เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
-
ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
|0 คอมเมนต์
เอามาฝากกัน พฤติกรรมแอ๊บแบ๊ว ใครเป็นบ้าง
>"แอ๊บแบ๊ว" เป็นอาการทางจ(ริ)ตชนิดหนึ่ง
>มักเกิดขึ้นในเพศหญิงช่วงแรกสาวเป็นต้นไป
>แต่เดี๋ยวนี้เริ่มลุกลามในผู้ชาย กะเทย และเพศใกล้เคียงด้วย
>โรคนี้จะมีอาการควบคู่ไปกับภาวะแทรกซ้อน
>ที่แสดงออกทางอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนี้
>
>1.ดวงตา
>จากที่เคยมีลูกตาขนาดปกติไม่ว่าขนาดใดก็ตาม
>คนที่"แอ๊บแบ๊ว"จะมีดวงตากลมบ้องแบ๊ว
>เกิดประกายวิบวับขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้
>(สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของคำว่าแอ๊บแบ๊วนั่นเอง)
>ถ้านึกภาพไม่ออก แนะนำให้ไปดูเอ็มวี เพลงปู ของเนโกะจั๊มพ์
>อะโนโนโน่ อย่างนี้ไม่ดี..
>ช็อตทื่สองสาวเล่นกับกล้อง นั่นแหละใช่เลย!
>
>อุปกรณ์เสริมความแบ๊วในข้อนี้ได้แก่
>ที่ดัดขนตา,มาสคาร่า และอายไลเนอร์
>ที่จะช่วยขับให้ตาแบ๊วขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
>เดี๊ยวนี้มีคอนแท็คเลนส์ประเภทเพิ่มขนาดลูกตาดำด้วย..แม่เจ้า
>แต่มีข้อแม้ว่าควรมีทักษะในการเสริมแต่งนิดนึง
>เพราะเคยเห็นสาวๆหลายคนทามาสคาร่าหนาเป็นปื้น
>ขนตาจับเป็นก้อนๆเหมือนขาแมลงวัน
>อันนั้นออกแนวสยองแล้วล่ะค่ะ
>
>เมื่อตาโตขึ้นแล้ว อวัยวะข้างเคียงที่จะมีผลกระทบก็คือ คิ้ว
>ที่จะเลิกขึ้นนิดๆ หัวคิ้วจะหดเข้าหากันนิดนึง
>นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนแอ๊บแบ๊วมีสีหน้าดูสงสัย
>ไร้เดียงสาอยู่ตลอดเวลา
>สายตาแบบนี้เพื่อนชายหลายคนของอิชั้นสารภาพว่าเห็นแล้วถึงกับร้องอ๊าง
>สาวคนไหนจะลองทำตาแบ๊วดูก็ไม่ว่ากันค่ะ
>
>2.แก้ม
>อยากรู้จังว่าใครคือมนุษย์คนแรกที่ตัดสินว่า
>ผู้หญิงแก้มป่องคือผู้หญิงน่ารัก
>แก้มป่องจึงเป็นอาการแบ๊วอันดับสองที่ขาดไม่ได้
>
>ลำพังคนที่แก้มป่องเป็นธรรมชาติก็ถือเป็นโชคดีของเค้าไปค่ะ
