมนท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าเกษรและนายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจย่านราชประสงค์ ได้ทุ่มงบถึง 300 ล้านบาทซื้อกิจการศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า จาก บริษัท เอราวัณ ราชประสงค์ เพื่อพัฒนาธุรกิจในย่านราชประสงค์ให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น
     
      "เรามองระยะยาวในการทำ Alliance ที่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและครอบคลุม ปัจจุบันตำแหน่งของศูนย์การค้าแต่ละศูนย์ในย่านนี้มีความชัดเจนอย่าง เกษร เป็น very high โดยเรามองว่าตลาดมีช่องว่างที่เป็นนิชมาร์เก็ต และเราก็มองการพัฒนาเป็นย่านมากกว่าการพัฒนาเป็นตึกเนื่องจากทั้งเซ็นทรัลและเดอะมอลล์มีความชำนาญและทำได้ดีกว่า ดังนั้นทางบริษัทจึงเห็นว่าควรมององค์ประกอบที่อยู่รายรอบเช่นโรงแรม สำนักงาน ศูนย์การค้า เพื่อพัฒนาให้มีรูปแบบของความเป็นเมืองเกิดขึ้นมากกว่า" ชาญ ศรีวิกรม์ กล่าว
     
      อย่างไรก็ดี กลุ่มเกษร พยายามมองหาพื้นที่ในอาณาบริเวณเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างย่านการค้าหรือ Cluster เพื่อให้นโยบายสอดคล้องกันในแต่ละศูนย์ และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สนใจที่ดินสถานทูตอังกฤษแต่เนื่องจากไม่สามารถประมูลที่ดินสถานทูตอังกฤษได้ โดยเซ็นทรัลเป็นกลุ่มที่ประมูลพื้นที่ดังกล่าวได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการขยายธุรกิจแล้วยังทำให้เซ็นทรัลสามารถบล็อกคู่แข่งที่จะมาประชิดสาขาชิดลมซึ่งเป็นสาขาหนึ่งที่มียอดขายสูงและเป็นสาขาที่ลูกค้ามีกำลังซื้อสูงสุด
     
      นอกจากการจับมือกับผู้ประกอบการในย่านราชประสงค์แล้ว เกษรยังร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อสร้าง International Marketing เพื่อจับตลาดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นเนื่องจากพบว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงโดยเฉพาะกลุ่มลักชัวรี่ที่มีการใช้จ่ายมากถึงครั้งละ 80,000-100,000 บาท แต่ว่าลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเริ่มลดน้อยไปตั้งแต่ปี 2549 เนื่องจากปัญหาทางการเมืองทำให้นักท่องเที่ยวหวาดกลัว จึงมีการร่วมกับกรุงเทพมหานครทุ่มงบ 20 ล้านบาทติดกล้องวงจรปิดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นอกจากนี้เกษรยังมีการจัดบิ๊กอีเวนต์ของตัวเองเพื่อเรียกกำลังซื้อให้กลับมาใช้บริการ
     
      ในขณะที่ค่ายเดอะมอลล์ซึ่งมี ดิ เอ็มโพเรียม เป็นหัวรบหลักบนถนนสุขุมวิท แม้จะมีการทำโปรโมชั่นใหญ่ร่วมกับธุรกิจในเครืออย่างสยามพารากอนเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์การชอปปิ้งของผู้บริโภคซึ่งมีบางกลุ่มที่ไม่ชอบการชอปปิ้งเพียงแห่งเดียว แต่จะมีการเดินชอปปิ้งในหลายๆห้าง ดังนั้นเดอะมอลล์กรุ๊ปจึงพยายามทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในเครือด้วยการทำโปรโมชั่นร่วมกันเพื่อกระตุ้นให้คนผ่านจากดิ เอ็มโพเรียม ข้ามบีทีเอสไปสู่สยามพารากอน ผ่านคู่แข่งโดยไม่ต้องแวะกลางทาง
     
      ลำพังการมีธุรกิจอยู่ในมือที่น้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มเซ็นทรัลที่มีความครบเครื่องกว่า ทำให้ ดิ เอ็มโพเรียม ต้องมองหาพันธมิตรนอกธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกันเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น กลยุทธ์ Alliance จึงถูกนำมาใช้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพื่อกระตุ้นยอดขายและเพิ่มความถี่ในการมาใช้บริการ โดยในปีนี้จะมีการใช้กลยุทธ์ Alliance Niche Marketing เป็นกลยุทธ์หลัก
     
      "การตลาดยุคใหม่ เน็ตเวิร์คถือเป็นสิ่งสำคัญ เราจึงใช้ความเข้มแข็งของเครือข่ายพันธมิตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน ส่วนพันธมิตรควรเป็นใครก็อยู่ที่ว่าลูกค้าเราเป็นใคร เดอะมอลล์มีฐานลูกค้าเป็นแมสเราก็ใช้ Alliance ในวงกว้าง ส่วน ดิ เอ็มโพเรียมเป็น Ultimate Shopping Complex มีโพสิชันนิ่งจับตลาดที่มีไลฟ์สไตล์ ทันสมัย สนใจแฟชั่นใหม่ๆ เราก็ต้องจับมือกับพันธมิตรที่สอดคล้อง อย่างเดอะมอลล์เราอาจร่วมกับค่ายรถญี่ปุ่น แต่พอเป็น เอ็มโพเรียมคงไม่ได้เพราะลูกค้าคนละกลุ่มกัน มาทำการตลาดร่วมกันก็คงไม่เกิดผลเท่าไรนัก ความสำเร็จของการทำ Alliance อยู่ที่การจับคู่ให้ไปด้วยกันได้อย่าง win win" ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้จัดการใหญ่สายการตลาด ดิ เอ็มโพเรียม ดีพาร์ตเมนต์ สโตร์ กล่าว
     
      Alliance Niche Marketing เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ดังนั้นโปรโมชั่นที่ทำจากนี้ไปจะเน้นในเรื่องของการให้รางวัลที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เช่น แพกเกจห้องพัก แพกเกจทัวร์ ชมการแข่งขันเทนนิส สมาชิกสนามกอล์ฟ รถจักรยานยนต์บีเอ็มดับเบิ้ลยู ตลอดจนชุดอุปกรณ์ขี่ม้า หรือโทรศัพท์มือถือแอลจีรุ่นพราด้าซึ่งไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย
     
      นอกจากนี้ ดิ เอ็มโพเรียม ยังมีการทำ International Marketing เพื่อตอบสนองความต้องการของชาวต่างชาติทั้งที่มาท่องเที่ยวและอาศัยในเมืองไทย โดยมีการเพิ่มบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าเช่นการบริการรถรับส่งจากคอนโดฯมาสู่ห้างฯ รวมถึงการทำการตลาดเชิงลึกเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า
     
      ทั้งนี้กลุ่มเดอะมอลล์และเซ็นทรัลยังมีการใช้บัตรสมาชิกของตัวเองในการดึงดูดให้ผู้บริโภคใช้จ่ายในศูนย์การค้าในเครือ ตลอดจนใช้ฐานข้อมูลจากบัตรฯดังกล่าวในการทำการตลาดแบบ One to One Marketing เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าแบบเฉพาะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความภักดีต่อแบรนด์และทำให้ผู้บริโภคมาใช้บริการในห้างของตัวเองมากกว่าจะไปห้างของคู่แข่ง
     
      "ยอดของเราเพิ่มขึ้น 5-8% ในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ลูกค้าเราไม่ไปที่อื่น เพราะเรามีการทำลอยัลตี้โปรแกรม การร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างความพึงพอใจถือเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าเหล่านั้นไว้" ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ กล่าว
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000099946
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news29/08/07

โพสต์ที่ 63

โพสต์

ปลายปีศูนย์การค้ายังขยายสาขาคึก

โพสต์ทูเดย์ ธุรกิจค้าปลีกขยายคึกคัก กลุ่มสยามพิวรรธน์ แจง 2 ธุรกิจใหม่เตรียมผุด 4 โครงการ ขณะกลุ่มเซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ฯ ขยาย 1 สาขา


นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามพิวรรธน์ กล่าวว่า 2 ธุรกิจใหม่ที่บริษัทตั้งขึ้นเมื่อต้นปี ขณะนี้มีลูกค้าในกรุงเทพฯ 2 โครงการและต่างจังหวัดอีก 2 โครงการ โดยปลายปีเตรียมเปิดโครงการ 1 แห่ง ซึ่งเป็นทั้งศูนย์การค้าและโรงแรมในต่างจังหวัด แนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าวเพื่อต่อยอดศักยภาพของบุคลากรในองค์กรที่มีอยู่ และยังเป็นพันธมิตรร่วมกับกลุ่มผู้พัฒนาโครงการต่างๆ ด้วย รวมถึงการขยายช่องทางรายได้ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย นอกเหนือจากรายได้จากธุรกิจเดิมที่มีอยู่

ทั้งนี้ สองธุรกิจที่ตั้งเมื่อต้นปีคือ 1.หน่วยงานธุรกิจ (บียู) ลีสซิง เอเยนต์ ดำเนินการหาสถานที่เพื่อลงทุนขยายโครงการธุรกิจค้าปลีกใหม่ๆ ในอนาคตทั้งในรูปแบบของศูนย์การค้า สำนักงาน โรงแรม และอื่นๆ เป็นต้น และ 2.หน่วยงานธุรกิจรีเทล คอนซัลแทนต์ บริการที่ปรึกษาให้กับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ อาทิ หมู่บ้านจัดสรร หรือโครงการค้าปลีกอื่นๆ โดยหน่วยงานดังกล่าวต่อยอดมาจากประสบการณ์การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มบริษัท ทั้งอาคารสำนักงาน โรงแรม หรือศูนย์การค้า ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

นางชฎาทิพ กล่าวต่อไปว่า บริษัทเตรียมงบกว่า 6 พันล้านบาท สำหรับแผนการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกในอนาคตอีกอย่างน้อย 2 โครงการ ล่าสุดร่วม กับเอ็มบีเค ผู้บริหารศูนย์การค้า เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ยื่นประกวดราคาโครงการพัฒนาพื้นที่โครงการ สยามสแควร์ เซ็นเตอร์ พ้อยท์ เกตเวย์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดได้ข้อสรุปโครงการราวเดือน ก.ย.นี้ และพิจารณาทำเล 1 โครงการย่านชานเมือง

นายกำพล พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกมหากิจ ผู้บริหารเซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า กล่าวว่า เดือน พ.ย.ปีนี้ บริษัทเตรียมสรุปโครงการเซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า แห่งที่ 2 โดยเลือกทำเลเกาะแนวรถไฟฟ้าโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ หรือย่านพระโขนง-อ่อนนุช ซึ่งบริษัทมีที่ดินบริเวณดังกล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท โครงการใหม่คาดว่าจะสรุปแผนการดำเนินงาน รูปแบบ และแนวคิดที่ชัดเจนของศูนย์ภายในปีนี้ และเริ่มลงมือก่อสร้างภายในปี 2551 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 18 เดือน โดยรูปแบบ 70-80% จะเหมือนกับโครงการที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่เหลือจะมีการปรับเพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าในบริเวณนั้น

นายกำพล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของเซ็นจูรี่ฯ ในปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้ 300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากปีแรกที่มีรายได้เกือบ 200 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากโรงภาพยนตร์ 50% ให้เช่าพื้นที่ 40%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=188022
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news31/08/07

โพสต์ที่ 64

โพสต์

เล็งจับผิดค้าปลีกยักษ์ หั่นราคาขายต่ำกว่าทุน

โพสต์ทูเดย์ เรียกซัพพลายเออร์ ขอข้อมูล มัดยักษ์ค้าปลีกขายต่ำกว่าทุน


นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เตรียมเชิญผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) ให้ข้อมูลกรณีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์นำไปขายต่ำกว่าราคาทุน

หลังจากได้รับการร้องเรียนจำนวนมากว่า พฤติกรรมที่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่กระทำ เป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดบีบบังคับ ทำให้ซัพพลายเออร์ ได้รับความเดือดร้อน และเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542

หากข้อเท็จจริงมีมูล จะเสนอให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าตั้งคณะอนุกรรมการเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องขึ้นตรวจสอบ นายศิริพล กล่าว

สำหรับโทษตามกฎหมายแข่งขันทางการค้า กรณีการขายสินค้าต่ำกว่าทุนตามมาตรา 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ห้างค้าปลีกรายใหญ่ที่ถูกระบุว่ามีพฤติกรรมนำสินค้าไปขายต่ำกว่าราคาทุน เช่น เทสโก้ โลตัส จัดแคมเปญ Roll Back ที่นำสินค้ามาขายในราคาถูก บิ๊กซี จัดแคมเปญ Check Price ถูกชัวร์ คาร์ฟูร์ จัดแคมเปญ ถูกกว่า พิสูจน์ได้

จากการพิจารณาในเบื้องต้นพบว่า การกระทำดังกล่าวอาจมีการนำสินค้ามาขายราคาต่ำ เพื่อจูงใจลูกค้าให้มาใช้บริการ อย่างไรก็ตาม หากเป็นการจัดทำเป็นครั้งคราว เพื่อระบายสต๊อกสินค้า ก็จะไม่เข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าเป็นการกระทำต่อเนื่อง จะถือว่ามีความผิดแน่นอน

นอกจากนี้ ยังพบว่าห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ มักจะมีพฤติกรรมที่ หันมาผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการ ของตลาด โดยใช้ยี่ห้อของตัวเอง (เฮาส์แบรนด์) ทดแทนการรับซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เช่น ข้าวถุง น้ำ อัดลม น้ำหวาน และนำมาขายให้กับผู้บริโภคในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาจากซัพพลายเออร์ ทำให้ซัพพลายเออร์ได้รับความเดือดร้อน เพราะขายสินค้า ไม่ได้

ดังนั้น เพื่อให้มีความชัดเจนในการกำหนดเกณฑ์การขายต่ำกว่าทุน กรมการค้าภายใน จะจัดทำหลักเกณฑ์ ต่ำกว่าทุน ซึ่งเป็นข้อกำหนดภายใต้ ไกด์ไลน์ค้าปลีก กำหนดคำจำกัดความของคำว่า ทุน เพื่อให้เป็นธรรมกับ ทุกฝ่าย
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=188509
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news03/09/07

โพสต์ที่ 65

โพสต์

คาร์ฟูร์ให้สอบ ขายต่ำกว่าทุน ชี้ราคาไม่ถูกสุด

โพสต์ทูเดย์ คาร์ฟูร์ พร้อมร่วมมือรัฐตรวจสอบขายสินค้าต่ำกว่าทุน ระบุราคาไม่ถูกที่สุด เพราะไม่ใช่รายใหญ่ ล่าสุดออกแคมเปญผ่อน 0%


นายฟิลิปป์ โบรยานิโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นคาร์ ผู้บริหารห้างคาร์ฟูร์ กล่าวว่า คาร์ฟูร์ยินดีให้ร่วมมือกับภาครัฐในการเข้ามาตรวจสอบราคาสินค้าตามนโยบายกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่จะตรวจสอบห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีการจัดแคมเปญขายสินค้าต่ำกว่าทุน ซึ่งเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า

คาร์ฟูร์ไม่ได้ดำเนินการละเมิดกฎหมาย สินค้าของห้างคาร์ฟูร์ไม่ได้ถูกที่สุด เพราะไม่ได้เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ปัจจุบันมีสาขาเพียง 25 สาขา ถือเป็นอันดับ 5-6 ในตลาด

นโยบายของคาร์ฟูร์เน้นขาย สินค้าราคาประหยัด แต่ไม่ได้แปลว่าถูกที่สุด แคมเปญต่างๆ ที่ออกมาผู้บริโภคได้ประโยชน์ เราได้ดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ แต่หากรัฐ ต้องการตรวจสอบเราก็ยินดี นาย โบรยานิโก กล่าว

สำหรับการออกมาต่อต้านห้างค้าปลีกขนาดใหญ่อีกระลอกในปัจจุบัน ไม่ส่งผลกระทบแผนการดำเนินงานของคาร์ฟูร์ เพราะบริษัทไม่เน้นขยายสาขาอย่างรวดเร็ว การเปิดสาขาแต่ละพื้นที่จะมีการศึกษาและสร้างการยอมรับจากคนท้องถิ่น รวมทั้งมีรูปแบบการช่วยเหลืออาชีพให้กับคนในพื้นที่

แผนปีหน้าคาร์ฟูร์จะเปิด 6-8 แห่ง เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล คอนเซปต์ แคมแพ็ก ไฮเปอร์มาร์เก็ต พื้นที่ 4 พันตาราง ส่วนแผนปลายปี 4 เดือนสุดท้าย คาร์ฟูร์จะมีแคมเปญกระตุ้นกำลังซื้อทุกเดือน โดยเดือน ก.ย. นี้จัดแคมเปญผ่อน 0% ทั้งห้าง 3 เดือน
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=189008
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news10/09/07

โพสต์ที่ 66

โพสต์

ดิสเคาน์สโตร์สยายปีกไล่ทุบตลาดยี่ปั๊ว  
 
โดย ข่าวสด
วัน จันทร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2550 09:18 น.

