อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news20/07/07

โพสต์ที่ 31

โพสต์

เอเชียขึ้นแท่นตลาดรถยนต์รายใหญ่ที่สุด ข่าว 16.00 น.
--------------------------------------------------------------------------------
Posted on Friday, July 20, 2007
นายพอล บัลลิว ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์อุตสาหกรรมและตลาดโลกของบริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ส์ (จีเอ็ม) คาดว่า ยอดการจำหน่ายรถยนต์โดยรวมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะแซงหน้าทวีปอเมริกาเหนือเป็นครั้งแรกในปีนี้ ซึ่งทำให้เอเชียจะเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุด แซงหน้าสหรัฐ โดยยอดจำหน่ายรถยนต์ในเอเชียใกล้จะถึง 21 ล้านคันแล้ว ส่วนยอดจำหน่ายรถยนต์ในอเมริกาอยู่ที่ 16 17 ล้านคัน และจากการขยายตัวของตลาดในจีนและอินเดียรวมทั้งตลาดใหม่ ๆ จะทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ในปีนี้สูงถึง 70 ล้านคัน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
นายบัวลิวบอกด้วยว่า หากมองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกือบ 80% ของยอดจำหน่ายรถยนต์มาจากสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตก แต่ขณะนี้ประเทศเหล่านี้มียอดจำหน่ายเหลือเพียง 62% เท่านั้น และแม้ว่าเอเชียจะกลายเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ แต่สหรัฐจะยังคงเป็นตลาดที่ทำกำไรได้ดีกว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพราะความต้องการรถยนต์ในเอเชียยังเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก แต่ความต้องการรถยนต์หรูหรากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Mon ... fault.aspx
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news21/07/07

โพสต์ที่ 32

โพสต์

จิ้นเซ่งฮวดเซ็งตลาดอะไหล่รถซึม
โพสต์ทูเดย์ จิ้นเซ่งฮวด ระบุเศรษฐกิจแย่ ตลาดอะไหล่รถยนต์ ทรงตัว คาดปีนี้แค่รักษารายได้ให้เท่า ปีก่อน 1.5 พันล้านบาท


นายกิตติชัย เชื้อรัตนพงษ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท จิ้นเซ่งฮวดอะไหล่ยนต์ กล่าวว่า จากสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ส่งผลถึงรายได้จากการขายอะไหล่รถยนต์ในปีนี้ของบริษัทไม่เติบโตเป็นปีแรก คาดว่าปีนี้จะมี ยอดขายรวมเทียบกับปีที่ผ่านมาจาก อยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากอะไหล่ 1.2 พันล้านบาท และตลับลูกปืน 300 ล้านบาท
ถือเป็นปีแรกที่บริษัทไม่มีการเติบโต เพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ขณะที่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตด้านยอดขายต่อเนื่อง ปีละ 10% นายกิตติชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้จับมือกับ บริษัท นิวซัน แบริ่ง อิงค์ สหรัฐอเมริกา ตั้ง บริษัท เค.ซี.แบริ่ง ในกลุ่มบริษัท จิ้นเซ่งฮวดฯ ให้เป็นตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายตลับลูกปืน นิวซัน ที่ผลิต ภายใต้มาตรฐานเทียบเท่าอะไหล่แท้จากประเทศญี่ปุ่น แต่มีราคาจำหน่ายต่ำกว่า 30-40% และรับประกันการใช้งาน 6 หมื่นกิโลเมตร
ทั้งบริษัทจะใช้สินค้าดังกล่าวเป็นหัวหอกในการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าคุณภาพ แต่มีราคาไม่แพง โดยเฉพาะในกลุ่มแท็กซี่
สำหรับภาพรวมตลาดอะไหล่รถยนต์ในปี 2550 จะมีมูลค่าประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ 5%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=180077
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news21/07/07

โพสต์ที่ 33

โพสต์

ฮอนด้าทุ่มทุน 6,200 ล้านสร้างโรงงานผลิตรถแห่งใหม่

18 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 19:50:00
 โรงงานแห่งที่สองของฮอนด้า อยุธยา
เสริมศักยภาพฐานการผลิตในประเทศไทย ด้วยกำลังการผลิต 240,000 คันต่อปี

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :
กรุงเทพฯ - 18 กรกฎาคม 2550: บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด สำนักงานใหญ่ของฮอนด้าประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย ประกาศแผนการลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้งบประมาณ 6,200 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินลงทุนที่มากสุดในประวัติศาสตร์การลงทุนของฮอนด้าในประเทศไทย
โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่สองของฮอนด้าในประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดการเริ่มเดินสายพานการผลิตในเดือนตุลาคม 2551 ด้วยกำลังการผลิต 240,000 คันต่อปี ทำให้โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน  
งานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ
 ทัตสึฮิโร่ โอยาม่า ประธานฮอนด้า แถลงแผนการลงทุนครั้งใหญ่ในไทยเมื่อ18 ก.ค. 50  
นายทัตสึฮิโร่ โอยาม่า ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอบริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด
เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ฮอนด้าได้ศึกษาโครงการขยายการลงทุนในประเทศไทยมาสักระยะหนึ่ง ด้วยเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการผลิตรถยนต์ป้อนตลาดในประเทศ และส่งออก ซึ่งเมื่อรัฐบาลได้ประกาศนโยบายอีโคคาร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้ฮอนด้าตัดสินใจเดินหน้าขยายการลงทุนครั้งสำคัญในประเทศไทยในครั้งนี้

โครงการอีโคคาร์นั้นถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับความมุ่งมั่นตั้งใจของฮอนด้าในการเป็นผู้ผลิตยานยนต์

ที่เอาใจใส่และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการส่งเสริมให้มี
การผลิตและพัฒนายานยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน และมีค่าไอเสียต่ำนั้น สอดคล้องกับสภาพการณ์ของโลกปัจจุบันที่ต้องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อลดภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โรงงานแห่งใหม่ของฮอนด้านี้ เป็นโรงงานที่ผลิตรถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน ตลอดจนนำเทคโนโลยีและวิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อควบคุมมลพิษต่างๆ" นายโอยาม่ากล่าว
โรงงานที่ล้ำสมัยแห่งใหม่นี้ไม่เพียงมีศักยภาพทางการผลิตที่ยอดเยี่ยม แต่ยังได้รับการออกแบบให้มีเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด ด้วยมาตรการการควบคุมไอเสีย ซึ่งจะทำให้โรงงานฮอนด้าแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เทคโนโลยีสะอาดดังกล่าวนั้นหมายรวมถึงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตรถยนต์ลง 10% เมื่อเทียบกับมาตรฐานในปี 2548 และลดปริมาณการเกิดสารอินทรีย์ระเหยง่ายหรือ VOCs (Volatile Organic Compounds) ได้ถึง 50% ด้วยการใช้เทคโนโลยีการพ่นสีรถยนต์สูตรน้ำ นอกจากนี้ พลังงานส่วนหนึ่งที่ใช้ในโรงงานแห่งนี้ยังเป็นพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบาง หรือ ซิกส์ (CIGS) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคตที่ฮอนด้าได้คิดค้นและพัฒนาขึ้น ที่สำคัญ ฮอนด้ายังนำระบบการรีไซเคิลน้ำแบบปิดมาใช้ นั่นหมายถึงน้ำจากกระบวนการผลิตจะถูกบำบัด และนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกนอกโรงงานเลย
ในโอกาสเดียวกันนี้ ฮอนด้ายังได้ประกาศการกลับมาของอาซิโม หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่ล้ำยุคที่สุดในโลก
ซึ่งจะกลับมาพร้อมกับความสามารถใหม่ โดยจะเปิดตัวครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย และโอเชียเนีย ในงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมอุตสาหกรรมไทยที่จัดในโอกาสครบรอบ 40 ปี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 19-23 กันยายนศกนี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพค ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี อาซิโมรุ่นใหม่นี้ไม่เพียงจะสามารถวิ่งได้เร็วถึง 6 กม. ต่อชั่วโมง แต่ยังสามารถเข็นรถเข็น และตอบสนองกับมนุษย์ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

ผมเชื่อมั่นว่า การแถลงข่าวสำคัญในครั้งนี้ จะสะท้อนให้ทุกท่านได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ปี 2553 ของฮอนด้าอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยฮอนด้าจะยังคงมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย พร้อมนำวิสัยทัศน์สากลสู่ท้องถิ่นเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในสังคมเพื่อชนรุ่นหลัง

นายโอยาม่า กล่าว
http://www.bangkokbiznews.com/2007/07/1 ... wsid=84305
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news21/07/07

โพสต์ที่ 34

โพสต์

จีเอ็มหวั่นตกขบวนอีโคคาร์ รุดหารือรมต.คลัง-อุตฯ

16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 11:14:00
สตีเฟน คาร์ไลส์ เข้าพบ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง

ประธานใหม่เจนเนอรัล มอเตอร์ส เดินสายพบรัฐมนตรีอุตสาหกรรมและคลัง หารือและชี้แจงนโยบายการส่งเสริมอีโคคาร์ และยืนยันความมั่นใจในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถเพื่อลุยตลาดโลก

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายสตีเฟน คาร์ไลส์ ประธานกรรมการประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เอเชีย แปซิฟิก บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เดินทางเข้าพบนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือเกี่ยวกับการสนับสนุนโครงการรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานหรืออีโคคาร์ รวมทั้งชี้แจงนโยบายการดำเนินธุรกิจผลิตรถยนต์ของจีเอ็มในเมืองไทย ว่ายังมั่นใจในศักยภาพและจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการผลิตรถยนต์ที่สำคัญในการผลิตเพื่อป้อนตลาดโลก
        ทั้งนี้ นายคาร์ไลส์ ได้เคยเดินทางไปเข้าพบนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ และชี้แจงแผนการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทย รวมถึงการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการส่งออกรถยนต์ไปยังภูมิภาคอื่น และร่วมหารือเกี่ยวกับนโยบายรถอีโคคาร์ ร่วมกับผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอด้วย

          อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทางประธานจีเอ็มคนก่อน เคยให้ความเห็นว่า นโยบายส่งเสริมอีโคคาร์ของไทยยังไม่จูงใจให้เกิดการลงทุน โดยเฉพาะการกำหนดภาษีสรรพสามิตที่ 17% ซึ่งทางจีเอ็มมองว่าควรจะต่ำกว่า 10% และไม่ได้เสนอรายละเอียดโครงการ (Propersal) เมื่อปลายปีที่ผ่านมาแก่บีโอไอ
          "จีเอ็มมีแผนการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย เพราะตลาดในประเทศนี้มีศักยภาพสูงในแง่การเติบโตในระยะยาว รวมทั้งมีการพัฒนาด้านคุณภาพของตลาดแรงงานขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพสูง โดยรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนผู้ลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านมาตรการจูงใจด้วยโครงสร้างภาษี ที่เอื้อต่อการขยายฐานการผลิตในประเทศไทย และส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น" นายคาร์ไลส์ระบุ

          นายคาร์ไลส์ กล่าวว่า จีเอ็มมีนโยบายที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่องและพัฒนาตลาดนี้และภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน และในประเทศไทย ตลาดใหญ่ที่สุดก็คือรถเพื่อการพาณิชย์หรือรถปิกอัพ ในขณะเดียวกัน ตลาดรถประหยัดพลังงานก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่มีความเป็นไปได้สูง สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้รถยนต์ และต้องการรถในราคาที่ซื้อได้ง่าย ประหยัดน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาต่ำ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม http://www.bangkokbiznews.com/2007/07/1 ... wsid=84305
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news22/07/07

โพสต์ที่ 35

โพสต์

ปิกอัพTATAเคาะ4แสน +สิงห์กระบะไทยรอขย่มรถอินเดีย/โตโยต้าหยันไม่ระคายผิว เจาะตลาดไทยไม่ง่ายอย่างที่คิด  

ยักษ์อินเดีย "ทาทา กรุ๊ปส์"สำแดงเดช เพิ่มดีกรีแรงร้อนตลาดรถปิกอัพไทย จับมือธนบุรีประกอบรถยนต์ สัดส่วน70: 30% ยึดไทยเป็นฐานผลิตกะบะยี่ห้อ "TATA" ชูจุดเด่นไม่ธรรมดา ตั้งราคาขายถูกกว่าทุกยี่ห้อ มั่นใจตีตลาดไทยไม่ยาก รุกคืบผุดโรงถลุงเหล็กแห่งแรกในไทย ตัดหน้าสหวิริยาแล้ว หลังบอร์ดใหญ่บีโอไอไฟเขียว 2 โครงการรวด 18 ก.ค.นี้ วงในเผยตัวเลขลงทุนนัดนี้จ่ออนุมัติ 9 โครงการค่า35,967 ล้านบาท ด้านเอ็มดี ทาทา สตีลฯเปิดใจจุดยืนลงทุนไทย

จากกรณีไทย-อินเดีย เปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) เมื่อ 1 กันยายน 2547 โดยมีสินค้านำร่องลดภาษีเป็น 0% ในสินค้า 82 รายการ นับเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าบทบาททางการค้าระหว่างไทย-อินเดีย จะเข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในแง่การค้าขายระหว่าง 2 ประเทศนี้ และการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่อินเดียมองว่ามีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะ การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น

++ปิกอัพ"TATA"จ่อตีตลาดไทย

ล่าสุดแหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึง วาระการประชุมบอร์ดใหญ่บีโอไอ ที่มี นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ นั่งเป็นประธานบอร์ด ว่า ตามวาระการประชุมบอร์ดใหญ่นัดนี้(18 ก.ค.) ทางบีโอไอเสนอให้มีการพิจารณาอนุมัติส่งเสริมลงทุนจำนวน 9 โครงการด้วยกัน รวมเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 35,967 ล้านบาท (ดูไซต์บาร์ประกอบ)
อย่างไรก็ดีการพิจารณาอนุมัติการส่งเสริมฯในครั้งนี้มีโครงการหนึ่ง ที่น่าจับตามอง คือการลงทุนของกลุ่มทาทา กรุ๊ปส์ จากประเทศอินเดีย ที่ยื่นขอส่งเสริมฯจำนวน 2 โครงการด้วยกัน ประกอบด้วยโครงการลงทุนในนาม บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ปทท.) จำกัด ทำการประกอบรถยนต์ ด้วยเงินลงทุนมูลค่า 1,300 ล้านบาท ร่วมทุนกับ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ ในสัดส่วนหุ้น 70% และ 30% ตามลำดับ ผลิตรถปิกอัพเพื่อส่งออกและจำหน่ายในประเทศ

++ราคาถูกกว่าแบร์นญี่ปุ่น
นอกจากนี้ แหล่งข่าวคนดังกล่าวยังให้ความเห็นอีกว่า การที่กลุ่มทาทา กรุ๊ปส์ ประกาศใช้ไทยเป็นฐานการผลิตปิกอัพ หากโครงการนี้เกิดขึ้นได้เมือไหร่ ก็จะช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข็งไม่น้อยโดยเฉพาะทางด้านราคาจะถูกกว่ารถยนต์ค่ายญี่ปุ่น ทั้งนี้จากการวิเคราะห์เอกสารที่ทางบริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ปทท.)จำกัด ส่งมาประกอบการพิจารณาขอส่งเสริมฯ พอประมาณการได้ว่ารถปิกอัฟตัวนี้ ราคาประมาณ 400,000-500,000บาท/คัน ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่จูงใจ เมื่อเทียบกับรถปิกอัฟของค่ายญี่ปุ่นที่มีราคาตั้งแต่ 600,000 -900,000 บาท/คัน และหากว่ารถที่ผลิตขึ้นมาคุณภาพดีด้วย จนเป็นที่ยอมรับทั้งตลาดในประเทศไทยและในตลาดโลก ก็จะตีตลาดรถค่ายญี่ปุ่นได้ไม่ยาก เพราะปัจจุบัน ทาทา กรุ๊ปส์ มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศอินเดียอยู่แล้ว โดยรถยนต์ที่วิ่งไปตามท้องถนน ทั่วประเทศอินเดีย ส่วนใหญ่ยี่ห้อ "TATA" ที่ผลิตโดยทาทา กรุ๊ปส์ เกือบทั้งหมด

++วงการรถยนต์ตีกัน ไม่หมูอย่างที่คิด

ผู้ประกอบการในวงการผลิตรถยนต์รายหนึ่ง กล่าวให้ความเห็นต่อการการบุกตลาดรถปิกอัพในประเทศไทยของทาทา กรุ๊ปส์ว่าการเข้ามาทำตลาดรถปิกอัพTATA ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากตลาดรถบิฟอัพมีสัดส่วนประมาณ 65-70 % ของตลาดรถยนต์ของไทย จึงมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในขณะนี้ทำให้ยอดขายรถกระบะลดลงอย่างมาก โดยในช่วง6 เดือนแรกของปี 2550 สามารถขายได้เพียง 183,223 คัน ลดลง 16.3 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มียอดขาย 240,536 คัน จึงอาจทำให้การบุกตลาดรถยนต์ของทาทา กรุ๊ปส์ไม่น่าจะสดใสมากนัก แม้ว่าโครงการนี้จะใช้เงินทุนจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากเป็นการลงทุนเฉพาะการสร้างอาคาร สำนักงาน ศูนย์บริการและอะไหล่เท่านั้น
ส่วนการประกอบรถภายในประเทศนั้นในเบื้องต้นทราบว่าจะใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยเป็นหลัก และชิ้นส่วนที่เหลือจะเป็นการนำเข้ามาประกอบที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ ของธนบุรีกรุ๊ป ซึ่งใช้เงินลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท โดยปัจจุบัน ประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ซี-คลาส อี-คลาส และเอส-คลาส ให้กับบริษัท เดมเลอร์ไครสเลอร์(ประเทศไทย) จำกัด ปีละประมาณ 3,000 คัน ทำให้มีกำลังการผลิตเหลือเฟือสำหรับการประกอบรถแบรนด์อื่นๆอีก