>แต่สำหรับคนที่แก้มตอบ โหนกปูด กรามสองข้างทำมุมฉากซึ่งกันและกัน
>เราก็จะได้เห็นอาการพยายามอมลมไว้ในปาก
>แล้วดันกระพุ้งแก้มให้ป่องออกมาจนกระทั่งดูน่าหยิกเล่น
>(อิชั้นเคยลองดูแล้ว รู้สึกเหมือนอมน้ำยาบ้วนปากแล้วลืมบ้วนทิ้ง)
>
>คนที่แอ๊บแบ๊วจนชำนาญก็จะขนาดแก้มที่ป่องกำลังดีดูน่ารัก
>แต่สำหรับแบ๊วมือใหม่หลายคนก็พลาด กะไซส์แก้มผิด
>ป่องเป็นปลาทองรักเร่ หรือไม่ก็ชิพกับเดลล์เพิ่งผ่าฟันคุด
>ก็ถือว่าต้องฝึกกันอีกเยอะ..ได้ไม่ต้องกังวล
>เพราะถ้าแก้มยังทำให้คุณดูแบ๊วไม่สมใจละก็..ปาก ยังช่วยคุณได้ค่ะ
>
>3.ปาก
>ไม่ว่าตามปกติใครจะมีริมฝีปากไซส์อ้อมพิยดา หรือจอยรินลณี
>ปากของสาวแอ๊บแบ๊วจะถูกกำหนดให้มีริมฝีปากบนบางๆ
>แล้วยกเชิดขึ้นจนเห็นฟันคู่หน้านิดๆ แบบอั้มพัชราภา/แตงโม
>/เมย์พิชนาฏ/กิ๊บซ่า กิ๊บซี่ เกิร์ลลี่เบอรี่ และดาราอีกเป็นสิบคน
>ที่ถ่ายรูปลงหนังสือกี่เล่มๆก็ทำปากแบบเดิมได้ตลอดเวลา
>
>ส่วนริมฝีปากล่างขณะแอ๊บแบ๊วนั้นมีข้อบังคับว่า
>ห้ามเผยอออกมาจนห้อยย้อยแบบโน๊ต เชิญยิ้มเด็ดขาด
>แต่ต้องเกร็งไว้นิดๆ เบะคางให้ดูคล้ายแอบงอนใครมาหน่อยนึง
>และทีเด็ดคือต้องยิงมุมปากให้เบี้ยวไปข้างที่ถนัดข้างใดข้างหนึ่งพอประมาณ
>หน้าแบ๊วที่ออกมาจะดูแก่นเซี้ยวแสนซน และทำให้แอบคิดไปเองได้ว่า
>"ตอนนี้เราหน้าเหมือนโฟร์แล้วล่ะตะเอง.."
>
>อย่าลืมรักษารูปปากไว้ตลอดเวลาที่พูดคุยด้วยนะคะ
>เสียงที่ออกมาจะได้อ้อมแอ้ม พูดไม่ชัด น่ารักน่าถีบ เอ๊ย! น่าจีบ
>ขึ้นอีกจมเลย
>
>4.เสียง
>เสียง เป็นอาการทางกายภาพข้อสุดท้ายของโรคแอ๊บแบ๊ว
>เสียงมาตรฐานการแอ๊บแบ๊วคือเสียงเล็กๆ อู้อี้นิดๆ อ้อนหน่อยๆ
>ประมาณน้องเบเบ้ หรือจิ๊บ ปกฉัตร อะไรแถบๆนี้
>ใครที่เคยสอบอ่านร้อยแก้วร้อยกรองแล้วได้คะแนนเต็มมา
>อาจจะต้องไปตัดปลายลิ้นตัวเองก่อน จึงจะออกเสียงแบ๊วๆแบบนี้ได้
>
>น้ำเสียงที่นิยมแอ๊บแบ๊วคือ level ตั้งแต่ 2 เป็นต้นไป
>ทำอย่างไรก็ได้ให้ผิดอักขระวิธีให้มากที่สุด เช่น
>
>จริงเหรอ ออกเสียงเป็น จิ๊ง-ง๋ออออออ??
>
>ใช่ไหม เป็น ชิเมะ? / ชิป้ะ? / ชิม้า?