ตัดหน้าค้าส่งโชห่วย-ดีเดย์ 1 ต.ค.ขึ้นราคานมกล่อง 3 บ.

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากวงการค้าส่ง-ค้าปลีกไทยว่า ดิสเคาน์สโตร์หลายแห่งเตรียมปรับกลยุทธ์การจัดจำหน่ายสินค้าใหม่ หลังจากที่พบว่ายอดจำหน่ายปลีกภายในห้างดิสเคาน์สโตร์แต่ละแห่งตกลงอย่างมากจากกำลังซื้อของประชาชนที่ปรับลดลงในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง โดยจะปรับรูปแบบการจำหน่ายสินค้าเป็นการจำหน่ายส่งในสัดส่วนที่มากขึ้นจากเดิมที่เน้นจำหน่ายปลีกภายในห้างมากกว่า ซึ่งการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อร้านค้าส่งท้องถิ่น (ยี่ปั๊ว) เพราะเป็นการเข้ามาแย่งตลาดการจำหน่ายส่งสินค้าอุปโภคบริโภคโดยตรงจาก ยี่ปั๊ว โดยดิสเคาน์สโตร์จะใช้กลยุทธ์เดินสายเข้ามาเพื่อเจรจาจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคโดยตรงกับร้านค้าปลีกในท้องถิ่น (โชห่วย) ที่ตั้งอยู่ในท้องที่และจะมีบริการจัดส่งสินค้าให้ด้วย โดยดิสเคาน์สโตร์เตรียมที่จะจัดสร้างคลังเก็บสินค้าเพิ่มเติมภายในดิสเคาน์สโตร์แต่ละสาขาเพื่อสต๊อกสินค้าไว้จำหน่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าที่จะนำออกจำหน่ายแก่โชห่วยคือสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น แชมพู สบู่ ยาสีฟัน ซึ่งเป็นแบรนด์ของซัพพลายเออร์ทั่วไป ไม่ใช่สินค้าเฮาส์แบรนด์ของดิสเคาน์สโตร์เอง

ต่อไปยี่ปั๊วท้องถิ่นของไทยที่ขายส่งสินค้าจะเริ่มเดือดร้อนมากขึ้น เพราะดิสเคาน์สโตร์จะเข้ามาแย่งตลาดค้าส่งด้วย จากปัจจุบันที่เข้ามาแย่งตลาดค้าปลีกจนโชห่วยไทย ต้องล้มตายไปจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์จะต้องเข้ามาดูแลอย่างเข้มงวด โดยจะต้องเข้ามาสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายค้าปลีกค้าส่งในท้องถิ่นให้มากขึ้น แต่เรายังเชื่อว่าการปรับตัวมาจำหน่ายส่งด้วยของดิสเคาน์สโตร์ครั้งนี้น่าจะมีต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงกว่าราคาที่ร้านยี่ปั๊วท้องถิ่นจัดส่ง แต่ในระยะยาวหากมีการสั่งซื้อจำนวนมากขึ้น อาจทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการที่ถูกกว่ายี่ปั๊วท้องถิ่นซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้กับค้าส่ง ค้าปลีกของไทยทั้งระบบ นายสมชายกล่าว

นายสมชาย กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ผู้ผลิตและจำหน่ายนมพร้อมดื่มเกือบทุกรายได้แจ้งปรับขึ้นราคามายังสมาชิกของสมาคม ซึ่งเป็นการปรับขึ้นราคาเป็นครั้งที่ 2 หลังจากปรับขึ้นมาแล้วในช่วง 2 เดือนก่อน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป โดยอ้างว่าต้นทุนนมผงที่นำมาผสมน้ำเพื่อผลิตนมพร้อมดื่มในตลาดโลกมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการอนุมัติให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมปรับขึ้นราคานมดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตนมพร้อมดื่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 75 สตางค์ ตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ผู้จำหน่ายปลีกนมสดพร้อมดื่มเตรียมจะต้องปรับขึ้นราคาจำหน่ายปลีกนมขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณกล่องละ 2-3 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็น ต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบราคานมผงในตลาดโลกจากกรมการค้าภายในขณะนี้พบว่าราคานมผงในตลาดโลกในปัจจุบันมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากผลผลิตนมสดโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐปรับลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลจากภาวะโลกร้อน ทำให้โคผลิตน้ำนมได้น้อยกว่าปกติ โดยราคานมผงปัจจุบันได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงถึงตันละ 4,200 เหรียญสหรัฐ เทียบกับช่วงปลายปี49 ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณตันละ 2,000 เหรียญสหรัฐ
http://news.sanook.com/economic/economic_180474.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news19/09/07

โพสต์ที่ 67

โพสต์

"บิวตี้ ฮอลล์" ดึง20แบรนด์ร่วมดูดลูกค้า

17 กันยายน พ.ศ. 2550 20:15:00
 
บิวตี้ ฮอลล์ เล็งกำลังซื้อปีหน้าฟื้นตัว หวังโต 15% เล็งอ้าแขนรับ 20 แบรนด์จ่อเข้าพื้นที่ขายเสียบแทนแบรนด์ไม่เวิร์ค ชูเพอร์ซันแนล มาร์เก็ตติ้ง ปลุกยอดโค้งสุดท้าย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :
นางทิพย์วิภา จันทภาษา ผู้จัดการทั่วไปสายบริหารสินค้า บิวตี้ ฮอลล์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า สัญญาณบวกในตลาดต่างๆ อาทิเช่น การเลือกตั้งใหม่ ส่งผลต่อกำลังซื้อที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ในปีหน้าและผลักดันให้ยอดขายบิวตี้ ฮอลล์ กลับมามีอัตราการเติบโตในระดับ 15% เช่นเดิม จากปีนี้เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวเป็นปีแรกที่ 8% หรือคิดเป็นมูลค่ายอดขาย 3,500 ล้านบาท

สำหรับกลยุทธ์การตลาดในช่วง 4 เดือนสุดท้ายปีนี้ จะใช้การทำซีอาร์เอ็มเชิงลึกแบบ Personal Marketing ผ่านบัตรสมาชิกบิวตี้ การ์ด ที่มีฐานลูกค้ากว่า 80,000 ราย มีการใช้บริการสม่ำเสมอ 70% จากฐานข้อมูลผ่านบัตรดังกล่าวทำให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทั้งด้านพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย เทรนด์ความนิยม โดยพบว่าลูกค้ายังให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพเป็นหลัก ทำให้กลุ่มเครื่องสำอางที่เป็นผลิตภัณฑ์สกัดจากธรรมชาติได้รับความนิยม  

ทั้งนี้บิวตี้ ฮอลล์จะมีกิจกรรมและแคมเปญทางการตลาดกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น รายการบิวตี้ เฟค ปาร์เต้ 2007 ตั้งแต่วันนี้ - 26 ก.ย.นี้ โดยลูกค้าที่ถือบัตรซิตี้ เอ็ม วีซ่ารับส่วนลดออนท็อป 5-10% และของสมนาคุณเมื่อซื้อครบทุก 4,000 บาท 6,000 บาท 10,000 บาท 30,000 บาท และ 50,000 บาท คาดว่าจบรายการจะสร้างรายได้กว่า 200 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้มีแบรนด์เครื่องสำอางประมาณ 20 แบรนด์ รอลงพื้นที่ขายในบิวตี้ฮอลล์ซึ่งจะทยอยเข้ามาทดแทนบางแบรนด์ที่ไม่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขายและต้องถอนออกจากพื้นที่ขายเพื่อเปิดโอกาสให้แบรนด์ใหม่เข้ามา โดยตั้งแต่ต้นปีมี 3-4 แบรนด์ที่ต้องออกจากพื้นที่ขาย เป็นไปตามสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจเครื่องสำอาง ซึ่งปัจจุบันนับเป็นธุรกิจที่มีวงจรชีวิตค่อนข้างสั้น

"ช่วงกำลังซื้อชะลอตัวมากๆ ยังพบว่าพฤติกรรมการใช้สินค้าของกลุ่มบีลบ-ซี เปลี่ยนหันมาหาแบรนด์รองลงมามากขึ้นด้วย แต่น่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น ขณะที่ไลฟ์สไตล์แบรนด์มีการเติบโตที่ดีเพราะราคาซื้อง่าย มีแคมเปญกระตุ้นการซื้อ" นางทิพย์วิภากล่าว
http://www.bangkokbiznews.com/2007/09/1 ... sid=103013
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news21/09/07

โพสต์ที่ 68

โพสต์

โชห่วยไทยสิ้นหวัง หลังกฎหมายค้าปลีกมีแนวโน้มไม่ผ่าน
--------------------------------------------------------------------------------
Posted on Friday, September 21, 2007
ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel ว่า ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง ที่จัดทำโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ระหว่างการพิจารณาของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน สนช. โดยมีแนวโน้มจะถูกตีความเป็นกฎหมายการเงิน เนื่องจากในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ได้รับแจ้งจากฝ่ายเลขานุการของวุฒิสภาว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงิน ซึ่งถ้าประธาน สนช. มีความเห็นว่าเป็นกฎหมายการเงิน กฎหมายค้าปลีกค้าส่งฉบับนี้ก็จะตกไป แต่ถ้าไม่ใช่กฎหมายการเงิน ก็สามารถเสนอเข้าสภาได้ทันที

สาเหตุที่ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง ฉบับของ สนช. อาจจะถูกตีความเป็นกฎหมายการเงิน เนื่องจาก

1. มีการเสนอให้กรมการค้าภายในเป็นสำนักงานเลขานุการในการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้

2. ตามมาตรา 26 มีการเสนอให้จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งของผู้ประกอบการค้าปลีกไทย โดยให้ภาครัฐช่วยหาแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ และให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน แต่กลับถูกตีความว่าเป็นการลงทุนของภาครัฐ ทำให้กลายเป็นกฎหมายการเงิน

ส่วนที่มีผู้เสนอให้ทำหนังสือชี้แจง เพื่อเสนอให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี รับรองนั้น ว่าที่ ร.อ.จิตร์บอกว่า ถ้านายกรัฐมนตรีเซ็นรับรอง ก็สามารถเสนอกฎหมายเข้าสภาได้ทันที อย่างไรก็ตามไม่แน่ใจว่านายกรัฐมนตรีเห็นด้วยหรือไม่ เพราะกฎหมายค้าปลีกของกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร กว่าจะผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ว่าที่ ร.อ.จิตร์บอกว่า ถ้าร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง ทั้งที่จัดทำโดย สนช. และกระทรวงพาณิชย์ ไม่มีความคืบหน้าภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ไทยก็จะไม่กฎหมายค้าปลีกค้าส่งมาบังคับใช้ภายในรัฐบาลชุดนี้แน่นอน เพราะรัฐบาลชุดนี้เหลือเวลาในการบริหารงานไม่มากนัก

นายสกล หาญสุทธิวารินทร์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง ที่จัดทำโดยกระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งว่า จะพยายามให้กฎหมายผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาภายในเดือนกันยายนนี้ จากนั้นจะส่งเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. และ สนช. ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามนายสกลบอกว่า ก่อนที่จะส่งร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง เข้า ครม. กระทรวงพาณิชย์จะขอดูร่างกฎหมายที่ผ่านการแก้ไขของคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน ถ้าการแก้ไขของกฤษฎีกาเป็นไปตามจุดประสงค์ของกระทรวงพาณิชย์ คือ ให้ผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งทั้งของไทยและต่างชาติอยู่ร่วมกันได้ ก็จะเร่งดำเนินการทันที แต่ถ้าการแก้ไขผิดไปจากหลักการเดิมของกระทรวงพาณิชย์ ก็จะต้องมีการทักท้วงและแก้ไข

เลขานุการ รมว.พาณิชย์ยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์พยายามผลักดันกฎหมายค้าส่งค้าปลีกอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีการประกาศใช้โดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถประกาศใช้ได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้ ไทยก็จำเป็นต้องใช้กฎหมายผังเมือง และกฎหมายการก่อสร้าง มาควบคุมการขยายตัวของค้าปลีกต่างชาติแทน

นายพันธุ์เทพ สุลีสถิร ประธานสมาพันธ์คนไทยต้านค้าปลีกข้ามชาติ เผยว่า ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง ทั้งของ สนช. และกระทรวงพาณิชย์ มีความสำคัญต่อร้านค้าปลีกรายย่อยของไทยมาก เพราะจะช่วยให้ค้าปลีกไทยสามารถแข่งขันร่วมกับค้าปลีกต่างชาติได้ แต่ถ้ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับไม่ผ่านสภาภายในเดือนกันยายนนี้ เชื่อว่าโชห่วยไทยจะต้องปิดกิจการเป็นจำนวนมาก เพราะขณะนี้ค้าปลีกต่างชาติได้รุกเข้ามาเปิดสาขาในท้องถิ่นแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีผู้นำชุมชนบางส่วนต่อต้านการขยายสาขาของค้าปลีกต่างชาติก็ตาม แต่ก็มีผู้นำชุมชนจำนวนมากที่สนับสนุนการขยายสาขาของค้าปลีกเหล่านี้

นายพันธุ์เทพบอกว่า ร่างกฎหมายค้าปลีกค้าส่งของกระทรวงพาณิชย์นั้น มีผู้แทนจากค้าปลีกต่างชาติทุกบริษัท สมาคมค้าปลีกค้าส่งไทย และสมาคมค้าปลีกไทย เข้ามาร่วมร่างกฎหมาย ส่วนทางสมาพันธ์ฯ ซึ่งมีสมาชิกกว่า 120 อำเภอที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้มีโอกาสร่วมร่างกฎหมายตั้งแต่แรก เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

ทั้งนี้ ถ้ากฎหมายค้าปลีกยังไม่มีความคืบหน้าภายในเดือนกันยายนนี้ สมาพันธ์ฯ จะรวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Har ... fault.aspx
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news26/09/07

โพสต์ที่ 69

โพสต์

ศูนย์การค้าหวั่นกระทบ รวมตัวค้านก.ม.ค้าปลีก
26 กันยายน 2550 00:11 น.
ศูนย์การค้ารวมตัวเบรกกฎหมายค้าปลีกค้าส่ง หวั่นมาตรา 24 กระทบต่อการลงทุนขยายสาขา ชี้มีผลพวงถึงระบบตั้งแต่ผู้ผลิตถึงตัววัตถุดิบ ด้านพาณิชย์เตรียมดันกฎหมายเข้า ครม.อีกรอบ

นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมศูนย์การค้าไทย เปิดเผยว่า ในฐานะผู้พัฒนาธุรกิจศูนย์การค้าและมีเครือข่ายร้านค้าจำนวนมากร่วมกับพันธมิตรธุรกิจได้เรียกประชุมร้านค้า หารือถึงปัญหาและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่มีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้ หลังจากนี้ก็จะทำหนังสือเข้าพบหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ รมว. กระทรวงพาณิชย์ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฯลฯ เพื่อชี้แจงถึงแนวทางการใช้กฎหมายที่ผิดวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาในภาคธุรกิจค้าปลีก