++โตโยต้าไม่หนักใจคู่แข่งรายใหม่

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และนายกสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย กล่าวว่า การรุกตลาดของทาทา กรุ๊ปส์ไม่น่าเป็นที่หนักใจ ก็คงสามารถสามารถทำยอดขายได้ระดับหนึ่งเหมือนอย่างรถเกาหลีใต้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทนการแข่งขันในตลาดรถยนต์ของไทยได้
"เท่าที่เดินทางมาประชุมที่อินเดีย สังเกตได้ว่า ไม่พบเห็นว่าที่นี่ใช้รถกระบะกันสักเท่าไร มีแต่รถขนาดเล็กและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ดังนั้นหากทาทา กรุ๊ปส์ นำรถกระบะมาประกอบขายในประเทศไทย ยังไม่ทราบว่า จะมีขีดความสามารถในการบรรทุกเท่ากับรถกระบะที่ผลิตในประเทศไทยได้แค่ไหน รวมทั้งจะทำราคาเป็นที่จูงใจผู้ซื้อได้หรือไม่ เพราะเอฟทีเอไทยกับอินเดีย เปิดเสรีเฉพาะชิ้นส่วนไม่กี่รายการ และไม่ได้ดีหรือถูกกว่าชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ไม่ได้รวมถึงการนำเข้าทั้งคัน ดังนั้น กระบะของไทยจึงสามารถแข่งขันได้แน่"
สอดคล้องนายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ที่กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ทาทา กรุ๊ปส์ จะประกอบรถกระบะในไทยเพื่อเป็นทางเลือกใหม่กับผู้บริโภคนอกเหนือจากรถกระบะสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งน่าจะมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งให้ความสนใจ โดยกลยุทธ์ของรถกระบะยี่ห้อใหม่ในการเจาะตลาดระยะนี้น่าจะเน้นด้านราคาที่ถูกกว่ารถกระบะญี่ปุ่น แม้ต้นทุนจะใกล้เคียงกันก็ตาม เพื่อช่วยให้ฝ่ายการตลาดทำงานได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้รถกระบะในไทยมีอยู่ 2 ประเภทคือ ใช้รถกระบะเพื่อโดยสาร และใช้เพื่อการบรรทุกจริงๆ ซึ่งบางครั้ง บรรทุกเกินน้ำหนัก 1 ตัน ซึ่งผู้ผลิตรถกระบะญี่ปุ่นรู้ใจผู้บริโภคชาวไทย ออกแบบให้สามารถรองรับน้ำหนักเกินไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น หากทาทา ต้องการเจาะตลาดล่าง จะต้องผ่านการทดสอบน้ำหนักตามความต้องการของลูกค้าเสียก่อน
"การที่ทาทาร่วมมือกับกลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์ ที่มีประสบการณ์ในตลาดรถยนต์ของไทยมานาน ก็น่าจะช่วยแนะนำการผลิตรถที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากทาทาทำตลาดเจาะลูกค้ากลุ่มนี้ได้เป็นผลสำเร็จก็จะทำให้ค่ายรถญี่ปุ่น ต้องปรับราคามาสู้ด้วย ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดรถยนต์โดยรวม"

++ตั้งโรงถลุงเหล็กตัดหน้าสหวิริยา

ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากบีโอไอ กล่าวอีกครั้งว่า นอกเหนือจากโครงการลงทุนประกอบรถปิ๊กอัพในประเทศไทยแล้ว ทางทาทา กรุ๊ปส์ ยังย้ำถึงความพร้อมในการตั้งโรงถลุงเหล็กแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อบอร์ดใหญ่บีโอไอได้พิจารณาอนุมัติให้การส่งเสริมตั้งโรงถลุงเหล็ก ขนาด 500,000 ตัน/ปี ที่ขอส่งเสริมในนามบริษัท เอ็น ที เอส สตีล กรุ๊ป ผลิตน้ำเหล็กและถลุงเหล็ก และSteel Billet มูลค่าเงินลงทุน3,900 ล้านบาท(รวมเงินทุนหมุนเวียน) ตั้งกิจการในพื้นที่ขนาด 300 ไร่ ที่นิคมอุตสาหกรรมบ่อวิน จ.ชลบุรี
ต่อเรื่องนี้นายสันติ ชาญกลราวี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) TSTH เปิดเผยถึงรายละเอียดของโครงการก่อนหน้านี้ว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นโรงถลุงเหล็กต้นน้ำ ซึ่งเริ่มต้นจากแร่เหล็ก ที่จะนำเข้ามาจากทั่วโลก โดยเฉพาะการนำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย โดยกำลังผลิตทั้งหมดจะมีขนาดเพียงพอสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบให้กับธุรกิจเหล็กของกลุ่มทาทา สตีล ที่ลงทุนอยู่ในประเทศไทย โดยจะเริ่มผลิตได้ภายในปี2551 ในเบื้องต้นโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากสถาบันการเงินในประเทศแล้ว บริษัทจะใช้เงินทุนที่มาจากเงินกู้ทั้งหมด ซึ่งภายหลังจากกู้เงินลงทุนตั้งโรงถลุงเหล็กแล้วบริษัทจะมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน0.9:1 อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ประเทศในเซาท์อีสเอเชียยังไม่มีโรงถลุงเหล็กดังกล่าวขึ้น บริษัทน่าจะชิงความได้เปรียบในธุรกิจเหล็กครบวงจรในแถบนี้ได้เป็นรายแรก

"โครงการนี้เป็นผล ต่อเนื่องจากที่เมื่อต้นปี 2549 บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) TSTH ได้รับอนุมัติจากบริษัท ทาทา สตีล ประเทศอินเดีย ให้ลงทุนตั้งโรงถลุงเหล็กแห่งแรกในประเทศไทย "


++เปิดใจเอ็มดี ทาทา สตีล อินเดีย

ด้านนายบี. มูธูรามาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาทา สตีล จำกัด ประเทศอินเดีย และ ประธานกรรมการ บริษัท ทาทา สตีล(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ให้สัมภาษณ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ในงานฉลองทาทา สตีล ครบ 100 ปี ที่โรงแรม พลาซ่า แอทธินี เมื่อวันที่ 16 กกรฏาคมที่ผ่านมาถึง ยุทธศาสตร์การลงทุนในไทย ว่า ขณะนี้มีโครงการสร้างโรงถลุงเหล็กขนาดเล็กแห่งแรกในประเทศไทย โดยจะสร้างเสร็จประมาณตุลาคมปี 51 จะทำให้บริษัทมีความได้เปรียบใน 2 ด้าน คือ ช่วยลดต้นทุนการผลิตเหล็กลงอีก และเพิ่มกำลังการผลิตจากปัจจุบันอยู่ที่ 1.7 ล้านตันต่อปี
นอกจากนี้ยังมีโครงการลงทุนขนาดเล็ก อีกประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงในส่วนต่างๆ เช่น การผลิต คุณภาพ ซึ่งในระยะปีเศษที่เข้ามาได้ปรับปรุงไปหลายส่วนแล้วเช่นกัน และเชื่อว่าตอนนี้ ทาทา สตีล ประเทศไทย เป็นบริษัทเหล็กที่ดีที่สุดในไทย เป้าหมายต่อไปคือทำให้บริษัทมีผลกำไรมากขึ้น ส่วนแผนซื้อกิจการในไทยเพิ่มนั้น ยังไม่ได้ตั้งเป้าจะซื้อในตอนนี้
"เราจะซื้อเมื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทของเราก่อน หลังจากนั้นจึงจะมองหาการซื้อกิจการอื่น"
นายมูธูรามาน ยังกล่าวยอมรับว่า ไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ระดับโลกของทาทา สตีล ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตรวม ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 25 ล้านตันต่อปี และเป็นบริษัทเหล็กรายใหญ่อันดับ 6 ของโลกโดยแผนเพิ่มการผลิต นอกจากในไทยแล้ว ยังมีแผนขยายที่ จัมเชอร์ปูร์ และพูริสา ในอินเดีย รวมกันอีก 11 ล้านตัน ภายในปี 2555
พร้อมกันนี้เขายังให้ความเห็นถึงแนวโน้มความต้องการเหล็กทั่วโลกว่า ทุกประเทศจะยังคงขยายตัว โดยสหรัฐบริโภคเหล็กอยู่ที่ 400 กิโลกรัม/คน/ปี ยุโรป 500 กิโลกรัม/คน/ปีสิงคโปร์และเกาหลีใต้ 1,000 กิโลกรัม/คน/ปี ขณะที่ไทยอยู่ที่ 200 กิโลกรัม/คน/ปี และจีน 200 กิโลกรัม/คน/ปี อินเดียต่ำกว่า 200 กิโลกรัม/คน/ปี
"ดีมานด์ในสหรัฐ และยุโรปจะขยายตัวช้าลง แต่ในไทย จีน อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ จะขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะไทยมีศักยภาพสูง ซึ่งปัจจุบันคนไทย 70 ล้านคนบริโภคเหล็กปีละ 30 ล้านตันสามารถขยายตัวได้ถึง 70 ล้านตันต่อปี
อนึ่งทาทา สตีล เป็นธุรกิจในเครือ ทาทา กรุ๊ปส์ ของอินเดียซึ่งมีธุรกิจกว่า 90 บริษัท มียอดขายรวมในปี 2549 ที่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ เฉพาะ ทาทา สตีล มียอดขายรวม 28,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนกลุ่มธุรกิจทาทาที่เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว อาทิ บริษัท ทาทา สตีล(ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน) ,บริษัท ทาทา คอนเซ้าติ้ง เซอร์วิสเซส จำกัด ,บริษัท ทาทา มอเตอร์(ปทท.) จำกัด, บริษัททาทา เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท นาส สตีล จำกัด ซึ่งในอนาคตจะขยายธุรกิจอื่นๆเข้ามาลงทุนในไทยอีกแน่นอน
http://www.thannews.th.com/detialNews.p ... issue=2236
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news22/07/07

โพสต์ที่ 36

โพสต์

ยอดขายน้ำมันเครื่องติดลบ ครึ่งหลังผู้ค้าเตรียมดันยอด  
เผยยอดขายน้ำมันเครื่องแบรนด์ชั้นนำไตรมาสแรกติดลบ บางจากผลประกอบการเจ๋งสุดบวก11% เชลส์รั้งแชมป์ยอดขายตลาดน้ำมันหล่อลื่น ส่วนเอสโซ่โมบิล ติดลบหนักสุด 15% เผยตลาดยังซบเซาผู้ค้าเตรียมงัดกลยุทธ์กระตุ้นเพิ่มยอดขายช่วงครึ่งหลัง

ยอดขายน้ำมันเครื่อง3 เดือนแรกของปี 2550 ในประเทศไทยยังคงอยู่ในภาวะถดทอย โดยจากการรายงานยอดขายน้ำมันหล่อลื่นของบริษัท บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) พบว่า ยอดขายน้ำมันทุกยี่ห้อที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่มีจำนวนรวมกัน 26,130,000 ลิตร ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 26,703,000 ลิตร โดยบางจากเป็นผู้ค้าที่มียอดขายเพิ่มขึ้นมากที่สุด 11% ด้วยยอดขาย 940,000 ลิตร ส่วนเชลส์นับเป็นผู้ค้าน้ำมันหล่อลื่นที่มียอดขายมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของตลาดด้วยยอดขาย 8,963,000 ลิตร เติบโต 3.9%

สำหรับปตท.นั้นมียอดขายมากเป็นอับดับสองของตลาด 6,630,000 ลิตร เติบโตเพิ่มขึ้น 4.9% เอสโซ่ โมบิลมียอดขายลดลงมากที่สุดถึง 15.7% มียอดขาย 4,233 ,000 ลิตร คาลเท็กซ์ 4,643,000 ลิตรลดลง 7% ขณะที่ผู้ค้ารายอื่นๆที่เหลือมียอดขายรวมกัน 720,000 ลิตร ลดลง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้หากมีการแยกประเภทของน้ำมันหล่อลื่นพบว่า ยอดขายน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมียอดขาย 11,517,000 ลิตร โดยตลาดนี้มียอดขายลดลง 8% ตลาดน้ำมันหล่อลื่นเบนซินมียอดขาย 2,733,000 ลิตร มียอดขายลดลง 11% ส่วนน้ำมันหล่อลื่นเครื่องบินนั้นเป็นตลาดเดียวที่เพิ่มขึ้น โดยมียอดขาย 17,000 ลิตรเพิ่มขึ้น 66.7% ขณะที่น้ำมันหล่อลื่นอื่นนอกเหนือจากทั้ง3 ประเภทมดังกล่าวข้างต้นนั้นมียอดขายรวมกัน 11,867,000 ลิตร เพิ่มขึ้น 7%
สำหรับยอขายน้ำมันของเชลส์ประเภทหล่อลื่นเบนซินมียอดขายลดลง 23% มียอดขาย 1,040,000 ลิตร หล่อลื่นดีเซล ลดลง 1.7% ด้วยยอดขาย 3,410,000 ลิตรและน้ำมันหล่อลื่นอื่นๆ 4,510,000 ลิตร เพิ่มขึ้น 18.5% ส่วนค่ายปตท. นั้นมียอดขายหล่อลื่นดีเซลเพิ่มขึ้น 4.9% จำนวน 2,847,000 ลิตร หล่อลื่นเบนซินลดลง 1.4% จำนวน 703,000 ลิตร และน้ำมันหล่อลื่นอื่นๆ 3,083,000 ลิตรเพิ่มขึ้น 6.6% บางจากมียอดขายจากหล่อลื่นเบนซินลดลง 11.5% ด้วยอดขายจำนวน 77,000 ลิตร หล่อลื่นดีเซลลดลง 2.6% ด้วยยอดขาย 377,000 ลิตร และลห่อลื่นอื่นๆ 483,000 ลิตรเพิ่มขึ้น 29.5%

แหล่งข่าวจากวงการน้ำมันหล่อลื่น กล่าวว่า สำหรับตลาดน้ำมันหล่อลื่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 นั้นยังไม่มีการเติบโตมากนัก เนื่องจากสภาพแวดล้อมด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อออกไป ดังนั้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้บรรดาผู้ประกอบการจึงต้องมีการกระตุ้นตลาดด้วยการเปิดตัวและจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
http://www.thannews.th.com/detialnews.p ... issue=2236
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news23/07/07

โพสต์ที่ 37

โพสต์

ยามาฮ่าโอด ยอดขายวูบ ทุ่ม2พันล.ลุย

โพสต์ทูเดย์ ยามาฮ่ารับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ปีนี้อาจหดตัว 10%
นายประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทย ยามาฮ่ามอเตอร์ กล่าวว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบกับตลาดรถจักรยานยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกที่หดตัวไปแล้วกว่า 17% ทำให้คาดการณ์ว่ายอดจำหน่ายในประเทศไทยน่าจะเหลือ 1.65 ล้านคัน ลดลง 15%
สำหรับยามาฮ่าก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน คาดว่ายอดจำหน่ายทั้งปีจะลดลงมาเหลือราว 4 แสนคัน ทำให้คาดว่ารายได้ในปีนี้จะหดตัวลงไปราว 10% เหลือ 2.3 หมื่นล้านบาท จากที่ทำได้ 2.5 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม มองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดงบในการทำการตลาด โดยปีนี้มีแผนที่จะใช้งบ ประมาณถึง 1,973 ล้านบาท จัดกิจกรรมทางการตลาดตลอดทั้งปี เพิ่มขึ้นจากงบประมาณในปีที่ผ่านมาที่ใช้ไป 1,850 ล้านบาท
นายประพันธ์ กล่าวว่า ยามาฮ่าจะเปิดโชว์รูมสำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือบิ๊กไบค์ในเดือน ต.ค.นี้ คาดว่าจะทำยอดขายได้ 40-50 คัน ใช้งบ 15-20 ล้านบาท และมีแผนที่จะขยายโชว์รูมไปที่หัวเมืองใหญ่อีก 4 แห่ง ได้แก่ ที่ภูเก็ต พัทยา ขอนแก่น หรือโคราช และเชียงใหม่ รวมถึงพิจารณาเพิ่มโชว์รูมตามยอดขายที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยราคาจำหน่ายของรถบิ๊กไบค์จะอยู่ที่ตั้งแต่ 5-6 แสนบาท เชื่อว่าบิ๊กไบค์ของยามาฮ่าจะมียอดจำหน่ายถึงปีละ 200-300 คันในอนาคต
สำหรับแผนงานในส่วนของตลาดส่งออกนั้น คาดว่าตลาดส่งออกในปีนี้จะเติบโตขึ้น และทำรายได้ให้บริษัทราว 7.7 พันล้านบาท เติบโต 10% จากยอด 7 พันล้านบาทในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากตลาดเวียดนามและอินโดนีเซียเติบโตขึ้น ทำให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในกลุ่มสินค้าในกลุ่มยานน้ำ ก็คาดว่าจะทำยอดขายได้ถึง 150 ล้านบาทในปีนี้
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=180364
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news25/07/07

โพสต์ที่ 38

โพสต์

มหกรรมยานยนต์ลุ้น ยอดขายปีนี้1.5หมื่นคัน  

โดย มติชน วัน พุธ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 08:22 น.  
นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 24 เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดรถยนต์ว่า ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกมีการชะลอตัว ยอดการจำหน่ายลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วประมาณ 12.6% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงปรับตัวและสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ตามหลังจาก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ยืนยันจัดการเลือกตั้งให้ได้ภายในปีนี้ ทำให้บรรยากาศคลี่คลายไปในทางที่ดี
นายขวัญชัยกล่าวว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เป็นช่วงที่อัตราการซื้อขายรถยนต์เติบโตอย่างสูงอยู่แล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งก็จะยิ่งทำให้คึกคักมากขึ้น และการจัดงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 24 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2550 จึงมีโอกาสที่ยอดขายรวมจะใกล้เคียงกับปีที่แล้วหรือประมาณ 15,000 คัน รวมทั้งการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในงานหลายรุ่นหลายยี่ห้อ เช่น รถยนต์ฮุนได จากเกาหลี รวมทั้งยังมีรถยนต์ต้นแบบมาแสดงอย่างน้อย 3 คัน ล้วนเป็นปัจจัยดึงดูดผู้คนให้เข้ามาชมงานและเกิดการตัดสินใจซื้อได้เป็นอย่างมาก
http://news.sanook.com/economic/economic_160912.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news25/07/07

โพสต์ที่ 39

โพสต์

โฆสิตโรดโชว์อังกฤษ-อิตาลี จีบลงทุนอุตฯยานยนต์ในไทย  

โดย มติชน วัน พุธ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 08:22 น.

นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 25-29 กรกฎาคมนี้ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะนำคณะผู้บริหารบีโอไอ เดินทางไปชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยมีเป้าหมายชัดเจนที่จะชักชวนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เข้ามาลงทุนในไทย นอกจากนี้บีโอไอจะลงนามในบันทึกความร่วมมือด้านส่งเสริมการลงทุนกับ Asia House ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่มีบทบาทในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจระหว่างอังกฤษและประเทศในเอเชีย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลับจากอังกฤษ-อิตาลี นายโฆสิตมีกำหนดการจะเดินทางไปประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของประธานบริษัท ทาทา มอเตอร์ ของอินเดีย ซึ่งแสดงความสนใจเรื่องการลงทุนรถขนาดเล็ก คาดว่าการเดินทางไปอินเดียในครั้งนี้นายโฆสิตน่าจะชวนทาทาฯมาลงทุนในโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ด้วย
http://news.sanook.com/economic/economic_160923.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news25/07/07

โพสต์ที่ 40

โพสต์

ฮุนไดมาใหม่เน้นบริการเป็นหลัก หวังแก้ปัญหาภาพลักษณ์ในอดีต  

โดย มติชน วัน พุธ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 08:22 น.
นายโยชิซึมิ คุราตะ ประธาน บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่รถยนต์ยี่ห้อฮุนไดห่างหายไปจากตลาดรถยนต์ในประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน ขณะนี้ทางบริษัท ฮุนได มอเตอร์ ประเทศไทยอยู่ในขั้นเตรียมความพร้อมในการบุกตลาดไทยอย่างเต็มรูปแบบในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2550 โดยมีบริษัท โซจิทซึ คอร์ปเรชั่น จากประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินธุรกิจฮุนได ในประเทศไทย ใช้ทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท และมีสัดส่วนในการถือหุ้นของบริษัท โซจิทซึ 70% ผู้ถือหุ้นไทย 30%
โดยบริษัท ฮุนได มอเตอร์ ประเทศไทย มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่น ในช่วงไตรมาสที่ 4 ได้แก่ ฮุนได โซนาโต้, ฮุนได ซานตาเฟ่, ฮุนได คู้ป รถยนต์ 3 รุ่นนี้ ฮุนได โซนาต้า เป็นรถยนต์ที่ประกอบในประเทศไทย ที่โรงงานธนบุรีประกอบยนต์ ส่วน ฮุนได ซานตาเฟ่ และฮุนได คู้ป เป็นรถยนต์ที่นำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้

นายโยชิซึมิกล่าวต่อว่า ตลาดในประเทศไทยนั้นฮุนไดเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นคนรุ่นใหม่และกลุ่มครอบครัวที่ต้องการรถที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุดในการใช้งานจริง กลยุทธ์ที่สำคัญในการเปิดตลาดในประเทศไทยคือ การบริการหลังการจำหน่าย ภายใต้แนวคิด Red Carpet Strategy เน้นความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ฮุนได จึงจัดตั้งโชว์รูม ศูนย์ฝึกอบรมจากผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการมาตรฐานบริเวณถนนพหลโยธิน เปิดให้ใช้บริการได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2550 และจะเปิดศูนย์บริการมาตรฐานอีก 8 แห่งในกรุงเทพฯ และอีกกว่า 10 แห่งในต่างจังหวัด

ฮุนไดทราบดีว่าเรามีปัญหาในเรื่องภาพลักษณ์ของแบรนด์ เป็นโจทย์แรกและโจทย์สำคัญที่ฮุนไดต้องตอบ ในการกลับมาฮุนไดจึงให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ จึงให้ความสำคัญในเรื่องการให้บริการหลังการขาย เป็นอย่างหนัก เพราะต้องการพิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นว่าเราได้ปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้ได้มาตรฐาน
http://news.sanook.com/economic/economic_160916.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news25/07/07

โพสต์ที่ 41

โพสต์

ปิยะบุตร ตั้งเป้าไทยติดท็อปเทนฐานผลิตรถยนต์โลก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2550 18:59 น.
      ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ตั้งเป้าหมายเลื่อนชั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก พร้อมตั้งเป้าเป็นอันดับ 1 ในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
     
      นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมชั้นนำของไทย และรัฐบาลให้การสนับสนุนมาโดยตลอด และขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะสร้างรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรือ อีโคคาร์ ขึ้นมาเป็นโปรดักแชมป์เปียนตัวใหม่ เพิ่มเติมจากที่ปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์กระบะขนาด 1 ตัน ส่งออกขายไปยังทั่วโลกอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้เป้าหมายการผลิตรถยนต์จะเพิ่มจาก 1.8 ล้านคัน ในปี ค.ศ. 2010 เป็น 2 ล้านคันได้
     
      ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมายที่จะเลื่อนอันดับให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 14 ของโลก โดยขณะนี้ทางโตโยต้า และฮอนด้า สนใจที่จะลงทุนผลิตอีโคคาร์แล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะมีค่ายรถยนต์ขอรับการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์อีโคคาร์อีก เพราะยังมีเวลาที่ตัดสินใจ และยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจนถึงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ และยังมีค่ายรถยนต์ทาทา จากอินเดีย สนใจจะเข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์อีกด้วย
     
      นายปิยะบุตร กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเป็นฮับ หรือศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์กระบะขนาด 1 ตัน ที่ผลิตส่งไปขายทั่วโลกอยู่แล้ว และไทยยังต้องการเป็นอันดับ 1 ของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เพราะเป็นฐานของการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมนี้ ดังนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงจัดสรรงบประมาณจำนวน 350 ล้านบาท ให้กับสถาบันยานยนต์เพื่อพัฒนาและจัดการฝึกอบรมให้กับแรงงานไทย เพื่อยกระดับความสามารถและทักษะฝีมือให้สูงยิ่งขึ้น จากที่ขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ขาดแคลนแรงงานประมาณ 100,00 ตำแหน่ง
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000087039
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news26/07/07

โพสต์ที่ 42

โพสต์

ฮุนไดตั้งโรงงานผลิตรถในไทย

กรุงเทพฯ - นายโยชิซูมิ คูราดะ ประธานบริษัทฮุนไดมอเตอร์ (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ทางฮุนไดกำลังจะตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ฮุนไดมอเตอร์มีแผนที่จะเปิดสายการผลิตในไทย ภายหลังจากได้ถอนเม็ดเงินลงทุนออกไปนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปี 2540 พร้อมกันนี้ ประธานบริษัทฮุนไดมอเตอร์ (ไทยแลนด์) ยังระบุด้วยว่า เม็ดเงินลงทุนที่จะนำมาตั้งโรงงานในไทยครั้งนี้ประมาณ 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเป้าหมายเพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์ซีดานขนาดกลางรุ่นโซนาตา ส่งออกจำหน่ายยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นภายในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

โตโยต้าพัฒนาระบบปลั๊กอินในไฮบริด

โตเกียว สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ได้พัฒนาระบบการเชื่อมต่อสายไฟฟ้าภายในหรือปลั๊กอิน ในรถยนต์ประหยัดพลังงาน ไฮบริด เพื่อให้ผู้ใช้รถสามารถเติมพลังงานไฟฟ้าให้กับเครื่องยนต์มอเตอร์ได้ใหม่ทันที หากพลังงานไฟฟ้าในตัวรถที่ถูกประจุไปก่อนหน้านั้น เริ่มอ่อนหรือหมดลง ซึ่งจะส่งผลให้รถไฮบริดของโตโยต้า สามารถวิ่งได้ในระยะทางได้ไกลกว่า พร้อมกันนี้ ยังระบุด้วยว่า โตโยต้าได้ทดลองใช้กับถนนสาธารณะในญี่ปุ่น และกำลังมีแผนที่จะทดสอบประสิทธิภาพในสหรัฐและยุโรปต่อไป รายงานข่าวแจ้งว่า ทางบริษัทค่ายรถอื่นๆ อาทิ เจเนอรัลมอเตอร์ส หรือจีเอ็ม และฟอร์ด มอเตอร์ส ก็กำลังพัฒนาระบบการเชื่อต่อสายไฟฟ้าภายในรถยนต์ไฮบริดเช่นเดียวกับทางโตโยต้าเหมือนกัน
http://www.siamrath.co.th/Economic.asp?ReviewID=178255
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news26/07/07

โพสต์ที่ 43

โพสต์

กลุ่มยานยนต์ปรับแผนผลิตรถเพิ่มครึ่งปีหลัง ข่าว 12.00 น.
--------------------------------------------------------------------------------
Posted on Thursday, July 26, 2007
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ปรับแผนการผลิตรถยนต์ในช่วง 6 เดือนหลังของปีนี้เพิ่มขึ้น ทำให้ทั้งปีคาดว่าจะมีการผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น 1,257,000 คัน มากกว่าปี 2549 จำนวน 65,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 5.45% เนื่องจากหลายหน่วยงานปรับเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะการส่งออกครึ่งแรกปีนี้โตถึง 18% ประกอบกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรวดเร็วขึ้น และมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและลงทุนน่าจะเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้แม้จะปรับเพิ่มแผนการผลิตรถยนต์ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่ยอดรวมลดลงจากเป้าที่ตั้งไว้ 1,284,000 คัน เนื่องจากยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 12.7% ส่งผลให้ยอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศช่วงครึ่งปีแรกลดลงเช่นเดียวกัน

สำหรับยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 599,536 คัน เพิ่มขึ้น 0.35% จากระยะเดียวกันปีก่อน ถือเป็นตัวเลขที่กลับมาเป็นบวกได้ครั้งแรกในปีนี้ ส่วนยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสามารถส่งออกได้ 307,273 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16.57% มีมูลค่าการส่งออก 135,307 ล้านบาท http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Mon ... fault.aspx
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news27/07/07

โพสต์ที่ 44

โพสต์

3 ปัจจัยหนุนตลาดรถครึ่งปีหลังคนขายหวังเห็นยอดพุ่งเท่าปี 49

ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์คาดตลาดรถครึ่งปีหลังส่อแววรุ่ง ชี้สามปัจจัย การเมืองนิ่ง รัฐอุ้มอุตสาหกรรม และงาน Motor Expo ที่จะมีรถใหม่แห่เปิดตัวเพียบ
นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 24" เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดรถยนต์ว่า ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกมีการชะลอตัว ยอดการจำหน่ายลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วประมาณ 12.6% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงปรับตัวและสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ตาม การที่ พล อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้ให้คำมั่นที่จะเร่งคืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนด้วยการที่จะเดินหน้าจัดการเลือกตั้งให้ได้ภายในปีนี้ หลังรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ ทำให้บรรยากาศคลี่คลายไปในทางที่ดี

นอกจากนี้ การเริ่มมีมาตรการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นที่ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาให้การสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล ที่จะเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งการผลักดันโครงการ อีโคคาร์ ซึ่งได้รับการตอบรับจาก ฮอนด้า เป็นรายแรกที่จะร่วมโครงการ พร้อมทั้งขยายการลงทุนในส่วนของโรงงานอีกถึง 6,200 ล้านบาท

ผมเห็นว่า การจัดเลือกตั้งในเดือนธันวาคม ตามที่รัฐบาลกำหนดน่าจะมีเหตุผลมากที่สุด เพราะจะทำให้การเมืองเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตย ที่สำคัญจะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการใช้เงินและอารมณ์ในการซื้อ-ขายจะกลับคืนมา ยิ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆก็จะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจผ่อนความตึงเครียดได้มาก นอกจากนี้ โครงการอีโคคาร์ที่ได้รับการตอบรับจากฮอนด้า แล้วนั้น จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ผู้ผลิตรายอื่นต้องเคลื่อนไหวเพื่อไม่ให้เสียโอกาสในอนาคต ยิ่งทำให้บรรยากาศการแข่งขันคึกคักขึ้น นายขวัญชัย กล่าว

ประธานจัดงานฯ กล่าวต่อว่า นับจากนี้ไปตลาดรถยนต์จะได้รับผลในทางบวกมากขึ้น โดย เฉพาะระยะสั้นช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราการซื้อขายรถยนต์เติบโตอย่างสูงอยู่แล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งก็จะยิ่งทำให้ตลาดรถยนต์เกิดการขยายตัวมากขึ้น และแน่นอนช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาของการจัดงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 24" ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 10 ธันวาคม 2550 จึงมีโอกาสที่ยอดขายรวมของตลาดรถยนต์ในปีนี้จะกลับมาปิดในระดับที่ใกล้เคียงกับปีที่แล้วมากที่สุด

ยอดขายรถยนต์ในช่วงของงาน Motor Expo ในปลายปีนี้ น่าจะสูงถึง 15,000 คัน ใกล้เคียงกับยอดเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าพอใจมากเพราะตลาดรถยนต์เพิ่งฟื้นจากไข้ และยังไม่แข็งแรงเต็มที่

นอกจากนั้น การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในงานหลายรุ่นหลายยี่ห้อ หนึ่งในนั้นคือ รถยนต์ ฮันเด จากเกาหลี รวมทั้งยังมีรถยนต์ต้นแบบมาแสดงอย่างน้อย 3 คัน ล้วนเป็นปัจจัยดึงดูดผู้คนให้เข้ามาชมงานและเกิดการตัดสินใจซื้อได้เป็นอย่างมาก ทำให้บรรยากาศในการซื้อขายรถยนต์พลิกฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง
http://www.settrade.com/S17_ContentDisp ... egoryId=16
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news30/07/07

โพสต์ที่ 45

โพสต์

ตลาดรถยนต์หรูลุ้นยอดขายครึ่งปีหลังคึกคัก
โพสต์ทูเดย์ เบนซ์เชื่อครึ่งปีหลังตลาดรถหรูฟื้น เหตุรถใหม่เพียบ ลูกค้าเลิกชะลอการใช้เงิน


นายฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท เดมเลอร์ไครสเลอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แม้ภาพรวมของตลาดรถยนต์หรูหราในประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรกจะหดตัวลงไปมากกว่า 24% แต่ก็ยังเชื่อว่ายอดจำหน่ายในปีนี้ ทั้งตลาดจะสามารถรักษาระดับการขายได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ที่มียอดจำหน่ายราว 7 พันคัน

ยอดขายดังกล่าว เป็นผลมาจากการกระตุ้นตลาด ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ของผู้ประกอบการในช่วงปลายปี และการที่ลูกค้าที่ชะลอการ ซื้อรถยนต์ใหม่มานาน น่าจะต้องซื้อ รถจากความจำเป็น คาดว่าในครึ่งหลังของปีนี้ จะเห็นการเติบโตกลับขึ้นมาอีกครั้งของตลาดรถยนต์หรูหราในประเทศไทย

ปัจจัยหลักที่ยังมีผลสำคัญต่อ การเลือกซื้อ คือ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ประกอบกันไป โดยเชื่อว่าหากมีความชัดเจนในเรื่องของการรับร่างรัฐธรรมนูญ และการกำหนดวันเลือกตั้งออกมาชัดเจน ก็จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ มีความมั่นคงขึ้นและทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นที่จะใช้เงินมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการที่ลูกค้าชะลอการซื้อรถมานาน เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ลูกค้าในกลุ่มรถยนต์หรูหราก็จำเป็นที่จะต้องซื้อรถคันใหม่อยู่ดี

ตรงนี้ต้องบอกว่าลูกค้าของกลุ่มรถยนต์หรูเป็นกลุ่มที่มีสตางค์ แต่พอไม่มีความมั่นใจ เขาก็ชะลอการใช้เงิน ถ้าทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ มีความเชื่อมั่นเขาก็จะกลับมาใช้เงินอีกครั้ง หรือถ้าถึงที่สุดแล้ว ลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะหยุดชะลอ แล้วหันมาซื้อรถใหม่อยู่ดี ซึ่ง น่าจะเห็นอะไรชัดเจนในช่วงปลายปีนี้ นายฉัตวิทัย กล่าว
สำหรับบริษัทก็เตรียมการเปิดตัวสินค้าใหม่เช่นกัน คาดว่าจะมีการเปิดตัวเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส รุ่นใหม่ในช่วงปลายปีนี้
รวมถึงยังยืนยันในนโยบายการหาสินค้าทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล หรือรถยนต์ที่ใช้พลังงานธรรมชาติ ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องเช่นกัน เพราะความต้องการ ในแต่ละช่วงก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บริษัทต้องปรับตามให้ทัน
บริษัทประเมินว่าน่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์หรูหราที่มีอยู่มากกว่า 50% ไว้ได้อย่างต่อเนื่องอีกปี
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของวงการรถยนต์นั่งหรูหรา มีรายงานข่าวว่า แนวโน้มที่ตำแหน่งเจ้าตลาดอันดับ 3 จะเปลี่ยนแปลงในปีนี้มีโอกาสสูง มาก เนื่องจากเลกซัส ค่ายรถยนต์ระดับหรูของโตโยต้ากำลังทำยอดขายเบียดวอลโว่ ที่รักษาผู้นำอันดับ 3 มา ได้หลายปี
ค่ายรถยนต์ทั้งสองราย มียอดขายห่างกันในช่วงครึ่งแรกของปีไม่มากนัก แม้ทั้ง 2 ค่ายจะไม่มีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงที่เหลือของปี แต่ก็คาดว่า น่าจะมีการกระตุ้นตลาดกันอย่างรุนแรง และช่วยผลักดันยอดขายในกลุ่มรถยนต์หรูได้ต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=181841
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news30/07/07

โพสต์ที่ 46

โพสต์

ไทยเล็งเป็นฐานผลิต บิ๊กไบค์ ป้อนตลาดโลก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2550 18:05 น.
 