>
>ไม่เอา เป็น มิอาวววว
>
>คือว่า,เอ่อ เป็น คึ่บั่บ / คึ่แบ๊บ / เอิ่ม / อึ่มมม
>
>อะไรน่ะ เป็น อึ่หล่ายอ้ะ? เป็นต้น
>
>ตัวอย่างประโยค
>"อ้าว สวัสดีแก ไม่ได้เจอกันนานมาก คิดถึงสุดๆ
>ไปกินข้าวที่สยามกันมั้ย เดี๋ยวพี่ชายเราไปส่งล่ะ"
>
>เป็น "ฮั้ย! สัสดีแกร..มะได้เจ๊อกึนนานม๊ากกก คิดถึ่งซูดซู๊ดดด
>ไปกินค๊าวที้ซึ่หย่ามกึนเมะ เด๋วพี๊..ชายเราป้ะส่งแหละ"
>ฯลฯ
>
>วิธีฝึกง่ายๆก็คือยืนหน้ากระจก ฝึกทำหน้าให้แบ๊วที่สุด
>แล้วลองอ่านข้อความเหล่านี้อัดเสียงใส่เทปเอาไว้
>ถ้าเปิดฟังแล้วรู้สึกอยากกระโดดถีบตัวเองเมื่อไหร่
>แสดงว่าคุณผ่านการ "แอ๊บแบ๊ว" ระดับเบสิคได้แล้วล่ะค่ะ
โดย powerbeer
วันที่ อังคาร เมษายน 2550
(แอบไปขอความรู้ ตั่วเฮียคลายเครียดมา เผื่อผมจะทันสมัยขึ้นมาบ้าง)

-
ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
|0 คอมเมนต์
นำมาฝากสำหรับคน จะสละโสด
ความเชื่อ 10 อย่างเกี่ยวกับการแต่งงาน
ก่อนที่จะเริ่มความสัมพันธ์ถึงขั้นแต่งงานกันนั้น
ลองมองความเชื่อเก่าๆและ
วิเคราะห์ดูสักหน่อยว่าเป็นอย่างไร
ทำไมคนที่แต่งงานแล้วถึงได้หย่าร้างกันมาก
นัก
1. ความเชื่อ :
ผู้ชายได้ประโยชน์มากกว่าผู้หญิงเมื่อแต่งงานกันแล้ว
ความจริง :
จากที่มีการวิจัยศึกษามาแล้วพบว่า
ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบ
แม้ว่าแต่ละคู่จะใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน
แต่เมื่อแต่งงานพวกเขา
ก็จะมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น ... มีความสุขขึ้น
สุขภาพดีขึ้นแถมยังอาจจะรวยขึ้นอีกต่างหาก
ฝ่ายสามีโดยมากจะได้ประโยชน์เรื่องสุขภาพที่ดีขึ้นส่วนฝ่ายภรรยานั้นแน่นอน ... ทางด้านการเงิน
2. ความเชื่อ :
การมีบุตรทำให้ชีวิตแต่งงานได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นและเพิ่มความสุข
ให้ชีวิตแต่งงานด้วย
ความจริง :
และจากหลายๆการวิจัยพบว่า
บุตรคนแรกจะทำให้ช่องว่างระหว่างแม่และพ่อ
ห่างกันขึ้นและเพิ่มความกดดันให้แก่กัน
ด้วยความที่เป็นมือใหม่ในการเลี้ยงลูก
แต่อย่างไรก็ตาม
การที่มีบุตรทำให้อัตราการหย่าร้างนั้นลดน้อยลง
3. ความเชื่อ :
ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่คือโชคและความรักที่แสนโรแมนติก
ความจริง :
นอกเสียจากโชคและความรักแล้ว
สิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตคู่ที่จะนำไป
สู่การใช้ชีวิตที่ยาวนานร่วมกันคือความเป็นมิตรความเป็นเพื่อน
เพราะหลังจากการแต่งงาน
ต่างฝ่ายต่างต้องทำงานหนัก
ต้องเสียสละและข้อสัญญาต่างๆ
คู่ที่มีความสุขที่สุดก็คือคู่ที่รักกันเป็นดั่งเพื่อน
สามารถแชร์ในทุกๆเรื่องและมีความสนใจในสิ่งเดียวกัน
ทำให้มีความเข้าใจกันได้ดี
4. ความเชื่อ :
ผู้หญิงที่มีการศึกษายิ่งสูง