ทั้งนี้ เนื้อหาสาระสำคัญของร่างกฎหมายค้าปลีกทั้งฉบับของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และของกระทรวงพาณิชย์จะคล้ายคลึงกัน และมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั้งลักษณะที่เป็นเชนสโตร์และร้านค้ารายย่อยต่างๆ ซึ่งถูกจำกัดการขยายสาขา การลงทุน ภายใต้เงื่อนไขตามกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 24 ในฉบับ สนช. ระบุชัดเจนว่า หากผู้ประกอบการรายใดเข้าข่ายข้อจำกัดตามข้อใดข้อหนึ่งต้องขออนุญาต ซึ่งในเชิงธุรกิจค่อนข้างมีความซับซ้อน

เมื่อร้านค้าเปิดไม่ได้ก็กระทบซัพพลายเชนทั้งระบบตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ส่งวัตถุดิบ การพัฒนาที่ดินก็ทำไม่ได้ เวลานี้เราไม่รู้ว่ากฎหมายจะนำออกมาใช้จริงหรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่ามีกลุ่มก้อนหนึ่งพยายามผลักดันให้ออกกฎหมาย ซึ่งเราคงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องเตรียมพร้อมรองรับความเสี่ยงในอนาคต  นายกอบชัย กล่าว

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการครั้งสุดท้าย ก่อนเสนอเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์หน้า เชื่อว่าจะสามารถผลักดันเข้า ครม.ได้ก่อนร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกฯ ฉบับ สนช. อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ....ของกระทรวงพาณิชย์ เตรียมจะนำกลับเข้าสู่การพิจารณาใน ครม.อีกครั้งหลังผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อผลักดันเข้าสู่สภานิติบัญญัติอย่างเร็วที่สุด ก่อนจะให้มีผลบังคับใช้โดยด่วน ขณะที่ สนช.เองได้จัดทำกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาด้วยเช่นกัน
http://www.komchadluek.net/
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news02/10/07

โพสต์ที่ 70

โพสต์

กำลังซื้อผ่านค้าปลีกไตรมาสท้ายคึก

โพสต์ทูเดย์ ค้าปลีก เชื่อไตรมาสท้ายกำลังซื้อฟื้น เกษร ได้กำลังซื้อจากตะวันออกกลาง ชดเชยญี่ปุ่น ดิ เอ็มโพเรียม อัด 3 แคมเปญโค้งสุดท้าย


นางสาธิมา ทานาเบ้ รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท เกษร แลนด์ แอสเซท แมนเนจเม้นท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าเกษร เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 2-3 ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าเกษรได้ฐานลูกค้าต่าง ชาติกลุ่มใหม่ อาทิ ตะวันออกกลาง อาทิ อาหรับ ยุโรป ตะวันออก รัสเซีย ที่เข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าภายในศูนย์การค้ามากขึ้น และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

จากข้อมูลการใช้จ่ายบัตรเครดิต พบว่า ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวมีการใช้จ่ายต่อครั้งต่อร้านค้าเฉลี่ยหลัก 1 แสนบาท และอาจมียอดใช้จ่ายต่อวันสูงมากกว่านี้ ซึ่งเข้ามาแทนกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นเดิมที่เคยเป็นลูกค้าหลัก ขณะนี้ลดลงไป 20-30% ซึ่งรวมถึงการเข้ามา พักในโรงแรมในย่านราชประสงค์เดียวกันด้วย

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้มีการปรับรูปแบบร้านค้าที่เปิดให้บริการภายในศูนย์แต่อย่างใด แม้กลุ่มลูกค้าต่างชาติจะเปลี่ยนไป ซึ่งลูกค้ากลุ่มใหม่นี้ยังมีการจับจ่ายเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมาศูนย์การค้าเกษรมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

สำหรับแผนดำเนินการในไตรมาส 4 ปีนี้ เตรียมขยายฐานลูกค้ากลุ่มเดิมระดับเงินเดือนหลัก 8 หมื่นบาทขึ้น ไป หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เจเนอเรชันเอ็กซ์และวายให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยภายในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น ภายใต้ 3 แม่เหล็กดึงดูด คือ 1.ความเป็นผู้นำแบรนด์เนมแฟชั่นระดับนานาประเทศ 2.กลุ่มร้านของขวัญและ ของแต่งบ้าน และ 3.สุดท้ายคือ กลุ่มร้านอาหาร

แผนงานดังกล่าวสอดรับกับแผนทำตลาดภายใต้แคมเปญ เพียว ไลฟ์ สไตล์ ของศูนย์ฯ ที่เตรียมเปิดตัว 3 กิจกรรมใหญ่ส่งท้ายปลายปีถึงปีหน้า เพื่อต้อนรับเทศกาลเฉลิมฉลองและการจับจ่าย โดยช่วงไตรมาส 4 คาดยอดขายโต 30% เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา ขณะรายได้ทั้งปีคาดโต 15%

ด้านนางณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้จัดการใหญ่สายการตลาด ดิ เอ็ม โพเรียม และพารากอน ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ เปิดเผยว่า จากแนวโน้มไตรมาส 4 ปีนี้ กำลังซื้อน่าจะดีขึ้น บริษัทจึง จัดอีก 2-3 แคมเปญใหญ่ ล่าสุดใช้งบ 60 ล้านบาท ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจกลุ่มโรงแรมและสปา ในเครือไฮแอท รีเจนซี หัวหิน และแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ แบงค็อก จัดรายการ DEVINE refine กระตุ้นอารมณ์จับจ่ายของลูกค้า และเชื่อแคมเปญดังกล่าวจะสามารถสร้างยอดรายได้ 2 พันล้านบาท หรือโต 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน และเชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน รายได้รวมปีนี้อยู่ที่กว่า 1.85 หมื่นล้านบาท

ปีหน้าบริษัทเตรียมตัวเปิด 2 บริการ เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม เพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=194923
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news03/10/07

โพสต์ที่ 71

โพสต์

"โชห่วย"ทั่วปท.ฟ้อง ยักษ์ค้าปลีกผุดสาขา คดีแน่นศาลปกครอง

โชห่วยทั่วประเทศแห่ฟ้องศาลปกครอง สถิติคดีภาคเหนือ-อีสานพุ่ง โมเดิร์นเทรด "บิ๊กซี-แม็คโคร-โลตัส" ติดบ่วงระนาว ด้านผู้บริหารท้องถิ่นกุมขมับตกเป็นจำเลยเพียบ ข้อหาปฏิบัติหน้าที่ มิชอบกรณีอนุมัติยักษ์ค้าปลีกก่อสร้าง ล่าสุดศาลปกครองโคราชสั่งจำหน่ายคดีแล้ว 4 คดี ชี้ขาด ผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ด้านกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยรวมพลังสู้ต่อ เดินหน้าจัดตั้งศูนย์ประสานงานผู้ค้าปลีก ชู "ยุทธศาสตร์เจ้าพระยา" ประกาศเทคะแนนเสียง 5 ล้านคน หนุนพรรค การเมืองที่ช่วยโชห่วย

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่งยังไม่มีวี่แววว่าจะผ่านการพิจารณาในรัฐบาลชุดนี้ โมเดิร์นเทรดทุกค่ายทั้งแม็คโคร บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส จึงเดินหน้าปูพรมขยายสาขากันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในจังหวัดขนาดกลางและในเขตอำเภอรอบนอกของหัวเมืองใหญ่ และในเขตพื้นที่อำเภอรอบนอกของหัวเมืองใหญ่ ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยหลายจังหวัดก็ออกมาคัดค้านอย่างต่อเนื่อง โดยหยิบยกระเบียบหรือกฎหมายหลายฉบับขึ้นมาต่อสู้ ซึ่งวิธีการล่าสุดนี้ คือ การยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลปกครอง

จากการสำรวจของ "ประชาชาติธุรกิจ" พบว่า ที่สำนักงานศาลปกครองนครราชสีมา ซึ่งกำกับดูแลพื้นที่ 9 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร และร้อยเอ็ด มีการฟ้องร้องคดีเกี่ยวการก่อสร้างค้าปลีกขนาดใหญ่ 4 คดี ได้แก่ 1.คดีดำเลขที่ 190/2550 ระหว่างผู้ฟ้องคดี คือ นายชนะศักดิ์ อุ่นเมตตาอารีย์ แกนนำกลุ่มสมาพันธ์ปกครองท้องถิ่นนครราชสีมา กับพวกรวม 10 คน กับ บมจ.สยามฟิวเจอร์ดีเวลลอปเมนท์ กับพวกรวม 4 ราย ผู้ถูกฟ้องคดี เรื่องการขอความคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0201
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news06/10/07

โพสต์ที่ 72

โพสต์

โลตัสลุยผุดปีหน้า80แห่ง

โพสต์ทูเดย์ ค้าปลีกสะท้าน ปีหน้ายักษ์เทสโก้ฯ ขยายอีกกว่า 80 สาขา ชูโมเดลเอ็กซ์เพรส ยันเปิดในทำเล ที่ท้องถิ่นต้องการ


นายดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม ผู้บริหารค้าปลีกกลุ่มเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า ปีหน้าบริษัทเตรียมแผนขยายธุรกิจร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ภายใต้รูปแบบเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส เพิ่มอีก 60-80 สาขา คาดใช้งบลงทุนเฉลี่ยสาขาละ 10 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ตึกแถว 3 คูหา และจะขยายสาขาเทสโก้ โลตัส ขนาดใหญ่อีก 2 รูปแบบ คือ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ขนาดพื้นที่ 10,000 ตร.ม. และรูปแบบร้านคุ้มค่า พื้นที่ 6,000-7,000 ตร.ม. อีก 5-6 สาขา ตามแผนลงทุนบริษัท

ทั้งนี้ ก่อนดำเนินการก่อสร้าง บริษัทได้อิงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ 99% ตามผลสำรวจ หรือ โพลล์ที่บริษัทได้ร่วมกับองค์กรอิสระ สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในการทำโพลล์ทุกครั้ง ปัจจุบันบริษัทมีรูปแบบร้านค้าปลีก 4 ประเภท คือ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านคุ้มค่า ตลาดเทสโก้ โลตัส และเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส โดยทำเลการก่อสร้างเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส จะเข้าไปยังชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรอบนอกเป็นหลัก รวมถึงในเมืองท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีสาขาเปิด ให้บริการในต่างจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ หัวหิน ชะอำ และพัทยา

นายดามพ์ กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายเพื่อฟ้องหมิ่นประมาทบุคคลที่ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมกล่าวหาในประเด็นต่างๆ อย่างต่อเนื่องในช่วง ที่ผ่านมา คาดจะชัดเจนใน 3 เดือน นับจากวันที่มีการกระทำ โดยผู้ที่ออกมาโจมตีบริษัทเป็นผู้ที่รับจ้างเข้ามาสร้างกระแสให้เกิดการต่อต้านบริษัท และเข้าใจว่าบุคคลดังกล่าวกำลังจะเข้ามาเล่นการเมืองในอนาคตด้วย โดยบริษัทจะประเมินในเรื่องข้อมูลที่ถูกโจมตีเป็นหลักว่าถูกต้องหรือไม่

สำหรับยอดขายเทสโก้ โลตัส ในประเทศไทยคิดเป็นรายได้ 3.5% ของทั้งกลุ่มเทสโก้ โลตัส ประเทศอังกฤษ เทียบในเอเชียไทยมีสัดส่วนรายได้ 10% ของเอเชียรวมกัน จากปัจจุบันบริษัทแม่ได้เข้าไปร่วมลงทุนกับพันธมิตรธุรกิจกว่า 13 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ผลการดำเนินในประเทศไทยประเทศเดียวจะนำรายได้สูงถึง 37% ให้กับบริษัทแม่ ตามที่บุคคลดังกล่าวอ้างถึงในช่วงที่ผ่านมา

ปัจจุบัน บริษัทมีสาขา 380 แห่ง แบ่งเป็นเอ็กซ์เพรส 280 สาขา ขนาดใหญ่ 70 สาขา และที่เหลือ 30 สาขา เป็นรูปแบบอื่นๆ ชำระภาษีปีละ 6.7 พันล้านบาท ปีนี้คาดยอดโตตามเป้า 5-10%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=195818
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news06/10/07

โพสต์ที่ 73

โพสต์

บิ๊กซี-โลตัสลุยเข้มปั๊มยอดขาย [6 ต.ค. 50 - 04:05]

นางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ รองประธานฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลยุทธ์การทำตลาดของบิ๊กซี ยังคงเน้นการเป็นผู้นำด้านราคาและความคุ้มค่าให้กับลูกค้าต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยช่วงปลายปีนี้จะทุ่มงบกว่า 20 ล้านบาท ทำกิจกรรมการตลาด กระตุ้นยอดขายสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของบิ๊กซีที่มีอยู่กว่า 20 ยี่ห้อ อาทิ โมดา บิมบิ, ดอน โด ลิโอ, เอมิลี่, เอฟ เอฟ ดับบลิว ดี, ซีโซน, ดีไลน์ และเดอะโคฟ หลังพบว่าตลาดแฟชั่นระดับกลางเติบโตเพิ่มขึ้น และพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยน หันมาซื้อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่กันมากขึ้น เพราะราคาถูก  

ขณะที่คุณภาพใกล้เคียงกับสินค้าแบรนด์อื่นๆ ตั้งเป้าเป็นเฮ้าส์ แบรนด์เสื้อผ้าอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค และมียอดขายรวมของสินค้าแผนกเสื้อผ้าเติบโต 10% ในสิ้นปี 50

ด้านนายดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า ในส่วนของเทสโก้ โลตัสก็พร้อมรุกทำตลาดและขยายธุรกิจต่อเนื่อง โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัสมีการลงทุนในประเทศไทยต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท เพราะธุรกิจค้าปลีกจำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนไม่ใช่เพื่อขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบการทำงานทั้งบุคลากร ไอที การสั่งซื้อสินค้า และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อการบริการที่ดีให้กับลูกค้า  

กรณีที่กรรมาธิการพาณิชย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวโจมตีธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่อย่างรุนแรง ในงานจัดตั้งศูนย์ประสานงานผู้ค้าปลีกและผู้ประกอบอาชีพอิสระของคนไทยที่ว่าห้างค้าปลีกสมัยใหม่จะเข้าไปผูกขาดระบบค้าปลีกทั้งระดับบนและล่าง รวมถึงฮั้วกันทำกำไร ทำลายร้านค้าปลีกขนาดเล็กนั้น เป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม เพราะห้างค้าปลีกสมัยใหม่จะอยู่ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภคและการนำเสนอสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภค
http://www.thairath.co.th/news.php?sect ... tent=63587
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news08/10/07

โพสต์ที่ 74

โพสต์

ตั้งฮั่วเส็งชู3โมเดลค้าปลีกยึดฝั่งธนฯ

โพสต์ทูเดย์ ตั้งฮั่วเส็ง ลั่นยึดฝั่งธนฯ เป็นยุทธศาสตร์ค้าปลีก ชู 3 โมเดลลุย ปั้น เก็ต อิท 5 แห่ง ปะทะยักษ์สะดวกซื้อเซเว่นฯ


นายวิโรจน์ จุนประทีปทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง ผู้บริหารร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง ร้านมินิมาร์ท และมินิซูเปอร์มาร์เก็ต GET IT (เก็ต อิท) กล่าวถึงแผนดำเนินธุรกิจในปีหน้าว่า บริษัทจะขยายร้านเก็ต อิท เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 3 สาขา โดยจะใช้งบลงทุนราว 10 ล้านบาท สำหรับร้านพื้นที่เฉลี่ย 250-300 ตร.ม. ต่อ 1 สาขา

พร้อมกันนี้บริษัทยังได้เพิ่มสินค้าในแผนกอาหารสดอีก 30% เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมาย อาทิ แม่บ้านยุคใหม่ หรือกลุ่มลูกค้าชุมชน หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียมต่างๆ ด้วย โดยแนวทางการขยายสาขามินิซูเปอร์มาร์เก็ตดังกล่าวอาจเข้าไปเป็นพันธมิตรกับสถานีบริการน้ำมันซัสโก้ หลังก่อนหน้าได้เปิดสาขาแรกไปแล้ว ทำเลถนนราชพฤกษ์ หรืออาจเป็นพันธมิตรร่วมกับรายอื่นได้เช่นกัน