      โฆสิต เผยไทยเตรียมเป็นฐานการผลิตและส่งออกมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ป้อนตลาดโลก โดยมอบหมายให้ บีโอไอ เร่งวางแผนส่งเสริมการลงทุนให้ชัดเจน หลังดึง Triumph Motorcycles มาลงทุนผลิตเครื่องยนต์ในไทยอีก 3,500 ล้านบาท พร้อมจีบผู้ผลิตเครื่องยนต์ดีเซลรายใหญ่ และผลิตถังก๊าซ CNG ของอิตาลี มาตั้งโรงงานในไทย พัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ครบวงจร      
      หลังเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรและอิตาลี และหารือร่วมกับนักธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ระหว่างวันที่ 25-29 ก.ค. 2550 นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการพูดคุยกับ นาย John Bloor ประธานบริษัท Triumph Motorcycles ที่ประเทศอังกฤษ ได้รับการตอบรับที่ดี โดยทางบริษัท Triumph Motorcycles ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ (ไบค์) อันดับ 7 ของโลก จะขยายการลงทุนในไทยเพิ่มอีก 3,500 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โดยจะเริ่มในปี 2551 เพื่อทำการผลิตเครื่องยนต์สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ โดยปัจจุบันบริษัท Triumph Motorcycles ได้สร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ และทำการประกอบชิ้นส่วน ที่จังหวัดระยอง ตั้งเป้าผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ 50,000 คัน ซึ่งจากการตอบรับครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลสนใจที่จะขยายฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ให้กว้างขึ้น เพื่อให้ครบวงจร โดยให้นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำหนดแผนส่งเสริมการลงทุนผลิตมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซี ขึ้นไป ซึ่งทั่วโลกมีความต้องการมากกว่า 100,000 คัน/ปี โดยจะกำหนดรายละเอียดการส่งเสริมการลงทุนคล้ายกับการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ซึ่งไทยจะเป็นฐานการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่เพื่อส่งออกทั้งหมด โดยมั่นใจว่านอกเหนือจากบริษัท Triumph Motorcycles แล้ว ยังมีผู้ผลิตอีก 2-3 ราย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ในไทยที่ให้ความสนใจนโยบายดังกล่าว คาดว่าแผนส่งเสริมการลงทุนจะแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้
     
      นายโฆสิต กล่าวถึงการหารือร่วมกับนาย Giorgio Garimberti ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท VM Motori ผู้ผลิตเครื่องยนต์ดีเซล มาตรฐานยูโร 5 ของประเทศอิตาลี ว่า บริษัท VM Motori สนใจมาตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซลในไทย โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งโรงงานในปี 2552 และเริ่มการผลิตในปี 2553 ตามเป้าหมายของไทยที่จะผลิตเครื่องยนต์ดีเซลในไทยให้ได้ 70,000-80,000 เครื่อง ภายในปี 2553 โดยจะใช้เงินลงทุนประมาณ 450-900 ล้านบาท แต่ยังต้องมีการเจรจาเพิ่มเติมกับผู้บริหารบริษัท General Motors ผู้ถือหุ้นของ VM Motori อีกครั้งหนึ่ง
     
      นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกับ ดร.Eng. G. Luigi Cola กรรมการผู้จัดการ บริษัท Faber ผู้ผลิตถัง CNG ให้มีการตั้งโรงงานผลิตในไทย ซึ่งทางบริษัท Faber แสดงท่าทีสนใจ โดยอาจจะเข้ามาในลักษณะของการร่วมทุน ยังต้องศึกษาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้คนไทย เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ CNG ในอนาคต และเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ให้มีความหลากหลาย
     
      ในเดือนสิงหาคมนี้ ตนจะเดินทางไปประเทศอินเดีย เพื่อศึกษาการผลิตอุตสาหกรรมเหล็ก ของบริษัท ทาทาสตีล จำกัด รวมทั้งศึกษาการจัดระบบสิ่งแวดล้อมของโรงงาน ว่าดำเนินการอย่างไรที่ให้โรงงานอยู่คู่กับชุมชนโดยไม่เกิดปัญหา นายโฆสิต กล่าว
     
      ด้านนาง Gloria B. Kinda Targetti หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการตลาด สถาบันพัฒนาการเงินส่งเสริมธุรกิจอิตาเลียนในต่างแดน (SIMEST) สำนักงานมิลาน กล่าวว่า นักลงทุนอิตาลีให้ความสนใจที่จะไปลงทุนในประเทศไทย แต่ก็ยอมรับว่ามีความกังวลเล็กน้อยต่อสถานการณ์การเมืองของไทย จึงอยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังเห็นว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ทั้งอัตราการขยายตัว การส่งออก และต้นทุนค่าแรงงานก็ยังสามารถแข่งขันได้ ขณะเดียวกัน สภาพสังคมของไทยก็เอื้ออำนวยต่อการลงทุน ดังนั้น เหลือเพียงการเมือง อยากให้เรียบร้อยโดยเร็ว
     
      ทั้งนี้ SIMEST สนับสนุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำให้เอกชนอิตาลีมาลงทุนในไทย จำนวน 20 โครงการ มีทั้งอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร พลาสติก ค้าปลีก
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000088951
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news04/08/07

โพสต์ที่ 47

โพสต์

สคบ.สั่งรถมือสองติดฉลาก

3 สิงหาคม พ.ศ. 2550 15:30:00

สคบ.ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก บังคับให้เต็นท์รถและผู้ประกอบการรถมือสอง ปิดฉลากระบุรายละเอียดสินค้ารถยนต์ใช้แล้ว 21 รายการมีผลบังคับใช้ 8 กันยายนนี้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ดำเนินการออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2550) กำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก มีผลบังคับใช้วันที่ 8 กันยายนนี้เป็นต้นไป ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้วต้องระบุข้อมูลด้วยตัวอักษรขนาดไม่ต่ำกว่า 1 เซนติเมตร เกี่ยวกับสินค้ารถยนต์ใช้แล้ว ตามที่ปรากฏในรายการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ตั้งแต่วันที่จดทะเบียน จนถึงวันที่จำหน่ายและต้องระบุรายละเอียดตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่องลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ.2541 ในข้อ 1 ถึงข้อ 3

โดยรายละเอียดที่จะต้องระบุในฉลาก ต้องทำการติดไว้ที่หน้ารถยนต์มือสองที่เป็นสินค้า มีทั้งหมด 21 รายการ ได้แก่ วันจดทะเบียน เลขทะเบียน เลขตัวรถ เลขเครื่องยนต์ ยี่ห้อรถ ยี่ห้อเครื่องยนต์ สี ประเภทของรถ ชนิดเชื้อเพลิง ลำดับเจ้าของรถ ภาระผูกพันของรถยนต์ที่มีอยู่ในวันจำหน่าย ชื่อประเภทหรือชนิดสินค้า ชื่อผู้ผลิต ชื่อผู้จำหน่าย สถานที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย ขนาดหรือปริมาณ วิธีใช้ ข้อแนะนำการใช้ คำเตือน วันเดือนปีที่ผลิต และราคา  
คุณหญิงทิพาวดี กล่าวว่า นอกจากที่ตัวสินค้ารถมือสองจะต้องปิดฉลากแล้ว ในส่วนของใบเสร็จรับเงินทั้งในส่วนของการจ่ายเงินมัดจำหรือการชำระราคารถยนต์ จะต้องมีการระบุถึงรายละเอียดตัวสินค้า และเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นข้อผูกมัดไว้ด้วย การปิดฉลากในลักษณะนี้ จะทำให้สามารถแยกผู้ประกอบการที่สุจริตออกจากผู้ประกอบการที่ทุจริต ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจต่อรองและกลับมาเป็นผู้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ผู้บริโภคมีหลักฐานในการฟ้องร้องผู้ประกอบการที่เอาเปรียบหรือให้ข้อมูลสินค้าที่เป็นเท็จได้

รถยนต์มือสอง เป็นสินค้าที่มีผู้บริโภคร้องเรียนกับทาง สคบ.ในเรื่องปัญหาของสินค้าและสัญญามากเป็นอันดับ2 รองจากสินค้าบ้านและที่อยู่อาศัย จากนี้ สคบ.จะทำการออกสุ่มตรวจเต็นท์รถยนต์มือสอง เพื่อดูว่าผู้ประกอบการปิดฉลากถูกต้องและให้ข้อมูลที่เป็นความจริงหรือไม่ หากพบการกระทำผิดก็มีบทลงโทษ คุณหญิงทิพาวดี กล่าว

สำหรับบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ปฎิบัติตามประกาศดังกล่าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 1ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ประกอบการที่ไม่ให้ข้อมูลหรือเอกสารแก่เจ้าหน้าที่สอบสวน ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  

ทั้งนี้ สคบ. รายงานปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดแก่ลูกค้ารถยนต์มือสองไว้มากมาย อาทิเช่น รถยนต์ชำรุดบกพร่อง โดยเฉพาะเครื่องยนต์และช่วงล่าง รุ่นของรถไม่ตรงตามที่โฆษณา มีการแก้ไขเลขไมล์ให้น้อยลง การโอนทะเบียนล่าช้าหรือโอนไม่ได้ ไม่มีราคามาตรฐานของรถมือสอง ไม่มีการรับประกันสินค้า ผู้ขายรถไม่ได้เป็นเจ้าของรถ ไม่มีกฎหมายกำหนดให้นำรถยนต์ใช้แล้วไปตรวจสภาพหรือตรวจประวัติที่กรมขนส่งทางบกก่อนการโอนทุกครั้ง ฯลฯ

Auto news
http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/0 ... wsid=87609
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news04/08/07

โพสต์ที่ 48

โพสต์

ค่ายรถสู้ตลาดฝืดช่วงโลว์ซีซัน เสนอดาวน์บาทเดียว-ผ่อน10ปี

2 สิงหาคม พ.ศ. 2550 17:00:00

ค่ายรถยนต์ งัดกลยุทธ์สู้ตลาดหดตัว เดินหน้าอัดแคมเปญกระชากกำลังซื้อ ช่วงโลว์ซีซัน ปรับข้อเสนอใหม่ เริ่มจากให้ส่วนลดเงินสด ดาวน์บาทเดียว ฟรีเงินดาวน์ และผ่อนได้นาน 10 ปี เสนอรัฐบาลช่วยลดภาระต้นทุน เพื่อคงขีดความสามารถการแข่งขัน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ การแข่งขันในตลาดค่อนข้างเข้มข้นเป็นทวีคูณเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยตัวแทนจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่ ทั้งอีซูซุ โตโยต้า ต่างลงมาจัดแคมเปญในตลาดระดับล่าง เช่น ดาวน์ 1 บาท หรือบางดีลเลอร์ เริ่มตั้งเงื่อนไขจูงใจ "ไม่ต้องมีเงินดาวน์" ขณะที่บางค่ายใช้แคมเปญให้ส่วนลดในวงเงินชัดเจนในรูปแบบคูปอง ซึ่งสามารถชักจูงใจได้มากกว่าการแจกของแถม หรือการใช้แคมเปญในรูปแบบอื่นๆ

แหล่งข่าวในกลุ่มตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ กล่าวว่า สภาพตลาดมีการแข่งขันสูงและเศรษฐกิจไม่ดีนั้น จะพบว่าการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคนั้นยากมากกว่าปกติ แคมเปญต่างๆ ที่จัดขึ้น จึงต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าให้ได้ การมีรูปแบบซับซ้อนจะไม่ได้ผลอีกต่อไป

"ลูกค้ารู้สึกว่าจับต้องไม่ได้ ดังนั้น แคมเปญให้ส่วนลด เป็นคูปองเงินสดในขณะนี้จึงนิยมใช้กันมากขึ้น ซึ่งผู้ขายจะนำรูปแบบซื้อแล้วลดเลยหรือคิดส่วนลดให้ทันที เพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียเวลาจะได้ผลดีกว่า" แหล่งข่าวกล่าว

ค่ายรถใช้ยาแรงทั้งช่วยดาวน์-ดอกเบี้ยต่ำ

จากการสำรวจแคมเปญทางการเงิน ที่ค่ายรถยนต์ออกมากระตุ้นยอดขายรับฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูขาย (โลว์ซีซัน) ของตลาดรถยนต์ แม้จะยังไม่ถึงขั้นกำหนดอัตราดอกเบี้ย 0% แต่ก็พบว่าได้เพิ่มความร้อนแรงของแคมเปญ โดยรถหลายๆ รุ่น แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นของอายุโมเดล แต่ก็มีการกระตุ้นยอดขายอย่างเต็มที่ เช่น เชฟโรเลต อาวีโอ และรุ่นอื่นๆ

ทางเชฟโรเลตออกค่าผ่อนงวดรถให้ลูกค้าครึ่งหนึ่งเป็นระยะเวลา 6 เดือน ส่วนลดมากน้อยตามแต่โมเดลที่ราคาสูงหรือต่ำต่างกันไป หรือรถปิกอัพ โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ ส่วนลดเงินดาวน์ 23,000 บาท หรือรับดอกเบี้ยต่ำถึง 0.88% หรือดาวน์ต่ำ 16,700 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1 และชุดแต่งมูลค่า 22,000 บาท และลุ้นรับทองคำ 1 บาท

ขณะที่ตัวแทนจำหน่ายโตโยต้าบางราย เช่น พื้นที่จังหวัดขอนแก่น จัดแคมเปญสำหรับปิกอัพไฮลักซ์ วีโก้ ด้วยการฟรีเงินดาวน์ และผ่อนได้นาน 10 ปี

ด้านนิสสัน ให้ส่วนลดเงินสด 30,000 บาทสำหรับรถเก๋งรุ่นทีด้า ดอกเบี้ย 2.99% และประกันภัยชั้น 1 ส่วนมาสด้า ให้ดอกเบี้ย 2.99% สำหรับรถเก๋งรุ่น "3" พร้อมประกันภัยชั้น 1 เป็นต้น

ขณะที่ตลาดรถจักรยานยนต์ นางสาวจินตนา อุดมทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดยังทรงตัวในช่วงนี้ และคาดว่าตลาดตลอดทั้งปี จะมียอดขายรวม 1.6-1.7 ล้านคัน ลดลงจากปีที่แล้วที่ทำได้ 2.1 ล้านคัน แต่ถ้าหากว่ามีการเลือกตั้งช่วงปลายปี ก็อาจจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้ทางหนึ่ง

การที่ยอดขายลดลง นอกจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว และการเข้มงวดกับการปล่อยเงินของสถาบันการเงิน เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดหนี้เสีย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของยามาฮ่าก็จะพยายามกระตุ้นตลาดด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เนื่องจากกลยุทธ์เดิมๆ คือการลดแลกแจกแถมกลายเป็นเรื่องธรรมดา

"เราจะต้องช่วยตัวแทนจำหน่ายจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง แนวทางหนึ่งที่เราจะทำก็คือ ทำให้ลูกค้าผ่อนได้สบายขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย หรือการมีข้อเสนอยอดผ่อนชำระต่อเดือนหลายแบบ เพื่อให้ลูกค้าได้รู้ถึงค่าใช้จ่ายที่แน่นอนของตัวเองในแต่ละเดือน และเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด" นางสาวจินตนากล่าว

ตลาดฝืดกระทบยอดผลิต

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาวะถดถอยของตลาดรถยนต์ในประเทศ โดยยอดรวมตกลง 13% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ทำให้กลุ่มต้องปรับเป้าหมายการผลิตในปีนี้ลดลง 2% จากเป้าเดิม 1.28 ล้านคัน เหลือ 1.25 ล้านคัน เนื่องจากการผลิตครึ่งปีแรก มีจำนวนที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปี 2549 อยู่ 13%

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของครึ่งปีหลัง เชื่อว่าการผลิตจะทำได้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 5.4% เนื่องจากมีการปรับการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นจากหลายองค์กร การส่งออก 6 เดือนที่เติบโตประมาณ 18% การเร่งรัดการจ่ายเงินงบประมาณเร็วและมากขึ้น การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง การลงทุนเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นจนทำลายสถิติรอบสิบปี ที่สำคัญคือความเชื่อมั่นของประชาชนเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของการผลิตครึ่งปีหลัง ยังไม่สามารถครอบคลุมการถดถอยในครึ่งปีแรก ทำให้ยอดรวมทั้งปีลดลงดังกล่าว

โตโยต้าจี้รัฐช่วยลดต้นทุน

ด้านนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมรถยนต์อาจจะได้รับผลกระทบระยะยาว ขณะที่การส่งออกในขณะนี้ ก็ต้องปรับตัวกันใหม่ ด้วยการร่นระยะเวลาการเจรจาราคาใหม่ จากเดิมเคยตกลงธุรกิจ 6 เดือน มาเป็น 3 เดือน ส่วนการปรับราคากับลูกค้าต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าเงินบาทนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับสภาพตลาดในประเทศนั้นๆ

"ในระยะยาวอาจจะมีผลต่อผลประกอบการ เพราะว่าผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุน ในส่วนต่างที่ไม่สามารถปรับราคาได้ สำหรับทางออกระยะยาว ภาครัฐจะต้องช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ผลิต เพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะภาษีวัตถุดิบในรายการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐ เช่น เหล็ก ที่คู่แข่งในบางประเทศปรับลงเป็น 0% ในขณะที่เพื่อนบ้านนั้นได้ลดลงไปหมดแล้ว แม้ค่าเงินจะผันผวนแต่หากว่า เราสามารถที่จะสร้างความได้เปรียบ ในแง่ของต้นทุนการผลิต ผู้นำเข้าก็ต้องสนใจสินค้าจากไทย" นายศุภรัตน์กล่าว

ฮอนด้า-นิสสันชี้ยังไม่กระทบมาก

ทางด้านนายเทียรี่ เวียดิว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งตัว มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมก็จริง แต่สำหรับนิสสันยังมีการส่งออกรถยนต์จากเมืองไทยจำนวนน้อย เนื่องจากโครงการส่งออกรถไปยังต่างประเทศตามเป้าหมายกว่า 100 ประเทศทั่วโลกของนิสสันจะเริ่มในปลายปีนี้ ดังนั้น นิสสันจึงยังไม่มีนโยบายพิเศษในการรองรับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การจัดการผลกระทบต่อค่าเงินบาท ฮอนด้ายังไม่มีการตั้งหรือกำหนดนโยบายพิเศษ เพื่อลดปัญหาจากค่าเงินบาท แต่ได้ใช้การจัดการภายใน ซึ่งฮอนด้าสามารถเจรจากับคู่ค้าต่างประเทศได้ เนื่องจากเป็นบริษัทในเครือ การเจรจาต่อรองในเรื่องการแบ่งเบาภาระต้นทุนจึงทำได้ง่าย
http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/0 ... wsid=87389
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news05/08/07

โพสต์ที่ 49

โพสต์

ไม่มั่นใจไม่มา ผ่าแผนทาทากรุ๊ป ยึดไทยฐานผลิตปิกอัพโลก  
เปิดแผนลงทุน ทาทา มอเตอร์สฯ ผ่านซีอีโอ "อาจิต เวนคาทารามัน" ย้ำไม่มั่นใจแม่บริษัทแม่ไม่สั่งลุยตลาดในประเทศไทยแน่ ตั้งเป้าใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถปิกอัพใหญ่เป็นอันดับสองรองจากอินเดีย เผยยังมีอีกหลายรุ่นที่จะมาเปิดตลาดในไทย หลังเปิดตัวรถปิกอัพรุ่นแรกต้นปีหน้านี้ พร้อมโชว์แผนการตลาดด้านศูนย์บริการและจำนวนดีลเลอร์ การันตี ปิกอัพTATAไม่เป็นรองใคร

จากการที่คาดหวังว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถยนต์ในเอเชีย หรือที่เรียกว่า ดีทรอยต์แห่งเอเชียนั้น มีโอกาสเป็นไปได้แล้วเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากในปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก ต่างก็เลือกใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกแทน ซึ่งอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยปัจจุบัน เกือบทั้งหมดเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติ ส่วนใหญ่มียี่ห้อที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์แทบทั้งสิ้น ล่าสุดยักษ์อินเดียทาทา กรุ๊ปส์ ประกาศเดินหน้าเต็มสูบใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถปิกอัพใหญ่อันดับสองรองจากอินเดียตามที่"ฐานเศรษฐกิจ"นำเสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่อง

++เปิดตัวซีอีโอ ปิกอัพ"TATA"

นายอาจิต เวนคาทารามัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ) บริษัท ทาทา มอเตอร์ส(ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งรับผิดชอบสายธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทย ให้สัมภาษณ์"ฐานเศรษฐกิจ" เป็นฉบับแรกนับจากที่เข้ามานั่งเป็นซีอีโอประจำประเทศไทยได้เพียง 4 เดือน ถึงทิศทางการลงทุนในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ว่า บริษัท มีเป้าหมายที่จะให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถปิกอัพขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากประเทศอินเดีย และเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพแห่งที่สอง โดยจะมีรถรุ่นอื่นๆตามมาอีกในอนาคตนี้

สำหรับการลงทุนในประเทศไทยนั้น ทางทาทา มอเตอร์ฯจะมองถึงตลาดในระยะยาวมากกว่ามองแค่ตลาดระยะสั้น โดยจะทำการเปิดตลาดด้วยรถปิกอัพก่อน และรุ่นแรกที่เปิดตลาดในประเทศไทยจะอยู่ในรุ่นที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอซึ่งประกอบด้วยรถ 3 รุ่นได้แก่รุ่น Single Cab รุ่นSpace Cap และรุ่นDouble Cab เครื่องยนต์ขนาด 3,000 ซีซีตามที่ยื่นขอส่งเสริมกับบีโอไอ ที่คาดว่าจะเริ่มเปิดตลาดได้ในช่วงไตรมาสแรกปี2551 นี้ หลังจากนั้นจะมีรถอีกหลายรุ่นตามมาอีก

"นอกจากนี้เรากำลังประเมินรถรุ่นอื่นๆที่คิดว่าจะดีสำหรับตลาดในไทยรวมทั้งการวางยุทธศาตร์ในอาเซียนอยู่ด้วย"

++เล็งเป้าคลุมตลาดอาเซียน

นอกจากนี้ทางซีอีโอบริษัท ทาทา มอเตอร์สฯ ยังอธิบายถึงการมองยุทธศาสตร์ในอาเซียนว่า เริ่มแรกกลุ่มธุรกิจยานยนต์ของทาทา มอเตอร์สฯ เข้ามาดูตลาดในประเทศไทยเมื่อ 3 ปีก่อนพร้อมกับทำการศึกษาตลาดซึ่งพบว่าเป็นอีกตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก จนสุดท้ายก็ตัดสินใจว่าไทยเป็นตลาดที่สำคัญมาก ไม่ได้มองเพียงแค่ว่าต้องการเปิดประตูสำหรับประเทศไทยที่เป็นตลาดรถปิกอัพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) แต่ยังต้องการเปิดประตูสำหรับตลาดในภูมิภาคนี้ด้วย

"แน่นอนว่าภูมิภาคเอเซียนเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และยังมีศักยภาพในการขยายตัวสูงมากด้วย ดังนั้นไทยจึงเป็นตลาดที่สำคัญมากต่อความสำเร็จของทาทามอเตอร์ส์(ประเทศไทย)"
เมื่อสอบถามถึงแผนการทำตลาดของรถปิกอัพทาทา นายอาจิต ระบุว่า ขณะนี้บริษัทได้วางแผนด้านการตลาดไว้แล้ว โดยให้ความสำคัญในเรื่องของการขายและการตลาด ส่วนเรื่องการเปิดศูนย์บริการนั้น กำลังดูความเป็นไปได้ในการหาพันธมิตรและทางทาทา มอเตอร์สฯลงทุนเปิดศูนย์บริการเอง ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ในเรื่องบริการหลังการขาย

++ใช้ประสบการณ์60ปีพิสูจน์ฝีมือทำตลาด

ส่วนด้านการตั้งดีลเลอร์ หรือตัวแทนจำหน่ายนั้น ซีอีโอ ทาทา มอเตอร์ส กล่าวว่าในระยะแรก จะตั้งดีลเลอร์ประมาณ 20-25 รายในตลาดรถปิกอัพหลักๆตามหัวเมืองต่างๆ และจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาสแรกของปี 2551 ส่วนศูนย์บริการจะขยายเครือข่ายให้เป็น2 เท่าของจำนวนดีลเลอร์หรือประมาณ 45-50 แห่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เลือกพื้นที่ว่าจะตั้งที่ไหนบ้าง

สำหรับความมั่นใจในการเข้ามาตั้งฐานประกอบและเปิดตลาดรถยนต์ในประเทศไทยนั้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทาทา มอเตอร์สฯ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตลาดรถปิกอัพที่ใหญ่อันดับสองของโลก อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอในทาทา มอเตอร์(ประเทศไทย)ฯ เพียง 4 เดือนเท่านั้น ก็ต้องพิสูจน์ฝีมือ และถือว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก เพราะค่ายอื่นเข้ามาแล้ว 50-60 ปี
"การเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทย เราอาจจะยังใหม่อยู่ แต่เราก็อยู่ที่อื่นมาถึง 60 ปี ทำให้เรามีชื่อเสียงที่ดี และก็ท้าทาย เพราะผ่านการแข่งขันกับคู่แข่งมามากแล้วในหลายๆตลาดด้วยกัน เราจำหน่ายในประเทศต่างๆกว่า 80 ประเทศ ตรงนี้ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องง่าย แต่เป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งเรามั่นใจว่าเรามีสิ่งที่ดีเสนอให้กับลูกค้าในประเทศไทย "

++ไม่หวั่นคู่แข่งยึดหลักใกล้ชิดลูกค้า

ต่อข้อซักถามที่ว่าตลาดรถปิกอัพในประเทศไทย มีคู่แข่งมากโดยเฉพาะค่ายญี่ปุ่นที่ได้เปรียบกว่าเพราะมาเปิดตลาดในไทยก่อน ซีอีโอทาทา มอเตอร์ส(ประเทศไทย)ฯ กล่าวว่า ทางทาทา กรุ๊ปส์ตระหนักดีว่ากำลังเดินเข้าสู่ตลาดที่มีการแข่งขันมาก ซึ่งก็เป็นการแข่งขันที่เหมือนกับที่เรามีในหลายตลาดทั่วโลก เช่น อิตาลี สเปน อังกฤษ ตุรกี ซาอุดิอารเบีย อาฟริกาใต้ ที่สำคัญการแข่งขันเหล่านี้ได้มองถึงประเทศไทยด้วยและอีกหลายๆตลาด ซึ่งหวังและเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราเสนอขายในตลาดจะเป็นโปรดักต์ที่ลูกค้าคนไทยชอบ โดยเฉพาะรถหลากหลายรุ่นที่จะออกมา ซึ่งจะรวมถึงการผลิตรถอีโคคาร์ที่จะเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นโครงการต่อไปที่บริษัทให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ และกำลังดูว่าโปรดักต์แบบไหนจึงจะเหมาะสม คาดว่าจะยื่นขอรับการส่งเสริมในโครงการนี้ด้วยภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

"ในทุกตลาดที่เราเข้าไปจะพยายามใกล้ชิดกับลูกค้าให้มากที่สุด และจะผลิตตามความต้องการของลูกค้าให้ได้มากเท่าที่จะทำได้เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งเชื่อว่าจะสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีจนเป็นที่พอใจ"

++ฟุ้งปิกอัพTATAไม่เป็นรองใคร

เมื่อถามต่อว่าความพอใจของลูกค้านั้นรวมถึงราคาถูกด้วยใช่หรือไม่ ซีอีโอทาทา มอเตอร์ส
กล่าวออกตัวว่า บริษัทไม่คิดว่าโปรดักต์ของ "TATA"จะเป็นที่สองรองใคร และเรื่องราคาก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพโปรดักต์ และความเชื่อถือในโปรดักต์นั้นด้วย แต่ราคาดหวังว่าสินค้าเราดีพอกับของคู่แข่ง

"ผมไม่รู้ว่ารายงานผลการลงทุนของบริษัทรั่วออกไปได้อย่างไร และเราก็ไม่ได้กล่าวถึงราคา และเท่าที่มีส่วนเกี่ยวข้องบริษัทจะเสนอขายสินค้าที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ และถ้าตลาดโตจนกลายเป็นเรื่องแข่งขันทางราคากัน บริษัทก็หวังว่าราคาของเราจะสอดคล้องไปตามสภาพตลาด "

++ปิกอัพ7แบรนด์กระฮึ่มตลาด

จากการตรวจสอบข้อมูลของ"ฐานเศรษฐกิจ" พบว่าปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตรถปิคอัพขนาด 1 ตัน ที่สำคัญของโลก มีบริษัทรถยนต์ผลิตปิกอัพเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 7 แบรนด์คือ โตโยต้า ซึ่งที่โรงงาน 2 แห่งคือที่โรงงานสำโรง สมุทรปราการ มีกำลังการผลิตปีละ 250,000 คัน และโรงงานที่บ้านโพธิ์ ฉะเชิงเทรา มีกำลังการผลิตปีละ 100,000 คัน ส่วนอีซูซุ มีโรงงานแห่งเดียวที่สำโรง สมุทรปราการ กำลังการผลิต 200,000 คันขณะเดียวกันได้จ้างโรงงานของจีเอ็มที่จังหวัดระยอง ผลิตรถป้อนตลาดส่งออกอีกประมาณ 60,000 คัน

ส่วนค่ายนิสสัน ย้ายการผลิตรถปิคอัพ นาวาร่า มาที่โรงงานริมถนนบางนา-ตราด กม.21 สมุทรปราการ มีกำลังการผลิตปีละ 200,000 คัน ค่ายมิตซูบิชิ ได้ขยายกำลังการผลิตโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมแหลงฉบัง จังหวัดชลบุรี จากปีละ 160,000 คันเป็นปีละ 200,000 คันในปี 2550 เพื่อผลิตปิคอัพไทรทันป้อนตลาดภายในประเทศและส่งออกไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ส่วนฟอร์ดและมาสด้า ใช้โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ที่จังหวัดระยอง ที่มีกำลังผลิต ปีละ 175,000 คัน ส่วนเชฟโรเลต ใช้โรงงานที่ระยอง ที่มีกำลังผลิตปีละ 100,000 คัน

http://www.thannews.th.com/detialNews.p ... issue=2240
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news06/08/07

โพสต์ที่ 50

โพสต์

บิ๊กมิตซูฯระดมวางรถรุ่นใหม่ชิงแชร์
โพสต์ทูเดย์ นายใหม่มิตซูบิชิลั่น จะออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อดันส่วนแบ่งมิตซูไล่บี้อันดับสอง พร้อมยื่นแผนอีโคคาร์ปลายปีนี้


นายมิจิโร่ อิมาอิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า มิตซูบิชิจะหันมาบุกตลาดอย่างจริงจังมากขึ้น โดยจะเปิดตัวสินค้าใหม่ต่อเนื่อง จะมีการเปิดตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ของสเปซวากอน ต่อด้วยรุ่นไมเนอร์เชนจ์ของแลนเซอร์ รวมถึงการเปิดตัวรุ่นพิเศษของไทรทันที่เรียกว่าสเปเชียล แอ็กชัน โมเดลอีกก่อนการเปิดตัวพีพีวีรุ่นใหม่ในไตรมาส 3 ปีหน้า ซึ่งเชื่อว่าการเปิดตัวสินค้า ใหม่เข้าสู่ตลาด จะทำให้ตลาดมีความคึกคักและลูกค้าให้การตอบรับกับบริษัทมากขึ้น

กลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้เป้าหมายการทำตลาดในประเทศไทย ที่ตั้งไว้จะผลักดันให้มิตซูบิชิขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 3 ของตลาดรถยนต์ ที่มีส่วนแบ่งในตลาดใกล้เคียงกับอันดับ 2 มากที่สุดเป็นไปได้ แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะสำเร็จในกี่ปี เนื่องจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น เพิ่งจะฟื้นตัวและในประเทศไทยเองก็ประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจชะลอต่อเนื่อง ทำให้ยอดจำหน่ายที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามิตซูบิชิ ไม่ได้ทำการตลาดตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก แต่นับจากนี้ไปในการบริหารงานนโยบายหลักจะพยายามให้ดีลเลอร์ของบริษัทมีการสื่อสารกับลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้เข้าใจความต้องการของลูกค้ามากที่สุด และจะเป็นแผนงานหลักของมิตซูบิชิ ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มยอดจำหน่ายในท้ายที่สุด

แม้ผมจะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งในประเทศไทย แต่ก็มีความเชื่อมั่น ในตลาดประเทศไทยและเท่าที่ฟังมา หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เศรษฐกิจก็น่าจะฟื้นตัวจึงต้องเตรียมความพร้อมไว้รองรับตลาดขยายตัว นายอิมาอิ กล่าว

บริษัทให้ความสนใจกับโครงการรถยนต์นั่งประหยัดพลังงานมาตรฐานสากลเป็นอย่างมาก และอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อทำแผนงานทั้งหมด โดยจะยื่นเพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนในสิ้นเดือน พ.ย. นี้ ตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ ซึ่งแม้ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้จะไม่ค่อยดีนักโดยมิตซูบิชิคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ในประเทศไทยน่าจะทำได้ไม่เกิน 6 แสนคัน แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจโครงการดังกล่าว

นายอิมาอิกล่าวถึงภาพรวมของ มิตซูบิชิในประเทศไทยปีนี้ว่า ตั้งเป้าที่จะมีส่วนแบ่งตลาดในตลาดรถยนต์ที่ 4.8% หรือ 2.48 หมื่นคัน โดยในช่วงครึ่งแรกของปี มียอดจำหน่ายไปแล้ว 6.6 พันคัน คิดเป็น 4.5% ของตลาดรวม นอกจากนี้มิตซูบิชิจะส่งออกปิกอัพไทรทันถึง 147,450 คัน
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=183252
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news07/08/07

โพสต์ที่ 51

โพสต์

ตลาดสองล้อช่วยเอื้อ ภาพรวมยานยนต์ฟื้น
โพสต์ทูเดย์ สถาบันยานยนต์เผยตลาดสองล้อเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลตัวเลขกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่เลวร้ายปีนี้ แถมได้ตลาดส่งออกช่วยกระตุ้นยอด


นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยไม่ได้ เลวร้ายนัก เนื่องจากตลาดส่งออกยังมีแนวโน้มเติบโตสูงอยู่ทั้งกลุ่มรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ขณะที่รถจักรยานยนต์ในประเทศ ก็เริ่มปรับตัวขึ้นในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เหลือเพียงยอดจำหน่ายรถยนต์ที่ยังหดตัวต่อเนื่อง แต่ยังเชื่อว่าจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ที่สำคัญต้องเรียกความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภคให้กลับคืนมาโดยเร็ว โดยเชื่อว่าหลังจากมีการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐในไตรมาส 3 ของปีนี้ จะทำให้เกิดการไหลเวียนของเงินในระบบ และทำให้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีตัวแปรสำคัญมาจากอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อ ที่จะเข้ามากระตุ้นให้ตลาดเคลื่อนไหวได้อีกทางหนึ่ง