ยิ่งทำให้ได้แต่งงานช้าลง
ความจริง :
จากการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้
ผู้หญิงที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้
แต่งงานไปมากกว่าคนที่ไม่จบการศึกษา
ความจริงๆแล้วผู้หญิงยิ่งมีการศึกษาจะยับยั้งเรื่องการใช้ชีวิตคู่มากขึ้น
และเลือกที่จะอยู่เป็นโสดกันมากขึ้น ... นั่นเอง
5. ความเชื่อ :
คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานและดูใจศึกษากันก่อนจะมาอยู่กันจริง
มีความพึงพอใจในคู่รักและทำให้รักกันได้ยาวนานยิ่งกว่าคู่ที่แยกกันอยู่
ความจริง :
หลายๆการวิจัยที่พบว่าคู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานจะมีความพึงพอใจ
กันน้อยลงและโอกาสที่จะหย่าร้างหรือเลิกรากันไปมีสูงขึ้น
เหตุผลหนึ่งก็คือ
เมื่อมีปัญหามักจะเพิ่มปัญหากันเข้าไปอีก
และทัศนคติในการจะใช้ชีวิตแต่งงานด้วย
กันก็จะเป็นเรื่องที่ยากอยู่สักหน่อย
หากการอยู่กินด้วยนั้นไม่สามารถจะแก้ปัญหาต่างๆเมื่อพบได้
และไปใช้ชีวิตหลังแต่งงานด้วยกันปัญหาก็มักจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
6. ความเชื่อ :
ผู้คนไม่สามารถที่จะคาดหวังได้ว่าจะอยู่ด้วยกันหลังแต่งงานไปได้
ตลอดชีวิตเหมือนที่เคยคิดเอาไว้
เพราะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมามากพอ
ความจริง :
คนในยุคปัจจุบันแต่งงานกันช้าที่อายุมากขึ้นกว่าสมัยก่อนและการใช้
ชีวิตอิสระเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการกันมากขึ้น
เมื่อได้เห็นได้รู้จักกันมากขึ้น ... ก็เกิดความเบื่อ
ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มักจะมองหาสิ่งใหม่ๆให้เรียนรู้อยู่เสมอ
ครึ่งหนึ่งของการหย่าร้างใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาได้ 7 ปี
7. ความเชื่อ :
การแต่งงานทำให้ผู้หญิงเสี่ยงกับความรุนแรงในครอบครัวมากกว่า
เมื่อตอนที่เป็นโสด
ความจริง :
เป็นดั่งเช่นว่า
การจดทะเบียนสมรสนั้นเป็น
"ใบอนุญาตในการทำร้ายร่างกาย"
จากการสำรวจพบว่าคู่ที่แต่งงานกันแล้วมักมีปัญหาที่รุนแรงมากกว่าก่อนที่จะ
แต่งงานกันเสียอีก
และโดยมากแล้วหากสามีทำร้ายภรรยาก็จะไม่พบการรายงานหรือแจ้งความใดๆ
เหตุผลหนึ่งที่เกิดความรุนแรงขึ้นเพราะฝ่ายชายมักจะต้องดูแลให้ฝ่ายหญิงกินดีอยู่ดีอยู่เสมอ
ทำให้เกิดความขัดแย้งกันและเมื่อเกิดความรุนแรงในครอบครัวขึ้น
ผู้หญิงมักจะคิดเรื่องการหย่าร้างมากขึ้น
8. ความเชื่อ :
คู่ที่แต่งงานแล้วจะมีเซ็กซ์กันน้อยลงกว่าตอนที่ยังเป็นโสดกันอยู่
ความจริง :
คู่ที่แต่งงานกันแล้วจะมีทั้งเซ็กซ์ที่มากขึ้นและดีขึ้นอีกด้วย
ไม่เพียงแต่มีเซ็กซ์ได้บ่อยขึ้นแต่พวกเค้ายังสนุกไปกับมัน
ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
9. ความเชื่อ :
คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานก็เหมือนแต่งงานนั่นแหละ
เพียงแค่ ... ไม่มี"ใบสมรส"
ความจริง :
คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานมักไม่ได้รับสิ่งที่คู่แต่งงานได้รับ
ทั้งทางสุขภาพ ฐานะ และความรู้สึก
และด้วยความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในความรักจึงไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้น
เพราะถึงอย่างไรผู้หญิงก็ยังเป็นนางสาวเมื่อเลิกร้างกับฝ่ายชายนั่นเอง
10. ความเชื่อ :
เพราะว่ามีอัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้น
คู่ที่รักกันอย่างมีความ
สุขหลังแต่งงานทำให้พวกเขาไม่คิดหย่าร้างไม่ว่าการแต่งงานนั้นจะเป็นอย่างไร
ความจริง : เมื่อสมัย 20 - 30 ก่อนนั้น
จะมีความเครียดในการงาน และข้อขัดแย้ง
มากมายในการแต่งงาน
ทำให้คู่รักมักจะคิดหย่าร้างกัน
แต่ในปัจจุบันคู่รักโดยมาก
มักจะคบหาดูใจกันนานหลายปีจนมีความมั่นใจในคู่ของตน
และมีหน่วยงานที่คอยช่วย
เหลือสำหรับผู้หญิงที่มีปัญหา
ในการตอบคำถามและช่วยในด้านจิตใจ
อย่างไรก็ตาม
การแต่งงานคือการตัดสินใจของคนสองคน
การจะมีความสุขหรือไม่นั้นก็
ขึ้นกับคนเพียงสองคนที่จะมีความเข้าใจ
เห็นอกเห็นใจกันมากน้อยเพียงใด
จากคุณ : GABLIEL
-
aor_vi
- Verified User
- โพสต์: 336
- ผู้ติดตาม: 0
|0 คอมเมนต์
ตอนนี้ประเทศไทยกระแส แอ๊บแบ๊ว มาแรงเด็กวัยรุ่นพูดจาไม่ชัด
เราน่าจะมีการตั้งกระทู้ ภาษาไทยวันละหลาย ๆ คำขึ้นมาก็น่าจะดีน่ะค่ะ
อาจจะเป็นคำไทยที่เราไม่ค่อยจะคุ้นหูก็น่าจะดีภาษาไทยจะได้ไม่สูญหาย
วันนี้มี หนึ่งคำมาเสนอค่ะ
กรุ้งกริ่ง [กฺรุ้งกฺริ่ง] ก. แสดงสีหน้า แววตา และท่าทางเจ้าชู้, กรุ้มกริ่ม ก็ว่า.
คำนี้น่าจะใช้ได้ในเวบ Tvi น่ะค่ะ อิอิ
"คนที่ไม่เคยล้มเหลวเลย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นยาก"
-
sunrise
- Verified User
- โพสต์: 2266
- ผู้ติดตาม: 0
|0 คอมเมนต์
เฮอะๆ หมายถึงอะไร
กรุ่งกริ่งๆ ให้พี่ใน tvi เหรอแค๊บ :D
ล้อเล่นน่ะ
การลงทุนคือความเสี่ยง
แต่ความเสี่ยงสูงคือ ไม่รุ้ว่าอะไรคือจุดชี้เป็นชี้ตายของบริษัท
ความเสียงสุงที่สุด คือ ไม่รู้ว่าเลยว่าตัวเองทำอะไรอยู่
-
oaaa19
- Verified User
- โพสต์: 158
- ผู้ติดตาม: 0
|0 คอมเมนต์
ปรัชญา เขียน:
เอามาฝากกัน พฤติกรรมแอ๊บแบ๊ว ใครเป็นบ้าง
>1.ดวงตา
>จากที่เคยมีลูกตาขนาดปกติไม่ว่าขนาดใดก็ตาม
>คนที่"แอ๊บแบ๊ว"จะมีดวงตากลมบ้องแบ๊ว
>เกิดประกายวิบวับขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้
>(สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของคำว่าแอ๊บแบ๊วนั่นเอง)
>ถ้านึกภาพไม่ออก แนะนำให้ไปดูเอ็มวี เพลงปู ของเนโกะจั๊มพ์
>อะโนโนโน่ อย่างนี้ไม่ดี..
>ช็อตทื่สองสาวเล่นกับกล้อง นั่นแหละใช่เลย!