บริษัทยังเตรียมแผนปรับโฉมร้านค้าปลีก ตั้งฮั่วเส็ง มินิมาร์ท โดยจะเปลี่ยนไปเปิดเป็น เก็ต อิท แทน ปัจจุบันเปิดให้บริการ 5 แห่ง อาทิ โรงพยาบาลศิริราช ถนนเทพารักษ์ ปั๊มน้ำมันซัสโก้ ปิ่นเกล้า เซ็นเตอร์วัน และโรงพยาบาลเด็ก ร้านมินิมาร์ทจะมีพื้นที่ประมาณ 100 ตร.ม. คาดกลางปีจะดำเนินการเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้

นายวิโรจน์ กล่าวว่า สำหรับห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง สาขาธนบุรี บริษัทมีแผนปรับปรุงพื้นที่การให้บริการเบื้องต้นเตรียมปรับสินค้าแผนกเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องเขียน เครื่องสำอาง ตามกระแสในปัจจุบัน ตามอายุของลูกค้าห้างฯ ในขณะนี้ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น จากการขยายตัวของสถาบันการศึกษา รวมทั้งอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียมในบริเวณรอบที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันห้างฯ ตั้งฮั่วเส็ง มีปริมาณลูกค้าหมุนเวียน และกำลังซื้อเฉลี่ย 7 พันใบเสร็จต่อวัน ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ย 1.2 หมื่นใบเสร็จต่อวัน โดยบริษัทยังปรับเปลี่ยนแผนกบางส่วนเพื่อรองรับกับกลุ่มนักศึกษาหรือกลุ่มลูกค้าที่มีอายุเด็กลง เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย

ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ถือว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบจากการปรับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลยังพฤติกรรมผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนหันมาซื้อสินค้าใกล้บ้านมากขึ้น โดยการที่บริษัทได้ขยายสาขาของมินิซูเปอร์มาร์เก็ต พร้อมกับปรับมินิมาร์ทใหม่ทั้งหมด ผสมผสานกับการเพิ่มสัดส่วนของสินค้าอาหารสดเข้ามาเสริมตลาดเพิ่มขึ้น

บริษัทคาดว่าจะทำให้บริษัทมี รูปแบบค้าปลีกที่รองรับความต้องการของผู้บริโภคย่านฝั่งธนฯ ได้ทุกรูปแบบ และทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มมากขึ้น อีก 10% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.22.3 พันล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนห้างสรรพสินค้า 70% และซูเปอร์มาร์เก็ต 30%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=196121
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news10/10/07

โพสต์ที่ 75

โพสต์

บีทูเอสทุ่ม100ล.ขยายสาขา

โพสต์ทูเดย์ บีทูเอส ทุ่ม 100 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่ปีหน้า พร้อมปั้นสินค้าเฮาส์แบรนด์เพิ่มยอดขาย


นายดีน ทอมป์สัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทูเอส ผู้บริหารร้านค้าปลีกพิเศษ หรือสเปเชียลตี สโตร์ จำหน่ายหนังสือ เครื่องเขียน และสื่อบันเทิง ภายใต้ชื่อ บีทูเอส กล่าวว่า ใน ปีหน้าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ดำเนินการขยายสาขาเพิ่มอย่างน้อย 9-15 สาขา โดยมุ่งขยายไปพร้อมกับการขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกในเครือห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล บิ๊กซี และโรบินสัน เป็นต้น ซึ่งรูปแบบสาขาในการขยายนั้นขึ้นอยู่กับทำเลหลัก

พร้อมกันนี้ ในปีหน้าบริษัทจะดำเนินกลยุทธ์การทำตลาดด้วยสินค้าเฮาส์แบรนด์ หรือเอกซ์คลูซีฟ ที่วางจำหน่ายเฉพาะในร้านบีทูเอส ทั้งในส่วนของหนังสือ และเครื่องเขียนภายใต้แบรนด์บีทูเอส ด้วยการจัดตั้งทีมงานจัดซื้อสินค้าใหม่ๆ ในต่างประเทศ รวมถึงการหาพันธมิตรต่างประเทศ อาทิ จีน ฮ่องกง และในฝั่งยุโรป เช่น เยอรมนี เป็นต้น โดยปัจจุบันบริษัทมีซัพพลายเออร์ 1 พันราย

สำหรับสินค้ากลุ่มหนังสือ บริษัทจะใช้วิธีเข้าไปซื้อลิขสิทธิ์หนังสือต่างประเทศ เพื่อนำมาแปล และจัดพิมพ์ เพื่อจำหน่าย เฉพาะในร้านบีทูเอสเท่านั้น

นายทอมป์สัน กล่าวว่า สำหรับแผนภายใน 5 ปีนับจากนี้ บริษัทจะขยายสาขาอย่างน้อย 15-20 จุดต่อปี

ส่วนกำลังซื้อสินค้าในร้านบีทูเอส เฉลี่ยอยู่ที่ 400-700 บาทต่อคน ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละทำเล หากเป็นในกลุ่มของบริการเครื่องเขียน จะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 200 บาทต่อคน ซึ่งคาดว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ จะมียอดขายเติบโตเป็นเท่าตัว หรืออยู่ที่ 6 พันล้านบาท จากเป้าหมายปีนี้ที่คาดว่ามีอัตราเติบโต 15% หรืออยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=196554
Linsu_th
Verified User
โพสต์: 497
ผู้ติดตาม: 0

modern trade and household

โพสต์ที่ 76

โพสต์

รมว.พาณิชย์เชิญ สนช. หารือ กฎหมายค้าปลีกค้าส่ง  
20:54 น.   นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญหารือกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ เพื่อทำความเข้าใจและร่วมผลักดันการออกกฎหมายฯ ให้มีผลบังคับใช้ทันในรัฐบาลชุดนี้ และในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ผลักดันเข้าพิจารณาในวิปรัฐบาลเป็นภาวะเร่งด่วน เพื่อให้ร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ และร้านค้าปลีกค้าส่งรายย่อยอยู่ร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการออกกฎกระทรวง หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ภายใน 60 วัน นั้น การจะออกกฎกระทรวงต้องมีการระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกำกับดูแลค้าปลีกในทิศทางเดียวกัน โดยในสาระสำคัญของกฎหมายค้าปลีกฉบับนี้ ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการค้า-ปลีกค้าส่ง 3 ประเภทต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งจากกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย 1. ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป 2.ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่มียอดขายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป และ 3.ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่ซื้อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาหรือสิทธิอย่างอื่น
 :roll:  :roll:  :roll:
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news24/10/07

โพสต์ที่ 77

โพสต์

ทางรอด...ค้าปลีกไทย ตอนที่ 1

Posted on Wednesday, October 24, 2007
นายพีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์สากล คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่16 ตุลาคมที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง โดยได้ตัดคณะกรรมการระดับจังหวัดกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กจค.) ออก และเหลือเพียงคณะกรรมการกลางกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กกค.) เท่านั้น

สำหรับ กกค. จะมีทั้งหมด 19 คน แบ่งเป็นตัวแทนภาครัฐ 9 คน ตัวแทนภาคเอกชน 9 คน และอีก 1 คน ได้แก่ อธิบดีกรมการค้าภายใน โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย ออกระเบียบ การพิจารณาใบอนุญาต รวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจ ฉะนั้น ผู้ที่จะมาเป็น กกค. ควรจะต้องมีแนวคิดเชิงการตลาด มีความสามารถในการบริหาร รวมถึงมีจริยธรรมด้วย เพื่อจะได้บริหารงานได้เท่าทันกับห้างค้าปลีกข้ามชาติ อย่างไรก็ตามไม่รู้สึกเป็นห่วงที่มีการยุบ กคจ. เพราะเชื่อว่า กกค. อาจจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อดึงแนวคิดของบุคคลในแต่ละท้องถิ่นมาเป็นข้อมูลในการทำงานของ กกค.

นายพีระพงษ์ฝากด้วยว่า หลังจากที่มีการออกกฎหมายกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติแล้ว ภาครัฐ รวมถึงพรรคการเมืองต่าง ๆ ควรหันมาพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถทำงานควบคู่กับค้าปลีกข้ามชาติได้ด้วย เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว และเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย

นายธรรมา ปิ่นสุกาญจนะ กรรมการและเหรัญญิก พรรคชาติไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติได้ขยายสาขาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากกฎหมายของไทยยังไม่แข็งแกร่ง ประกอบกับประเทศอื่น ๆ ที่ห้างค้าปลีกข้ามชาติไปลงทุนได้จำกัดจำนวนสาขา ต่างชาติจึงอาศัยจังหวะนี้ขยายสาขาในไทยก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมาย

สำหรับเนื้อหาของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ถือว่าค่อนข้างเหมาะสม โดยเฉพาะในส่วนของ กกค. เพราะมีทั้งตัวแทนของภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ตามอยากให้ตัวแทนภาครัฐรับฟังความเห็นของภาคเอกชน ในขณะที่ภาคเอกชนก็ควรค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการประชุมร่วมกับภาครัฐด้วย

นายธรรมาบอกว่า อยากให้ภาครัฐนำ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง มาบังคับใช้ทันที เนื่องจากขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว นอกจากนี้อยากให้ภาครัฐนำร่างกฎหมายการแข่งขันทางการค้ามาพิจารณาใหม่ เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มีการร่างมาแล้วกว่า 7 8 ปี แต่ยังไม่สามารถประกาศใช้ได้ ซึ่งถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ ก็จะมีส่วนช่วยธุรกิจค้าปลีกค้าส่งไทยด้วย เพราะจะมีมาตรการเกี่ยวกับการห้ามขายสินค้าต่ำกว่าทุน

นายธรรมายังฝากถึง กกค. ด้วยว่า อาจจะต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะไม่มี กจค.มาช่วยงานแล้ว นอกจากนี้อยากให้ กกค. ลงพื้นที่จริงด้วย จะได้ทราบความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อบริหารงานให้ค้าปลีกทั้งไทยและต่างชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้  
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Har ... fault.aspx
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news29/10/07

โพสต์ที่ 78

โพสต์

ฟันธงปีหน้าค้าปลีกติดลบ

โพสต์ทูเดย์ สมาคมผู้ค้าปลีก ทำนายอุตสาหกรรมค้าปลีกไทย ปีหน้าโตติดลบครั้งแรกในประวัติ ศาสตร์ หากบังคับใช้กฎหมายค้าปลีกค้าส่ง


นายธนภณ ตังคณานันท์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า คาดปีหน้าภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย อาจมีอัตราการเติบโตถดถอยหรือติดลบเป็นครั้งแรก จากภาพรวมการขยายสาขาร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ ที่ต้องลดลง หากร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พศ.... ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมประกาศอนุมัติใช้ทันรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในสิ้นปีนี้

แนวโน้มดังกล่าวยังมีผลต่อเนื่องจากภาวะธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ ที่คาดว่าภาพรวมจะเติบโตเพียง 1 หลัก หรือคาดสิ้นปี 2550 เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 4-5% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับผลผลิตมวลรวมของประเทศ หรือจีพีดี ในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในธุรกิจค้าปลีกของไทยเช่นกัน จากเดิมที่จะเติบโต 2 หลัก หรือคิดเป็น 2 เท่าของจีดีพีประเทศ

ในปีนี้ ธุรกิจค้าปลีกเฉลี่ยเติบโต ที่ 4-5% มาจาก 2 ส่วนหลัก คือ 1.ร้านค้าเดิมที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว 2.จากการเปิดตัวของร้านค้าปลีกสาขาใหม่ๆ เป็นต้น แต่ก็ถือว่าเป็นอัตราเติบโตถดถอยจากปี 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมอุตสาหกรรมธุรกิจค้าปลีกยังมีอัตราเติบโต 6% ขณะที่ปีก่อนหน้า มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 10-12% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากช่องว่างของกฎหมายผังเมืองที่หมดอายุ ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ยังขอใบอนุญาตขยายสาขาได้ เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงและส่งผลกระทบไปยังภาคธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ อีก อาทิ กลุ่มแฟชั่นเสื้อผ้า กลุ่มผู้ประกอบการอุปกรณ์กีฬา หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ที่ไม่อาจขยายสาขาร้านค้า หรือต้องขอใบอนุญาตเพื่อดำเนินการจากกระทรวงพาณิชย์ กรณีหากมีพื้นที่การขยายสาขาร้านค้าเกิน 1 พัน ตร.ม. หรือบริษัทนั้นๆ มีผลประกอบการรายได้เกิน 1 พันล้านบาทต่อปี เป็นต้น ซึ่ง กำหนดไว้ในรายละเอียดมาตรา 20 ของกฎหมายค้าปลีกค้าส่ง ฉบับดังกล่าว

ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย มีมูลค่ากว่า 1.2-1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 6 หรือ 14-15% ของจีดีพีของประเทศไทย คาดอยู่ที่ประมาณ 7.7-7.8 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นภาคธุรกิจที่มีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศไทยอย่างมาก แม้ว่ารายได้หลักของประเทศไทย จะมาจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวหมุนเวียน 10-14 ล้านคนต่อปี ก็ยังทำรายได้ให้กับประเทศไม่เท่ากับภาคธุรกิจค้าปลีก

ส่วนสมาคมฯ มีสมาชิกผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก และผู้ผลิตจัดจำหน่ายหรือซัพพลายเออร์ราว 107 บริษัท ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีกตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ โดย ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่มีสัดส่วน 30-40% และกลุ่ม ผู้ประกอบการร้านค้าดั้งเดิม หรือโชห่วย ราว 60-70% ขณะที่กฎหมายค้าปลีกฉบับนี้ไม่ได้เข้ามาให้ประโยชน์ที่แท้จริงกับร้านค้าโชห่วย
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=200213
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news01/11/07

โพสต์ที่ 79

โพสต์

อินเด็กซ์ชะลอลงทุน2พันล.