ต้องดูว่าดอกเบี้ยเช่าซื้อจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะหากดูจากตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของปีที่หดตัวไปราว 13% พบว่าตลาดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ตลาดปิกอัพที่หดตัวไปราว 2 หมื่นคันจากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการทุ่มตลาดในช่วงปลายปี 2549 เป็นต้น นายวัลลภ กล่าว

ล่าสุด กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ปรับตัวเลขการผลิต การจำหน่ายและการส่งออกของประเทศไทยในปี 2550 ใหม่ โดยในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น จะผลิตลดลง จาก 1.284 ล้านคัน เป็น 1.257 ล้านคัน เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 6.31 แสนคัน เพิ่มจากเป้าหมายเดิม 6.06 แสนคัน และเป็นการจำหน่ายในประเทศ 6.26 แสนคัน ลดลงจาก ที่ประเมินไว้ตอนแรก 6.78 แสนคัน ซึ่งหาก รวมกับตัวเลขรถยนต์นำเข้ากว่า 2 หมื่นคัน ก็น่าจะมียอดจำหน่ายในประเทศกว่า 6.5 แสนคันปีนี้

จากสัดส่วนดังกล่าวจะทำให้ส่งออกมากถึง 52% ของการผลิต โดยเป็นการจำหน่ายในประเทศ 48% เพราะตลาดในประเทศหดตัวไป 13% แต่ส่งออกโตถึง 15% ในครึ่งแรกของปี

สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์นั้น ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมามียอดจำหน่ายในประเทศราว 1.4 แสนคัน ซึ่งนับเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากตลาดหดตัวอย่างต่อเนื่องมากว่า 13 เดือน จากที่เคยจำหน่ายเดือนละ 2 แสนคัน เหลือเพียง 1.2 แสนคันเท่านั้น ซึ่งหากสามารถรักษาสัดส่วนการขายในระดับนี้ในช่วงโลว์ซีซันได้ถือว่าน่าพอใจ

ขณะที่ตลาดส่งออกก็เติบโตจากการขยายตัวของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยคาดว่าจะมีการส่งออกซีเคดี คิท กว่า 1.5 ล้านชุด และรถจักรยานยนต์สำเร็จรูปอีกกว่า 1 แสนคันในปีนี้
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=183436
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news09/08/07

โพสต์ที่ 52

โพสต์

ยอดขายรถ7เดือนหด10.8%

โพสต์ทูเดย์ ยอดจำหน่ายรถยนต์เดือน ก.ค.กลับมาเติบโตอีกครั้ง ดึงตลาดรวม 7 เดือนกระเตื้อง หดตัวเหลือแค่ 10.8%
รายงานประมาณการยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือน ก.ค. 2550 จากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตัวเลขยอดจำหน่ายในกลุ่มรถยนต์ ไม่รวมรถยนต์จากค่ายยุโรปในเดือนล่าสุดมีการเติบโตขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. 2549 โดยมีอัตราการเติบโต 1.3% หรือคิดเป็น ยอดจำหน่าย 5.13 หมื่นคัน แบ่งออกเป็นกลุ่มรถยนต์นั่ง ที่ทำยอดขายได้ 1.51 หมื่นคัน เติบโต 4.6% กลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ ทำยอดขายได้ 3.62 หมื่นคัน ไม่มีการขยายตัว โดยในจำนวนนี้เป็นส่วนของรถปิกอัพ 1 ตัน 31,674 คัน หดตัว 4.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

จากยอดจำหน่ายดังกล่าว ทำให้ตัวเลขคาดการณ์ยอดจำหน่ายสะสม ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค. 2550 มีจำนวนถึง 343,814 คัน หดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2549 อยู่ที่ 10.8% ซึ่งเป็นสัดส่วนการหดตัวที่ลดลงจากในเดือนที่ผ่านมา โดยในกลุ่มรถยนต์นั่งมียอดจำหน่ายรวม 7 เดือน ที่ 98,490 คัน หดตัวลงไปเพียง 9.4% ขณะที่กลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ มียอดจำหน่าย 245,324 คัน หดตัวไป 11.3% และรถปิกอัพ 1 ตันในกลุ่มนี้ทำยอดจำหน่ายไป 214,897 คัน หดตัวลงไปถึง 15.2%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=183919
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news09/08/07

โพสต์ที่ 53

โพสต์

รถบัสพันธ์มังกรเชียงใหม่รุ่ง+กรีนรูท เหยียบคันเร่ง ''โกลเด้น ดราก้อน''ตั้งเป้าปีละ 30 คัน  
โดย ฐานเศรษฐกิจ
วัน พฤหัสบดี ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2550 04:49 น.

กรีนรูท เชียงใหม่ ดีลเลอร์รถบัสโกลเด้น ดราก้อน สัญชาติจีนตีปีบเต็มที่หวังปลุกกระแสจำหน่ายรถยนต์เต็มที่ ตั้งเป้าปีละ30คันยอดขาย100ล้านบาท ประเดิมยอดขายแล้ว40คัน คาดเส้นทางสายR3A เปิดใช้อนาคตธุรกิจขนส่งรุ่งแน่นอน

นายสมชาย ทองคำคูณ กรรมการผู้จัดการบริษัท กรีนรูทมอเตอร์ จำกัด บริษัทในเครือบริษัท ไทยพัฒนกิจขนส่ง จำกัด หรือ กรีนบัส เปิดเผย ฐานเศรษฐกิจ ว่า บริษัทได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ปจำกัด ผู้นำเข้ารถโดยสาร โกลเด้น ดราก้อน จากประเทศจีน ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถโดยสาร โกลเด้น ดราก้อน ในเขตภาคเหนือในพื้นที่ 8 จังหวัด

เดิมเราต้องซื้อรถจากซัยพลายส์เออร์เข้ามาให้บริการ แต่ถ้าเราเป็นผู้จำหน่ายเองจะทำให้ต้นทุนตัวรถลดลงก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริการขนส่งผู้โดยสาร เนื่องจากรถรุ่นเก่าของเรากินน้ำมันมาก เมื่อมาใช้รถรุ่นใหม่โกลเด้น ซึ่งนำเข้าจากจีนทำให้ต้นทุนของบริษัทลดลงประมาณ10% ปีหนึ่งบริษัทใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่ต่ำกว่า36 ล้านบาทเมื่อต้นทุนลดลง10%จะเหลือเงินอยู่ประมาณ3ล้านบาทเท่ากับซื้อรถใหม่ได้หนึ่งคัน ฉะนั้นในอนาคตรถที่ใช้งานในเรื่องการขนส่งผู้โดยสารต้องเป็นรถที่ประหยัดเชื้อเพลิงดังนั้นรถโกลเด้น จึงเหมาะสมมาก นอกจากนี้เรายังเชื่อว่า ต่อไปในอนาคตในภาคเหนือจะมีเส้นทางR3Aแนวโน้มธุรกิจเกี่ยวกับรถโดยสาร การขนส่งผู้โดยสาร จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกมากเพราะจีนตอนใต้มีจำนวนประชากรหนาแน่นถึง3ล้านคน

ด้วยเหตุนี้ตนจึงมั่นใจว่าในอนาคตธุรกิจการจำหน่ายรถโดยสารเป็นธุรกิจที่น่าสนใจก็เลยตัดสินใจเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับโกลเด้น โดยเบื้องต้นทางบริษัทตั้งเป้ายอดขายปีละไม่ต่ำกว่า 30คัน หรือ100ล้านบาท มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง,รถโดยสารรับส่งนักท่องเที่ยว,กลุ่มที่รับส่งพนักงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน หน่วยงานสถาบันการศึกษา รถโรงเรียน,หน่วยงานราชการฯลฯ

ขณะนี้เราได้จำหน่ายรถบัสให้กับ หจก.วารุณีการท่องเที่ยวจำนวน40คัน ราคาคันละ4.5ล้านบาทรวมมูลค่ายอดขายประมาณ 180ล้านบาท ซึ่งรถที่วารุณีสั่งซื้อเป็นรถNGV มีคุณสมบัติที่ดีมีต้นทุนเชื้อเพลิงที่ถูกต่อกิโลเมตรละประมาณ 8บาท ซึ่งดีเซล25บาทฉะนั้นอัตราการใช้1ลิตร/กิโลเมตรได้ระยะทางเท่ากันแต่ประหยัดเงินมากกว่า NGV ที่ทางวารุณีเป็นผู้กำหนดสเปคต่างๆของรถเองว่าจะใช้ตัวนี้เราเป็นเพียงผู้แนะนำเท่านั้นว่าตัวนี้ประหยัดต้นทุนค่าขนส่งค่าแก๊สถูกกว่าน้ำมันดีเซล

สำหรับจุดแข็งของโกลเด้น อยู่ที่การมีดีลเลอร์ในเมืองไทย ที่ชื่อ เบสท์ริน กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้นำเข้าจากประเทศจีน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากโกลเด้น ประเทศจีนโดยตรง สำหรับรถบัสยี่ห้ออื่นไม่มีดีเลอร์ ส่วนในภาคเหนือกรีนรูทเป็นตัวแทนจำหน่ายในภาคเหนือ มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาทมีโชว์รูมที่เชียงใหม่ จะมีกรีนเซอร์วิสเปิดให้บริการหลังการขายในปีหน้าให้บริการถทั้งยี่ห้อโกลเด้นและรถโดยสารยี่ห้ออื่นๆอีกด้วย

สำหรับรถที่นำมาจำหน่ายมีหลายขนาดทั้งขนาด 7 เมตร, 8 เมตร, 11 เมตร และ 12 เมตร เป็นรถที่นำเข้าจากจีนทั้งแชสชีส์และตัวถังเช่นรถโกลเด้น ดราก้อนรุ่น XML 6129 รถโดยสารขนาดใหญ่ 12 เมตร รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการออกแบบให้มีความเด่น สง่าและทันสมัย พร้อมระบบควบคุมกระจกและระบบไล่ฝ้าด้วยไฟฟ้า

ภายในรถเป็นการรวมเอานวัตกรรมใหม่สำหรับการโดยสาร อาทิ จอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจตราท้ายรถ ของพนักงานขับรถ ห้องโดยสารถูกกั้นให้เป็นพื้นที่เฉพาะของลูกค้า ด้วยเบาะนั่งที่กว้างขวางแบบวีไอพี 24 ที่นั่ง มีช่องแอร์และดวงไฟปรับได้อิสระ สำหรับทุกที่นั่ง สะดวกสบายด้วยห้องสุขภัณฑ์ที่มากด้วยพื้นที่ใช้สอย พร้อมสรรพด้วยบันเทิงที่ครบครันทันสมัย ด้วยจอทีวีแบนพับเก็บ คมชัดล้ำสมัยทั้งภาพและเสียง

ส่วนเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยรถคันนี้มีระบบหน่วยความเร็วด้วยไฟฟ้า แบบ Retarder ระบบเบรค ABS ระบบปรับผ้าเบรคอัตโนมัติ มีช่วงล่างที่ใช้ระบบถุงลม จะทำให้การขับขี่มีความนุ่มนวล ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความปลอดภัยในเส้นทางขึ้น-ลง เขาที่ลาดชันทั้งสิ้น บริษัทได้นำรถรุ่นนี้มาใช้กับกรีนบีสเพื่อมอบความปลอดภัยอย่างสูงสุดให้กับผู้โดยสารในเส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย

ในภาคเหนือกรีนรูทเป็นตัวแทนจำหน่ายรถบัสโดยสารรายเดียว ในปีหน้าจะเปิดศูนย์บริการ กรีนเซอร์วิสให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้าโกลเด้นและรถโดยสารยี่ห้ออื่นๆอีกด้วย แนวโน้มจะขยายตัวจำหน่ายหัวลากด้วยเพราะเบสท์รินได้นำหัวลาก เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยกังอยู่ระหว่างการเจรจากันอยู่ว่าจะนำมาจำหน่ายในภาคเหนือตลาดจะเป็นอย่างไรมีความต้องการมากน้อยแค่ไหน คาดว่าอนาคตตลาดรถบัสโดยสารจะขยายตัวอย่างแน่นอน
http://news.sanook.com/economic/economic_166770.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news09/08/07

โพสต์ที่ 54

โพสต์

รถอเนกประสงค์เดือดค่ายรถแห่เปิดตัวตรึม

โดย ผู้จัดการออนไลน์
9 สิงหาคม 2550 11:14 น.
      ข่าวในประเทศ - บรรดาค่ายรถยนต์หน้าใหม่-เก่า ทยอยเปิดตัวรถอเนกประสงค์ ทั้งแบบเอสยูวีและพีพีวีท้าชนกันอย่างต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่โฉมใหม่ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ตามมาด้วยน้องใหม่ เชฟโรเลต แคปติวา ที่ค่อยๆ เรียกกระแสจากเครื่องยนต์เบนซิน แล้วมาล่าสุดกำลังจะส่งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ช่วยเติมกำลังรบให้เต็มรูปแบบ จนยักษ์ใหญ่โตโยต้าทนไม่ได้ ต้องส่งรถอเนกประสงค์ประเภทพีพีวี หรือเอสยูวีพันธุ์ทาง ฟอร์จูนเนอร์ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ 2.7 ลิตร มาเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า ส่งผลให้การแข่งขันของรถอเนกประสงค์ในไทยร้อนแรงขึ้นมาทันที แม้ปริมาณตลาดจะไม่หวือหวาเหมือนในอดีต เท่านั้นไม่พอภายในสิ้นปี ฟอร์ด เอสเคป ใหม่ น่าจะเติมความดุเดือดเข้าไปอีก เมื่อประธานฟอร์ด ประเทศไทย แย้มออกมาว่าเร็วๆ นี้ได้เจอกันแน่ แต่ที่โหมโรงล่วงหน้าเห็นจะเป็นค่าย ฮุนได ที่ประกาศหวนตลาดรถไทย ด้วยการชูเอสยูวีรุ่น ซานตาเฟ่ เป็น 1 ใน 3 รถธงหวังกู้ชีพในไทยช่วงปลายปีนี้ ส่วนอีกค่ายที่จองคิวออกมาแล้วเช่นกัน มิตซูบิชิ ที่เตรียมจะส่งพีพีวีรุ่นใหม่ ซึ่งพัฒนามาจากปิกอัพไทรทัน เพื่อทำตลาดแทนรุ่นจี-แวกอนในช่วงไตรมาสสามปีหน้า
 
ว่าที่ ฟอร์ด เอสแคป ใหม่ในเมืองไทย

      รถยนต์อเนกประสงค์แบบเอสยูวี (SUV: Sport Utility Vehicle) แม้ปัจจุบันจะไม่ได้หวือหวาเหมือนกับเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่ชื่นชอบในสมรรถนะ และความอเนกประสงค์ของรถประเภทนี้อยู่ เหตุนี้จึงยังมีเอสยูวีรุ่นใหม่ๆ เปิดตัวสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นฮอนด้า ซีอาร์- วี โฉมใหม่ เมื่อปลายปีที่แล้ว และมาในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จีเอ็ม ส่ง เชฟโรเลต แคปติวา สู่ตลาดอย่างเป็นทางการ
     
      ล่าสุดก็จะมีเชฟโรเลต แคปติวา รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 2000 ซีซี ฝาสูบเดี่ยว SOHC 16 วาล์ว 1,991 ซีซี พร้อมระบบอัดอากาศ เทอร์โบ ชาร์เจอร์ แบบแปรผัน ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และให้แรงบิดสูงในรอบเครื่องยนต์ต่ำ 320 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที แนะนำสู่ตลาด ทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ AWD (All Wheel Drive) เคาะราคา 1.27-1.56 ล้านบาท ตามลำดับ
     
      เท่านั้นไม่พอการขยับตัวของเหล่าเอสยูวีพันธุ์แท้ ยังทำให้เอสยูวีพันธุ์ทางอย่าง โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ซึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ที่พัฒนามาจากพื้นฐานปิกอัพ หรือที่เรียกว่า พีพีวี (PPV : Pick-Up Passenger Car ) ต้องขยับรับมือบ้าง แม้จะไม่ใช่คู่แข่งกันโดยตรง แต่ก็มีลูกค้าบางส่วนที่คาบเกี่ยวกัน เพราะด้วยลักษณะการใช้งานแล้วแทบจะไม่แตกต่างกันมากนัก

      เหตุนี้โตโยต้าจึงทำการเปิดตัว ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์เบนซิน 2700 ซีซี VVT-i เกียร์อัตโนมัติเข้าสู่ตลาด เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า จากเดิมที่มีเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งลูกค้าบางคนชื่นชอบอรรถประโยชน์ในการใช้สอยของรถยนต์รุ่นนี้ แต่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้สมรรถนะการขับเคลื่อนในแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ฟอร์จูนเนอร์ใหม่ที่แนะนำสู่ตลาดจึงสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าดังกล่าวได้ ในราคาเพียง 1.096 ล้านบาท
     
      นั่นคือความเคลื่อนไหวบรรดารถอเนกประสงค์ที่ได้โชว์ตัวกันไปแล้ว และก็ทำให้ตลาดกลับมาคึกคักพอสมควร แต่ก็ยังมีบางยี่ห้อที่โหมโรงประโคมข่าวออกมาแล้ว ก่อนที่จะเปิดตัวทำตลาดจริงช่วงปลายปีนี้ นั่นก็คือ ฮุนได ซานตาเฟ่ รถยนต์ 1 ใน 3 รุ่น ที่จะชี้ชะตาว่า แบรนด์ฮุนไดจะฟื้นชีพในตลาดไทยได้หรือไม่?
     
      ฮุนได ซานตาเฟ จริงๆ แล้วไม่ใช่รถใหม่ในตลาดไทย เพราะสมัยที่กลุ่มพระนครยนตรการเป็นผู้แทนจำหน่าย ได้เคยนำเข้ามาทำตลาดในไทยแล้ว แต่ที่สุดก็หายไปจากตลาด เมื่อกลุ่มพระนครยนตรการยุติบทบาทการเป็นผู้แทนจำหน่ายฮุนไดในไทย

ฮุนได ซานตาเฟ่ พบกันแน่ปลายปีนี้

      ส่วนฮุนได ซานตาเฟ รุ่นที่จะนำเข้ามาทำตลาดปลายปีนี้ ภายใต้การทำตลาดของกลุ่มโซจิทสึ ในนามฮุนได ไทยแลนด์ เป็นเวอร์ชั่นสายพันธุ์ที่ 2 ซึ่งได้ทยอยแนะนำสู่ตลาดยุโรป และสหรัฐอเมริกาเมื่อกลางปีที่แล้ว โดยพัฒนามาจากพื้นฐานเดียวกับรุ่นโซนาต้า รูปลักษณ์ภายนอกดูดุดัน แต่ก็ล้ำสมัยสามารถดึงดูดสายตาได้เป็นอย่างดี ภายในห้องโดยสารเน้นความหรูหรา แต่ก็เพียบพร้อมด้วยความอเนกประสงค์สไตล์เอสยูวีทั่วไป ซึ่งรุ่นมาตรฐานจะมากับเบาะนั่งแบบ 2 แถว 5 ที่นั่ง
     
      เครื่องยนต์มีให้เลือกหลักๆ เป็นบล็อกเบนซินรุ่น วี6 ทวินแคม 24 วาล์ว 2700 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VTC ให้กำลังสูงสุด 189 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และน่าจะเป็นรุ่นที่จะเปิดตัวในไทย แต่ในยุโรปจะมีรุ่นเทอร์โบดีเซลแบบคอมมอนเรล CRDi บล็อก 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว พร้อมเทอร์โบมีครีบแปรผัน (VGT) ขนาด 2200 ซีซี 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที มาเป็นอีกทางเลือก
     
      แน่นอนความเคลื่อนไหวในการเปิดตัวเอสยูวีสู่ตลาดของแต่ละค่าย ได้สร้างความกดดันให้กับ ฟอร์ด เอสเคป รถเอสยูวีที่ทำตลาดในไทยมาอย่างต่อเนื่อง และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ถือว่า มียอดขายเป็นกอบเป็นกำพอสมควร ฉะนั้นฟอร์ดคงไม่ยอมปล่อยให้คู่แข่งคว้าพุงปลาไปกินแต่เพียงฝ่ายเดียว ที่สำคัญโฉมใหม่ของ ฟอร์ด เอสเคป หรือเวอร์ชั่น 2008 ก็ได้เปิดตัวทำตลาดในสหรัฐอเมริกาไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง

      ส่วนเมืองไทยคาดว่าอีกไม่นาน หรืออย่างช้าไม่เกินสิ้นปีนี้ น่าจะแนะนำสู่ตลาดเช่นกัน เพราะประธานฟอร์ด ประเทศไทย ทอม บริวเออร์ ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงแผนรับมือเชฟโรเลต แคปติวา ตั้งแต่เมื่อคราวเปิดงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2007 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า อีกไม่นานจะเปิดตัว ฟอร์ด เอสเคป โฉมใหม่ เพียงแต่รายละเอียดต่างๆ ต้องรอการเปิดตัวจริงอย่างเป็นทางการเสียก่อน
     
      สำหรับฟอร์ด เอสเคป ใหม่ ที่ได้แนะนำสู่สหรัฐอเมริกา จากการเปิดเผยของฟอร์ด มอเตอร์ บอกว่าเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของสายพันธุ์เอสเคป โดยเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ บนพื้นฐานทางโครงสร้างตัวถังหลักและวิศวกรรม ร่วมกับรุ่นเดิมที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2001
     
      อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เส้นสายบนโครงสร้างตัวถังหลักของเอสเคปใหม่ จะเหมือนกับรุ่นเดิมอย่างชัดเจน แต่ว่ามีการเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าและหลังใหม่หลายจุด โดยเฉพาะด้านหน้ามีการปรับรูปลักษณ์ให้มีความบึกบึน และดุดันตามสไตล์ของฟอร์ด ซึ่งมีความโดดเด่นอยู่ที่กระจังหน้าทรงตั้งสูง ขณะที่ภายในห้องโดยสารน่าจะเป็นส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า พลิกโฉมจากของเดิม เพราะได้มีการออกแบบแผงหน้าปัด และแผงมาตรวัดใหม่หมด
     
      เครื่องยนต์ที่วางมาใน ฟอร์ด เอสเคป ใหม่ ยังเหมือนเดิมมีให้ 3 ทางเลือก แบ่งเป็นเบนซิน 4 สูบ 2300 ซีซี 153 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.9 กก.-ม. ที่ 4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ตามด้วยเครื่องยนต์ วี6 ทวินแคม 24 วาล์ว 3000 ซีซี 200 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.6 กก.-ม. ที่ 4,850 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ซึ่งจะเป็นตัวหลักทำตลาดในไทย

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เปิดตัวออกมาในช่วงเวลาที่ตลาดเอสยูวีกำลังพลิกกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

      ส่วนสุดท้ายเป็นเครื่องไฮบริดแบบ Fully Hybrid ที่ในบางช่วงจังหวะมอเตอร์ไฟฟ้า 70 กิโลวัตต์ที่ 3,000 รอบ/นาทีสามารถขับเคลื่อนแบบเดี่ยวๆ ได้ ส่วนตัวเครื่องยนต์ของระบบเป็นบล็อก 2300 ซีซี ที่ถูกปรับลดกำลังลงเหลือ 133 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 17.1 กก.-ม. ที่ 4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT โดยเครื่องยนต์ไฮบริดนี้ไม่น่าจะทำตลาดในไทย ตราบใดที่ยังไม่ลดภาษีนำเข้าให้กับรถยนต์พลังงานทดแทน
     
      ไม่เพียงเท่านี้ยังมีเอสยูวีพันธุ์ทางของค่าย มิตซูบิชิ ที่ได้จองคิวเตรียมส่งรถอเนกประสงค์แบบพีพีวีรุ่นใหม่ลงบุกตลาดเช่นกัน โดยเป็นการเปิดเผยจาก มิจิโร่ อิมาอิ กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่แย้มออกมาว่า ในช่วงไตรมาสสามปีหน้า จะมีการแนะนำรถยนต์อเนกประสงค์พีพีวีรุ่นใหม่สู่ตลาด ซึ่งจะมาแทนรุ่นจี-แวกอนที่หยุดทำตลาดไป
     
      ทั้งนี้ ผู้จัดการายวัน ได้รายงานไปแล้วว่า พีพีวีรุ่นใหม่ของมิตซูบิชิ มีรหัสเรียกในหมู่ซัพพลายเออร์ว่า 3E45 ซึ่งจะขึ้นไลน์ผลิตในช่วงต้นปีหน้า แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลต่างๆ ออกมา และรถยังอยู่ในช่วงของการทดลองผลิต แต่แน่นอนว่าต้องพัฒนามาจากพื้นฐานของปิกอัพรุ่นไทรทัน ตามนิยามของรถพีพีวี จึงจะได้อัตราภาษีพิเศษตามข้อกำหนดของกรมสรรพสามิต

เชฟโรเลต แคปติวา น้องใหม่ล่าสุดของวงการเอสยูวีในเมืองไทย มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ เบนซินและดีเซล

      ขณะที่รูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งเป็นจุดขายหลักของรถประเภทนี้ ด้านหน้าคงไม่หนีจากไทรทันมากนัก และที่ดูใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นเอสยูวีรุ่น เอาต์แลนเดอร์ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปช่วงปลายปีที่แล้ว ขณะที่ห้องโดยภายในคงต้องยึดแบบมาจากปิกอัพไทรทันเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่จะต้องปรับเบาะนั่งข้างหลัง ให้มีความอเนกประสงค์เป็นรถ 7 ที่นั่งแทน
     
      ในส่วนของเครื่องยนต์แน่นอนคงต้องยืนพื้นทำตลาดกับบล็อก 3.2 DI-D ไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ 140 แรงม้า ส่วนจะมีรุ่น 2.5 DI-D เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ 140 แรงม้า เสริมหรือไม่คงต้องติดตามกันต่อไป เช่นเดียวกับรูปร่างหน้าตาที่ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ในขณะนี้
     
      อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ระบุได้แน่ๆ และปรากฏออกมาแล้ว นั่นก็คือตลาดรถอเนกประสงค์ ทั้งแบบเอสยูวีและพีพีวี แม้จะไม่มีปริมาณมากมายนัก แต่ค่ายรถก็เตรียมส่งรถรุ่นใหม่ จ่อคิวบุกตลาดลากยาวไปจนถึงปีหน้าโน้น!!
http://www.manager.co.th/Motoring/ViewN ... 0000092840
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news13/08/07

โพสต์ที่ 55

โพสต์

เรียนรู้จากบรมครู

12 สิงหาคม พ.ศ. 2550 09:00:00

สัปดาห์นี้มีข่าวสำคัญของวงการการแข่งขันอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับโลก สามยักษ์ใหญ่ เจ้ายุทธจักรแห่งผู้ผลิตรถยนต์ในตลาดสหรัฐอเมริกาและตลาดโลก เพิ่งเสียส่วนแบ่งตลาดกว่าครึ่งป็นครั้งแรกให้คู่แข่งต่างชาติในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ นี้เอง

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : สามยักษ์ใหญ่ที่ว่าคือ General Motors Ford และ Chrysler ซึ่งมีผลประกอบการล่าสุดครองตลาดได้เพียง 48%

ท่านผู้อ่านคงคาดเดาออกว่าคู่แข่งที่คืบคลานเข้ามาแย่งตลาดรถอเมริกันในบ้านของเขาเอง คือ ค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยเฉพาะ Toyota ที่ครองตำแหน่งที่สองของตลาด รองจาก General Motors โดยมีส่วนแบ่งตลาด 17% ขณะที่ Chrysler เพลี่ยงพล้ำเสียตำแหน่งที่สามให้กับ Honda
ยักษ์ทั้งสามได้เพียรพยายามปรับองค์กรเปลี่ยนวิธีการทำงาน ตลอดจนลดรายจ่าย ลดคนรวมแล้วเป็นจำนวนหลายหมื่นคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต่างพากันรอลุ้นว่าผลของการปรับเปลี่ยนจะงอกออกเป็นต้นเป็นดอกเป็นลูกเป็นผลที่จับต้องได้ในเร็ววัน แต่เมื่อดูจากผลประกอบการแล้ว อาจต้องรอดูอีกนาน
หลายครั้ง หลายครา พวกเราจะเห็นว่าความยิ่งใหญ่ขององค์กรสามารถกลายเป็นจุดอ่อนได้ง่ายดาย ความสำเร็จที่ผ่านมา อาจทำให้ล่าช้าในการปรับเปลี่ยน

ความสำเร็จในอดีต กลายเป็นสิ่งกีดขวาง เป็นอุปสรรคของความสำเร็จข้างหน้า


ทั้งนี้เป็นเพราะว่าโจทย์ในปัจจุบันและอนาคตที่องค์กรต้องตอบ มีสิทธิต่างจากโจทย์ในอดีตมหัศจรรย์ อย่างที่อาจารย์ Marshall Goldsmith ผู้นำเรื่องการพัฒนาภาวะผู้นำชี้ว่า What got you here will not get you there หรือสิ่งที่ทำให้ท่านประสบความสำเร็จมาถึงตรงนี้ได้ จะไม่ใช่ปัจจัยที่ผลักดันให้ท่านก้าวไปสู่เส้นชัยในอนาคต (เสมอไป) ทั้งนี้เพราะโลกใบน้อยของเราเปลี่ยนไปมากมาย ใครปรับเปลี่ยนไม่ทัน ตกยุคได้ง่ายๆ
วันนี้ดิฉันขอเล่าถึงแนวทางและวิธีการของ Toyota บรมครูเรื่องการพัฒนาสินค้าจนก้าวหน้ายิ่งใหญ่ ทำให้เจ้าพ่อและแชมป์อย่าง General Motors เสียวสันหลังและสีข้าง เพราะอาจถูกเบียดตกจากความเป็นหมายเลขหนึ่งได้
Toyota เป็นหนึ่งในองค์กรจำนวนน้อยนิดของโลกที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรม ที่สำคัญคือสามารถนำความคิดไปปรับใช้ให้เป็นรูปธรรม ส่งผลให้องค์กรประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องยืนยง มิใช่เพียงมีความคิดแหวกแนว แต่ไม่สามารถนำไปใช้  ไม่ได้ประโยชน์ชัดเจน

หัวใจ 6 ประการที่ทำให้ Toyota ประสบความสำเร็จโดดเด่นเป็นดาวเด่นเรื่องนวัตกรรม คือ

1. โครงสร้างองค์กร

โตโยต้ามีโครงสร้างหลักสองขาที่เกี่ยวโยงกับนวัตกรรมและการผลิต ขาหนึ่งคือทีมงานการผลิตโดยตรง นำโดยหัวทีมซึ่งเรียกว่า Bucho มีหน้าที่ผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐาน ด้วยต้นทุนที่ต่ำสุด ภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด อีกขาหนึ่งคือ ทีมสายนวัตกรรม มีหัวทีมเรียกว่า Shusa
ทั้ง Bucho และ Shusa มีความสำคัญเท่าเทียมกันอยู่ในระดับเดียวกันของโครงสร้างองค์กร ทั้งสองต่างไม่ขึ้นต่อกันและกัน แต่ขณะเดียวกัน ต่างทำงานร่วมกันและประสานงานข้ามสายงานอย่างแนบแน่น เพราะองค์กรให้ความสำคัญทั้งสองเรื่อง

2. กระบวนการทำงานในการสร้างนวัตกรรม

นอกจากมีหน่วยงานหลัก ซึ่งมีความสำคัญเทียบเท่ากันในองค์กรแล้ว Toyota เข้าใจถึงปัญหาหลักของกระบวนการนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ต้องใช้ในการพัฒนาต้นแบบ ทดลองผลิตและใช้งาน หรือการนำนวัตกรรมใหม่ให้ฝ่ายผลิตดำเนินการ หรือกระบวนการทำงานตรวจเช็คข้ามแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละส่วนของรถยนต์ใหม่ผลิตและประกอบได้สมบูรณ์ตามต้นแบบ แต่ละกระบวนการ ทั้งใช้เวลา และหากไม่บริหารจัดการดีๆ มีสิทธิเกิดแรงเสียดสีระหว่างทีมภายใน
ดังนั้น กระบวนการสร้างนวัตกรรมใหม่ของ Toyota จึงเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างลูกทีมที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่ม เช่น การพัฒนาแบบรถยนต์ใหม่ควบคู่กับการพัฒนากระบวนการผลิตใหม่ให้สอดคล้องกับรถยนต์รุ่นใหม่ไปพร้อมๆ กัน แทนการรอให้กระบวนการหนึ่งเสร็จก่อน กระบวนการต่อไปถึงเริ่ม หรือการให้แต่ละหน่วยประสานงานกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นเพื่อตรวจเช็คว่าแต่ละส่วนของรถต้นแบบว่าประกอบแล้วจะมีปัญหาหรือไม่ การดำเนินการเช่นนี้ ทำให้ Toyota  สามารถลดความเสี่ยงของการสร้างนวัตกรรม ตลอดจนตัดเวลาของการสร้างรถต้นแบบลงได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น การคิดประดิษฐ์รถใหม่ มักให้มีการแข่งขันออกแบบกันภายในองค์กร ทีมวิศวกรจะหาแนวทางหลากหลายไว้ตั้งแต่ต้น โดยมีแบบที่เก๋สุดๆ กล่าวคือโดดเด่นทั้งรูปแบบ การใช้งาน น้ำหนัก พื้นที่ใช้สอย เทคโนโลยี ไล่ไปถึงแบบสำรองที่อาจไม่เลิศเท่า แต่มีความเป็นไปได้สูงกว่าในการผลิต
เมื่อต้องตัดสินใจเลือกแบบที่เหมาะสมที่สุด แบบอื่นๆ ก็ยังเก็บไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า

การทำงานร่วมกับคู่ค้า

Toyota ทำงานร่วมกับคู่ค้าหลักอย่างใกล้ชิดแนบแน่น โดยเน้นการทำงานร่วมกันนานๆ ให้มีส่วนร่วมในกระบวนการนวัตกรรม ทั้งยังเสริมความพร้อมให้บริษัทคู่ค้าโดยลงทุนในการสร้างความรู้ความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนของรถยนต์แบบใหม่ไปพร้อมๆ กันกับ Toyota ด้วย
การทำงานร่วมกับคู่ค้าโดยวิธีการเช่นนี้ เป็นทั้งการลดภาระต้นทุน ย่นระยะเวลาในการผลิต และเน้นความมั่นใจในคุณภาพ

องค์กรแห่งการเรียนรู้

Toyota  เน้นการเก็บความรู้และประสบการณ์จากการทำงาน ความล้มเหลว หรือความสำเร็จของทุกโครงการเพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญที่องค์กรอื่นยังทำไม่ได้ถึงใจเท่า Toyota ในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ คือ การสื่อสารแบบมหัศจรรย์ให้คนเห็นความสำคัญของทั้งกระบวนการ ให้เห็นเป้าหมายร่วมกัน  เมื่อทำได้ องค์กรจึงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีวัดพนักงาน วิธีติดตามงานอย่างใกล้ชิดว่าคุณทำตามกระบวนการที่ต้องทำหรือไม่ เพราะมันอยู่ในใจ อยู่ในสายเลือด อยู่ในจิตสำนึกแล้ว