>
>อุปกรณ์เสริมความแบ๊วในข้อนี้ได้แก่
>ที่ดัดขนตา,มาสคาร่า และอายไลเนอร์
>ที่จะช่วยขับให้ตาแบ๊วขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
>เดี๊ยวนี้มีคอนแท็คเลนส์ประเภทเพิ่มขนาดลูกตาดำด้วย..แม่เจ้า
>แต่มีข้อแม้ว่าควรมีทักษะในการเสริมแต่งนิดนึง
>เพราะเคยเห็นสาวๆหลายคนทามาสคาร่าหนาเป็นปื้น
>ขนตาจับเป็นก้อนๆเหมือนขาแมลงวัน
>อันนั้นออกแนวสยองแล้วล่ะค่ะ
>
>เมื่อตาโตขึ้นแล้ว อวัยวะข้างเคียงที่จะมีผลกระทบก็คือ คิ้ว
>ที่จะเลิกขึ้นนิดๆ หัวคิ้วจะหดเข้าหากันนิดนึง
>นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนแอ๊บแบ๊วมีสีหน้าดูสงสัย
>ไร้เดียงสาอยู่ตลอดเวลา
>สายตาแบบนี้เพื่อนชายหลายคนของอิชั้นสารภาพว่าเห็นแล้วถึงกับร้องอ๊าง
>สาวคนไหนจะลองทำตาแบ๊วดูก็ไม่ว่ากันค่ะ
>
>2.แก้ม
>อยากรู้จังว่าใครคือมนุษย์คนแรกที่ตัดสินว่า
>ผู้หญิงแก้มป่องคือผู้หญิงน่ารัก
>แก้มป่องจึงเป็นอาการแบ๊วอันดับสองที่ขาดไม่ได้
>
>ลำพังคนที่แก้มป่องเป็นธรรมชาติก็ถือเป็นโชคดีของเค้าไปค่ะ
>แต่สำหรับคนที่แก้มตอบ โหนกปูด กรามสองข้างทำมุมฉากซึ่งกันและกัน
>เราก็จะได้เห็นอาการพยายามอมลมไว้ในปาก
>แล้วดันกระพุ้งแก้มให้ป่องออกมาจนกระทั่งดูน่าหยิกเล่น
>(อิชั้นเคยลองดูแล้ว รู้สึกเหมือนอมน้ำยาบ้วนปากแล้วลืมบ้วนทิ้ง)
>
>คนที่แอ๊บแบ๊วจนชำนาญก็จะขนาดแก้มที่ป่องกำลังดีดูน่ารัก
>แต่สำหรับแบ๊วมือใหม่หลายคนก็พลาด กะไซส์แก้มผิด
>ป่องเป็นปลาทองรักเร่ หรือไม่ก็ชิพกับเดลล์เพิ่งผ่าฟันคุด
>ก็ถือว่าต้องฝึกกันอีกเยอะ..ได้ไม่ต้องกังวล
>เพราะถ้าแก้มยังทำให้คุณดูแบ๊วไม่สมใจละก็..ปาก ยังช่วยคุณได้ค่ะ
>
>3.ปาก
>ไม่ว่าตามปกติใครจะมีริมฝีปากไซส์อ้อมพิยดา หรือจอยรินลณี
>ปากของสาวแอ๊บแบ๊วจะถูกกำหนดให้มีริมฝีปากบนบางๆ
>แล้วยกเชิดขึ้นจนเห็นฟันคู่หน้านิดๆ แบบอั้มพัชราภา/แตงโม
>/เมย์พิชนาฏ/กิ๊บซ่า กิ๊บซี่ เกิร์ลลี่เบอรี่ และดาราอีกเป็นสิบคน
>ที่ถ่ายรูปลงหนังสือกี่เล่มๆก็ทำปากแบบเดิมได้ตลอดเวลา
>
>ส่วนริมฝีปากล่างขณะแอ๊บแบ๊วนั้นมีข้อบังคับว่า
>ห้ามเผยอออกมาจนห้อยย้อยแบบโน๊ต เชิญยิ้มเด็ดขาด
>แต่ต้องเกร็งไว้นิดๆ เบะคางให้ดูคล้ายแอบงอนใครมาหน่อยนึง
>และทีเด็ดคือต้องยิงมุมปากให้เบี้ยวไปข้างที่ถนัดข้างใดข้างหนึ่งพอประมาณ
>หน้าแบ๊วที่ออกมาจะดูแก่นเซี้ยวแสนซน และทำให้แอบคิดไปเองได้ว่า
>"ตอนนี้เราหน้าเหมือนโฟร์แล้วล่ะตะเอง.."