โพสต์ทูเดย์ อินเด็กซ์ ส่ายหัวไม่กล้าควักเงินลงทุน 2 พันล้าน ขยายสาขา รอวัดใจร่างกฎหมายค้าปลีก หากประกาศใช้หวั่นกระทบแผนขยายสาขาใหม่ปีหน้า


นายกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ในเครืออินเด็กซ์ อินเตอร์เฟิร์น ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้าน ภายใต้ชื่อ อินเด็กซ์ กล่าวว่า บริษัทเตรียมงบลงทุนเบื้องต้นราว 2 พันล้านบาท สำหรับดำเนินการขยายสาขาร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ในเขตกรุงเทพฯ อีก 2 สาขา ในปีหน้า ซึ่งจะเป็นสาขาที่ 18 และ 19 แต่ทั้งนี้แผนดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้น หากร่าง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ผ่านการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประกาศใช้จริงในปีหน้า

ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวกำหนดเนื้อหาบางส่วนในมาตรา 20 ระบุให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกที่มีพื้นที่ร้านค้าเกิน 1 พัน ตร.ม. หรือมียอดขายรวมทั้งปีเกิน 1 พันล้านบาท ต้องมาขออนุญาตกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง อาจส่งผลต่อแผนการลงทุน หรือขยายสาขาธุรกิจของบริษัทในประเทศไทย ซึ่งบริษัทเข้าใจจุดประสงค์ของกฎหมายว่า ต้องการออกมาควบคุมธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติรายใหญ่ แต่ก็ส่งผลกระทบไปยังภาคธุรกิจอื่นด้วย

อย่างไรก็ตาม ในปีหน้า บริษัทยังดำเนินการตามแผนเดิมที่วางไว้ก่อนกฎหมายค้าปลีกฉบับนี้จะประกาศใช้ ซึ่งจะเป็น 2 สาขาใหม่ คือ สาขาที่ 16 ใน จ.ชลบุรี ราวไตรมาสแรกปีหน้า และสาขาที่ 17 ใน จ.ขอนแก่น

นอกจากนี้ ในปีหน้า บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรธุรกิจในหลายประเทศ ทั้งแถบยุโรป และเอเชีย อาทิ อินเดีย เวียดนาม เพื่อขยายสาขาร้านค้าปลีก อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ อย่างจริงจัง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้อินเด็กซ์เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำระดับโลก การขยายไปต่างประเทศมีทั้งรูปแบบร่วมทุนกับพันธมิตร หรือการขายแฟรนไชส์ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในประเทศเวียดนามเป็นแห่งแรกในปีหน้า

นายกิจจา กล่าวว่า บริษัทใช้งบราว 70 ล้านบาท จากงบรวมทั้งปี 270 ล้านบาท ทำตลาดในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้

สำหรับสิ้นปีนี้ บริษัทคาดว่าจะมียอด ขายเติบโตตามเป้าที่วางไว้ 6.8 พันล้าน บาท จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6 พันล้านบาท แบ่งออกเป็นรายได้ส่งออกต่างประเทศ และในประเทศสัดส่วนใกล้เคียงกัน 50% แต่นับจากนี้บริษัทจะหันมาให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศมากขึ้น คาดว่าปีหน้าสัดส่วนรายได้ต่างประเทศจะอยู่ที่ 40%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=200963
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news01/11/07

โพสต์ที่ 80

โพสต์

นักวิชาการชี้ พรบ.ค้าปลีก ต้องอยู่ร่วมกัน

โพสต์ทูเดย์ นักวิชาการ ชงแก้ พ.ร.บ.ค้าปลีก ต้องประนีประนอม


นายไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยสังคม และเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจ บัณฑิตย์ กล่าวว่า พ.ร.บ.การ ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ... ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เท่าที่เห็นรายละเอียดจะให้ความสำคัญกับ การคุมขนาดพื้นที่ ซึ่งจริงแล้วปัญหาธุรกิจค้าปลีกไม่ได้จำกัดที่พื้นที่ขนาดใหญ่เท่านั้น ต้องคำนึงถึงรูปแบบ หรือวิถีการดำเนินชีวิตของท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะการขยายสาขาในต่างจังหวัด

ทั้งนี้ ตามหลักการแล้วอาจมีความจำเป็นให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาว่า เหมาะสม กับท้องถิ่นหรือไม่ ส่งผลกระทบต่อค้าปลีก โชห่วย ในท้องถิ่นหรือไม่ และที่สำคัญอาจมีความจำเป็นต้องใช้กฎหมายผังเมืองประกอบด้วย ซึ่งในส่วนนี้จำเป็นต้องมีกรอบกติกา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ปฏิบัติ

การแก้ไขปัญหาค้าปลีกสมัยใหม่ กับสมัยเก่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องใช้วิธีการประนีประนอม มีกลไกทางสังคมเข้ามากำหนด การ ออกกฎหมายไม่ควรสุดกู่ เพื่อที่จะ ไม่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน นายไพโรจน์ กล่าว

นอกจากนี้ ในกฎหมายอาจ เพิ่มเติมในส่วนของการขยายสาขาถ้าหากจะตั้งสาขาก็ควรคำนึงถึงความหนาแน่นของประชากร ว่ามีมากเพียงพอหรือไม่ และที่สำคัญต้องมีการศึกษาถึงผลกระทบกับชุมชน สังคม และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับท้องถิ่นประกอบด้วย เพราะถึงจุด หนึ่งแล้ว เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ต้องอยู่ด้วยกันได้
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=200947
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news12/11/07

โพสต์ที่ 81

โพสต์

ตั้งฮั่วเส็ง ปรับตัวครั้งใหญ่ เตรียมระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai ไตรมาส 2 ปีหน้า

Posted on Friday, November 09, 2007

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม กรรมการผู้จัดการ บริษัทแอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ของบริษัท สรรพสินค้า ตั้งฮั่วเส็ง คาดจะเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ได้ในไตรมาส 2 ของปีหน้า

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะขณะนี้ บริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมหานักลงทุนสถาบัน ทั้งในและต่างประเทศ เข้ามาถือหุ้นราว 10 - 20% ก่อนนำหุ้นเข้าจดทะเบียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อย เนื่องจากการมีกองทุนเข้ามาร่วมถือหุ้น จะแสดงให้เห็นว่ามีการตรวจสอบภายในอย่างละเอียด


ขณะที่กระบวนการยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต.น่าจะทำได้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรก และหลังจากยื่นไฟลิ่ง ก็พร้อมดำเนินการขายหุ้น IPO และนำหุ้นเข้ามาซื้อขายใน mai ในไตรมาส 2 ทันที โดยในเบื้องต้น คาดว่า ตั้งฮั่วเส็งจะมีการระดมทุนประมาณ 200 - 300 ล้านบาท

ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่เดิม คือ นายวิโรจน์ จุนประทีปทอง ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ จะต้องรักษาสัดส่วนไว้ให้อยู่ที่ระดับ 51 - 55% หลังจากเข้าตลาดแล้ว

ด้านนายวิโรจน์ จุนประทีปทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 10 - 15% ในปีหน้า จากการเพิ่มอัตราค่าเช่าพื้นที่ประมาณ 10% หลังจากปรับเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าทั้งสาขาธนบุรี และบางลำพู เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะสามารถสนองตอบความต้องการลูกค้าได้มากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะปรับปรุงมินิมาร์ทเดิมทั้ง 5 สาขา ให้เป็นมินิซุปเปอร์มาร์เก็ต ภายใต้แบรนด์ Get It! ซึ่งเปิดไปแล้ว 1 สาขา ที่สถานีบริการน้ำมันซัสโก้ ถนนราชพฤกษ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณ 4 ล้านบาท และบริษัทจะทยอยเปิดสาขาเพิ่มอีกปีละ 3 - 4 สาขา ซึ่งจะเริ่มดำเนินการภายในปีหน้า  
http://www.moneychannel.co.th/BreakingN ... fault.aspx
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news13/11/07

โพสต์ที่ 82

โพสต์

กรมการค้าภายในคุมเข้มห้ามค้าปลีกขายตัดราคา

นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวว่า จะเชิญผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ ร้านค้าปลีกค้าส่งราย ย่อย ผู้ผลิตสินค้า (ซับพลายเออร์) ประมาณ 100 ราย มาประชุมเชิง ปฏิบัติ เพื่อให้การปฏิบัติทางการค้าระหว่างผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกกับผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย (ไกด์ไลน์) เป็นไปอย่างเป็นธรรม หลังจากที่ ไกด์ไลน์ดังกล่าว มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค. 2549 แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถบังคับใช้ได้ และมีการร้องเรียนเข้ามา อย่างต่อเนื่องว่า พบพฤติกรรมที่ขัดกับหลักปฏิบัติของไกด์ไลน์ โดยจะเน้นเป็นพิเศษกรณีพฤติกรรมการจำหน่ายสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน และการส่งเสริมการขายแบบไม่มีกำหนด

นายยรรยง กล่าวว่าพฤติกรรมขายต่ำกว่าทุน ถือเป็นการทำลายระบบการค้า เพราะทำให้ผู้ผลิตสินค้ามีปัญหา ไม่สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่มีกำไร เนื่องจากจะ ถูกผู้ซื้อรายอื่นกดราคาซื้อสินค้า เป็นผลมาจากที่ร้านค้าปลีกรายใหญ่ นำสินค้าไปขายลดราคาจนต่ำกว่าราคาทุน และทำให้ผู้ซื้อรายอื่น ต้องการซื้อสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาทุนด้วย

ส่วนการส่งเสริมการขายแบบ ไม่มีกำหนด พบว่า ธุรกิจค้าปลีก ไทยมีการลดราคาสินค้าเพียง 2-3 รายการ แต่โฆษณาว่าลดทั้งหมด ถือเป็นการทำให้ประชาชนเกิดการ เข้าใจผิด ขณะที่ต่างประเทศ การส่งเสริมการขายแบบนี้ มักจะทำในเทศกาลสำคัญๆ เช่น วันคริสต์มาส หรือ ปีใหม่เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ของไทยกลับมีการจัดเป็นประจำแทบทั้งปี จึงต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด

นายธนภณ ตังคณานันท์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีก กล่าวว่า สมาคมจะขอดูแนวทางไกด์ไลน์ที่ จะออกมาก่อนว่าเป็นอย่างไร โดยการกำหนดห้ามจัดโปรโมชันการขายบ่อยครั้ง ก็ต้องทบทวนรายละเอียดให้รอบคอบ ซึ่งเบื้องต้นการจัดโปรโมชันของ ผู้ประกอบการแต่ละค่ายมักจัดกิจกรรมโปรโมชันสินค้าแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ เฉลิมฉลองครบรอบสาขา และจัดกิจกรรมในเทศกาลต่าง ๆ

ด้านนายดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม ผู้บริหารร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า บริษัทอาจส่งตัวแทนเข้าไปหารือร่วมกับ คน. คณะทำงาน ในรายละเอียดไกด์ไลน์ค้าปลีกร่วมกัน และเข้าใจว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกส่วนใหญ่ อาจไม่สะดวกเข้าไปหารือร่วมกับหน่วยงานรัฐในครั้งนี้ เนื่องจากรับทราบเรื่องดังกล่าวในระยะเวลากระชั้นชิด ขณะเดียวกันยังเป็นช่วงที่บริษัทและคณะทำงานอยู่ระหว่างจัดทำแผนธุรกิจในขณะนี้ด้วย ซึ่งขณะนี้ ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ ไกด์ไลน์ค้าปลีกที่เตรียมออกมาใช้ แต่ในท้ายสุดควรคำนึงถึงผลประโยชน์ผู้บริโภคที่จะได้รับด้วย

สำหรับร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ฉบับที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) นั้น นายยรรยงกล่าวว่า เพื่อเป็นการจัดระเบียบให้การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเกิดความเป็นธรรม โดยจะกำหนดสถานที่ตั้ง ระยะเวลาเปิดปิด รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ใช่ต้องการแยกแยะว่าเป็นธุรกิจของต่างชาติหรือคนไทย ส่วนที่อ้างว่าพ.ร.บ.ค้าปลีกฯ ออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อซัพพลายเออร์ หรือผู้ผลิตนั้น กระทรวงพาณิชย์มีกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เพื่อกำกับดูแลด้านราคาสินค้ากับผู้ผลิตอยู่แล้ว ตลอดจนมีไกด์ไลน์ ของธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ควบคุมอยู่
ด้านนายเสกสรรค์ ไตรอุโฆษ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และพัฒนาธุรกิจ ห้างคาร์ฟูร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้บริหารของคาร์ฟูร์ให้การสนับสนุนกฎหมายค้าปลีกค้าส่งมาตลอด โดยยืนยันเจตนารมณ์ของการปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด เพื่อต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และเห็นว่าการปรับโครงสร้างใหม่นั้นก็เพื่อไม่ให้รายใดรายหนึ่งครอบงำตลาดเพียงผู้เดียว

แหล่งข่าวจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีก หรือค้าส่ง พ.ศ.... จะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ หลังจากที่ได้ผ่านการหารือจากวิปของรัฐบาลและวิปของ สนช.แล้ว ทั้งนี้คงต้องเร่งรัดพิจารณา ภายหลังการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณากฎหมาย เนื่องจากเวลาของ สนช.มีน้อย ในการออกกฎหมาย
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Mor ... fault.aspx
Linsu_th
Verified User
โพสต์: 497
ผู้ติดตาม: 0

modern trade and household

โพสต์ที่ 83

โพสต์

โมเดิร์นเทรดรุกฆาต! ขวางพ.ร.บ.ค้าปลีกฯสุดฤทธิ์
ขณะที่กระแสสังคมกำลังให้ความสนใจบรรยากาศการรับสมัครส.ส. และการหาเสียงเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งดำเนินไปอย่างคึกคักและเริ่มเข้มข้นขึ้นทุกวันนั้นการทำหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสนช.ซึ่งเป็นทั้งส.ส.และส.ว.ในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปให้ส.ส.ก็กำลังถูกจับตามองว่า การผ่านร่างกฎหมายสำคัญๆ ที่จะมีผลต่อวิถีชีวิตและ ความเป็นอยู่ของประชาชนนั้นสนช.ชุดนี้ได้ทำหน้าที่กลั่นกรองอย่างเป็นพิเศษหรือไม่ยิ่งใกล้จะหมดวาระในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ สนช.ได้ขับเคลื่อนพิจารณากลั่นกรองกฎหมายไปได้แค่ไหน โดยเฉพาะร่างพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งพ.ศ. ... ที่กระทรวงพาณิชย์ออกแรงผลัก ดันมาตั้งแต่ต้นกำลังจะถูก "ขัดขวาง" และ "ยื้อ" ซื้อเวลาส่งต่อไปให้ "ผู้แทนราษฎร" หรือส.ส.ที่กำลังจะเลือกตั้งเข้ามาพิจารณาเนื้อหาหลักในร่างกฎหมายฉบับนี้คือการจำกัดการขยายสาขาของห้างยักษ์ไม่ให้ครอบคลุมพื้นที่มากเกินไปจนทำให้ร้านค้าย่อยหรือร้านโชว-ห่วยในท้องถิ่นต่างๆ ได้รับผลกระทบและไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
+โมเดิร์นเทรดเดินเกมรุกฆาต
การเดินเกมล็อบบี้สมาชิกสนช.ของกลุ่มยักษ์ค้าปลีก ทั้งเทสโก้ โลตัส แม็คโคร คาร์ฟูร์ บิ๊กซีและท็อปส์ หรือโมเดิร์นเทรด เพื่อยับยั้งและถ่วง เวลาร่างพ.ร.บ.ค้าปลีกฯไม่ให้มีผลบังคับใช้ทันรัฐบาลชุดนี้ กำลังทวีความรุนแรงและหนักหน่วงขึ้นทุกขณะ
พร้อมๆ กับการเดินหน้าเร่งขยายสาขาของ ห้างต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่ กลางและเล็กออกไปยังส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นอย่างไม่ลดละและไม่ปล่อย ให้เสียโอกาส แม้จะมีเสียงเรียกร้องและการชุมนุม คัดค้านของพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นต่างๆมาเป็นระยะก็ตาม
"เคยหารือและให้ข้อมูลกับทางกฤษฎีกาแล้วว่า ปัจจุบันนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมาย เข้ามาดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และที่ร่างกฎหมายเขียนไว้ครอบคลุมนั้น เพราะปัญหาค้าปลีกค้าส่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง หากร่างกฎหมายแคบเกินไปก็จะดูแลปัญหาได้ไม่ทั่วถึง" แหล่งข่าวในกระทรวงพาณิชย์อธิบายเหตุผลที่จะผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาและว่า
ช่วงที่กฎหมายค้าปลีกค้าส่งยังไม่ออกมาบังคับใช้ คาดว่าการขยายสาขาในปี 2550 จะเพิ่ม ขึ้นอย่างรวดเร็วและมากกว่าทุกปีที่เฉลี่ยมีอัตราการเติบโตของการขยายสาขาประมาณ 28% โดยปีนี้อัตราการเติบโตขยายสาขาอาจทะลุเกิน 30% ซึ่งปัจจุบันมีสาขาค้าปลีกอยู่ประมาณ 5.7 พันแห่ง เพิ่มขึ้นจากปี 2544 ที่มีประมาณเพียงแค่ 1 พันกว่าสาขาเท่านั้น
การขยายตัวของโมเดิร์นเทรดมีแนวโน้มขยายตัวลงไปยังอำเภอ ตำบล และชุมชนอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ขณะที่มีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากทั่วประเทศ ทั้งนี้หากร่างพ.ร.บ.ค้าปลีกฯผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสนช.และมีผลออกมาบังคับใช้แล้ว บรรดายักษ์ค้าปลีกทั้งหลายจะไม่สามารถขยายสาขาได้อีก(ดูตารางประกอบ)
นี่คือแนวทางเบื้องต้นที่จะหยุดการค้าเสรีชนิดมือใครยาวสาวได้สาวเอาแบบไร้กติกา แม้ก่อนหน้านี้ภาครัฐจะเคยขอความร่วมมือห้างยักษ์ต่างๆไม่ให้ขยายสาขามากเกินไปก็ตาม
ล่าสุดคือการรวมตัวกันของยักษ์ค้าปลีกยื่น หนังสือถึงประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ "ถอด ถอน" ว่าที่ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยออกจาก ตำแหน่งเพราะว่าที่ ร.อ.จิตร์ เป็นโฆษกคณะกรร-มาธิการการพาณิชย์ ของสนช. ซึ่งเป็นหัวแรงยก ร่างกฎหมายค้าปลีกค้าส่ง ฉบับของสนช. รวมทั้งสิ้น 40 มาตรา และกำลังจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณา ของสนช.ร่วมกับฉบับของกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้เพื่อให้เสร็จทันในช่วงรัฐบาลชุดปัจจุบัน
+อ้างพ.ร.บ.ค้าปลีกฯมีผลเสีย
ขณะที่สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มค้าปลีกโมเดิร์นเทรด ยังยืนยันและตอกย้ำถึงผลเสียของพ.ร.บ.ค้าปลีกฯ ว่าจะสวนทางกับกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ต่างเปิดเสรีให้มีการเคลื่อนย้ายการลงทุนได้ หากกฎหมายจำกัดการขยายสาขาของโมเดิร์นเทรด จะส่งผลกระทบเป็น ลูกโซ่ไปถึงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี)
เขาอ้างว่ามูลค่าของธุรกิจค้าปลีก คิดเป็น 13-14% ของจีดีพี โดยในปีที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1.2-1.3 ล้านล้านบาท ถือเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับสองรองจากธุรกิจส่งออก ที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีกจะขยายตัวเป็น 2 เท่าของจีดีพีมาตลอด หากจีดีพีของประเทศขยายตัว 6% ธุรกิจค้าปลีกจะขยายตัวถึง 12% นั่นสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจค้าปลีกมีการ เติบโตสูง และมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของจีดีพี
"ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ธุรกิจค้าปลีกน่าจะมาช่วยบาลานซ์จีดีพี ไม่ให้ยึดติดกับรายได้จากการส่งออกเพียงอย่างเดียว หากมีการลงทุน ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เม็ดเงินย่อมกระจายลงไปในทุกภาคส่วน แต่พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง ไม่ใช่คำตอบที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับโชวห่วย หรือค้าปลีกดั้งเดิมของไทยที่ล้มตายลงเหลือเพียง 30% ของภาพรวมธุรกิจค้าปลีก แต่เกิดจากการไม่ปรับตัวรับ กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ภายหลังการเข้ามาขยายสาขาของโมเดิร์นเทรดในชุมชน"
+รายย่อยหนุนสนช.ผ่านก.ม.
ไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยืนยันล่าสุดว่าจำเป็นและถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องเข้าคลี่คลายปัญหา เพราะหาก ไม่รีบสร้างสมดุล ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นต่อไปความ เดือดร้อนจะยิ่งเพิ่มทวีคูณ ขณะนี้โมเดิร์นเทรดยึดกุมส่วนแบ่งตลาดในมือประมาณ 50-60% และมีอัตราการเติบโตของยอดขายปีละประมาณ 20%
ก่อนหน้านี้กลุ่มสมาพันธ์คนไทยต้านค้าปลีกข้ามชาติ ซึ่งมีตัวแทนจากร้านค้าปลีกขนาด
เล็ก (โชวห่วย) ประมาณ 500 คน ได้เรียกร้องให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย ยับยั้งการขยายสาขาของห้างค้า ปลีกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโลตัส ในระหว่างที่ร่างกฎหมายค้าปลีกยังไม่มีผลบังคับใช้ เพราะขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุญาตให้เปิดสาขาและก่อ-สร้างได้อย่างต่อเนื่อง จึงเรียกร้องให้ควบคุมอย่างเด็ดขาด เช่นที่ภูเก็ตก็ได้มีการคัดค้านและต่อต้าน ห้างโลตัสเอ็กซ์เพรสมา 3 เดือนแล้วแต่ยังไม่เป็นผลเช่นเดียวกับ ผู้ประกอบการค้าปลีกจากอ. บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้กับทุนค้าปลีกรายใหญ่ และสนับสนุนให้ร่างกฎ หมายค้าปลีก ผ่านสนช. เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญ ของการต่อสู้กับทุนค้าปลีกค้ารายใหญ่ และเป็นอนาคตของโชวห่วยทั้งประเทศ โดยจะประสานสมาชิกแต่ละอำเภอ ให้เร่งทำคัตเอาต์ สนับสนุนให้ สนช.ผ่านร่างกฎหมายค้าปลีก ออกมาส่วนสมาคมค้าส่งค้าปลีกไทย ก็ยืนยันสนับสนุนและต้องการให้ สนช.ผ่านร่างกฎหมายซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการค้าได้ เป็นการจัดการให้ผู้ประกอบกอบ การทุกระดับอยู่ได้ เนื่องจากห้างใหญ่พยายามที่จะเร่งขยายสาขาไปทั่วประเทศ ทำให้มีผลกระทบต่อการค้าท้องถิ่น วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คน ขณะนี้ชนบทถูกยึดพื้นที่ไปหมดแล้ว
แหล่งข่าวในกระทรวงพาณิชย์ยืนยันอีกครั้ง ว่าเมื่อเกิดปัญหาในระดับโครงสร้างทางธุรกิจจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เกิดสงครามค้าปลีกระหว่าง รายใหญ่-รายเล็ก และตามด้วยสงครามกับซัพ-พลายเออร์ ผู้บริโภค ดังนั้นการมีกฎหมาย กติกาเพื่อจัดโครงสร้างธุรกิจที่เหมาะสมจึงมีความ จำเป็น
+แฉเกมยื้อของโมเดิร์นเทรด
แหล่งข่าวในสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสนช.รายหนึ่งอธิบายการยื่นหนังสือ "ถอดถอน" ว่าที่ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ โฆษกกมธ.การพาณิชย์ ออกจากกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยข้างต้น ว่าเป็นการทำลายเครดิตในฐานะคีย์แมนคนสำคัญที่จะผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมา"อย่างน้อยที่สุดหากยับยั้งหรือขัดขวางหรือล้มกฎหมายฉบับนี้ได้ บรรดาห้างยักษ์ต่างๆก็จะสามารถขยายสาขาออกไปได้อีก เพราะไม่มีกฎหมายควบคุม การอ้างให้สภาผู้แทนราษฎรที่มา จากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณากฎหมายก็เพื่อหาทางล็อบบี้ไม่ให้มีกฎหมายลักษณะนี้ออกมานั่นเองยิ่งสภาผู้แทนราษฎรมีหลายพรรคการ เมืองและยิ่งเป็นรัฐบาลผสมด้วยแล้ว การที่จะรวมตัวกันออกกฎหมายลักษณะนี้ก็ยิ่งทำได้ยาก เพราะอย่าลืมว่าในยุคเผด็จการเท่านั้นที่จะเข็นกฎหมายออกมาได้ง่ายกว่ายุคประชาธิปไตย เพราะคนขัดขวางมีไม่มาก"ขณะเดียวกันเมื่อหันไปมองพรรคการเมือง ต่างๆ ที่กำลังหาเสียงอยู่ในขณะนี้ก็ยังไม่มีพรรคใดสนใจปัญหาของร้านค้ารายเล็กที่เดือดร้อนจากการขยายสาขาของยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติ จะมีเพียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่เขียนไว้ในนโยบาย ว่า " 9. จะสนับสนุนการค้าโชวห่วยและธุรกิจรายย่อยของคนไทยทั่วประเทศ ให้สามารถยืนอยู่บนขาของตนเองได้" ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ นั้นรู้กันอยู่ว่าสนับ สนุน เศรษฐกิจเสรี และเป็นผู้เปิดประตูเสรีการเงิน กระทั่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 ยิ่งพรรคชาติไทย นอกจากไม่สนับสนุนร้านค้ารายย่อย แล้วยังเห็นด้วยกับข้าราชการท้องถิ่นในการเปิดทางให้ห้างยักษ์ขยายสาขาที่อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี อย่างออกหน้าออกตาหากพ.ร.บ.ค้าปลีกฯไม่ผ่านการพิจารณา ของสนช.ออกมาในช่วงเวลานี้ได้ เชื่อว่าร้านค้า ย่อยและโชวห่วยของไทยเราต้องสูญพันธุ์อย่าง แน่นอน http://www.thannews.th.com/detialNews.p ... issue=2269
:roll:
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news16/11/07

โพสต์ที่ 84

โพสต์

'เอ็มโอยู'ค้าปลีก เป็นธรรมทุกฝ่าย เลิกขายต่ำกว่าทุน  
คน.ร่างเอ็มโอยูระหว่างยักษ์ค้าปลีกกับซัพพลายเออร์ หวังสร้างความเป็นธรรมการค้า เริ่มลุย 3 กลุ่มสินค้า ข้าวถุง น้ำมันพืช และผลิตภัณฑ์นม คาด 2 เดือนได้ข้อสรุป พร้อมเร่งตรวจเข้มสินค้าขายต่ำกว่าทุน หากพบกระทำผิด ดำเนินคดีทันที ผู้ประกอบการขอเจรจาลดค่าใช้จ่ายนำสินค้าเข้าจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรด


นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งกับผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย ว่า คน.ได้หารือกับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่ง หาข้อสรุปล่าสุดเพื่อสร้างความเป็นธรรมด้านการค้า โดย มีนโยบายทำบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น(เอ็มโอยู) สัญญามาตรฐานระหว่างซัพพลายเออร์กับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่หรือกลุ่มโมเดิร์นเทรด เพื่อใช้เป็นสัญญาและหลักเกณฑ์ในการซื้อขายสินค้า เริ่มจากสินค้าข้าวถุง น้ำมันพืช และผลิตภัณฑ์นม ที่จะให้เสร็จภายใน 2 เดือนข้างหน้า เพื่อช่วยไม่ให้มีการกดราคาซื้อสินค้า และนำไปจัดโปรโมชั่นสินค้าราคาถูก ที่ส่งผลกระทบกับทุกฝ่าย

นอกจากนี้ คน.ยังชี้แจงทำความเข้าใจ ให้ผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกกับผู้ผลิตและจำหน่าย ให้ยึดหลักการประกอบธุรกิจที่เป็นธรรม โดยไม่มีการบังคับและเลือกปฏิบัติ หรือการกีดกัน โดยเฉพาะการกำหนดราคาขายต่ำกว่าทุน และการกดราคารับซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย ที่มีปัญหาร้องเรียนอย่างมาก อาทิ การซื้อ 1 แถม 1 หรือการขายสินค้าถูกทั้งปี ส่วนสินค้าที่นำมาขายต่ำกว่าทุนได้นั้น จะยกเว้น 6 กรณี ประกอบด้วยสินค้าค้างสต๊อก ใกล้หมดอายุ หรือล้าสมัย, สินค้าที่เน่าเสียง่าย ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ทางเกษตร, สินค้าเฉพาะฤดูกาล, สินค้าชำรุด, ธุรกิจเลิกกิจการ และการแข่งขันกับคู่แข่งที่ลดราคาสินค้า โดยจะมีการพิจารณาว่ามีวัตถุประสงค์แอบแฝงที่ต้องการกำจัดคู่แข่งด้วยหรือไม่

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ฉบับที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คาดว่าจะผ่านวาระ1ไปได้ไม่มีปัญหา เพราะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับทุกฝ่าย รวมทั้งไม่ได้เป็นการกีดกันไม่ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่เป็นการจัดระเบียบให้การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเกิดความเป็นธรรม ทั้งกำหนดสถานที่ตั้ง ระยะเวลาเปิดปิด รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ด้านนายประพจน์ นันทวัฒน์ศิริ นายกสมาคมสบู่และผงซักฟอกไทย กล่าวกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หากมองในแง่การทำธุรกิจ ผู้ประกอบการไม่ได้สนใจเรื่องของประเด็นการขายสินค้าต่ำกว่าทุน เนื่องจากกลไกตลาดจะเป็นตัวบังคับ หากสินค้าขึ้นราคา ราคาจำหน่ายก็ต้องปรับสูงขึ้นด้วย แต่ขายต่ำกว่าทุนหรือไม่นั้น เกิดขึ้นจาก 2 กรณี คือกรณีสมยอม อาทิ สินค้าที่เปิดตัวใหม่และต้องการจัดโปรโมชั่น และกรณีไม่สมยอม ซึ่งส่วนใหญ่การขายสินค้าต่ำกว่าทุนจะอยู่ที่ประเด็นนี้ โดยท้ายที่สุดต้องดูว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์หรือไม่

ด้าน ดร. ดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เทสโก้ โลตัส กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับซัพพลายเออร์ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญนั้น หากไม่มีซัพพลายเออร์ก็ไม่มีเทสโก้ โลตัส การเติบโตของเทสโก้ โลตัส จะไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของซัพพลายเออร์ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค สัญญาและความตกลงทุกฉบับที่ทำกับซัพพลายเออร์ทุกรายต้องทำด้วยความโปร่งใส บนพื้นฐานของความพึงพอใจร่วมกัน หากซัพพลายเออร์มีข้อกังวลใจใด ๆ ก็มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนที่จะช่วยให้เขาเหล่านั้น สามารถยื่นเรื่องต่อผู้บริหารสูงสุดของเทสโก้ โลตัสได้โดยตรง ซึ่งปัจจุบันเทสโก้ โลตัสมีบริษัทคู่ค้ากว่า 7,300 บริษัท

นายสมชาย สกุลสุรรัตน์ สมาชิกสนช. กล่าวในเวทีเสวนาสาธารณะ เรื่อง "ใคร? ได้ประโยชน์จากกฏหมายค้าปลีกค้าส่ง" ซึ่งจัดโดยสมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย และสโมสรนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึง ร่าง พระราชบัญญัติ (พรบ.) การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ..... ว่า พรบ.ฉบับนี้อาจไม่ตรงต่อความคาดหวังของประชาชนโดยทั่วไปเท่าใดนัก เพราะพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาโชวห่วย ทั้งในเรื่องของภาษี การค้าไม่เป็นธรรม การดั้มภ์ราคาสินค้า เพราะการแก้ปัญหาเรื่องของภาษีเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากร ส่วนการดั้มภ์ราคาเป็นเรื่องของกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งกฏหมายเหล่านี้มีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีการใช้อย่างเอาจริงเอาจัง

สำหรับเจตนารมย์ในการออกกฏหมายคือการควบคุมการขยายสาขาของโมเดิร์นเทรดที่ส่งผลกระทบต่อโชวห่วย สาระของกฏหมายจึงมุ่งไปที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มียอดขายเกิน 1,000 ล้านบาทหรือมีพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยกำหนดเป็นกรอบขึ้นมาเพื่อให้มีการบริหารจัดการ จัดระเบียบเท่านั้น ทั้งนี้แม้ร่าง พรบ. ค้าปลีกฯ จะผ่านความเห็นชอบของสภาในวาระแรก ก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนโดยให้ตัวแทนที่เกี่ยวข้องทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต ฯลฯ เข้าไปมีส่วนร่วมได้ในวาระที่สอง

ด้านนายยรรยง อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวในงานเวทีเสวนาเดียวกันว่า กฏหมายค้าปลีกไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคม ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาโชวห่วยเกิดขึ้นเพราะมีโครงสร้างที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งค้าปลีกเป็นเรื่องที่กระทบในวงกว้าง เพราะมีมูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 15% ของจีดีพี มีผู้เกี่ยวข้องเป็นร้านโชวห่วยกว่า 3 แสนครอบครัว มีแรงงาน 6-7 ล้านคน ที่ผ่านมา ค้าปลีกมีจุดเป็นจุดตายอยู่ที่ทำเล ใครยึดทำเลดีได้ จะได้เปรียบ เช่นเดียวกับโมเดิร์นเทรด โดยปี 2545 มีสาขาอยู่รวมกว่า 2,000 แห่ง แต่ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 5,700 แห่ง ซึ่งเป็นการเติบโตที่ผิดปกติ การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่โครงสร้างที่ไม่เหมาะสม ด้วยการควบคุมพื้นที่การขยายสาขา
http://www.thannews.th.com/detialnews.p ... issue=2270
Linsu_th
Verified User
โพสต์: 497
ผู้ติดตาม: 0

modern trade and household

โพสต์ที่ 85

โพสต์

คอนวีเนี่ยนสโตร์ปี50 : มูลค่า 90,000 ล้านบาท...8,000 สาขา
ร้านสะดวกซื้อ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดคอนวีเนี่ยนสโตร์หรือร้านค้าสะดวกซื้อที่มีการใช้พื้นที่ไม่มากนักมีแนวโน้มที่จะเป็นธุรกิจที่มีการขยายตัวของสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2550 สวนกระแสกับการขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มทรงตัว
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :    สมรภูมิคอนวีเนี่ยนสโตร์ในปี 2550 มีความเป็นไปได้ว่าการแข่งขันน่าจะรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ ทั้งจากคอนวีเนี่ยนสโตร์หรือร้านสะดวกซื้อรายเดิมด้วยกันเอง และซูเปอร์มาร์เก็ตที่ต่างเร่งขยายสาขากันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบรรดาดิสเคานท์สโตร์ที่มีการปรับขนาดให้เล็กลง เพื่อรองรับมาตรการควบคุมผังเมือง อีกทั้งยังเป็นการขยายเครือข่ายร้านสาขาให้สามารถครอบคลุม และเข้าถึงความต้องการของผุ้บริโภคได้มากยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ในส่วนของร้านค้าปลีกรายย่อยหรือกลุ่มธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมเองหลายรายก็ได้มีการปรับปรุงกิจการเพื่อรองรับวิถีการดำเนินชีวิตทีเปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่มีแนวโน้มจะลดความถี่ในการซื้อลง และหันมาซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกใกล้บ้านหรือที่ทำงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในปี 2550 ธุรกิจคอนวีเนี่ยนสโตร์น่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 90,000 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ทั้งนี้นับเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างแตกต่างจากภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกโดยรวมในปี 2550 ที่เป็นไปได้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 10% ภายใต้สมมติฐานที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2550 อยู่ที่ระดับ 3.5-4.5%  นอกจากนี้ตลาดคอนวีเนี่ยนสโตร์ในเมืองไทยยังเป็นรูปแบบที่มีจำนวนสาขาสูงสุดในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกอีกด้วย โดยคาดว่าในปี 2550 น่าจะมีจำนวนสาขาคอนวีเนี่ยน  
สโตร์รายใหญ่ในลักษณะ Chain Store  ภายในประเทศประมาณ  8,000  แห่ง หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 15%  
คอนวีเนี่ยนสโตร์ เป็นรูปแบบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ที่เน้นจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ด้วยจุดเด่นของการนำเสนอความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าและใช้บริการต่างๆ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการคอนวีเนี่ยนสโตร์รายใหญ่ในลักษณะ Chain Store ในตลาดหรือมีจำนวนสาขาเกินกว่า 100 แห่งต่อรายประมาณ 6 ราย หรือมีจำนวนสาขาภายในประเทศรวมกันประมาณ 6,800 แห่ง(ณ สิ้นปี 2549)  โดยจะมีทั้งที่เป็นบริษัทร่วมทุนในระดับโลกหรือบริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนในไทย และบริษัทของคนไทยเอง   ทั้งนี้จากการที่คอนวีเนี่ยนสโตร์เป็นธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ที่ต้องใช้ทั้งเงินลงทุนสูง และมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อีกทั้งยังต้องใช้เวลาในการสร้างภาพลักษณ์และแบรนด์ของสินค้าและบริษัทในระยะเวลาที่นานพอสมควร  จึงก่อให้เกิดอุปสรรคค่อนข้างสูงต่อการเข้าสู่ตลาดคอนวีเนี่ยนสโตร์ของผู้ประกอบการรายใหม่ๆ   และส่งผลให้โครงสร้างตลาดคอนวีเนี่ยน   สโตร์ภายในเมืองไทยจวบจนปัจจุบันเป็นลักษณะของตลาดผู้ขายน้อยรายที่มีการแข่งขันทวีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นทุกขณะ เพื่อช่วงชิงการถือครองส่วนแบ่งการตลาด  
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  เห็นว่าธุรกิจคอนวีเนี่ยนสโตร์ในปี 2550 มีศักยภาพค่อนข้างสูง และน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก  เป็นผลมาจากปัจจัยสนับสนุนหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ ขนาดตลาด ด้วยจำนวนประชากรประเทศไทยกว่า 65 ล้านคน  ขณะที่จำนวนสาขาคอนวีเนี่ยนสโตร์ในปัจจุบันมีเกือบ 7,000 แห่ง  จึงมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 9,000 คนต่อสาขา  ขณะที่ญี่ปุ่นและไต้หวันซึ่งเป็นประเทศในแถบเอเชียด้วยกันมีสัดส่วนประชากร 2,000-3,000 คนต่อสาขา  จึงมีความเป็นไปได้ว่าตลาดคอนวีเนี่ยนสโตร์ในเมืองไทยยังสามารถขยายสาขาได้อีกพอสมควร  ความนิยมใช้บริการคอนวีเนี่ยนสโตร์  พบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความนิยมของผู้บริโภคในไทยต่อการใช้บริการคอนวีเนี่ยนสโตร์เป็นไปในทิศทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยพิจารณาจากมูลค่าตลาดที่เติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2546-2549 ที่พบว่าธุรกิจคอนวีเนี่ยนสโตร์ในลักษณะ Chain Store มีมูลค่าตลาดเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี  ขณะที่ปี 2550 ที่แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงบ้าง   แต่คอนวีเนี่ยนสโตร์น่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 90,000 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากสินค้าที่วางจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวันและมีความหลากหลายพอสมควร ประกอบกับพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคก็มีการปรับเปลี่ยนไปสู่ชีวิตที่สมัยใหม่มากขึ้น และต้องการความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น  จึงทำให้คอนวีเนี่ยนสโตร์ซึ่งเน้นการให้บริการสินค้าที่ครบวงจรกลายเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ นโยบายภาครัฐ จากการที่ภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านสาธารณูปโภคและการกระจายความเจริญไปชุมชน ทำให้คอนวีเนี่ยนสโตร์มีโอกาสในการขยายสาขาเพื่อเข้าถึงชุมชนได้อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็วมากขึ้น  ประกอบกับทิศทางของมาตรการควบคุมผังเมืองที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่หลายรายจำเป็นต้องเร่งปรับรูปแบบไปสู่ร้านค้าปลีกขนาดเล็กมากยิ่งขึ้น ทำให้ธุรกิจคอนวีเนี่ยนสโตร์กลายเป็นธุรกิจที่น่าสนใจเข้ามาลงทุน ทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิมและผู้ค้าปลีกในตลาดอื่น โดยจะมีทั้งรูปแบบที่ประกอบการเอง และขยายสาขาด้วยระบบแฟรนไชส์
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการคอนวีเนี่ยนสโตร์ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงอีกหลายปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดคอนวีเนี่ยนสโตร์ในปี 2550 อันได้แก่ การเปิดเกมรุกของผู้ประกอบการในกลุ่มดิสเคานท์สโตร์  นอกจากประเด็นในเรื่องของความเข้มงวดของกฎหมายผังเมืองที่มีการกำหนดเรื่องขนาดและจุดที่ตั้ง และพื้นที่ขนาดใหญ่ที่อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพค่อนข้างหายากมากขึ้นแล้ว  สถานการณ์การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกก็นับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย  จึงทำให้ผู้ประกอบการดิสเคานท์สโตร์หลายรายจำเป็นต้องปรับแผนธุรกิจด้วยการรุกขยายธุรกิจสู่รูปแบบที่มีขนาดเล็กลงมากขึ้น นอกเหนือจากการปรับปรุง และพัฒนาสาขาเก่า  ทั้งนี้เพื่อเพิ่มยอดขายให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยอาศัยความได้เปรียบด้านความหลากหลายของสินค้าในการเจาะตลาด  ทำให้บรรดาผู้ประกอบการคอนวีเนี่ยนสโตร์รายเดิมบางรายอาจจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดได้หากไม่เร่งดำเนินการปรับตัว    ขณะเดียวกันรายใหม่ที่ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ก็จะยิ่งมีอุปสรรคเพิ่มมากขึ้น     ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนยังคงปรับตัวลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2550 ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวเพิ่มขึ้น  แต่ก็เป็นผลมาจากปัจจัยทางด้านฤดูกาล  ดังนั้นแม้ว่าผู้บริโภคบางรายจะมีกำลังซื้อ   แต่ก็อาจจะมีการจับจ่ายใช้สอยไม่มากนัก   และโอกาสที่กลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลางจะชะลอการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าลงก็มีความเป็นไปได้      ภาระค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น  จากการปรับตัวของราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2550 ที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบโดยตรงให้ต้นทุนของสินค้าและการขนส่งของผู้ประกอบการมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น  ขณะเดียวกันภาระค่าใช้จ่ายต่างๆของผู้บริโภคก็ยังคงทรงตัวในระดับสูง  ทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มจะระมัดระวังการใช้จ่ายกันมากขึ้น ทั้งนี้บรรยากาศการแข่งขันมีความเป็นไปได้สูงว่าจะทวีความเข้มข้นมากกว่าปีที่ผ่านมาทั้งด้านการขยายสาขาและการดำเนินกลยุทธ์ เพื่อช่วงชิงกำลังซื้อลูกค้าในยุคที่ความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งด้านคุณภาพ บริการ ความหลากหลายของสินค้าและบริการ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่ากลยุทธ์การตลาดในปี 2550 น่าเป็นไปในทิศทางดังต่อไปนี้     การขยายช่องทางการจำหน่าย  ด้วยการขยายสาขาเพิ่มมากขึ้นในทำเลที่ดี  เพื่อขยายตลาดให้ครอบคลุมลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการขยายช่องทางการจำหน่ายไปสู่สถานีบริการน้ำมัน  คอนโดมิเนียม  สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส   และสถานีรถไฟใต้ดิน เป็นต้นด้วย  ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กิจการมากยิ่งขึ้น  และยังเป็นแนวทางให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ทั้งในด้านของค่าใช้จ่ายในการบริหารและความสามารถในการต่อรองกับผู้ผลิตสินค้าอีกด้วย  การตลาดเพื่อสังคม  จากกระแสต่อต้านการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่หลายราย รวมถึงผู้ประกอบการคอนวีเนี่ยนสโตร์บางรายมีแนวโน้มที่จะนำกลยุทธ์การตลาดเพื่อสังคมมาใช้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดด้วย  โดยมีการให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นที่ได้เข้าไปตั้งสาขามากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้บริโภคเพื่อลดความรุนแรงของกระแสต่อต้านให้บรรเทาลงอีกด้วย   การพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานสู่ลูกค้ารายใหม่ๆเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ  แตกต่างโดดเด่นจากคู่แข่ง  รวมถึงความหลากหลาย  และความสะดวกรวดเร็วสำหรับลูกค้า โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาในแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เพราะผู้บริโภคในพื้นที่แตกต่างกันก็มักจะมีความต้องการที่แตกต่างกันพอสมควร   ซึ่งหากผู้บริโภคหรือลูกค้ามีความพึงพอใจก็จะนำไปสู่ความประทับใจ และเกิดการใช้บริการซ้ำ ตามมาด้วยความภักดีต่อตราสินค้าหรือกิจการในที่สุด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย  การกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคด้วยการจัดกิจกรรม ณ จุดขาย โดยเฉพาะการร่วมมือกับพันธมิตรหรือบรรดาซัพพลายเออร์ที่วางจำหน่ายสินค้าในร้านที่หลากหลายมากขึ้น  เพราะการจัดกิจกรรมที่ดึงดูดและต่อเนื่องน่าจะมีผลให้ผู้บริโภคมีความใกล้ชิดกับสินค้าในกิจการคอนวีเนี่ยนสโตร์มากยิ่งขึ้น  รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่มีความภักดีต่อตราสินค้าหรือกิจการ (Brand Loyalty) ก็อาจจะเปลี่ยนมาซื้อสินค้าของกิจการตนเองได้
  การสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันชะลอลง  ทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าน้อยลง    ดังนั้นผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องทุ่มหาหนทางให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าของกิจการตนเองแทนที่จะไปซื้อของคู่แข่ง  ด้วยการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ เพื่อนำเสนอให้เห็นถึงความโดดเด่นของสินค้าและบริการของกิจการ  และเพื่อตอกย้ำแบรนด์ และเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางขึ้นไปที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว  
   การพัฒนาบุคลากรของกิจการ  เพื่อรองรับการขยายสาขา และการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ  ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องเน้นการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานที่ประจำตามสาขาต่างๆเพื่อให้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ด้วย  เพราะงานด้านการบริการของกิจการแต่ละสาขานับเป็นหัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าต่อกิจการคอนวีเนี่ยนสโตร์ โดยผู้ประกอบการคอนวีเนียนสโตร์แต่ละแห่งจำเป็นต้องสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า เพื่อนำมาหาจุดอ่อนจุดแข็ง รวมทั้งสร้างโอกาสในการพัฒนากระบวนการให้บริการลูกค้า ณ ร้านสาขาอย่างต่อเนื่อง
 การพัฒนาศูนย์กระจายสินค้า   การเสริมสร้างประสิทธิภาพของศูนย์กระจายสินค้าอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้การกระจายสินค้าไปยังสาขาเป็นไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ  และมีต้นทุนที่ลดลงด้วย ซึ่งเป็นการช่วยเสริมให้กิจการมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้นตามมา  
ที่มา : บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news21/11/07

โพสต์ที่ 86

โพสต์

ค้าปลีกยักษ์เมินเซ็นข้าวถุงต่ำทุน

โพสต์ทูเดย์ พาณิชย์เต้น ยักษ์ค้าปลีก รวมหัวคว่ำบาตร ประชุมทำเอ็มโอยูกับผู้ผลิตข้าวถุง ห้ามขายต่ำกว่าทุน ขู่ใช้ไม้แข็งหากไม่ร่วมมือ


รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ในการประชุมเพื่อจัดทำข้อตกลง (เอ็มโอยู) ระหว่างห้างค้าปลีกขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการข้าวถุงไทย เพื่อหาแนวทางในการทำเงื่อนไขสัญญาการค้าระหว่างกัน ให้เป็นไปตามหลักปฏิบัติทางการค้าระหว่างผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกกับ ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย (ไกด์ไลน์ค้าปลีก) ปรากฏว่า มีค้าปลีกเพียงรายเดียวเข้าร่วมประชุมคือ เซเว่น อีเลฟเว่น ขณะอีก 5 ราย ที่ไม่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ สยาม แม็คโคร บิ๊กซี ท็อปส์ เทสโก้ โลตัส คาร์ฟูร์ โดยทั้งหมดอ้างติดภารกิจ

นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า แม้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่หลายรายจะไม่เข้าร่วมประชุม แต่กรมก็ได้ข้อสรุปเบื้องต้นสำหรับจัดทำเป็นหลักเกณฑ์ปฏิบัติในเอ็มโอยูระหว่างห้างค้าปลีกและผู้ประกอบการข้าวถุง โดยสรุปได้ 3 ประเด็น คือ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า (เอนทรานซ์ฟี) ต้องคิดจากต้นทุนที่ชัดเจน เช่น ค่าบริหารจัดการ จำนวนสาขาที่สินค้าจะไปวางจำหน่าย และจะต้องเรียกเก็บกับทุกรายในอัตราที่เท่าเทียมกัน

สำหรับการเรียกเก็บส่วนลดการขายตามปริมาณเป้าหมาย (รีเบต) ที่แต่ละห้างเก็บไม่เท่ากันเฉลี่ยอยู่ที่ 1% จากยอดขาย แต่บางรายเก็บสูง 5-6% จึงกำหนดให้เก็บค่ารีเบตไม่เกิน 1% และต้องไม่หักล่วงหน้า

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ห้างค้าปลีกไม่ควรชำระค่าสินค้าให้กับผู้ผลิตเกิน 30 วัน ในกรณีที่จ่ายเป็นเงินสด และไม่ควรเลือกปฏิบัติในการจ่ายเงิน ทางกรมจะเชิญผู้ประกอบการข้าวถุงและค้าปลีกใหญ่มาหารืออีก 1-2 ครั้ง เพื่อหารือประเด็นที่คั่งค้าง

ด้านนายประวิทย์ สันติวัฒนา กรรมการบริหาร บริษัท น้ำมันบริโภคไทย ผู้ผลิตจำหน่ายน้ำมัน รำข้าวคิง กล่าวว่า จากต้นทุนรำข้าวสูงขึ้น 25% บริษัทจะยื่นขอปรับ ราคาน้ำมันขึ้น 15-20% หรือจากขวด ละ 40 บาท เพิ่มอีก 4-5 บาท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=204781
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news23/11/07

โพสต์ที่ 87

โพสต์

แนะค้าปลีกปรับรับรุ่นซี

นายทิม แอร์โรว์สมิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท บลู มาร์ลิน แบรนด์ ดีไซน์ เอเชีย กล่าวในงานสัมมนาเรื่องแนวโน้มธุรกิจค้าปลีก ปี 2551 ในประเทศไทยว่า ธุรกิจค้าปลีกยังมีการแข่งขันสูงทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีกจะต้องปรับตัวในหลายๆ ด้าน เพื่อรองรับกับกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่หรือเจเนอเรชันซี(Z) ที่มีพฤติกรรมปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและติดการใช้โทรศัพท์มือถือ อันถือเป็นยุคดิจิตอลโหมดที่คาดเดาการเปลี่ยนแปลงได้ยาก

ทั้งนี้ ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกจะต้องหาความเป็นตัวตนของแบรนด์ มีการตกแต่งหน้าร้านที่ไม่ได้เน้นขายของอย่างเดียว แต่ต้องเน้นการจดจำภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดได้นานและเป็นที่จดจำของผู้บริโภค

ธุรกิจค้าปลีกมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เห็นได้จากธุรกิจธนาคาร ยังนำเอากลยุทธ์ของธุรกิจค้าปลีกไปใช้เพื่อดึงลูกค้า ซึ่งต่อไปจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลากหลาย รูปแบบ เช่น การนำโจทย์เกี่ยวกับอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาใช้ในการ ตกแต่งหน้าร้าน หรือแม้แต่ธุรกิจบางประเภทที่ถูกจำกัดเวลาการโฆษณาอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจจะต้องเปิดหน้าร้านในห้างสรรพสินค้าเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสินค้า นายทิม กล่าว

นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจหลังจากการเลือกตั้งจะยังคงเติบโตได้ดี โดยเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะส่งเสริมโครงการเมกะโปรเจกต์ โดยเฉพาะรถไฟลอยฟ้าและใต้ดิน ขณะเดียวกันจะส่งผลให้ธุรกิจการท่องเที่ยวฟื้นกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม จากภาวะที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าราคาจะขยับขึ้นในปีหน้าอีก 2-3% นั้น เชื่อว่ายังไม่ส่งผลต่อกำลังซื้อ เนื่องจากผู้บริโภคปรับพฤติกรรมรับกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น และจะไม่จับจ่ายใช้สอยจนเกินตัว โดยคาดการณ์ว่าธุรกิจค้าปลีกในปีหน้ายังคงเติบโตได้ดี ภายใต้การปรับตัวที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบ 1.3 พันล้านบาท ปรับโฉมเซ็นทรัลสาขารามอินทราและรัตนาธิเบศร์ ซึ่งทั้งสองสาขาจะดึงลูกค้าเพิ่ม 40% และกำลังซื้อเพิ่มอีก 30%
http://www.msnth.com/msn/money2/content ... 243&ch=227
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news23/11/07

โพสต์ที่ 88

โพสต์

กรมการค้าภายใน มั่นใจ การปรับปรุงกฎหมายค้าส่ง-ค้าปลีก เสร็จทันรัฐบาลนี้ เชื่อไม่กระทบส่วนรวม

Posted on Friday, November 23, 2007

นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของประเทศ เช่น เซ็นทรัล รวมถึงร้านค้าที่เปิดบริการภายในห้างสรรพสินค้า อย่าง เพาเวอร์บาย เอ็มเคสุกี้ มีความสับสนมาก ว่า กฎหมายค้าส่ง-ค้าปลีกจะมีการบังคับใช้ควบคุมร้านค้าต่าง ๆ อย่างเข้มงวด ทั้งที่ในข้อเท็จจริงแล้ว การปรับปรุงพระราชบัญญัติค้าส่ง-ค้าปลีก เป็นกฎหมายที่จะกำหนดกฎกติกาในการแข่งขันของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ผู้ผลิตสินค้า ร้านโชว์ห่วย ให้มีความเป็นธรรม และเอื้อประโยชน์สำหรับผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องหรือบังคับร้านค้าที่อยู่ภายในห้างสรรพสินค้าแต่อย่างใด

" ถึงแม้จะไม่มีกฎหมายค้าส่งค้าปลีก แต่กรมการค้าภายในก็มีกฎระเบียบ และกฎหมายอีกหลายฉบับที่สามารถสร้างความเป็นธรรมในการทำธุรกิจ และให้การคุ้มครองผู้บริโภคได้ อย่างกฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่งในกฎหมาย เปิดโอกาสให้กรมการค้าภายในออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลได้เอง พร้อมกับกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ได้ด้วย นอกจากนั้น ยังมีกฎหมายควบคุมการจำหน่ายสินค้าต่ำกว่าทุน โดยในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ จะมีการนัดหารือระหว่างตัวแทนห้างสรรพสินค้า กับกลุ่มผู้ประกอบการข้าวถุง ขอไม่ให้ขายสินค้าต่ำกว่าทุน ซึ่งหากการเจรจาครั้งนี้ประสบความสำเร็จ กรมการค้าภายในก็จะเดินหน้าสร้างความเข้าใจระหว่างห้างสรรพสินค้า และผู้ประกอบการน้ำมันพืช และผลิตภัณฑ์นม เป็นรายต่อไป " นายยรรยง กล่าว

สำหรับความคืบหน้าในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติค้าส่ง-ค้าปลีก ล่าสุด คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย ที่มีนายวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน ได้นัดประชุมคณะกรรมาธิการไปแล้ว 2 - 3 รอบ และน่าจะมีการประชุมเพิ่มเติมอีก 5 -6 รอบ ก็น่าจะพร้อมนำเสนอร่างกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระ 2 และวาระ 3 ให้ได้ภายในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายที่จะสิ้นสุดการพิจารณากฎหมายต่าง ๆ ของ สนช.ในรัฐบาลปัจจุบัน  
http://www.moneychannel.co.th/BreakingN ... fault.aspx
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news27/11/07

โพสต์ที่ 89

โพสต์

เทรนด์ค้าปลีก"51...หิน ! เซียนแนะปรับตัวรับไลฟ์สไตล์-ศก.เปลี่ยน

คอลัมน์ จับกระแสตลาด

ไม่เพียงเฉพาะจากปัจจัยในแง่ของการแข่งขัน หรือปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าเข้ามารอบด้านแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและหลากหลายก็เป็นตัวแปรอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องใส่ใจ และนำมาปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ผู้บริหารศูนย์การค้าหมายเลข 1 ของเมืองไทย จัดงานสัมมนา ในห้วข้อ "เทรนด์ธุรกิจค้าปลีกไทยในปี 2551"

"กอบชัย จิราธิวัฒน์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซีพีเอ็น ระบุว่า ลูกค้าคนสำคัญของศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ก็คือผู้บริโภคที่เข้ามาช็อปปิ้ง และในฐานะที่ซีพีเอ็น เป็นเจ้าของพื้นที่ให้เช่าที่ต้องทำงานกับบรรดาห้างร้านต่างๆ ดังนั้น เซ็นทรัลก็จะต้องปรับพื้นที่ของตัวเองเพื่อให้เข้าเทรนด์กับรูปแบบของร้านค้าต่างๆ ภายในห้าง และให้สอดรับกับความต้องการของคนที่เข้ามาเดินจับจ่ายใช้สอยในห้างด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น จากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคสมัยใหม่เปลี่ยนเร็วในปัจจุบัน ยิ่งกับกลุ่มวัยรุ่นยิ่งต้องตามให้ทัน ฉะนั้นการวางแผนการพัฒนารูปร่างหน้าตาของศูนย์การค้าจึงต้องออกมาสอดคล้องกับพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างแท้จริง

การทำธุรกิจค้าปลีกนั้นจำเป็นอย่างมากที่ต้องหาจุดยืนหรือความเป็นตัวของตัวเองให้เจอ

"กอบชัย" ยกตัวอย่างว่า สำหรับเซ็นทรัล เวิลด์ คอนเซ็ปต์ก็คือ การเป็นศูนย์การค้าที่ยกโลกทั้งโลกมาให้ลูกค้า รวบรวมเอาสินค้าทุกอย่างแบรนด์ดังจากทั่วโลก ที่ไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องของแฟชั่นเท่านั้น ยังรวมไปถึงสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้เซ็นทรัล เวิลด์ เป็นเทรนด์เซ็กเตอร์ให้กับลูกค้า

หรือกรณีของเซ็นทรัล พลาซา ก็จะเป็นศูนย์การค้าที่ให้น้ำหนักกับสินค้าที่จำเป็นในชีวิต และรองรับลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น คนทำงาน คนสูงอายุ ขณะที่เซ็นทรัล เฟสติวัล นั้น ก็จะเป็นคอนเซ็ปต์ fresh & fun เป็นศูนย์การค้าที่สร้างความเพลิดเพลินให้กับลูกค้า

"ทุกวันนี้ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนค่อนข้างเร็ว เป็นยุคที่ลูกค้ามีส่วนในการกำหนดตลาด ลูกค้าต้องการประสบการณ์ในการซื้อสินค้าที่แปลกใหม่ เช่น ร้านหนังสือ ก็อาจจะต้องมีมุมกาแฟ ต้องมีกิจกรรมต่างๆ เข้ามาเสริม ดังนั้น ความเข้าใจและการปรับตัวเข้าหาผู้บริโภคเป็นเรื่องจำเป็นมาก"

ขณะที่ "ศิริกุล เลากัยกุล" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด แสดงความเห็นว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกก้าวหน้าได้ในตอนนี้คือการให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เน้นการขายสินค้าที่มีความแปลกใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องให้ประโยชน์กับลูกค้าได้มากที่สุดด้วย

โจทย์หลักก็คือ ลูกค้า ทำอย่างไรให้สินค้าโดนใจ ความแปลกอย่างเดียวคงไม่พอ การให้บริการก็สำคัญ ขณะเดียวกันก็จะต้องมองให้ลึกลงไปถึงพฤติกรรมลูกค้าแต่ละกลุ่มด้วย พร้อมกันนี้ยังได้ยกตัวอย่างถึงกลุ่มลูกค้าระดับบน ซึ่งยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อประสบการณ์แบบ extream เช่น ยอมจ่ายเงินเพื่อจะได้ไปสำรวจนอกโลก หรือยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้กระเป๋าใบที่แพงที่สุดมาถือ เป็นต้น

"ศิริกุล" กล่าวต่อไปว่า ปีหน้าสิ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดก็คือ ตัวผู้บริโภค แต่ในที่นี้จะหมายถึงกลุ่ม generation Z ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เปลี่ยนจากยุคแอนะล็อกเข้าสู่ยุคดิจิทัล มีทั้งวัยรุ่น คนทำงาน ยกตัวอย่าง การซื้อสินค้าอาจเกิดขึ้นได้จากโทรศัพท์มือถือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้จากมือถือเพียงเครื่องเดียว

"ผู้บริโภคกลุ่มนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าความเปลี่ยนแปลงจะอยู่ที่ระดับใด พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะเปลี่ยนไปแบบสุดโต่งหรือจะวนกลับมาสู่จุดเดิม และเชื่อว่า generation Z นี้จะมีส่วนสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ต่างๆ ในอนาคต"

นอกเหนือจากสิ่งดังกล่าวแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลกับธุรกิจค้าปลีกในปี 2551 ก็คือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้หลายๆ ฝ่ายตั้งความหวังไว้ว่า หลังการเลือกตั้งและมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ นอกจากการเร่งแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมแล้ว การสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนไทยเริ่มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0207
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news28/11/07

โพสต์ที่ 90

โพสต์

คาร์ฟูร์ยกเครื่องเฮาส์แบรนด์ใหม่ ชูคอนเซ็ปต์คุณภาพ-ราคาโดนใจ  

โดย ผู้จัดการออนไลน์
26 พฤศจิกายน 2550 08:08 น.

      คาร์ฟูร์ รับยุคอำนาจซื้อคนไทยหดหลังวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด ปรับสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ครั้งใหญ่ ควักคอนเซ็ปต์เน้นคุณภาพนำราคา หวังทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภค ลั่นอนาคตหมายตาเฮ้าส์แบรนด์เรือธงสร้างรายได้ ชี้สถานการณ์ค้าปลีกปีหน้าสงครามราคายังเดือด
     
      นางสาวประภาพรรณ พลอยแสงงาม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นคาร์ จำกัด ผู้บริหารไฮเปอร์มาร์เก็ตคาร์ฟูร์ เปิดเผยว่า นโยบายของคาร์ฟูร์ได้วางแนวทางให้กลุ่มสินค้าเฮาส์แบรนด์ภายใต้แบรนด์ คาร์ฟูร์ เป็นสินค้าเรือธงที่สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง หลังจากที่ดำเนินการทำตลาดมาหลายปี แต่ไม่ค่อยมีอัตราการเติบโตมากนัก ล่าสุด บริษัทได้พัฒนาและวิจัยสินค้าเฮาส์แบรนด์ภายใต้ความต้องการผู้บริโภคตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นให้สินค้าเฮาส์แบรนด์มีคุณภาพมากขึ้น
     
      สำหรับกลุ่มเฮาส์แบรนด์คาร์ฟูร์จะปรับให้มีความชัดเจนมากขึ้น ในเบื้องต้นได้ปรับสูตรสินค้าใหม่เพื่อให้มีคุณภาพ อีกทั้งยังปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อให้มีความทันสมัย ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการกลางเดือนธันวาคมนี้ นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของสินค้าเฮาส์แบรนด์ของคาร์ฟูร์ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ชะลอการแตกไลน์ใหม่มานานเกือบ 1 ปี และไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวมากนัก
     
      นายปรีชา เชาวโชติช่วง ที่ปรึกษา บริษัท เซ็นคาร์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจซื้อสินค้าเฮาส์แบรนด์ของผู้บริโภค จะมาจากปัจจัยจากราคาเป็นหลัก และมีทัศนคติว่าเป็นสินค้าไม่ค่อยได้คุณภาพ แต่คาร์ฟูร์มองว่าการซื้อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์จะต้องมาจากคุณภาพและราคาควบคู่กัน ดังนั้น เฮาส์แบรนด์คาร์ฟูร์จึงต้องปรับโฉมครั้งใหญ่ เพื่อหวังว่าสินค้าเฮาส์แบรนด์จะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภค
     
      สำหรับแนวโน้มธุรกิจค้าปลีกในปีหน้านี้ การแข่งขันสงครามราคายังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องแต่จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งคาร์ฟูร์หวังว่าผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก จะหันมาแข่งขันด้านการให้บริการความสะดวกสบายมากขึ้น เพราะการแข่งขันด้านราคาจะมีผลต่อการให้บริการที่ลดลงแก่ลูกค้าที่มาซื้อสินค้า
     
      ด้านกำลังการซื้อของผู้บริโภคในปีหน้านี้ มีตัวแปรจากปัจจัยราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มว่าจะปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้น อำนาจการซื้อสินค้าจะลดลง โดยเปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อสินค้าขนาดใหญ่อาจจะซื้อสินค้าขนาดเล็กลง ตลอดจนความถี่ในการซื้อสินค้าอาจจะลดลงไปด้วย อย่างไรก็ตาม ในปีหน้ายังมีปัจจัยบวกจากการมีรัฐบาลชุดใหม่จากการเลือกมาบริหารประเทศ ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000139765