การพัฒนาคน

Toyota ตระหนักว่าการแข่งขันด้านนวัตกรรมทำไม่ได้ หากไม่มีคนเก่งคิด เก่งทำ จึงเน้นการพัฒนาคนแบบครบวงจร อาทิเช่น วิศวกรใหม่ที่เริ่มเข้าทำงานในองค์กร ต้องใช้เวลาหลายเดือนศึกษาเรื่องที่ตัวเองไม่คุ้น ไม่ว่าจะเป็นการขาย การตลาด การผลิต จะได้ไม่ยึดติดแต่กับกรอบของตัวเองว่าต้องเร่งหารูปแบบใหม่ๆ ให้ได้ใจลูกค้า แต่ถ้าผลิตไม่ได้ก็ไม่ใช่คำตอบ หรือผลิตได้เร็วแต่ไม่ตอบโจทย์ของการแข่งขันในตลาด ก็เป็นแค่รถใหม่แบบดาษดื่นไม่ตื่นเต้น
ท่านไหนที่สนใจเรื่อง Talent Management หรือการพัฒนาดาวขององค์กร ก็ต้องลองไปศึกษาระบบของ Toyota ในการพัฒนา Shusa ที่ต้องเชี่ยวชาญทั้งด้านวิศวกร ด้านผลิต ด้านธุรกิจ และการดูแลทีม Toyota เน้นการมีโค้ชช่วยประกบวิศวกรรุ่นน้องและมอบหมายงานให้ลองทีละโครงการ โดยการเรียนรู้เกิดจากของจริง ไม่อิงทฤษฎีอย่างเดียว

วัฒนธรรมองค์กร

ท้ายที่สุด การที่ Toyota ประสบความสำเร็จในการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม เพราะมีการตอกย้ำ เอาจริงทำจริงในเรื่องทุกอย่างที่กล่าวข้างต้น โดยเฉพาะเอาจริงจากหัวหน้าระดับสูง Toyota ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมที่เห็นว่าจำเป็นต้องมีในองค์กร แล้วส่งเสริมให้ทำแล้วทำอีกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เป็น วัฒนธรรม ที่สัมผัสได้ในทุกมิติ

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนค่ะ หลักๆ คือ
ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของทุกคน

การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
การร่วมมือกันเป็นทีม
และการลดการสูญเสีย


ประเด็นสำคัญคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง ผู้นำเอาจริงเอาจัง จึงกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรได้

หากท่านเป็นผู้บริหารขององค์กรคู่แข่งที่ Toyota ตั้งใจจะแซงหน้าเช่น General Motorsท่านจะทำอย่างไรดีคะ

คอลัมน์.. ถอดรหัสธุรกิจ โดยพอใจ พุกกะคุปต์
http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/1 ... wsid=88580
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news15/08/07

โพสต์ที่ 56

โพสต์

โตโยต้าถอดใจหดเป้าขาย3.2%
โพสต์ทูเดย์ โตโยต้าหดเป้าขายรถยนต์ครั้งแรกรอบ 10 ปี ลง 3.2% จากปีก่อน 2.89 แสนคัน เหลือ 2.8 แสนคัน หลังเศรษฐกิจ-การเมืองไม่นิ่ง


นายมิทซึฮิโระ โซโนดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทได้ปรับเป้าขายลดลงในรอบ 10 ปี โดยปรับลดลง 3.2% จากปีก่อน ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมียอดขายประมาณ 2.89 คัน แต่ต้องปรับลงเหลือ 2.8 แสนคัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน แม้ว่าในวันที่ 19 ส.ค. จะมีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีการเลือกตั้งในปีนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีแผนลงทุนในไทยต่อเนื่อง แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นกระทบกับการส่งออกรถยนต์ ซึ่งค่าเงินบาทที่เหมาะสมกับการส่งออกนั้นควรอยู่ที่ 37 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้ขณะนี้การส่งออกของบริษัทอยู่ในภาวะขาดทุน

ยอดส่งออกรถยนต์ในรอบ 7 เดือน ลดลง 1% มีปริมาณการส่งออกทั้งสิ้น 114,829 คัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 4.76 หมื่นล้านบาท ลดลง 7% สำหรับสัดส่วนส่งออกชิ้นส่วนอะไหล่คิดเป็นมูลค่า 2.24 หมื่นล้านบาท รวมเป็นมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 7 หมื่นล้านบาท เป็นอัตราการเติบโตคงที่เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยช่วงครึ่งปีหลังบริษัทคาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้น 10% ด้วย การปรับปรุงกระบวนการผลิต และเพิ่มตลาดส่งออกใหม่ในกลุ่มประเทศละตินอเมริกาและอเมริกาใต้ นาย โซโนดะ กล่าว

สำหรับยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มี แนวโน้มดีขึ้น คาดว่าจะมียอดขายรวม 6.5 แสนคัน ลดลงจากปีก่อน 4.7% ซึ่งถือเป็นช่วงลำบากของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยในไตรมาสแรกของปีนั้น มีปริมาณการขายลดลง 18.7% แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 2 ซึ่งมีปริมาณการขายลดลงเพียง 6.4%

นายโซโนดะ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง โตโยต้าจะจัดกิจกรรมการตลาดอย่างหนัก เช่นงานไฮลักซ์วีโก้ เดย์ ทั้งใน กทม.และ 34 จังหวัดทั่วประเทศ โดยคาดว่าในปีนี้จะครองส่วนแบ่งตลาดรถกระบะได้ 40%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=185120
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news23/08/07

โพสต์ที่ 57

โพสต์

ยามาฮ่าส่งนิวฟีโนกู้ยอดขาย  
โดย เดลินิวส์
วัน พฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550 11:51 น.

นายประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิดเผยถึงผลประกอบการช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ว่า บริษัทมียอดขายรวม 220,000 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16% เช่นเดียวกับตลาดรวมรถจักรยานยนต์ที่ลดลง 16% ซึ่งติดลบสูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 เนื่องจากผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น อีกทั้งกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าหลักในระดับกลาง และระดับล่างลดลง
พร้อมกันนั้น บริษัทได้ลดกำลังผลิตลงเหลือปีละ 400,000 คัน จากเดิมที่มีกำลังผลิตปีละ 465,000 คัน เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง นอกจากนี้ บริษัทเตรียมทำตลาด ยามาฮ่า นิว ฟีโน่ ซึ่งได้ปรับลายกราฟิกบนตัวรถ โดยมีสีให้เลือกมากขึ้น รวมทั้งได้เพิ่มราคาอีก 500 บาท และยังคงใช้นักร้องวัยรุ่น กอล์ฟ-ไมค์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่จะเพิ่มดาราวัยรุ่นอีก 3 คนเป็นพรีเซ็นเตอร์ร่วม คาดสามารถเพิ่มยอดขายให้ยามาฮ่า ฟีโน่ ได้เป็นเดือนละ 10,000 คัน จากปัจจุบันที่มียอดขายเดือนละ 8,000-9,000 คัน ขณะที่ยอดขายรวมบริษัทในสิ้นปีนี้คาดเป็นตามเป้าหมาย 400,000 คัน
http://news.sanook.com/economic/economic_172710.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news28/08/07

โพสต์ที่ 58

โพสต์

จี้เอกชนพร้อมรับมืออุตฯรถยนต์แข่งดุ  
โดย มติชน
วัน อังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2550 09:51 น.

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังงานสัมมนาระดมความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ (ซีอีโอ ฟอรั่ม) เรื่องโครงการแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 2550-2554 ว่า แผนแม่บทฉบับนี้จะเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจากระดับภูมิภาคไปสู่ระดับโลก ซึ่งขณะนี้การแข่งขันในตลาดมีมากขึ้น จีนและอินเดียต่างพยายามดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์จากยุโรปและอเมริกา แม้จะยังไม่กระทบไทยแต่ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการพัฒนาศักยภาพ
http://news.sanook.com/economic/economic_174746.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news29/08/07

โพสต์ที่ 59

โพสต์

เอ็มอ้อนรบ.ใหม่ขอระเบียบชัด

โพสต์ทูเดย์ จีเอ็ม ร้องขอรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพเข้ามาจัดการนโยบายต่างๆ ให้มีความชัดเจน


นายสตีเฟน เค. คาร์ไลส์ ประธานกรรมการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) หรือ จีเอ็ม กล่าวว่า อยากเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มี เสถียรภาพ เข้ามาบริหารประเทศ อันจะทำให้ภาพของธุรกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาในเรื่องของนโยบายต่างๆ ที่เคยคุยกันและยังไม่ได้ข้อสรุป เช่น ในเรื่องของเขตปลอดภาษีหรือเขตการค้าเสรี เป็นต้น รวมไปถึงนโยบายในประเทศและระหว่างประเทศ และเมื่อประกาศแล้ว ก็ขอให้ดำเนินการไปตามกำหนดการและขั้นตอนเพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลดูแลนโยบายได้ชัดเจน ก็จะทำให้การวางแผนในเรื่องการผลิตรถใหม่และการลงทุนเป็นไปได้อย่างชัดเจน เพราะธุรกิจต้องการความต่อเนื่องในการตัดสินใจ อันนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากรัฐบาลเข้ามาดูแลได้ทั้งหมด ก็จะส่งผลดีต่อประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=188004
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news31/08/07

โพสต์ที่ 60

โพสต์

ชิ้นส่วนอัดแผนอุตฯรถเอื้อญี่ปุ่น

โดย ผู้จัดการออนไลน์
31 สิงหาคม 2550 08:10 น.
 
      อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยป่วน ภาคเอกชน-รัฐมองดาวคนละดวง กลุ่มผู้ผลิตยานยนต์กังขาความสำเร็จแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ระยะแรก เหน็บเป็นแผนพัฒนาผู้ประกอบการค่ายรถญี่ปุ่นมากกว่า ฟันธง! ตัวเลขส่งออก และมูลค่าเพิ่มอุตฯ เป็นเพียงการย้ายทุนสะสมของบริษัทข้ามชาติเท่านั้น ผู้ผลิตไทยแทบไม่มีส่วนได้เสียแต่อย่างใด นอกจากค่าแรงงาน และเงินจากการขายที่ดิน ขณะที่สถาบันยานยนต์ผู้จัดทำแผนแม่บทสวนกลับ ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ และใช้ข้อมูลคลาดเคลื่อนมาวิเคราะห์ ประกาศแผนแม่บทอุตฯ ระยะสอง ชูดัชนีชี้วัดคุณภาพแทนปริมาณ
     
      นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ และเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เปิดเผยในการสัมนาหัวข้อ สรุปบทเรียนจากแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พ.ศ. 2545-2549 ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไท ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) ว่า ในการสรุปความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการจัดทำแผนแม่บทอุตฯ ระยะแรก ตั้งแต่ปี 2545-2549 ไม่ว่าจะเป็นจำนวนการผลิตบรรลุล้านคัน หรือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมรถยนต์กว่า 60% เพราะเมื่อเจาะเข้าไปในรายละเอียด สงสัยว่าได้บรรลุเป้าหมายที่จะยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยหรือไม่
     
      แผนแม่บทอุตฯ ระยะแรก อยากจะเรียกว่าแผนพัฒนาผู้ประกอบการอุตฯ ยานยนต์ญี่ปุ่นในประเทศไทยมากกว่า เพราะตัวเลขหรือเป้าหมายต่างๆ ที่กำหนดขึ้น จริงๆ แล้วประเทศไทยสามารถกำหนดได้หรือไม่ เพราะการจะผลิตหรือส่งออกเท่าไหร่ ล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดโดยบริษัทรถยนต์ ที่ส่วนใหญ่เป็นค่ายรถญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนเขาคงไม่ได้ให้ไทยผลิตประเทศเดียว เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีโรงงานอยู่ทั่วโลก ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น จะให้ไทยผลิตเท่าไหร่หรืออย่างไร
     
      ดังนั้นตัวเลขการผลิตที่บรรลุ 1 ล้านคัน หรือตามเป้าไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านคันในปี 2554 นั้น ประเทศไทยแทบจะกำหนดตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ หากไม่ได้รับการตอบรับจากนโยบายของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น ที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ในไทย เช่นเดียวกับการส่งออกที่อ้างอิงความสำเร็จของแผ่นแม่บทระยะแรก สามารถส่งออกชิ้นส่วนเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท เพราะหากเข้าไปดูในรายละเอียดแล้ว มีบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เป็นของคนไทยจริงๆ มีส่วนแบ่งในตัวเลขดังกล่าวถึง 10% หรือไม่ แต่บริษัทชิ้นส่วนต่างชาติที่เป็นเฟิสต์เทียร์ กลับได้รับประโยชน์ตรงนี้ไปเต็มๆ
     
      การส่งออกที่เติบโตขึ้นจนมีสัดส่วนกว่า 50% ของกำลังการผลิตในปัจจุบัน จึงเป็นการย้ายฐานผลิต ตามนโยบายของบริษัทรถ และอยากจะเรียกว่าเป็นการย้ายแหล่งสะสมเงินทุนของบริษัทข้ามชาติมากกว่า หรือการได้มูลค่าเพิ่ม 60% น่าจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเฟิสต์เทียร์ ที่ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ เพราะสั่งซื้อจากผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับ 2 และ 3 ที่เป็นของคนไทย แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนกลุ่มนี้ต้องซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ เหตุนี้มูลค่าเพิ่มที่ได้กว่า 60% จริงๆ แล้วบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยได้ไปเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์
     
      ฉะนั้นในการจัดทำแผนแม่บทอุตฯ ระยะแรก จึงอาจสรุปได้ว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากเพียงค่าแรงงาน และการขายที่ดินเท่านั้น ส่วนกำไรได้ถูกถ่ายโอนไปยังบริษัทแม่ที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น เหตุนี้จึงต้องการให้แผนแม่บทอุตฯ ระยะที่สอง ปีพ.ศ. 2550-2554 ที่จะต้องรับมือกับการเปิดการค้าเสรี ไม่ว่าจะเป็นเอฟทีเอ หรือกรอบตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มีเรื่องของผู้ผลิตขนาดกลางและเล็ก หรือเอ็สเอ็มอี (SMEs) ที่เป็นของคนไทยจริงๆ ได้รับการดูแลมากกว่านี้ ขณะเดียวกันบรรดาเอสเอ็มอีก็อย่าหวังพึ่งรัฐเพียงอย่างเดียว หรือคาดหวังเป็นตัวตัดสินชี้ขาดการอยู่รอดของเอสเอ็มอี การที่จะอยู่รอดได้เอสเอ็มอีจะต้องพัฒนาให้สามารถแข่งขันกับโลกเสรีได้ด้วยตัวเอง
     
      นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า แผ่นแม่บทอุตฯ ระยะแรก ในส่วนของการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์สำเร็จแน่นอน ตามตัวเลขชี้วัดต่างๆ เช่นเดียวกับการส่งออก และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ รวมการสร้างมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
     
      แต่มีบางอย่างที่ต้องติดตามต่อไป คือการส่งออกที่มีมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท เพราะตัวเลขดังกล่าวก็มีการนำเข้าวัตถุดิบมากถึงกว่าครึ่ง ฉะนั้นเมื่อหักลบกันแล้วตัวเลขที่ได้จากการส่งออกจริงๆ จึงไม่มากนัก เช่นเดียวกับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ที่แสดงจำนวนถึง 80% แต่มีผลิตในไทยจริงๆ เพียงครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือนำเข้าจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตรงนี้จึงอยากต้องมองให้ชัด ขณะเดียวกันผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจะต้องพัฒนาตนเอง เพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศให้มากขึ้น
     
      นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ องค์กรในการกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในฐานะเป็นผู้จัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ยืนยันว่าไม่ได้มีเป้าหมายทำเพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะวัตถุประสงค์ของการจัดทำแผนแม่บทอุตฯ ระยะแรก ต้องการจะวางทิศทางของอุตสาหกรรมยายนต์ไทย ที่กำลังฟื้นตัวจากการได้รับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ซึ่งขณะนั้นมีกำลังการผลิต 1 ล้านคัน แต่กำลังการผลิตจริงใช้ไปเพียงแค่ 4 แสนคันเท่านั้น นี่จึงเป็นที่มาของการวางแผนแม่บทอุตฯ ระยะแรก
     
      แผนแม่บทอุตฯ ไม่ได้กำหนดจะต้องทำให้ได้ 1.8 หรือ 2.0 ล้านคัน แต่มีเป้าหมายให้ดึงกำลังการผลิตทั้งหมด ที่มีอยู่ในไทยให้กลับมาเต็มจำนวน เช่นเดียวกับตัวเลขส่งออก 2 แสนล้านบาท ไม่ใช่ 4 แสนล้านบาท ส่วนเรื่องการกำหนดมูลค่าเพิ่มของอุตฯ 60% เป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ แม้ค่าเงินบาทจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม ขณะที่เอสเอ็มอีก็เขียนอยู่ในแผนชัดเจน และมีโครงการดำเนินงานไปหลายโครงการ อาทิ โครงการพัฒนาซัพพลายเออร์ และบุคลากร เป็นต้น
     
      สำหรับแผนแม่บทอุตฯ ระยะสอง จะไม่มีการกำหนดตัวเลขแน่นอน เพราะขณะนี้แต่ละบริษัทได้มีการขยายกำลังการผลิต โดยในระยะ 3 ปี เชื่อว่าจะผลิตไม่ต่ำกว่า 1.6 ล้านคันแน่นอน แต่หัวใจสำคัญของแผนแม่บทระยะสอง จะมีการนำตัวชี้วัดคุณภาพมากำหนดแทน แม้จะไม่ศูนย์ทดสอบครบวงจร แต่สถาบันยานยนต์ได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลมาต่อเนื่อง ซึ่งศูนย์ทดสอบที่บางปูมีมูลค่าอุปกรณ์กว่า 500 ล้านบาท และหากผู้ประกอบการต้องการอะไรให้แจ้งมายังสถาบันยานยนต์ เพื่อที่จัดหาหรือประสานขอการสนับสนุนจากภาครัฐ และเอกชนมาให้
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000102504