>
>อย่าลืมรักษารูปปากไว้ตลอดเวลาที่พูดคุยด้วยนะคะ
>เสียงที่ออกมาจะได้อ้อมแอ้ม พูดไม่ชัด น่ารักน่าถีบ เอ๊ย! น่าจีบ
>ขึ้นอีกจมเลย
>
>4.เสียง
>เสียง เป็นอาการทางกายภาพข้อสุดท้ายของโรคแอ๊บแบ๊ว
>เสียงมาตรฐานการแอ๊บแบ๊วคือเสียงเล็กๆ อู้อี้นิดๆ อ้อนหน่อยๆ
>ประมาณน้องเบเบ้ หรือจิ๊บ ปกฉัตร อะไรแถบๆนี้
>ใครที่เคยสอบอ่านร้อยแก้วร้อยกรองแล้วได้คะแนนเต็มมา
>อาจจะต้องไปตัดปลายลิ้นตัวเองก่อน จึงจะออกเสียงแบ๊วๆแบบนี้ได้
>
>น้ำเสียงที่นิยมแอ๊บแบ๊วคือ level ตั้งแต่ 2 เป็นต้นไป
>ทำอย่างไรก็ได้ให้ผิดอักขระวิธีให้มากที่สุด เช่น
>
>จริงเหรอ ออกเสียงเป็น จิ๊ง-ง๋ออออออ??
>
>ใช่ไหม เป็น ชิเมะ? / ชิป้ะ? / ชิม้า?
>
>ไม่เอา เป็น มิอาวววว
>
>คือว่า,เอ่อ เป็น คึ่บั่บ / คึ่แบ๊บ / เอิ่ม / อึ่มมม
>
>อะไรน่ะ เป็น อึ่หล่ายอ้ะ? เป็นต้น
ทำยากจิงๆ แอ๊บแบ๊ว เนี่ย ไหนจะตา ปาก อยู่เป็นป้าแก่ๆอย่างนี้น่าจะมีความสุขกว่านะเนี่ย :lol:
-
punthep
- Verified User
- โพสต์: 20
- ผู้ติดตาม: 0
|0 คอมเมนต์
ผมถามเด็กๆ ว่า แอ๊บแบ๊ว แปลว่าอะไร
น้องเขาบอกว่า แปลว่า
2
B
No.
1
............... ไปล่ะ ...................
-
bankniti
- Verified User
- โพสต์: 627
- ผู้ติดตาม: 0
|0 คอมเมนต์
อ่านวิธีการทำ "แอ๊บแบ๊ว" ของพี่ปรัชญาแล้วก็ขำ ลองคิดถึงหน้าคนที่พยายามฝึกทำแอ๊บแบ๊วดูสิครับ ผมแหละจินตนาการว่าคงจะเหมือนคนเป็นโรคกล้ามเนื้อที่หน้าอักเสบ เกิดการเกร็งตัวและหดตัวของกล้ามเนื้อที่หน้าแต่ละส่วนไม่เท่ากัน
"เอาลมไปไว้ที่กระพุงแก้มให้แก้มดูป่อง พะเหยอปากข้างบนขึ้นให้เห็นฟันหน้า แต่ทำปากล่างให้ห้อยออกมานิดๆ แล้วยังต้องยิงมุมปากให้เบี้ยวไปข้างหนึ่งอีก อ้อ! อย่าลืมเบะคางให้ดูคล้ายแอบงอนใครมาอีกหน่อยนึง"
แค่คิดก็ขำจะแย่อยู่แล้ว :lovl: สมแล้วกับที่มาจากคำว่า Abnormal กับ บ้องแบ๊ว ผสมกัน (ผมแปลเองว่า อาการบ้องแบ๊วแบบผิดปกติ)
ผมเคยโทรผิดไปเจอเด็กนักเรียนหญิง ฟังจากเสียงแล้วน่าจะประมาณ ม.ปลาย ผมไม่อยากคิดเลยว่าตัวเองแก่เพราะยังไม่สามสิบเต็มเลย แต่ปรากฎว่าผมพูดกับเด็กคนนี้ไม่รู้เรื่อง เด็กเขาพูดเหมือนอาการ "แอ๊บแบ๊ว" แบบนี้เลย "ไคเริย มีราย โทมาย" อะไรเทือกนี้แหละ แต่ละประโยคต้องให้น้องเขาทวนอยู่ 2-3 รอบจึงพอจะจับใจความได้ เป็นกังวลเลยว่าเมื่อพวกน้องเขาโตขึ้นมาแล้วทำงาน จะสื่อสารกันคนรุ่นก่อนรู้เรื่องหรือเปล่า เป็นห่วงกลัวภาษาไทยจะวิบัติไปมากกว่านี้อีก
เดี๋ยวลองไปหัดทำดูที่หน้ากระจกดีกว่า 555 :lovl: