ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
แผ่วเบา
Verified User
โพสต์: 391
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 61

โพสต์

007-s เขียน:ผลิตอารมณ์เพื่ออะไร....อ้าว...ก้เพื่อล่อจิตให้นิ่งไง

ทำไมจะต้องล่อให้จิตนิ่ง ก้เพราะ ธรรมชาติของจิต เหมือนสัตว์ดุ๊กดิ๊กแสนซน เราต้องมีกุศโลบายทำให้มันเชื่อง

จะให้มันเชื่องไปไย ....นั่นไง...ก็จะเอามันมาใช้ให้ทำงานให้เราไงเล่า
เดี๋ยวนี้เราทราบแล้ว ว่ากายลม กำหนดกายเนื้อ กายเนื้อ ผลิตกำเนิดนิมิตได้ นิมิตล่อจูงจิตให้เกิดหลงใน ปีติ สุข ....อ้าวพอมองย้อนไป...อ้าว ไอ้จิตนี่มันมีต้นตอการกำหนดให้เป็นนั่นเป็นนี่ได้ จากการกระทำของเราเอง

เมื่อบังคับจิตได้เอง ก้ทำให้จิตเป็นไปต่างๆได้ จนบังคับให้มันนิ่ง ให้มันเชื่อฟัง
เมื่อจิตเชื่อฟัง...ทีนี้สยบมันได้แล้ว .....หลังจากเข้าใจในขั้นตอน และทำได้มาโดยตลอดแล้ว....

ในขั้นท้าย คือ หมวดจิตตา จะต่อไปยัง ธัมมา....นั่นคือเป้าหมายที่แท้...ของการที่เรามานั่งดูตัวเราเนี่ยเพื่อการอันใด.....

......ก็เพื่อ จริงๆแล้วนี่เราตะล่อมๆ มาเรื่อยในแต่ละขั้น...ล่อหลอกจิตของเราเองแท้ๆ เพื่ออะไร.....เพื่อ ให้ทราบแจ้งแน่ชัดว่า......ใดใดล้วนไม่เที่ยง เลยยยยยยย

กายเรา จิตเราเองแท้ๆ ...พอเราใส่ปัจจัยใดลงไป มันก็ไปตามนั้น มันไม่มีความเที่ยงงงงง

นี่ล่ะประเด็น.....คือว่า งั้นสรุปแล้ว.....ไม่มีอะไรที่ที่จะสามารถตั้งมั่นอยู่ได้โดยตัวเองเลย ...ไม่มีอะไรเที่ยงแท้...ดังนั้นจึงพบว่า ก้เพราะไม่เที่ยงทั้งหลายนี่เล่า...มันก่อเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง....รู้เลยว่ามันไม่สามารถคงเดิมอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองทั้งนั้น.....

เมื่อรู้แจ้งแล้ว จะไปยึดติดใดอยู่เล่า

ก็เมื่อมันไม่เที่ยง จะยึดใดได้
เมื่อไม่ยึด แล้วเหตุแห่งทุกข์ก็ไม่เกิด
คำถาม คำถาม คำถาม คำถาม คำถาม คำถาม คำถาม คำถาม คำถาม

1.ไม่เห็นต้องฝึกจิตให้ยุ่งยากเหน็ดเหนื่อยขนาดนั้นเลย ในเมื่อจิตธรรมดาก็มีความสามารถที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ง่ายๆอยู่แล้ว  ที่โลกเราเจริญขึ้นทุกวันนี้ก็มีทั้งนักวิทยาศาสตร์เก่งๆช่วยกันคิดค้น  ก็อาศัยจิตใจทำมะด๊าธรรมดานี่เอง  ไอน์ไสตน์ก็ไม่เห็นจะบรรลุอรหันต์ที่ไหนตอนคิดสูตร E = MC^2  เห็นมะ  

2. อนิจจัง ใครๆก็รู้ว่ามันไม่เที่ยง  มองไปทางไหนก็เห็นอะไรต่ออะไรไม่เที่ยงทั้งนั้น  น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน  หัวใจอ่อนๆที่ว่าแข็งนักก็จะแข็งได้สักกี่ปี  แค่ร้อยปีไม่มีอะไรเหลือให้แข็งแล้ว จริงมะ

ปิรามิดอยู่ได้มาหลายพันปีแต่ถ้านับเป็นหมื่นเป็นแสนปีจะมีอะไรเหลือหรือ  

โลกเราก็เหมือนกันอยู่มาเกือบห้าพันล้านปี  แต่ถ้านับปีอีกสักหมื่นล้านปีจะมีอะไรเหลือ

ใครๆก็รู้กันทั้งนั้น

3. ทุกขัง ก็ธรรมดา  คงรูปเดิมไม่ได้  ใครๆก็เห็น

4. อนัตตา ก็แหงล่ะ ในเมื่อมันเสื่อมได้พังได้โดยที่เราไปบังคับมันไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ตัวเราของเราเห็นๆ

5. อื่นๆอีกมากมาย
แผ่วเบา
Verified User
โพสต์: 391
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 62

โพสต์

คำตอบ

1. ฝึกจิตเพื่อให้มีกำลังมากขึ้น  จิตของเราก็เหมือนกับเปลวเทียน  เมื่อตั้งอยู่กลางทุ่งนาก็มองเห็นได้ไม่ชัดนัก  ก็เห็นอยู่บ้างแต่ไม่ชัดน่ะ  แต่จิตที่ผ่านการฝึกมาแล้วจะสามารถโฟกัสได้ทำให้มีกำลังสูงกว่าเดิมมาก  เหมือนกับไฟฉายไง  ไฟฉายมีโคมซึ่งฉาบปรอทและสามารถโฟกัสแสงไปรวมกันได้ทำให้มีกำลังและมองได้ชัดขึ้น  ยิ่งถ้าโฟกัสได้ขนาดแสงเลเซอร์ก็ยิ่งมีกำลังสูงมั่กๆ  นำไปใช้ประโยชน์ได้อเนกอนันต์ไม่ใช่หรือ

นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆนั้น  รู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่มีสมาธิขณะคิดขณะทำงานล่ะ

ข้อ 2-4 นั้นก็เช่นกัน  ใครๆก็รู้  แต่ว่ารู้แล้วทำได้กี่คน  ไม่ต้องเอาอันที่ยากๆหรอก เอาแค่ง่ายๆเรื่องอารมณ์ก็พอ

มีไหมที่ตั้งใจว่าจะไม่เสียใจเพราะรู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งคนที่รักก็ต้องจากไป  แต่พอถึงเวลาจริงๆก็ร้องไห้ฟูมฟาย

มีไหมที่ว่าจะไม่โกรธ  แต่พอใครพูดผิดหูนิดเดียว ก็เอ็ดตะโรไปแปดทุ่ง  ด่าพ่อด่าแม่ชกต่อยกันก็มี  เอามาม่าสาดใส่กันก็มี  จ้างมือปืนไปยิงทิ้งก็มี  วางก้ามเขื่องถามว่า "มึงรู้ไหม กูลูกใคร" ก็มี โธ่ ตัวเองยังไม่รู้ว่าลูกใคร แล้วมาถามชาวบ้านคนอื่นๆเขาจะรู้ได้อย่างไร ก็ไปถามแม่ต้วเองดูสิว่าพ่อเป็นใคร

ที่ว่ารู้ๆ รู้ว่าอนิจจัง รู้ว่าอนัตตา จะไม่ติดยึดจะปล่อยวาง  จริงๆแล้วทำได้แค่ไหน

ปล. คำตอบเหล่านี้ผมไม่ได้เป็นคนตอบนะครับ  ท่านพุทธทาสท่านตอบ ผมเสริมไปบางส่วนเท่านั้นเอง  :lol:
007-s
Verified User
โพสต์: 2496
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 63

โพสต์

อ่านของพี่พอใจแล้ว พาลให้นึกไปถึง วอเรน บัฟเฟตนะ

ที่เขาทำน่ะ ลุกขึ้นมายกทรัพย์สมบัติมากมายให้มูลนิธิไปเลย
ไอ้ที่เหลือไว้บางส่วนนั่นก็มากมายเกินพอแล้ว

แต่แบบ ตอนแรกเข้าใจว่า นี่เป็นความตั้งใจของเขาอยู่นานแล้ว เหมือนวางแผนช่วงว่าตายแล้วสมบัติจะยกให้คนอื่นเพื่อเป็นประโยชน์ แต่แบบเมียแกตายก่อนแกใช่มะคะ แกคงมีช่วงมานั่งคิดอะไรของแกนะ
แบบ เออจะให้เนี่ย มันไม่ใช่กฏที่ว่า ต้องรอตัวตายก่อนแล้วค่อยให้
ก็ให้เลยก็ได้นี่ แกคงนึกไปนึกมาเนอะ ...อืม มีไปทำไมนักหนา อืม นี่รออะไรเนี่ย ...อืม

ยิ่งคนที่มีโอกาสอยู่ในโลกมานานๆแล้ว ดิฉันว่าจะมีมุมมองที่กว้างขวางขึ้น(ก็แน่ว่าคงไม่ใช่ทุกคน)

มีคนแก่ท่านนึง (ตอนนี้แกเสียไปแล้วนะ) แกก็อยู่มานานมาก (ตายตอนใกล้เคียง 80ได้ ดิฉันจำตัวเลขไม่ได้แน่นัก)
แล้วใครๆจะเรียกแกว่า ป๋า หมด ไม่ว่าจะรุ่นลุกเด็กเล็กแดง ให้เรียกป๋าหมด
คือคงเพราะแกเป็นคนแก่ที่เก๋าๆ มะๆหน่อย ทันสมัยเสมอ ร่าเริง แล้วก็มองโลกแล้วยิ้มได้ไปเรื่อยๆ มีอารมณ์ขันได้แทบทุกสถานการณ์

แกแบบ ผ่านชีวิตมาอย่างสนกุสนานโชกโชนล่ะ ว่าได้อย่างนั้น
ทุกข์ สุข รวย จน สูง ต่ำ อด อิ่ม ตกงาน มีงาน เป็นผู้อวุโสที่ใครๆเคารพ จนกระทั่งเลื่อนมาเป็น ผู้อวุโสที่ใครๆก็ลืมเลือน

วันนึง แกเจอกะเพื่อนแก รุ่นน้องแกมาหน่อย (นี่ก็เสียไปแล้ว)ปกติคนนี้จะชอบศึกษาดูดวง ไปที่ไหน ใครๆจะเข้ามารุม...อาขา ดูดวงให้หนูหน่อย อาคับ ผมจะแต่งงานอาดูให้ที...เป็นอย่างนี้ประจำ
ป๋า แกก็ปรี่เข้าไปหาอา ปกติแกเฉยๆ นะเรื่องพวกนี้
อยู่ๆวันนั้นแกปรี่ไปเลย...อาๆ ดูดวงให้ป๋าหน่อย

อาแกก็ ผงะขึ้นมอง ...อ่ะ ได้ป๋า จะดูเรื่องอะไร
ป๋าบอก อยากรู้ว่าอีกนานมั้ยอา กว่าป๋าจะตาย
อาผงะหนักเข้าไปอีก...เฮ้ยป๋า หมอดูที่ดี ห้ามทายเรื่องบั่นทอนจิตใจทำนองเรื่องตาย
ป๋าบอก...ทายมาเลยอา เอาแค่ช่วงราวๆก็ยังดี
อางง ป๋าจะเอางั้นหรอ ทำไมเนี่ย งง
ป๋าบอก มันไม่ทำลายจิตใจไรเลยอา...คือ ป๋าแค่อยากรู้...ป๋า เบื่อออออออออออ........เนี่ย อา ป๋าอยู่มานานมากไปแล้ว วนแล้วเนี่ย เจอมาหมดทุกอย่าง ครบรส จนเลี่ยนแล้ว รู้สึกว่า นี่กรูจะอยู่อะไรกันนักหนา แข็งแรงเกินไปแล้ว เซ็ง... :lovl:

คือ ดิฉันนั่งฟัง ก็มาคิดตามนะ
อืม ป๋าคง ลองมาครบรสแล้วน่ะ จนไม่รู้สึกทุกข์สุขไร ร้ายหรือดีมาก็ อืม งั้นๆ ไม่ตื่นเต้น เห็นไปหมด เข้าใจไปหมด เออ นี่ก็แค่รอเวลาตายเท่านั้นเอง อย่ากระนั้นเลย เตรียมพร้อมจะดีกว่า เซ็งมากแล้วเนี่ย ชีวิตไม่เห็นน่าจะมีไรให้อยากอยู่ต่ออีกแล้วอ่า ไม่เหมือนตอนหนุ่มๆ อยากนั่น อยากนี่ พอผ่านมามากเข้าๆ ...ปุดโธ่ ไม่เห็นจะอะไรเล้ยย



ไม่รู้ วอเรน แกอาจจะนั่งมองตัวเลข เงินทองหุ้นท่วมท้นไรของแกนะ แล้วอาจจะแบ่บ....ฮืมม นี่ไรนักหนาเนี่ย

:lol:
แผ่วเบา
Verified User
โพสต์: 391
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 64

โพสต์

por_jai เขียน:รูปภาพ
เรื่องนี้ฝรั่งเอาไปสร้างเป็นหนังเลยครับ แต่ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้

จอห์น มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกอย่างไร้ทิศทาง  ตะวันตกช่างเหมือนกับชีวิตของเขาจริงๆ  ไม่มีความหวัง ไม่มีแสงสว่าง

เขาผละจากวอลสตรีทด้วยความสับสนหาตัวตนไม่เจอ

เขาจบเศรษฐศาสตร์การลงทุนเมื่อห้าปีที่แล้ว  ทันทีที่จบเขาโชคดีที่ได้เริ่มงานที่วอลสตรีทในฐานะโบรคเกอร์  เขาทำให้คนร่ำรวยมหาศาลได้ในวันเดียวด้วยการแนะนำหุ้นต่อลูกค้า  แต่หลายๆครั้งเขาก็ทำให้ลูกค้าหายนะในเวลาสั้นๆ  

เขายอมรับว่าการแนะนำหุ้นก็ย่อมมีความเสี่ยง  ซึ่งทุกคนก็สมควรจะรับรู้และยอมรับความเสี่ยง  แต่เจ้าครั้งสุดท้ายนี่สิ  ลูกค้ารายใหญ่ประสบกับความหายนะเพราะเขาเองตกหลุมพรางของเจ้านายที่วางอุบายไว้อย่างแยบยล  คราวนี้ไม่ใช่ความเสี่ยงปกติ  แต่มีการวางแผนเพื่อหลอกเขาและลูกค้าอย่างแยบยล  เขาไม่สามารถสู้หน้าลูกค้าได้รวมทั้งใบอนุญาตคงจะโดนยึดแน่ๆ

เขาคงไม่สามารถจะประกอบอาชีพเดิมได้อีกแล้ว  แล้วเขาจะทำอะไรดี

เขามาถึงชายหาดแห่งหนึ่ง  เป็นชายหาดที่ขาวสะอาดยาวสุดลูกหูลูกตา  เขาไม่รู้ชื่อมัน  มันจะสำคัญอะไรล่ะ  เขาหย่อนก้นลงนั่งใกล้ๆชายชรากำลังตกปลาคนหนึ่ง ใบหน้าที่อิ่มเอิบมีความสุขทำให้จอห์นสันอิจฉา  แต่การแต่งตัวที่มอซอผิวกร้านแดดกร้านลมทำให้จอห์นอดสงสารไม่ได้

"ลุงตกปลาที่นี่บ่อยไหม" จอห์นถาม
"ตกทุกวันครับ" ลุงตอบ

"ตกได้เยอะไหม"
"ก็พอสมควรครับ"

"สนุกไหม"
"สนุกสิครับ  ของโปรดผมเลยล่ะ  ว่างๆลุงก็มานั่งตกปลา  ลองดูมั่งไหมล่ะ"

อืม......สงสัยชอบตกปลา  จอห์นคิดในใจ  ทันใดนั้นจอห์นก็เกิดประกายความคิดขึ้นมาวูบหนึ่ง

"ลุงๆ ทำไมลุงไม่ใช้เบ็ดสองอันล่ะ  จะได้ปลามากขึ้น"
"ไม่หรอก  ขอบใจนะหลานชาย  ลุงชอบแบบนี้แหละ"

"อ้าว....ลุงนี่โง่จัง  ใช้เบ็ดอันเดียวก็ได้ปลานิดหน่อย  ใช้สองอันก็สองคูณเลยนะลุง"

ชายชราชะงักคันเบ็ด  คำว่าโง่จังไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับลุง  แกใกล้ชิดสนิทสนมกับคำนี้มานานโดยเฉพาะช่วงที่แกแต่งตัวมอซอแบบนี้ก็มักจะโดนใครต่อใครดูแคลนเสมอมา

ลุงชำเลืองมองชายหนุ่ม  เสื้อผ้าราคาแพง เนคไทเส้นเดียวน่าจะปาไปหลายร้อยดอลล่าร์  รองเท้าหนังจระเข้น่าจะเป็นของอิตาลี  มิน่าล่ะ  ไอ้หนุ่มคนนี้ถึงดูถูกเรา

"ไม่หรอกหลานชาย  ลุงคุ้นเคยกับการรอแล้วล่ะและลุงก็ไม่ได้ต้องการปลามากมายอะไร" ลุงตอบสบายๆไม่มีวี่แววของความโกรธและไม่ถือสาใดๆ

"โธ่.....ลุงครับ  ผมแนะนำด้วยความหวังดีนะครับ  อย่าว่าอะไรผมเลย  ถ้าลุงใช้เบ็ดอันเดียวลุงก็ได้ปลาน้อยๆ ลูกเมียอาจจะพอกินวันนี้  แต่วันไหนลุงป่วยตกปลาไม่ได้วันนั้นก็เดือดร้อนไม่ใช่หรือ"

"อ่ะ.....เอ่อ....." ลุงพูดอะไรไม่ออก  คำพูดวิ่งมาถึงริมฝีปากแต่ก็ต้องหยุดไว้

"ลุงต้องรู้สิว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่  การทำอะไรตามยถากรรมปล่อยไปตามเรื่องตามราวมันจะลำบากทีหลังนา"

"เอาอย่างนี้นะลุง  ถ้าลุงใช้เบ็ดสองอันลุงก็ได้ปลามากขึ้น ลุงก็เอาไปขายได้เงินมากขึ้น  ลุงก็ลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เพิ่มเบ็ดเป็นสามอันสี่อันห้าอัน"

จอห์นรู้สึกยินดีที่ได้ทำบุญช่วยเพื่อนมนุษย์  ความอิ่มเอิบซึ่งไม่มีบนใบหน้าเขาเต็มๆหนึ่งสัปดาห์เริ่มปรากฏขึ้น

"แล้วถ้าลุงหาเงินได้มากๆ  ลุงก็ซื้อเรือเลย  ทีนี้ลุงก็จะจับปลาได้มากขึ้น ผมว่าจับเอาเลยนะไม่ต้องรอให้ปลาเป็นฝ่ายมากินเบ็ดจะใช้อวนหรืออะไรก็ตามใจ " จอห์นมองเห็นอนาคตที่เรืองรองของชายชราได้ง่ายๆ อืม....ความสุขจากการให้เป็นอย่างนี้เอง  

"แล้วถ้าลุงใช้เงินเป็น  ลุงก็อาจจะขยับขยายซื้อเรือเพิ่มเป็นสองลำสามลำก็ได้  ใช่ไหมครับ"

"มันก็จริงอยู่" ลุงตอบอ้อมแอ้ม
"งั้นก็ดีล่ะ  ลุงลองเก็บไปคิดดูนะ"

"อืม.....ลุงเคยคิดแล้วล่ะ  ถ้าลุงมีเรือห้าลำสิบลำ  แล้วตอนนั้นลุงก็คงต้องวุ่นวายกับการคุมเรือ คุมกลาสี คุมใต้ก๋ง  ได้ปลามาก็ต้องหาตลาด ต้องต่อรองราคา ต้องทำบัญชีคุมรายรับรายจ่าย  ตอนนั้นลุงก็กลายไปเป็นเฒ่าแก่ที่วันๆยุ่งอยู่แต่กับเรื่องพวกนี้ มันดีตรงไหนสิ"

อ้าว.......ถ้าลุงมีเงินมากๆ  ลุงก็จะได้มานั่งตกปลาที่ลุงชอบได้ไง

ก็ผมก็กำลังตกปลาอย่างที่ผมชอบอยู่นี่ไง
007-s
Verified User
โพสต์: 2496
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 65

โพสต์

นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆนั้น  รู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่มีสมาธิขณะคิดขณะทำงานล่ะ
อันนี้ขอเสริมพี่แผ่วนิดนึง (อ่านจากหนังสือมา แต่จำไม่ได้เล่มไหน)
ไอน์สไตน์ ตอนนึง เขานั่งทดลอง (หรือคิดอะไรซักอย่างเนี่ย)คือ เป็นการทำงานในห้องทดลองวิทยาศาสตร์
ช่วงนั้นสงคราม
ข้างนอกระเบิดลงตูม
นักวิทยาศาสตร์คนอื่น เผ่นกันหมด
จนระเบิดสงบ ทุกคนย้อนกลับมา
เจอไอน์สไตน์ยังง่วนทำงานทดลองไรของแกอยู่

คนเข้ามาถามไอน์สไตน์ ไม่หลบระเบิดเหรอนั่นน้า
ไอน์สไตน์งงเต๊ก...อ่าว จิงเด่ะ ระเบิดที่ไหน    :lol:

นี่ อาการดิ่ง deep ในสมาธิสุดๆ มีสติจดจ่อในสิ่งที่กะลังทำอยู่ จนเกิดสมาธิอย่างแนบแน่น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Eyore
Verified User
โพสต์: 606
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 66

โพสต์

แผ่วเบา เขียน: ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ  เพราะเคยอ่านอานาปานสติของท่านพุทธทาสเมื่อ นานมากๆแล้วสัก 20 กว่าปีเห็นจะได้  ท่านบอกว่าเมื่อ

1. บรรลุขั้นกายานุปัสสนา เท่ากับ บรรลุโสดาบัน
2. บรรลุขั้นเวทนานุปัสสนา เท่ากับ บรรลุสกิทาคามี
3. บรรลุขั้นจิตตานุปัสสนา เท่ากับ บรรลุอนาคามี
4. บรรลุขั้นธรรมมานุปัสสนา เท่ากับ บรรลุอรหันต์ เลยนะครับนั่น

แปลว่าตอนนี้อย่างน้อยๆคุณสายลับก็ผ่านขั้น สกิทาคามีสิครับ

:bow:  :bow:  :bow:
เข้าใจผิดแล้วครับพี่
ลำดับขั้นทั้งสี่ขั้นนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับลำดับขั้นของการบรรลุธรรมแต่อย่างใด

สติปัฎฐาน 4 เป็นการแบ่งการปฎิบัติอบรมจิตใจ โดยดูว่าจิตเอาสิ่งใดมาเป็นอารมณ์พิจารณา
อนึ่ง เวลาปฎิบัติจริงๆ ไม่ต้องทำไปเป็นขั้นๆก็ได้ แล้วแต่เราจะเลือก
เพียงแต่ถ้าทำตามขั้นตอน มันจะเป็น
หยาบ -> ละเอียด
ง่าย -> ยาก

ส่วนการบรรลุธรรมนั้น อยู่ที่ว่าละสังโยชน์ 10 ได้กี่อย่างแล้วต่างหากครับ
แผ่วเบา
Verified User
โพสต์: 391
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 67

โพสต์

Eyore เขียน: ส่วนการบรรลุธรรมนั้น อยู่ที่ว่าละสังโยชน์ 10 ได้กี่อย่างแล้วต่างหากครับ
มีหลายสำนักครับท่าน eyore บางสำนักในเมืองไทยก็ว่านิพพานเป็นอัตตา

บางสำนักก็เน้นพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์และยึดถือตามนั้นๆเป๊ะๆ

ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นแตกต่างกัน

ที่เมืองจีนนั้น เมื่อก่อนก็แบ่งเป็นฝ่ายเหนือฝ่ายใต้
MarginofSafety
Verified User
โพสต์: 5786
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 68

โพสต์

Eyore เขียน:
ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ
"Winners never quit, and quitters never win."
MarginofSafety
Verified User
โพสต์: 5786
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 69

โพสต์

[๓๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้
อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ ๗ ปี
ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๖ ปี ... ๕ ปี ... ๔ ปี ... ๓ ปี ...
๒ ปี ... ๑ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลใน
ปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ ๑ ปียกไว้ ผู้ใดผู้
หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ
อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่
เป็นพระอนาคามี ๑ ๗ เดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนี้
ตลอด ๖ เดือน ... ๕ เดือน ... ๔ เดือน ... ๓ เดือน ... ๒ เดือน ... ๑ เดือน ... กึ่ง
เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน
๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง
พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใด
อย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็น
พระอนาคามี ๑ ฯ
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่า
สัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์โทมนัส เพื่อ
บรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔
ประการ ฉะนี้แล คำที่เรากล่าว ดังพรรณนามาฉะนี้ เราอาศัยเอกายนมรรคกล่าว
แล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ยินดี ชื่นชมภาษิต
ของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนี้แล ฯ

จบมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ ๙
--------------
พระพุทธเจ้าท่าน แสดงมหาสติปัฏฐานสูตร มีวิธีการปฏิบัติมากมาย โดย ให้ "รู้" เป็นสำคัญ เช่นรู้ลมหายใจ , รู้เวทนา , รู้อิริยาบท , รู้ราคะ , รู้โทสะ , รู้โมหะ ฯลฯ
เท่าที่ศึกษามา พระอรหันต์ บางท่านก็ใช้วิธีกายานุปัสสนา , บางท่านก็ใช้จิตตานุปัสสนา,
เป็นเครื่องทำให้ตนพ้นทุกข์ บรรลุพระอรหันต์ ครับ

ผู้คนมีจริตต่าง ๆ กันมากมาย บางคน ใช้ กายานุปัสนา, บางคนใช้เวทนานุปัสนา, บางคนใช้ จิตตานุปัสสนา, บางคนใช้ ธัมมานุปัสสนา
การจะยึดพระสูตรใด พระสูตรหนึ่ง บอกว่าปฏิบัติแบบใดดีกว่ากัน นั้นไม่เหมาะไม่ควร ครับ เพราะท่านแสดงไว้เหมาะสมกับคนแต่ละคน

ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่คือ เลือกศึกษาดูว่าวิธีใดที่ทำแล้ว กิเลสลดลง, ความยึดถือยึดมั่นลดลง
นั่นย่อมเป็นวิธีที่เหมาะสมครับ
ผม copy เค้ามาอีกทีจาก ลานธรรมครับ  :lol:  :lol:  :lol:
"Winners never quit, and quitters never win."
MarginofSafety
Verified User
โพสต์: 5786
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 70

โพสต์

แผ่วเบา เขียน: มีหลายสำนักครับท่าน eyore บางสำนักในเมืองไทยก็ว่านิพพานเป็นอัตตา
ยกตัวอย่างเช่นธรรมกายไงครับ
การสอนเช่นนี้ปราชญ์ด้านพุทธถือว่าเป็นเนื้อร้ายของศาสนาทีเดียวเชียวครับ
ลองอ่านกรณีธรรมกาย ของท่าน ป.อ.ปยุตโต ได้ครับ

(ประพฤติให้วิปริตจากพระธรรมวินัยก็ร้าย แต่ทำให้พระธรรมวินัยวิปริตร้ายยิ่งกว่า)
แผ่วเบา เขียน: ท่านพุทธทาสก็อยู่ในแนวทางนี้เช่นกัน
"Winners never quit, and quitters never win."
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 71

โพสต์

HVI เขียน: ยกตัวอย่างเช่นธรรมกายไงครับ
การสอนเช่นนี้ปราชญ์ด้านพุทธถือว่าเป็นเนื้อร้ายของศาสนาทีเดียวเชียวครับ
ลองอ่านกรณีธรรมกาย ของท่าน ป.อ.ปยุตโต ได้ครับ

(ประพฤติให้วิปริตจากพระธรรมวินัยก็ร้าย แต่ทำให้พระธรรมวินัยวิปริตร้ายยิ่งกว่า)
8) ส่วนตัวชอบสมถะ กรรมฐาน
    วิปัสสนายากไปสำหรับผม
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 14783
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 72

โพสต์

เคยได้ยินมาว่า ลดโลภ โกรธ หลง ได้ 25 % เป็นพระโสดาบัน

ลดได้ 50 % เป็นพระสกิทาคามี

ลดได้ 75 % เป็นพระอนาคามี

ลดได้ 100 % เป็นพระอรหันต์

แบบนี้ก็ง่ายดีนะครับ
Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 14783
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 73

โพสต์

โค้ด: เลือกทั้งหมด

 ส่วนตัวชอบสมถะ กรรมฐาน 
    วิปัสสนายากไปสำหรับผม
แถบจะแยกกันออกยากเลยนะพี่ เช่นเวลาพี่ ยืน เดิน นั่ง นอน แล้วพี่รู้ตัวทั่วพร้อม แบบนี้ก็ วิปัสนาแล้วนะพี่

หมายถึงตอนไปฝึกนะ เราก็ก็จะมีสติ ตอนทำอิริยาบทต่างๆ เรามักจะมีสติ ตามรู้ มากกว่าตอนอยู่ข้างนอกวัดนะ

ในขณะที่อยู่ในวัด แล้วเรามีสติ รู้อิริยาบทใหญ่ อิริยาบทย่อย ต่อให้เราไปฝึกแบบเน้นสัมถะเลย ผมว่า ก็ได้วิปัสนาไปในตัว แต่ จะเอามาเน้น เอามาใช้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

เช่นตอนสมัยผมบวชนะ ผมเดินจงกรม นั่งสมาธิ เน้นสมถะตลอด คือพุทโธตลอด ไม่รู้หรอกว่า ให้พุทโธไปทำไม เราก็พุทโธไปเรื่อยๆ จนบางครั้งจิตก็นิ่ง แต่ส่วนใหญ่หลับ

แต่พอไปทำอะไรก็ตาม เช่น บิณฑบาตร ฉันอาหาร เดิน นอน ขยับตัว อืม เราก็มีสติมากๆเลย ทำให้ไม่ค่อยหลุด เช่นตอนเคี้ยวข้าว นี่ ทีวัดเขาสุกริม ก็ห้ามข้าว 1 เม็ดตกลงบาท ถ้าตก ก็อาบัต หรือ หลังเทียง หากมีข้าวร่วงลงท้อง อาจจะเป็นเศษอาหารในปาก ก็อาบัต ผ้าสังฆาติ ต้องห่างจากตัวห้ามเกิน 1 ศอก เพราะฉะนั้นเวลานอนห้ามดิ้น ตื่นมาทุกครั้งก็ต้องวัดว่าผ้าสังฆาติ ห่าง 1 ศอกหรือไม่ ผมก็บวชที่วัดมกุฎกษัตริยาราม แต่ไปจำที่เขาสุกริม บอกตามตรงเลย ไม่เคยรู้หรอกว่า ศิล 227 ข้อ มีอะไรบ้าง รู้แต่หลักๆคือศิล 5 ศิล 10 แล้วที่เหลือก็ปฎิบัติตามๆพระท่านอื่น โดยการสังเกต ว่าท่านทำอะไร เพราะที่เขาสุกริม ก็ไม่มีใครมาสอน เราก็อยู่รูปเดียว ก็ต้องตั้งสติ

เรื่องศิล 227 ข้อ ที่ยังไม่รู้ตอนบวช อาจจะเป็นเพราะตั้งใจบวช 15 วัน พระท่านก็คงเห็นว่า ยังไม่ทันสอนก็คงศึกไปแล้ว

สุดท้าย ก็เข้าใจ  จำไม่ได้ว่าถามใคร หรือว่าคิดเอง คือ ศิล 227 ข้อนี้ ดีหลายอย่าง แต่ 1 ในนั้น คือการฝึกสติ ตลอด คนที่ควบคุมสติไม่ได้ ไม่มีทางที่จะ รักษาศิล 227 ข้อได้ ครับ

เพราะฉะนั้น สติที่ได้ จากการรักษาศิล 227 ข้อ ก็จะทำให้มี พื้นฐานในการฝึกสมาธิ ขั้นสูงๆ ต่อไป
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 74

โพสต์

8) อิริยาบทย่อย ...ฮ่า...พูดง่ายทำยาก
    ในชีวิตประจำวัน ทำได้เรื่องเดียว
    ตอนกลับจากวัดแล้ว ใครขับรถปาดผม ผมก็ว่าปาดหนอ
    แผ่เมตตาให้ด้วยซ้ำ
    ต่างคนต่างไป ไม่มีเรื่องให้ยึดต่อ
    อย่างอื่นไม่ได้ความเลย

    ได้เยอะที่สุดก็สมถะ ตอนวิ่งนี่แหละ
    พุทโธ ได้เป็นชั่วโมง อาทิตย์ละ4วัน
    ปฏิบัติแน่นอน
    เมื่อวานฝนตกปรอยๆ วิ่งจนฝนหยุด
    พุทโธ แล้วก็ไม่เหนื่อยไม่ปวด
    จิตนิ่งๆรู้อยู่แต่ว่าวิ่งอยู่

    รู้ว่าวันไหนวิ่งแล้วพุทโธ คุมไม่อยู่
    คิดไปคิดมา เป็นลิงถือลูกท้อ
    เหนื่อยม๊ากๆๆๆ

    วิ่งแล้วเหงื่อท่วม ขาเหมือนติดสปริง
    ปอดขยายรับอากาศเต็มที่ โรคภัยนานๆมาเบียดเบียนทีนึง
    เหมือนได้เข้าสมาธิ ทีละชั่วโมง
    จะไม่ชอบพุทโธได้ไง .....
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Alastor
Verified User
โพสต์: 2590
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 75

โพสต์

เสียใจด้วยครับ...
Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 76

โพสต์

Alastor เขียน:เสียใจด้วยครับ...
8) พวกนี้เขาดีนะ
    แบบว่าเขาหมั่นไส้ที่เราโพสแต่ไม่บอกตรงๆ
    ถือว่ามีมารยาท  ใช้ได้
    หายใจลึกๆครับ เวลาหมั่นไส้ใคร เข้าก็พุท ออกก็โธ
    ซักครู่ก็ลืม...ฮ่า......
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Alastor
Verified User
โพสต์: 2590
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 77

โพสต์

por_jai เขียน:
8) พวกนี้เขาดีนะ
Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert
Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 14783
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 78

โพสต์

ขอบคุณครับ Alastor

เรื่องมันผ่านไปนานแล้วครับ เวลามารวบรวมเล่า ก็ดูรุนแรง ตอนนี้ปกติดีทุกอย่างครับ กำลังทำงาน หาเงินมาซื้อหุ้นเด้อ
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 79

โพสต์

8) ถ้าไม่..ฮ่า..แปลว่าเข้าใจผิด ต้องขอโทษทีครับ...ฮ่า....
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 80

โพสต์

8) เรื่องกุมภีร์ไม่มีลิ้นยินไหมหนู
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
007-s
Verified User
โพสต์: 2496
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 81

โพสต์

:lol:

อ่า....

ดิฉันก็ไม่ทราบขั้นที่ว่าเหมือนกันค่ะ ว่าขั้นไหนแล้ว (ชื่อที่เรียกขั้นพระไรต่างๆน่ะ)
แต่ทราบว่า ตนนั้นก็ยังไม่ไปถึงไหน อย่างที่บอก จึงตีความเอาว่า ดิฉันนั้นน่ะ ประมาณว่า ชั้นประถม ทำนองนั้น

คือ ตามจริง ผู้ปฏิบัติเองนั้น จะรู้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ว่าปฏิบัติได้ประมาณไหน
ง่ายๆคือ ถ้าเทียบเคียงเช่น การฝึกหัด ขี่จักรยาน เราจะรู้ของเรานะ ว่าเรามีทักษะการขี่ได้ประมาณไหน

การที่บอกว่า ขี่ได้แล้ว มันก็ไม่ได้แปลว่า นี่ขั้นสูงแล้วนะ อะไรทำนองนั้น

แล้วที่ดิฉันจะพูดแทรกเสมอ ว่าดิฉันนี่ยังเป็นนักเรียนอยู่นะ ยังอยู่ขั้นประถมอยู่นะ...อันนี้คือ มิใช่เป็นการถ่อมตัวแต่ประการใด แต่เป็นการประเมินตนเอง อย่างที่คิดว่ามันเป็นแค่เช่นนั้นจริงๆ  :lol:  :lol:

อ่ะ ทีนี้ มาว่าเรื่อง ชื่อ เรื่อง ขั้น เรื่องทำนองติด ยศ ตำแหน่งแห่ง ตน เรื่องรูปแบบ เรื่องรูปลักษณ์ เรื่องสภาวะการณ์ที่ใครจะมองหรือยกให้ว่าเป็นเช่นไรหรือ กฏทางโลก กฏทางอย่างตัวหนังสือ...ใดใดทำนองนี้

ตามความเห็นดิฉัน....คือยังไงดี....เอาว่า ช่างมันเถิด ...มันไม่ใช่สาระอันใด

สาระการปฏิบัติธรรมนั้น คือ ไปให้ถึงจุดที่ว่า ไร้ ตัวกู ของกู อย่างแท้จริงได้หรือไม่

คำว่าไม่ยึดติด คำนี้ฟังแล้วเท่ห์ เก๋ไก๋ คำนี้ฟังแล้วก็เข้าใจง่าย พูดให้เด็กเล็กๆฟัง มันคงสงสัยแล้วถาม พอหากเราอธิบาย เด็กคงร้อง อ๋ออออ

คำนี้นั้น ฟังเข้าใจง่าย กว่าชื่อเรียกในตำแหน่งแห่งขั้นใดใด แต่ไปให้ถึงนั้นยากแท้

แต่แม้นยากเพียงใด ก็มิใช่ไม่มีหนทางจะไปถึง

ดังนั้นจึงอยากเสนอ ว่า อย่าได้เสียเวลาติดอยู่ในการถกถึงชื่อเรียกกันอยู่เลย
ถกกันเรื่องวิธีการที่ว่าจะไปยังไง จึงจะได้ไปถึง อย่างนี้ ดิฉันว่า มีโอกาสไปถึงง่ายกว่า เร็วกว่า แน่นอนกว่า ....น่าจะงั้นนะคะ...ว่ามั้ย


:D

ในช่วงหลังๆมานี่ ดิฉันมักจะขลุกอยู่ตามกระทู้ ธรรม โดยเฉพาะเรื่อง อาณาปนสติ
ไม่ได้อยากสั่งสอนใคร เพราะก็ทราบว่าตนยังเด้กน้อยเหลือเกินในโลกแห่ง ธรรม
ย้ำอยู่ตลอดว่า ยังเป็นนักเรียน เพียงแต่อาจจะเป็นนักเรียนที่อาจหาญซักหน่อย ในการที่จะขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์กะ นักเรียน หรือครูท่านใด
เพราะคิดว่า หากเราไม่กล้าถกถึง เคสสตั๊ดดี้ เราก็คงไม่กว้าง

การถกนั้น มีประโยชน์ การแสดงความเห็นไม่ว่าของท่านใด ก็ล้วนมีประโยชน์แฝงอยู่...เสมอ ...หากเราทุกท่าน คิดเช่นนี้ ก็ต่างฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน

ทุกเรื่องในโลก สามารถนำมาประยุคเป็นแบบฝึกหัดเพื่อไปให้ถึงจุดที่ละแล้ว ซึ่ง ตัวกู ของกู ได้ทั้งสิ้น

หากเรามองเช่นนี้ เป้าหมายก็จะแจ่มชัดยิ่งขึ้น

ท้ายนี้ อยากจะขออภัย หากจะมีผู้ใด รู้สึกขัดตา ขัดใจในสิ่งที่ดิฉันพยายามจะสื่ออยู่บ้าง แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้สื่อนี้ ก็เพียงเพื่อว่า อยากจะชักชวนให้ผู้คน มานั่งลงคุยกัน และคงจะมีบางท่าน ที่อาจจะสนใจ ในหนทางแห่งการหลุดพ้นนี้ด้วยกัน แค่นี้ก็นับว่าดีมากแล้วค่ะ

:bow:  :bow:  :bow:
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 82

โพสต์

8) มีใจคืนให้กับสังคม ส่วนรวม
    คิดแค่นี้ก็เป็นกุศลแล้ว
    รู้ไว้อมตุ่ยไปก็ได้ประโยชน์น้อยกว่าแบ่งปันกันมาก
    ไม่ขัดตาขัดใจเลย    
    มีแต่ต้องมาแอบๆขอโมทนาบุญด้วยประจำ
    ใครจะฝืนธรรมชาติได้
    อยู่แบบเข้าใจย่อมมีความสุขกว่าบ้าง...
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
MarginofSafety
Verified User
โพสต์: 5786
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 83

โพสต์

007-s เขียน: อ่ะ ทีนี้ มาว่าเรื่อง ชื่อ เรื่อง ขั้น เรื่องทำนองติด ยศ ตำแหน่งแห่ง ตน เรื่องรูปแบบ เรื่องรูปลักษณ์ เรื่องสภาวะการณ์ที่ใครจะมองหรือยกให้ว่าเป็นเช่นไรหรือ กฏทางโลก กฏทางอย่างตัวหนังสือ...ใดใดทำนองนี้

ตามความเห็นดิฉัน....คือยังไงดี....เอาว่า ช่างมันเถิด ...มันไม่ใช่สาระอันใด
คงเอาความเห็นไปจับไม่ได้ครับว่าใช่หรือไม่ใช่สาระ
ข้อความเหล่านี้มีระบุไว้ในพระไตรปิฎก
ซึ่งพระไตรปิฎกก็เป็นแหล่งรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้า

การพูดถึงเรื่องถูกผิดในทางพุทธศาสนา
ก็ควรใช้พระธรรมซึ่งระบุไว้ในพระไตรปิฎก เป็นตัวตัดสิน
ไม่ใช่ใช้ความเห็น
ดังนั้นจึงอยากเสนอ ว่า อย่าได้เสียเวลาติดอยู่ในการถกถึงชื่อเรียกกันอยู่เลย
ถกกันเรื่องวิธีการที่ว่าจะไปยังไง จึงจะได้ไปถึง อย่างนี้ ดิฉันว่า มีโอกาสไปถึงง่ายกว่า เร็วกว่า แน่นอนกว่า ....น่าจะงั้นนะคะ...ว่ามั้ย
ถ้าลองกลับไปอ่านดีๆ จะเห็นได้ว่าไม่ได้ถกเรื่องชื่อเรียก
แต่มีผู้ประสงค์ดีช่วยแก้ข้อความที่ผิดให้
ในการได้มาซึ่งชื่อที่ใช้เรียกดังกล่าวมากกว่า

ในช่วงหลังๆมานี่ ดิฉันมักจะขลุกอยู่ตามกระทู้ ธรรม โดยเฉพาะเรื่อง อาณาปนสติ
ไม่ได้อยากสั่งสอนใคร เพราะก็ทราบว่าตนยังเด้กน้อยเหลือเกินในโลกแห่ง ธรรม
ย้ำอยู่ตลอดว่า ยังเป็นนักเรียน เพียงแต่อาจจะเป็นนักเรียนที่อาจหาญซักหน่อย ในการที่จะขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์กะ นักเรียน หรือครูท่านใด
เพราะคิดว่า หากเราไม่กล้าถกถึง เคสสตั๊ดดี้ เราก็คงไม่กว้าง

การถกนั้น มีประโยชน์ การแสดงความเห็นไม่ว่าของท่านใด ก็ล้วนมีประโยชน์แฝงอยู่...เสมอ ...หากเราทุกท่าน คิดเช่นนี้ ก็ต่างฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน

ทุกเรื่องในโลก สามารถนำมาประยุคเป็นแบบฝึกหัดเพื่อไปให้ถึงจุดที่ละแล้ว ซึ่ง ตัวกู ของกู ได้ทั้งสิ้น

หากเรามองเช่นนี้ เป้าหมายก็จะแจ่มชัดยิ่งขึ้น

ท้ายนี้ อยากจะขออภัย หากจะมีผู้ใด รู้สึกขัดตา ขัดใจในสิ่งที่ดิฉันพยายามจะสื่ออยู่บ้าง แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้สื่อนี้ ก็เพียงเพื่อว่า อยากจะชักชวนให้ผู้คน มานั่งลงคุยกัน และคงจะมีบางท่าน ที่อาจจะสนใจ ในหนทางแห่งการหลุดพ้นนี้ด้วยกัน แค่นี้ก็นับว่าดีมากแล้วค่ะ
สำหรับผม ไม่ได้รู้สึกขัดตา ขัดใจอะไรเลย
การได้อ่านความคิดเห็นของทุกท่าน รวมทั้งคุณ 007 และพี่แผ่ว
ก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย

และขออนุโมทนาให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป สาธุ

:D
"Winners never quit, and quitters never win."
Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 14783
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 84

โพสต์

โค้ด: เลือกทั้งหมด

สำหรับผม ไม่ได้รู้สึกขัดตา ขัดใจอะไรเลย 
การได้อ่านความคิดเห็นของทุกท่าน รวมทั้งคุณ 007 และพี่แผ่ว 
ก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย 

และขออนุโมทนาให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป สาธุ 
อ้าว แล้วของพี่ไม่มีประโยชน์เหรอ

คริๆ
MarginofSafety
Verified User
โพสต์: 5786
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 85

โพสต์

Jeng เขียน: อ้าว แล้วของพี่ไม่มีประโยชน์เหรอ

คริๆ
ของพี่เจ๋งและพี่พอใจรวมอยู่ในทุกท่านแล้ว อิอิ
ขออภัยที่ไม่ได้เอ่ยนาม สำหรับท่านอื่นด้วยครับ
"Winners never quit, and quitters never win."
Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 14783
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 86

โพสต์

555 แซวเล่น ไม่มีไร อิอิ

ต่อให้พูดจาไร้สาระ ไร้ประโยชน์ แต่คนอ่าน เป็นนักคิด แล้วนำเรื่องไร้สาระไปทำให้เกิดประโยชน์ก็ยังได้เลย ใช่ปะ น้องหวี
ShexShy
Verified User
โพสต์: 577
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 87

โพสต์

เห็นมีคน reply กระทู้นี้เยอะดี  :o

วิธีที่ดัที่สุด คือ ลองทำ ดูครับ

ผมเชื่อว่า ไม่จำเป็นต้องที่วัด หรอก ทำที่บ้าน ก่อนนอน ก็ได้ครับ

ไม่จำเป็นต้องนาน หรอกครับ ทำให้ได้สมาธิสัก 5-10 นาที ก็รู้สึกดีแล้วครับ

จะได้รู้ว่า จริงหรือไม่จริง ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ

... ตามหลัก กาลามสูตร ...

:o
007-s
Verified User
โพสต์: 2496
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 88

โพสต์

รับทราบถึงประสงค์ดี นั่นแน่นอนค่ะพี่หวี :D

เพียงแต่ตามสไตล์ของดิฉัน ก็คือ ไม่ได้ยึดถือว่า ชื่อเรียก จะนำมาเป็นสาระใดใดคงไม่ได้ไรมากนัก แม้นรูปแบบต่างๆเอง สำหรับดิฉัน ก็ไม่เห็นว่าใช่สาระเช่นกัน

อันนี้ก็เป็นสไตล์ของดิฉันล่ะ นิ อิอิ

ดิฉันเป็นพวกลูกศิษย์มวยวัด และเห็นด้วยกะพี่ เช๊กชี่ ที่ว่าถึงหลัก กาลามาสูตรน่ะ อันนี้อ่ะถูกใจวัยโจ๋ จิจิ

อย่างรูปแบบวิธีปฏิบัติก็เช่นกัน เช่น ขัดสมาธิเพชร ต้องเข้าใจว่า ทำไมต้องเอาสองข้างมาขัดกันให้มันนัวไปหมด ถ้าเข้าใจก็โอเค ถ้าไม่เข้าใจ ไม่ลองทำ ก็แค่ยึดถือว่า มันดีเพียงเพราะพระพุทธเจ้าท่านใช้ท่านี้ ในตอนที่นั่งปฏิบัติ
...จริงๆที่มันดี มันดีในตัวท่าของมันเอง ไม่ได้ดีเพราะพระพุทธเจ้าเลือกใช้...

ที่ว่าท่านี้มันดี เพราะมันดัดให้หลังตรง การบังคับลมหายใจมันง่ายเข้า แต่มันจะเจ็บขานะ แรกๆน่ะ ยาก ถ้าอยากทำก็คงต้องดัดหลายๆรอบเลยกว่าร่างกายจะชิน ถ้าขี้เกียจก็แค่ทับข้างเดียวพอ มันก็ปฏิบัติได้เช่นกัน

จริงๆ ไขว่ห้างทำก็ได้ อย่างเฮียเจ๋งอ่ะ ชอบเดินทำ มันก็แล้วแต่คนถนัด
แล้วถ้าจริงๆ นอนทำก้ลมหายใจตรงดีเหมือนกัน แต่ที่ไม่เป็นที่นิยมเพราะมันทำยาก ...มันจะเผลอหลับ นี่ร่างกายมันเป็นงี้เอง เขาเลยให้นั่ง นั่งมันหลับยาก โอ ยิ่งขัดบัว ขัดเพชร มันไม่หลับ ไม่ล้มไม่เอน มันทำให้นั่งทำนานๆได้ดี


อันนี้ที่ยกตย.เรื่อง นั่งท่าพระพุทธเจ้า มาเช่นนี้นั้น ก็จะเห็นได้ชัดขึ้น
ว่า อันไหนสาระ อันไหนแค่ชื่อ

อะไรคือแพ๊คเกจ อะไรคือตัวสินค้า


ที่พูด ที่อธิบายมาเสียยืดยาวนี้นั้น ไม่ได้ประสงค์จะลีลากวนใจพี่หวีนา  :oops:
เพียงแค่จะปรึกษาหารือกะพี่หวี ในเรื่องที่พี่กล่าว..
คงเอาความเห็นไปจับไม่ได้ครับว่าใช่หรือไม่ใช่สาระ
ข้อความเหล่านี้มีระบุไว้ในพระไตรปิฎก
ซึ่งพระไตรปิฎกก็เป็นแหล่งรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้า

การพูดถึงเรื่องถูกผิดในทางพุทธศาสนา
ก็ควรใช้พระธรรมซึ่งระบุไว้ในพระไตรปิฎก เป็นตัวตัดสิน
ไม่ใช่ใช้ความเห็น
พี่หวีจ๋า...พระธรรมที่ระบุไว้ในพระไตรปิฏกน่ะ ก็เกิดมาจากความเห็นของคนๆนึง(ในที่นี้เชื่อกันต่อๆมาว่า คือของพระพุทธเจ้า)
หรือในความเป็นจริง น่าจะกล่าวได้ว่า เป็นความเห็นของไม่ใช่แค่คนนึง แต่เป็นของหลายๆคน ที่บันทึกเข้าไปอย่างสืบต่อๆกันมา(ย่อมมีเพิ่มนู่น ตัดนี่ ไรต่างๆ)

ซึ่งสาระที่ท่านบันทึกลงไปในนั้น ล้วนแต่เอาความเห็นเข้าไปจับหาสาระนั้นๆ

ความเห็นในที่นี้นั้น ก็คือ ท่านได้ลองกระทำดูก่อน จึงได้เกิดมีความเห็นขึ้นมาได้ ว่า....อ้อ ไอ้ใบไม้กำมือเดียวจากใบไม้ทั้งป่า อันนี้แหละท่านลงความเห็นว่า นี่น่ะสาระ

แล้วอาจารย์ท่านนี้ ผู้คิดค้นพระสูตรนี้ขึ้นมา เดิมทีท่านก็ย่อมมีอาจารย์อีกทีนึง และย่อมมีตำรามากมายที่ต้องศึกษา
แล้วต่อมา ท่านก็มาเจอสูตรของท่าน ท่านก็เลยเอาสูตรมาฝากคนอื่นๆ
แล้วท่านก็ยังมีแนะด้วยนะ ว่า นี่นา เรามีสูตรพ้นทุกข์อย่างดีเลยอ่ะ มาฝาก ลองฟังดู แล้วอย่าเชื่อเรานะ ท่านยังกำชับไว้เช่นนั้น ท่านให้ลองเองนะ ต้องลองดูว่าทำแล้วเห็นเป็นไง

นี่เอง ที่ดิฉันชื่นชอบพระพุทธเจ้า ท่านทันสมัย นี่ท่านเกิดในยุค สองพันกว่าปีก่อน แต่ท่านทันสมัยได้ถึงขนาดนี้นะ

:D  :D  :D
sunny
Verified User
โพสต์: 101
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 89

โพสต์

เด็กอนุบาล มานั่งฟังพี่ๆ ถกกัน
ขอบคุณมากๆค่ะ ได้ทั้งความรู้กับข้อคิด
ชื่นชมพี่ 007 มากค่ะ ข้อความของพี่เข้าใจง่ายดี
พี่อ่านไอสไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็นยังคะ
ตัวเองอ่านแล้ว .... :?:
MarginofSafety
Verified User
โพสต์: 5786
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมเราควรเชื่อพุทธศาสนา

โพสต์ที่ 90

โพสต์

อุ๊ย... ตกใจมีสาวเรียกเราจ๋า ๆ ด้วย อิอิ

อ่า... ขอ clear ประเด็นนี้ด้วยตัวอย่างสั้นๆ

เราถูกคุณครูสอนมาตั้งแต่เด็กว่า
สีแบบนี้นะเราเรียกว่า "สีแดง"
สีแบบนี้เราเรียกว่า "สีเขียว"
สีนี้ "สีเหลือง" ฯลฯ
ซึ่งเป็นกติกาที่กำหนดไว้ เพื่อใช้สื่อสารทำความเข้าใจกัน
อย่างน้อยก็คนในสังคมนี้

ทีนี้ เด็กชาย ก. ชี้ไปที่รถ "สีแดง" แล้วบอกว่า รถคันนี้มี "สีเขียว"
เด็กชาย ข. บอกว่าอันนี้ไม่ใช่ "สีเขียว" เป็น"สีแดง" ต่างหาก
คุณครูท่านสอนเรามาแบบนี้ คนในสังคมก็เข้าใจเช่นนี้
การจะบอกว่าถูกหรือผิด ย่อมต้องมีตัววัดหรือตัวตัดสิน
ซึ่งในกรณีนี้คือข้อตกลงในสังคม หรือคำสอนของคุณครู

ต่อมาเด็กชาย ค. บอกว่า "จะสีแดงสีเขียวแล้วไง มีสาระตรงไหน
ขอให้รถมันขับได้ก็พอแล้ว"

เด็กชาย ค. จะคิดว่าการแยกสีดังกล่าวไม่มีสาระสำคัญ ก็เป็นสิทธิของเด็กชาย ค.
หรือการจะขับรถได้ไม่เห็นต้องไปรู้เลยว่ารถมันจะสีอะไร อันนี้ก็เป็นสิทธิของเด็กชาย ค. เช่นเดียวกัน

เด็กชาย ข. อาจจะคิดว่า การรู้ทั้งสีรถทั้งขับรถได้ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าแน่นอน
ไม่เช่นนั้น เจอไฟเขียว ไฟแดง จะรู้ได้ไง ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิทธิของ นาย ข. ที่จะคิด

ผมไม่ได้บอกว่า เด็กชาย ข. หรือ เด็กชาย ค. คนไหนผิดคนไหนถูก

ประเด็นที่ต้องการจะสื่อก็คือ
ประเด็นที่ว่า เด็กชาย ก. บอกสีรถไม่ถูก
แล้วเด็กชาย ข. มาช่วยแก้ให้ต่างหาก
ผมถึงบอกว่าตรงนี้ใช้ความเห็นไม่ได้
เพราะสีรถมันเป็น fact ไม่ใช่ opinion
ยกเว้นว่าจะนำไปใช้กับสังคมที่มีข้อตกลงอย่างอื่น

สิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ก็อุปมาเปรียบเทียบได้ในทำนองเดียวกัน
ฉันใดก็ฉันเพล... เอ๊ย ฉันใดก็ฉันนั้นแล ...
"Winners never quit, and quitters never win."