จดหมายเปิดผนึก
-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 32
สุขสิดี

ประมาณ 6 โมงเช้า ผมตื่นมา เฮ้อ.... สดใสแข็งแรง ได้นอนเต็มอิ่ม.....
แม้เรื่องราวจะยังไม่จบสิ้น แต่ความรู้สึกมันกลับสดชื่นกว่าเมื่อวานอย่างน่าประหลาด
ผมอาบน้ำแต่งตัว เช็ดโน้น เช็ดนี่ ตายละ เลือดอะไรหว่า
ผมก้มมองดูที่ว่างขา ตรงส่วนที่ห้อยอยู่ด้านนอกของร่างกาย ผมสังเกตเห็นตรงถุงเนื้อเยื่อที่ห่อหุ้ม testis ที่เป็นผิวหนังที่มีรอยหยักย่นและหยาบหนา ตรงนั้นจะมีเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอยู่เป็นจำนวนมาก และมีอยู่จุดหนึ่งที่ตรงนั้นมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด เหมือนตาน้ำที่ผุดออกมาจากดิน
ผมตกใจมากครับ ทำอะไรไม่ถูกเลย พอตั้งสติได้ รีบแต่งตัว คว้ากุญแจรถ ออกจากบ้านขับรถไปโรงพยาลาลที่ใกล้ที่สุดจะใกล้ได้ทันที
บรืน......บรืน........บรืน.......
เมื่อคืนแฟนผมที่ชื่อ สุขสิดี ผมเรียกเธอสั้นๆ ว่า สิดี มานอนค้างด้วย ดังนั้นภาระกิจแรกของวันนี้ก็คือการขับรถพาเธอกลับไปส่งที่บ้านแถวโชคชัย 4 เพื่อให้เธอได้อาบน้ำเปลี่ยนชุด เธอบอกว่า ให้แค่ drop เธอเอาไว้ก็พอ ให้เรารุดหน้าไปก่อน จะได้คิวแรกๆ ประเดี๋ยวเธอจะค่อยตามไปสมทบทีหลังเอง
ก่อนแยกกัน สิดี สารภาพความลับของเธอกับผม 1 อย่าง
เออ เต้ย จริงๆ แล้ววันนี้มันยังมีเรื่องต้องลุ้นอยู่อีก 1 อย่าง รู้ปะ
จริงเหรอ อะไรอะ?
ก็คือ ระดู ของสิดี ยังไม่มาเลย นี่เลยมาสองอาทิตย์แล้ว..... แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง เพราะบางทีมันก็ช้าไปบ้างเหมือนกัน
อ้าว จริงหรือ จะไปตรวจที่โรงพยาบาลกะเค้าไหม
เค้ากลัวคนรู้จัก เพื่อนแม่ที่เป็นหมอชื่อ ป้าแต๋ว อยุ่โรงพยาบาลนี้ด้วย
ถ้าบังเอิญเจอ แล้วเค้าไปบอกแม่สิดี อย่างมากถ้าบอกแม่ว่าเรารักกัน แม่เค้าก็น่าจะอนุโลมนะ หรือจะให้
เต้ยพาหนีไปอยู่สมุทรสงครามด้วยกัน จะให้เต้ยลุกขึ้นถอดเสื้อเต้นระบำ แล้วก็เอานิ้วไล่แยงรูทวารหนัก ยังไงก็ได้ เต้ยรักสิดีนะ รับรอง ถ้าทำแบบนั้น แม่เค้าต้องยอมให้เราผ่านแน่
อย่าพูดเล่นซิ เอาจริงๆ ดิ... คิดว่าแม่เค้าจะไม่เอาจริงเหรอ..... สิดีเสียวก้นแทนอะ
มาพนันกันมั้ยล่ะ? เต้ยว่าวันเนี้ย ทุกอย่าง ผ่านหมด ชัวร์ คงไม่มีอะไรหรอก รวมทั้ง เออ testis ของเต้ยด้วย
สิดีว่าไม่แน่นะ มันต้องมี เจอมั่งแหละ
โอเคได้ งั้นถ้าเกิดไม่เจอ มาพนันกันไหม๊ จะให้อะไรเค้า?
ถ้าเกิดสิดีแพ้ เค้าจะไปถูห้องให้
โอเคตกลง ถ้าเกิดเต้ยแพ้ เต้ยจะแต่งชุดบัลเล่ต์ไปวิ่งที่สวนลุม 2 รอบเลย วันอาทิตย์นี้เลย โอเคไหม
ได้! ตกลงตามนั้น!
ใจผมก็คิดนะ ถ้าแพ้จริง ๆ จะชวนใครเป็นเพื่อนดี พี่พอใจ จะว่างไปวิ่งกับผมไหมนะ
มีต่อครับ

ประมาณ 6 โมงเช้า ผมตื่นมา เฮ้อ.... สดใสแข็งแรง ได้นอนเต็มอิ่ม.....
แม้เรื่องราวจะยังไม่จบสิ้น แต่ความรู้สึกมันกลับสดชื่นกว่าเมื่อวานอย่างน่าประหลาด
ผมอาบน้ำแต่งตัว เช็ดโน้น เช็ดนี่ ตายละ เลือดอะไรหว่า
ผมก้มมองดูที่ว่างขา ตรงส่วนที่ห้อยอยู่ด้านนอกของร่างกาย ผมสังเกตเห็นตรงถุงเนื้อเยื่อที่ห่อหุ้ม testis ที่เป็นผิวหนังที่มีรอยหยักย่นและหยาบหนา ตรงนั้นจะมีเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอยู่เป็นจำนวนมาก และมีอยู่จุดหนึ่งที่ตรงนั้นมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด เหมือนตาน้ำที่ผุดออกมาจากดิน
ผมตกใจมากครับ ทำอะไรไม่ถูกเลย พอตั้งสติได้ รีบแต่งตัว คว้ากุญแจรถ ออกจากบ้านขับรถไปโรงพยาลาลที่ใกล้ที่สุดจะใกล้ได้ทันที
บรืน......บรืน........บรืน.......
เมื่อคืนแฟนผมที่ชื่อ สุขสิดี ผมเรียกเธอสั้นๆ ว่า สิดี มานอนค้างด้วย ดังนั้นภาระกิจแรกของวันนี้ก็คือการขับรถพาเธอกลับไปส่งที่บ้านแถวโชคชัย 4 เพื่อให้เธอได้อาบน้ำเปลี่ยนชุด เธอบอกว่า ให้แค่ drop เธอเอาไว้ก็พอ ให้เรารุดหน้าไปก่อน จะได้คิวแรกๆ ประเดี๋ยวเธอจะค่อยตามไปสมทบทีหลังเอง
ก่อนแยกกัน สิดี สารภาพความลับของเธอกับผม 1 อย่าง
เออ เต้ย จริงๆ แล้ววันนี้มันยังมีเรื่องต้องลุ้นอยู่อีก 1 อย่าง รู้ปะ
จริงเหรอ อะไรอะ?
ก็คือ ระดู ของสิดี ยังไม่มาเลย นี่เลยมาสองอาทิตย์แล้ว..... แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง เพราะบางทีมันก็ช้าไปบ้างเหมือนกัน
อ้าว จริงหรือ จะไปตรวจที่โรงพยาบาลกะเค้าไหม
เค้ากลัวคนรู้จัก เพื่อนแม่ที่เป็นหมอชื่อ ป้าแต๋ว อยุ่โรงพยาบาลนี้ด้วย
ถ้าบังเอิญเจอ แล้วเค้าไปบอกแม่สิดี อย่างมากถ้าบอกแม่ว่าเรารักกัน แม่เค้าก็น่าจะอนุโลมนะ หรือจะให้
เต้ยพาหนีไปอยู่สมุทรสงครามด้วยกัน จะให้เต้ยลุกขึ้นถอดเสื้อเต้นระบำ แล้วก็เอานิ้วไล่แยงรูทวารหนัก ยังไงก็ได้ เต้ยรักสิดีนะ รับรอง ถ้าทำแบบนั้น แม่เค้าต้องยอมให้เราผ่านแน่
อย่าพูดเล่นซิ เอาจริงๆ ดิ... คิดว่าแม่เค้าจะไม่เอาจริงเหรอ..... สิดีเสียวก้นแทนอะ
มาพนันกันมั้ยล่ะ? เต้ยว่าวันเนี้ย ทุกอย่าง ผ่านหมด ชัวร์ คงไม่มีอะไรหรอก รวมทั้ง เออ testis ของเต้ยด้วย
สิดีว่าไม่แน่นะ มันต้องมี เจอมั่งแหละ
โอเคได้ งั้นถ้าเกิดไม่เจอ มาพนันกันไหม๊ จะให้อะไรเค้า?
ถ้าเกิดสิดีแพ้ เค้าจะไปถูห้องให้
โอเคตกลง ถ้าเกิดเต้ยแพ้ เต้ยจะแต่งชุดบัลเล่ต์ไปวิ่งที่สวนลุม 2 รอบเลย วันอาทิตย์นี้เลย โอเคไหม
ได้! ตกลงตามนั้น!
ใจผมก็คิดนะ ถ้าแพ้จริง ๆ จะชวนใครเป็นเพื่อนดี พี่พอใจ จะว่างไปวิ่งกับผมไหมนะ
มีต่อครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 33
ถึงโรงพยาบาล 6 โมงกว่าผมรีบโทรหาพี่หมอศรรามเอาฤกษ์เอาชัยก่อน พี่หมอให้กำลังน้อง ๆ แล้วบอกว่า ไม่ต้องกลัว เป็นโรคเกร็ดเลือดธรรมดา ไม่ถึงขั้นร้ายแรงอะไร ผมสบายใจขึ้นเยอะครับ
ถ้าพี่หมออ่านอยู่ ผมขอกราบขอบคุณอีกครั้ง พี่หมอช่วยผมได้เยอะมากกกกกกก เลยครับ
เลือดผมไหลหยุดแล้วด้วย เอาละวะ ไม่เป็นไรว้อยยยยยยย
เข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า
ปรากฏแววซวยออกตั้งแต่ในส้วมเลยครับ ดันมีคนใช้เต็มทุกห้อง ซึ่งมีอยู่ห้องตั้ง 5 ห้องซะด้วย ตอนแรกผมได้ยินเสียงกดน้ำก็ดีใจ รีบไปยืนล้างมือรอ ทำเป็นฟอร์ม คนเค้าจะได้ไม่รู้ว่าไอ้เราปวดขี้.... ผ่านไป 5 นาที ไหงมันยังไม่ออกมาอีกวะ! พอดีได้ยินเสียงกดน้ำอีกครั้งนึง อ๋อ โอเคๆ รอก่อน อาจไม่สุดตั้งแต่รอบแรก อันนี้เข้าใจกันได้ ใครๆ ก็เคยเป็น ผ่านไปอีก 5 นาที ปรากฏ
เอ้ย!#^%*(^)&)&)(^&*%$#$
ไม่มีใครออกมาเลยอ่ะ แล้วมีกดน้ำรอบ 3 อีก....... ให้ตายเถอะ
ให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กันอยู่ได้ กว่าจะเข้าไปได้ในที่สุด อุ๊นจิ ก็แทบจะเล็ดอยู่แล้ว..
ผมนั่งสำเร็จภาระกิจเสร็จ โล่งไส้ พอจะกดน้ำ เอ๊ะ..
ผมเข้าใจแล้ว ว่าทำไมไอ้หมอนั่นมันถึงต้องกดหลายรอบ ที่แท้โถส้วมอันนี้เป็นรุ่น
วัดใจสุภาพบุรุษ
กดครั้งที่ 1 แทนที่น้ำมันจะวนลง มันกลับวนขึ้น เศษผักอะไรทั้งหลายหมุนติ้วๆ กระจายเอ่อขึ้นมา จะกดอีกทันทีก็กดไม่ได้ ต้องรอให้น้ำมันลด แล้วก็ต้องรอให้ถังมันเติมเต็มอีกทีนึงก่อนถึงจะกดได้ ทีนี้พอจะกดรอบสอง คราวนี้แหละ เป็นรอบวัดใจครับ
ระดับน้ำตอนนี้มันจะอยู่ที่ประมาณครึ่งๆ มันจะไม่ยอมลงไปจนถึงสุด ถ้าเรากดอีกที มันจะลง หรือมันจะขึ้น แล้วถ้ามันขึ้น มันจะเอ่อล้นออกมาจนพ้นปากโถหรือไม่ อันนี้แหละ ครับ คือ วัดใจสุภาพบุรุษทั้งหลาย.
ผมผ่านวิกฤติมาได้ครับ.. ....ไม่อยากเล่าเลยว่าลงเอยได้อย่างไร
เอาเป็นว่าผ่านมาได้ก็แล้วกันครับ
ออกจากห้องอุ๊นจิ ก็ประมาณเกือบ 7โมงครึ่งกว่าๆ ให้ตายสิ ป่านนี้คิวยาวไปถึงไหนแล้วละเนี่ย รีบวิ่งขึ้นไปดู ปรากฏว่า เฮ...... คนน้อยกว่าที่คิดแฮะ ผมไปแจ้งที่เคาเตอร์ สอบถามนี่ๆ โน้นๆ บอกอาการเบื้องต้น พาผมไปเจาะเลือด นั่งรอเกือบชั่วโมง ก็ปรากฏว่าได้บัตรคิวมาไปตรวจแผนกสูติ เป็นคิวที่ 9 เท่านั้นเอง
อู๊วว.. เยี่ยมไปเลย นั่งรออย่างใจชื้นอยู่หน้าห้องตรวจได้ไม่นาน 5-10 นาทีผ่านไป คุณพญาบาลก็เดินออกมาขานเรียกคิวที่ 6
หมายเลข 6 ค่า หมายเลข 6 มีมั้ยค้า?
เงียบ...
หมายเลข 6 ค่า หมายเลข 6 มีมั้ยค้า?
เงียบ...
ซักพักนึง นางพญาบาลเหลือบหันมามองบัตรคิวของข้า อ้าวคุณ คุณหมายเลข 6 นี่คะ เชิญได้เลยค่ะ
เอ๋ เปล่านี่ครับ ของผมหมายเลข 9 ครับ
ของคุณแหละค่ะ หมายเลข 6 ที่คุณถือนั่นมันกลับหัวค่ะ ให้หันด้านที่เจาะรูขึ้นนะคะ
อ้าว เวร.. จริงๆ ด้วย จะจบปริญญาโทอยู่แล้ว ยังจะเบรออยู่อีก
ผมเดินผ่านประตูเข้าไปนั่งรอต่อในห้องตรวจ คนน้อยอย่างเหลือเชื่อ ตะกี้ยังมั่นใจอยู่ ตอนนี้เริ่มปิ๋วๆ
คนยิ่งน้อยแบบนี้เค้าก็ยิ่งมีเวลาตรวจละเอียดน่ะสิ ไม่เอานะ ขออย่าให้ต้องแก้นะ ขอทีเต๊อะ ขอทีเต๊อะ..
--- มีต่อครับ----
ถ้าพี่หมออ่านอยู่ ผมขอกราบขอบคุณอีกครั้ง พี่หมอช่วยผมได้เยอะมากกกกกกก เลยครับ
เลือดผมไหลหยุดแล้วด้วย เอาละวะ ไม่เป็นไรว้อยยยยยยย
เข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า
ปรากฏแววซวยออกตั้งแต่ในส้วมเลยครับ ดันมีคนใช้เต็มทุกห้อง ซึ่งมีอยู่ห้องตั้ง 5 ห้องซะด้วย ตอนแรกผมได้ยินเสียงกดน้ำก็ดีใจ รีบไปยืนล้างมือรอ ทำเป็นฟอร์ม คนเค้าจะได้ไม่รู้ว่าไอ้เราปวดขี้.... ผ่านไป 5 นาที ไหงมันยังไม่ออกมาอีกวะ! พอดีได้ยินเสียงกดน้ำอีกครั้งนึง อ๋อ โอเคๆ รอก่อน อาจไม่สุดตั้งแต่รอบแรก อันนี้เข้าใจกันได้ ใครๆ ก็เคยเป็น ผ่านไปอีก 5 นาที ปรากฏ
เอ้ย!#^%*(^)&)&)(^&*%$#$
ไม่มีใครออกมาเลยอ่ะ แล้วมีกดน้ำรอบ 3 อีก....... ให้ตายเถอะ
ให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กันอยู่ได้ กว่าจะเข้าไปได้ในที่สุด อุ๊นจิ ก็แทบจะเล็ดอยู่แล้ว..
ผมนั่งสำเร็จภาระกิจเสร็จ โล่งไส้ พอจะกดน้ำ เอ๊ะ..
ผมเข้าใจแล้ว ว่าทำไมไอ้หมอนั่นมันถึงต้องกดหลายรอบ ที่แท้โถส้วมอันนี้เป็นรุ่น
วัดใจสุภาพบุรุษ
กดครั้งที่ 1 แทนที่น้ำมันจะวนลง มันกลับวนขึ้น เศษผักอะไรทั้งหลายหมุนติ้วๆ กระจายเอ่อขึ้นมา จะกดอีกทันทีก็กดไม่ได้ ต้องรอให้น้ำมันลด แล้วก็ต้องรอให้ถังมันเติมเต็มอีกทีนึงก่อนถึงจะกดได้ ทีนี้พอจะกดรอบสอง คราวนี้แหละ เป็นรอบวัดใจครับ
ระดับน้ำตอนนี้มันจะอยู่ที่ประมาณครึ่งๆ มันจะไม่ยอมลงไปจนถึงสุด ถ้าเรากดอีกที มันจะลง หรือมันจะขึ้น แล้วถ้ามันขึ้น มันจะเอ่อล้นออกมาจนพ้นปากโถหรือไม่ อันนี้แหละ ครับ คือ วัดใจสุภาพบุรุษทั้งหลาย.
ผมผ่านวิกฤติมาได้ครับ.. ....ไม่อยากเล่าเลยว่าลงเอยได้อย่างไร
เอาเป็นว่าผ่านมาได้ก็แล้วกันครับ
ออกจากห้องอุ๊นจิ ก็ประมาณเกือบ 7โมงครึ่งกว่าๆ ให้ตายสิ ป่านนี้คิวยาวไปถึงไหนแล้วละเนี่ย รีบวิ่งขึ้นไปดู ปรากฏว่า เฮ...... คนน้อยกว่าที่คิดแฮะ ผมไปแจ้งที่เคาเตอร์ สอบถามนี่ๆ โน้นๆ บอกอาการเบื้องต้น พาผมไปเจาะเลือด นั่งรอเกือบชั่วโมง ก็ปรากฏว่าได้บัตรคิวมาไปตรวจแผนกสูติ เป็นคิวที่ 9 เท่านั้นเอง
อู๊วว.. เยี่ยมไปเลย นั่งรออย่างใจชื้นอยู่หน้าห้องตรวจได้ไม่นาน 5-10 นาทีผ่านไป คุณพญาบาลก็เดินออกมาขานเรียกคิวที่ 6
หมายเลข 6 ค่า หมายเลข 6 มีมั้ยค้า?
เงียบ...
หมายเลข 6 ค่า หมายเลข 6 มีมั้ยค้า?
เงียบ...
ซักพักนึง นางพญาบาลเหลือบหันมามองบัตรคิวของข้า อ้าวคุณ คุณหมายเลข 6 นี่คะ เชิญได้เลยค่ะ
เอ๋ เปล่านี่ครับ ของผมหมายเลข 9 ครับ
ของคุณแหละค่ะ หมายเลข 6 ที่คุณถือนั่นมันกลับหัวค่ะ ให้หันด้านที่เจาะรูขึ้นนะคะ
อ้าว เวร.. จริงๆ ด้วย จะจบปริญญาโทอยู่แล้ว ยังจะเบรออยู่อีก
ผมเดินผ่านประตูเข้าไปนั่งรอต่อในห้องตรวจ คนน้อยอย่างเหลือเชื่อ ตะกี้ยังมั่นใจอยู่ ตอนนี้เริ่มปิ๋วๆ
คนยิ่งน้อยแบบนี้เค้าก็ยิ่งมีเวลาตรวจละเอียดน่ะสิ ไม่เอานะ ขออย่าให้ต้องแก้นะ ขอทีเต๊อะ ขอทีเต๊อะ..
--- มีต่อครับ----
-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 34
ผมเริ่มสอดส่องสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว โอเค นั่นไงคุณหมอผู้หญิง ทั้งสาวและสวยด้วยครับ กำลังง่วนตรวจของนิสิตคนนึงอยู่ ดีๆ ตรวจนานๆ นะ อย่าเพิ่งรีบเสร็จ.. อ๊ะ นั่น คุณหมอหนุ่ม มีอยู่คนเดียว กำลังตรวจของอีกคนนึงอยู่เหมือนกัน เอาเลยครับ คุณหมอตรวจเร็วๆ เสร็จแล้วเรียกผมเลย
เอ้า คุณเชิญทางนี้เลยค่ะ เสียงที่เรียกนี้ ปรากฏว่า ไม่ใช่ทั้งคุณหมอสาวและคุณหมอหนุ่ม แต่กลับเป็นคุณหมอป้าอวุโสท่านนึ่ง ท่านดูมีอายุมากครับ มากกว่า 60 แน่นอนครับ ท่านมีห้องของตัวเองนั่งแยกออกไปอีก ตรงทางเดิน ท่าทางท่านน่าเกรงขามมาก ตอนแรกผมนึกว่าท่านเป็นเหมือนหัวหน้าของทุกคนที่มาคอยคุมงานซะอีก ไม่นึกเลยว่าท่านจะเป็นคนตรวจเองด้วย
เชิญค่ะ เสียงเป็นคลื่นมาเลยครับ
ครับ ตกลงผมต้องตรวจตรงนี้ใช่มั้ยครับ?
ค่ะ
นอนบนโต๊ะเลยใช่มั้ยครับ?
ใช่ค่ะ ถอดกางเกงด้วย
มือไม้ข้าสั่นไปหมดเลยครับ ค่อย ๆ แก้กางเกงทีละนิด ๆ ปกติอยู่ต่อหน้าผู้หญิง ผมจะแก้เร็วมากเลย แต่นี้วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร มันถอดยากจริง ๆ
คุณหมอป้าค่อยๆ ใส่ถุงมือทีละแผ่น แล้วกวาดสายตาดู tentis ผมอย่างไม่รีบร้อน ใช้คำว่าจ้องน่าจะถูก
ท่านดูที่แฟ้มผลตรวจเลือดผมประกอบไปด้วย สายตาท่านนิ่งมากครับ เหมือนเห็นมาเยอะแล้ว
Laboratory Result
CBC
WBC 6800 ผ่าน
HeMatocrit 40 ผ่าน
HemoGlobin 13.3 ผ่าน
DIFFERENTIAL
NeuTrophil 51 ผ่าน
LymPhocyte 39 ผ่าน
Monocyte 7 ผ่าน
EoSinophil 3 ผ่าน
Platelets SMEAR Adequate ผ่าน
PLATELETS Count 314000 ผ่าน
RBC Index
RBC (Red Blood Cell) 5.10 ผ่าน
MCV L 78 ผ่าน
MCH L 26 ผ่าน
MCHC 33 ผ่าน
Bleeding Time 4 min ผ่าน
โอ๊ย โล่งอก โล่งอก.
ผ่าน ไม่เป็นไรนี่ คุณหมอป้าเปิดผ่านอย่างรวดเร็วอีกครั้ง โดยแทบจะไม่ได้ดูเลย จนกระทั่งมาถึงอ้างอิง ถึงดูละเอียดอีกซักครู่หนึ่ง..
กินยาปลูกผมหรือ ขอดูหน่อยได้ไหม เอามาด้วยหรือปล่าว
เอามาด้วยครับ ผมติดมาในกระเป๋าด้วย
ท่านดุอยู่นาน หยิบแยกๆ ออกมา ...... เสร็จแล้วก็ยื่นส่งกลับมาให้ผม
เสร็จแล้วเหรอครับ?
ค่ะ เรียบร้อยค่ะ ยาพวกนี้ กินทำไมค่ะ
ผมลุกเดินออกมาจากโต๊ะ 2 ก้าว เสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าไปหาคุณหมอป้าใหม่
เอ่อ หัวมันเป็นวงๆ ผมล่วงเยอะครับ เลยไปซื้อร้านหมอตี๋มากิน กินมา 5 เดือนแล้วครับ มีอะไรเหรอครับ
หา อะไรนะคะ ยาพวกนี้ไม่มีชื่อติดอยู่เลย จากการตรวจเลือด คุณไม่มีอะไรผิดปกติเลยนะ แต่ที่หมอสงสัยคือ ต้องมียาสักตัวในนี้ที่ไปยุ่งกับเกร็ดเลือดของคุณ หมอขอแนะนำให้หยุดกินทันทีนะ การที่คุณหัวล้าน มันเป็นกรรมพันธุ์ เป็นยีนส์เด่นของคุณ ยาพวกนั้นจะเอาอาการข้างเคียงมาทำให้ผมขึ้น หยุดกินเมื่อไร ผมก็ล่วงอีก และเพื่อนๆ ผุ้ชายหมอที่หัวล้าน เค้าก็ไบร์กันทั้งนั้น คุณก็น่าจะไบร์ด้วยนะนี่ ทำไมถึงให้เค้าหลอกอยู่ได้ พวกนี้เป็นหมอ Fake หาเงินเข้ากระเป๋าทั้งนั้น ไม่มีจรรยาบรรณเลย
โห ผมอึ้ง อ้าปากค้างเลย
ผมนึกถึงหมอประเวศ ท่านบอกว่า หมอส่วนใหญ่รักษา โรค ไม่ได้รักษา คนไข้
ลืมความรู้สึกว่า เขา กลัว เขาเจ็บ เขารู้สึกยังไง
คิดอย่างเดียวว่ารักษา โรค ให้หาย
ไม่ได้รักษา "คนไข้" ให้หาย
คุณหมอป้าท่านนี้ ไม่ลืมที่จะรักษาคนไข้ อย่างผม ให้หายด้วย
ผมกราบลาท่านด้วยความจริงใจ เหลียวไปมองชื่อป้ายที่อยู่หน้าห้อง
คุณป้าหมอ กิ่งอ้อ
จ่ายตังค์เสร็จแล้วก็เดินออกมาจากตึกเงียบๆ
พบตัวเองยืนอยู่คนเดียว ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ที่ลานจอดรถ หัวใจมันโหวงๆ หวิวๆ ยังไงบอกไม่ถูก
Tentis ผมไม่เป็นอะไร จริง ๆ เหรอเนี่ย แค่หยุดกินยาปลูกผมเท่านั้นเอง
ผมรีบยกหัวโทรศัพท์โทรหาสิดี
ตู๊ดดด.. ฮัลโหลที่รัก
ฮัลโหลที่รักเป็นไงมั่ง คิวยาวมากมั้ย รอเดี๋ยวแป๊บนึงนะ ผลตรวจใกล้เสร็จแล้ว เนี่ยเพิ่งออกไปซื้อแผ่นตรวจที่ 7-11 มา กำลังจะรอผลอยุ่ ..........เต้ย สิดีไม่ท้อง!!!!!!! ดีใจจังเลย อ่ะ โอ๊ย ทำไงดีสิดีอยากจะกระโดดตะโกนร้องไชโย แต่ทำไม่ได้..เย้ เย้ เดี๋ยวเราไปฉลองกันนะ
หืมม..........เต้ยไม่เป็นไรเหมือนกัน
บา....บา......บา ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟังอย่างคร่าว ๆ
.....เงียบ.....
สิดี.... ฮัลโหล เป็นไรทำไมเงียบไปล่ะ?
เดี๋ยวแป๊บนึงนะ ..คือ.. น้ำตา..มันจะไหลน่ะ..โอยย . ..นี่เค้าดีใจมากจริงๆ นะเนี่ย.. โอย.. ร้องไห้เลย.. คือมันเหมือนเป็นอะไรที่กดดันมาก ๆ ... เช้านี้สิดียังกลัวอยุ่เลยว่าตัวเองจะท้อง แล้วเต้ยก็มาเป็นอะไรอีก ถ้าเต้ยเกิดเป็นอะไรขึ้นมา แล้วจากสิดีกับลูกไป ... โอย.. แล้วนี่จะไม่ดีใจมั่งเลยเหรอเนี่ย รู้สึกเค้าจะออกอาการมากกว่าอีกนะ
ดีใจสิ ดีใจมากๆ เลยด้วย ............ เออ ว่าแต่ ป้าแต๋ว เพื่อนของแม่สิดีที่เป็นหมอชื่อจริงว่าอะไรละ
ชื่ออะไรนะ...............ชื่อกิ่งอ้อ! .....มีอะไรหรือ
....เงียบ.....
เต้ย เต้ย ทำไมตัวเองเงียบไปละ
ตื้ด...ตื้ด ..ตื้ด...ตื้ด
เอ้า คุณเชิญทางนี้เลยค่ะ เสียงที่เรียกนี้ ปรากฏว่า ไม่ใช่ทั้งคุณหมอสาวและคุณหมอหนุ่ม แต่กลับเป็นคุณหมอป้าอวุโสท่านนึ่ง ท่านดูมีอายุมากครับ มากกว่า 60 แน่นอนครับ ท่านมีห้องของตัวเองนั่งแยกออกไปอีก ตรงทางเดิน ท่าทางท่านน่าเกรงขามมาก ตอนแรกผมนึกว่าท่านเป็นเหมือนหัวหน้าของทุกคนที่มาคอยคุมงานซะอีก ไม่นึกเลยว่าท่านจะเป็นคนตรวจเองด้วย
เชิญค่ะ เสียงเป็นคลื่นมาเลยครับ
ครับ ตกลงผมต้องตรวจตรงนี้ใช่มั้ยครับ?
ค่ะ
นอนบนโต๊ะเลยใช่มั้ยครับ?
ใช่ค่ะ ถอดกางเกงด้วย
มือไม้ข้าสั่นไปหมดเลยครับ ค่อย ๆ แก้กางเกงทีละนิด ๆ ปกติอยู่ต่อหน้าผู้หญิง ผมจะแก้เร็วมากเลย แต่นี้วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร มันถอดยากจริง ๆ
คุณหมอป้าค่อยๆ ใส่ถุงมือทีละแผ่น แล้วกวาดสายตาดู tentis ผมอย่างไม่รีบร้อน ใช้คำว่าจ้องน่าจะถูก
ท่านดูที่แฟ้มผลตรวจเลือดผมประกอบไปด้วย สายตาท่านนิ่งมากครับ เหมือนเห็นมาเยอะแล้ว
Laboratory Result
CBC
WBC 6800 ผ่าน
HeMatocrit 40 ผ่าน
HemoGlobin 13.3 ผ่าน
DIFFERENTIAL
NeuTrophil 51 ผ่าน
LymPhocyte 39 ผ่าน
Monocyte 7 ผ่าน
EoSinophil 3 ผ่าน
Platelets SMEAR Adequate ผ่าน
PLATELETS Count 314000 ผ่าน
RBC Index
RBC (Red Blood Cell) 5.10 ผ่าน
MCV L 78 ผ่าน
MCH L 26 ผ่าน
MCHC 33 ผ่าน
Bleeding Time 4 min ผ่าน
โอ๊ย โล่งอก โล่งอก.
ผ่าน ไม่เป็นไรนี่ คุณหมอป้าเปิดผ่านอย่างรวดเร็วอีกครั้ง โดยแทบจะไม่ได้ดูเลย จนกระทั่งมาถึงอ้างอิง ถึงดูละเอียดอีกซักครู่หนึ่ง..
กินยาปลูกผมหรือ ขอดูหน่อยได้ไหม เอามาด้วยหรือปล่าว
เอามาด้วยครับ ผมติดมาในกระเป๋าด้วย
ท่านดุอยู่นาน หยิบแยกๆ ออกมา ...... เสร็จแล้วก็ยื่นส่งกลับมาให้ผม
เสร็จแล้วเหรอครับ?
ค่ะ เรียบร้อยค่ะ ยาพวกนี้ กินทำไมค่ะ
ผมลุกเดินออกมาจากโต๊ะ 2 ก้าว เสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าไปหาคุณหมอป้าใหม่
เอ่อ หัวมันเป็นวงๆ ผมล่วงเยอะครับ เลยไปซื้อร้านหมอตี๋มากิน กินมา 5 เดือนแล้วครับ มีอะไรเหรอครับ
หา อะไรนะคะ ยาพวกนี้ไม่มีชื่อติดอยู่เลย จากการตรวจเลือด คุณไม่มีอะไรผิดปกติเลยนะ แต่ที่หมอสงสัยคือ ต้องมียาสักตัวในนี้ที่ไปยุ่งกับเกร็ดเลือดของคุณ หมอขอแนะนำให้หยุดกินทันทีนะ การที่คุณหัวล้าน มันเป็นกรรมพันธุ์ เป็นยีนส์เด่นของคุณ ยาพวกนั้นจะเอาอาการข้างเคียงมาทำให้ผมขึ้น หยุดกินเมื่อไร ผมก็ล่วงอีก และเพื่อนๆ ผุ้ชายหมอที่หัวล้าน เค้าก็ไบร์กันทั้งนั้น คุณก็น่าจะไบร์ด้วยนะนี่ ทำไมถึงให้เค้าหลอกอยู่ได้ พวกนี้เป็นหมอ Fake หาเงินเข้ากระเป๋าทั้งนั้น ไม่มีจรรยาบรรณเลย
โห ผมอึ้ง อ้าปากค้างเลย
ผมนึกถึงหมอประเวศ ท่านบอกว่า หมอส่วนใหญ่รักษา โรค ไม่ได้รักษา คนไข้
ลืมความรู้สึกว่า เขา กลัว เขาเจ็บ เขารู้สึกยังไง
คิดอย่างเดียวว่ารักษา โรค ให้หาย
ไม่ได้รักษา "คนไข้" ให้หาย
คุณหมอป้าท่านนี้ ไม่ลืมที่จะรักษาคนไข้ อย่างผม ให้หายด้วย
ผมกราบลาท่านด้วยความจริงใจ เหลียวไปมองชื่อป้ายที่อยู่หน้าห้อง
คุณป้าหมอ กิ่งอ้อ
จ่ายตังค์เสร็จแล้วก็เดินออกมาจากตึกเงียบๆ
พบตัวเองยืนอยู่คนเดียว ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ที่ลานจอดรถ หัวใจมันโหวงๆ หวิวๆ ยังไงบอกไม่ถูก
Tentis ผมไม่เป็นอะไร จริง ๆ เหรอเนี่ย แค่หยุดกินยาปลูกผมเท่านั้นเอง
ผมรีบยกหัวโทรศัพท์โทรหาสิดี
ตู๊ดดด.. ฮัลโหลที่รัก
ฮัลโหลที่รักเป็นไงมั่ง คิวยาวมากมั้ย รอเดี๋ยวแป๊บนึงนะ ผลตรวจใกล้เสร็จแล้ว เนี่ยเพิ่งออกไปซื้อแผ่นตรวจที่ 7-11 มา กำลังจะรอผลอยุ่ ..........เต้ย สิดีไม่ท้อง!!!!!!! ดีใจจังเลย อ่ะ โอ๊ย ทำไงดีสิดีอยากจะกระโดดตะโกนร้องไชโย แต่ทำไม่ได้..เย้ เย้ เดี๋ยวเราไปฉลองกันนะ
หืมม..........เต้ยไม่เป็นไรเหมือนกัน
บา....บา......บา ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟังอย่างคร่าว ๆ
.....เงียบ.....
สิดี.... ฮัลโหล เป็นไรทำไมเงียบไปล่ะ?
เดี๋ยวแป๊บนึงนะ ..คือ.. น้ำตา..มันจะไหลน่ะ..โอยย . ..นี่เค้าดีใจมากจริงๆ นะเนี่ย.. โอย.. ร้องไห้เลย.. คือมันเหมือนเป็นอะไรที่กดดันมาก ๆ ... เช้านี้สิดียังกลัวอยุ่เลยว่าตัวเองจะท้อง แล้วเต้ยก็มาเป็นอะไรอีก ถ้าเต้ยเกิดเป็นอะไรขึ้นมา แล้วจากสิดีกับลูกไป ... โอย.. แล้วนี่จะไม่ดีใจมั่งเลยเหรอเนี่ย รู้สึกเค้าจะออกอาการมากกว่าอีกนะ
ดีใจสิ ดีใจมากๆ เลยด้วย ............ เออ ว่าแต่ ป้าแต๋ว เพื่อนของแม่สิดีที่เป็นหมอชื่อจริงว่าอะไรละ
ชื่ออะไรนะ...............ชื่อกิ่งอ้อ! .....มีอะไรหรือ
....เงียบ.....
เต้ย เต้ย ทำไมตัวเองเงียบไปละ
ตื้ด...ตื้ด ..ตื้ด...ตื้ด
-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 35
Lou Simpson ผู้ปิดทองหลังวอเร็น บัฟเฟตต์

เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยอ่านเจอบทความหนึ่งเกี่ยวกับบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์พูดไว้ว่า ในวันเกิดครบรอบ 70 ปี บัฟเฟตต์ประกาศอย่างเป็นทางการ ทันทีที่เขาเลิกทำงาน โฮเวิร์ดลูกชายจะขึ้นเป็นประธานกรรมการ และลู ซิมป์สัน จะเป็นผู้รับผิดชอบการลงทุนมากว่า 75 พันล้านเหรียญทั้งหมด คนนี้ละคือคนที่ต้องการ เขาเป็นคนที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก
ลู ซิมป์สัน
อ่านเสร็จ ผมก็อยากรู้จักด้วย เป็นใครกัน ผมไม่เคยได้ยินเลย
วันก่อน ผมผลิกหนังสือ The Warren Buffet CEO อ่านเจอบริหาร ท่านหนึ่งชื่อคุ้น ๆ Lou Simpson ครับ ผมดีใจมากเลย อ่านแบบรวดเดียวจบไม่มีวาง น่าสนใจมาก ๆ ครับ จนอดที่จะมาเล่าให้ผู้อ่านฟังไม่ได้
ซิมป์สันคนนี้ เป็นผู้บริหารเงินทุนที่ GEIGO Insurance เขาแตกต่างจากซีอีโอคนอื่น ๆ ของบัฟเฟตต์ ตรงที่เขาเป็น CEO คนเดียว ที่ไม่ต้องส่งเงินกลับคืนไปให้บัฟเฟตต์โอมาฮา การส่งคืนเงินก็เพื่อที่จะเก็บเป็นกำไรสะสมหรือให้บริษัทอื่นๆ ในเครืออาณาจักรของ Berkshire Hataway เพื่อกู้ยืมเพื่อขยายกิจการ
เขาเป็น ผู้ปิดทองหลังพระ ที่สำคัญที่สุดของ บัฟเฟตต์ เขาไม่ชอบถ่ายรูป ไม่ชอบออกสื่อ ไม่ชอบออกงาน
ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ทำตัวบุคลิกไม่โดดเด่น ทำทุกอย่างเรียบง่าย
สำนักงานของเขาตั้งอยู่บนเขา ในหมู่บ้านเล็ก ๆ นอก เมือง ซานดิเอโก รอบล้อมไปด้วยคอกม้า สนามกอล์ฟ เป็นหมู่บ้านที่สงบและเรียบง่าย มี โรงเรียน ร้านขายของชำเล็ก ๆ และ หน่วยดับเพลิง มีสี่แยกไฟแดง 2 แห่งเท่านั้น
พออ่านมาถึงตรงนี้ คิดถึง คุณนริศ ครับ
ผมเคยถามคุณนริศในวันที่เจอกันครั้งแรก ว่า บรรยากาศที่บ้านที่เลยเป็นอย่างไร คุณนริศบอก หน้าบ้านเป็นเขา หลังบ้านก็เป็นเขา คุณนริศพึ่งเข้ามาลงทุนประมาณ 4 ปี หลักการคิดการวิเคราะห์ของคุณนริศพัฒนาเร็วมาก จนถึงขั้นมีพรสวรรค์ บางทีบรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน ไม่เร่งรีบ อากาศที่บริสุทธ์ ห่างไกลจากความเจริญทั้งหลาย มีส่วนสำคัญทำให้เรา ได้คิดอะไรอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เป็นบรรยากาศการทำงานที่แสนวิเศษ เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการใช้ความคิดอย่างมาก
บัฟเฟตต์เคยไปอยู่นิวยอร์ค ต้องร้องกลับมาอยุ่บ้านที่โอมาฮา เขาบอกว่า ที่นั่นมีสิ่งกระตุ้นความคิดเขาวัน ๆเป็นร้อยเรื่อง มันไม่จำเป็นสำหรับเขาเลย เขาเลือกที่จะมาอยุ่ที่โอมาฮามากกว่า รถก็ไม่ติดด้วย ที่ซึ่งเขาจะมีเวลาคิดอะไรได้ดีกว่า บัฟเฟตต์ คยพูดเล่นไว้ให้ฟังว่า เวลาซื้อหุ้น ส่งจดหมายไปหามาเกตติ้งให้ซื้อให้ก็ยังทัน
บางที การเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ชีวิตในเมืองอาจจะไม่เหมาะกับเรา เราไม่ต้องเร่งรีบในการซื้อหุ้น
ติ๊ก...ต๊อก....ติ๊ก...ต๊อก
ผมเคยสงสัยว่า นาฬิกาข้อมือของคุณนริศหรือของบัฟเฟตต์ จะแตกต่างจากพวกเราหรือไม่
เข็มยาว และ เข็มสั้น อาจจะยาว "เท่ากัน"
เวลาดูเวลา ต้องคอยหนึ่งนาที รอคอยให้เข็มใดเข็มหนึ่ง ขยับ
เข็มที่ขยับ คือ เข็มนาที จะได้รู้ว่าตอนนี้กี่โมง
ตามปกติ คนกรุงอย่างผม เหลือบมองนาฬิกาด้วยความเร่งรีบ
นาฬิกามีหน้าที่แค่บอกเวลา
แต่นาฬิกาเรื่อนนี้
ต้องรอคอย 1 นาที เพื่อจะได้รู้เวลาที่แท้จริง
1 นาทีที่รอคอย หยุดพักจากความเร่งรีบ
สมาธิจดจ่ออยู่ที่เข็มทั้งสองข้าง เหมือนเป็นการตั้งสติ
1 นาที ของ คุณนริศ
จึงเป็น 1 นาทีที่มีความหมายมากกว่า 1 นาทีธรรมดาทั่วไป
มีต่อหน้า2 ------

Lou Simpson

เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยอ่านเจอบทความหนึ่งเกี่ยวกับบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์พูดไว้ว่า ในวันเกิดครบรอบ 70 ปี บัฟเฟตต์ประกาศอย่างเป็นทางการ ทันทีที่เขาเลิกทำงาน โฮเวิร์ดลูกชายจะขึ้นเป็นประธานกรรมการ และลู ซิมป์สัน จะเป็นผู้รับผิดชอบการลงทุนมากว่า 75 พันล้านเหรียญทั้งหมด คนนี้ละคือคนที่ต้องการ เขาเป็นคนที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก
ลู ซิมป์สัน
อ่านเสร็จ ผมก็อยากรู้จักด้วย เป็นใครกัน ผมไม่เคยได้ยินเลย
วันก่อน ผมผลิกหนังสือ The Warren Buffet CEO อ่านเจอบริหาร ท่านหนึ่งชื่อคุ้น ๆ Lou Simpson ครับ ผมดีใจมากเลย อ่านแบบรวดเดียวจบไม่มีวาง น่าสนใจมาก ๆ ครับ จนอดที่จะมาเล่าให้ผู้อ่านฟังไม่ได้
ซิมป์สันคนนี้ เป็นผู้บริหารเงินทุนที่ GEIGO Insurance เขาแตกต่างจากซีอีโอคนอื่น ๆ ของบัฟเฟตต์ ตรงที่เขาเป็น CEO คนเดียว ที่ไม่ต้องส่งเงินกลับคืนไปให้บัฟเฟตต์โอมาฮา การส่งคืนเงินก็เพื่อที่จะเก็บเป็นกำไรสะสมหรือให้บริษัทอื่นๆ ในเครืออาณาจักรของ Berkshire Hataway เพื่อกู้ยืมเพื่อขยายกิจการ
เขาเป็น ผู้ปิดทองหลังพระ ที่สำคัญที่สุดของ บัฟเฟตต์ เขาไม่ชอบถ่ายรูป ไม่ชอบออกสื่อ ไม่ชอบออกงาน
ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ทำตัวบุคลิกไม่โดดเด่น ทำทุกอย่างเรียบง่าย
สำนักงานของเขาตั้งอยู่บนเขา ในหมู่บ้านเล็ก ๆ นอก เมือง ซานดิเอโก รอบล้อมไปด้วยคอกม้า สนามกอล์ฟ เป็นหมู่บ้านที่สงบและเรียบง่าย มี โรงเรียน ร้านขายของชำเล็ก ๆ และ หน่วยดับเพลิง มีสี่แยกไฟแดง 2 แห่งเท่านั้น
พออ่านมาถึงตรงนี้ คิดถึง คุณนริศ ครับ
ผมเคยถามคุณนริศในวันที่เจอกันครั้งแรก ว่า บรรยากาศที่บ้านที่เลยเป็นอย่างไร คุณนริศบอก หน้าบ้านเป็นเขา หลังบ้านก็เป็นเขา คุณนริศพึ่งเข้ามาลงทุนประมาณ 4 ปี หลักการคิดการวิเคราะห์ของคุณนริศพัฒนาเร็วมาก จนถึงขั้นมีพรสวรรค์ บางทีบรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน ไม่เร่งรีบ อากาศที่บริสุทธ์ ห่างไกลจากความเจริญทั้งหลาย มีส่วนสำคัญทำให้เรา ได้คิดอะไรอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เป็นบรรยากาศการทำงานที่แสนวิเศษ เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการใช้ความคิดอย่างมาก
บัฟเฟตต์เคยไปอยู่นิวยอร์ค ต้องร้องกลับมาอยุ่บ้านที่โอมาฮา เขาบอกว่า ที่นั่นมีสิ่งกระตุ้นความคิดเขาวัน ๆเป็นร้อยเรื่อง มันไม่จำเป็นสำหรับเขาเลย เขาเลือกที่จะมาอยุ่ที่โอมาฮามากกว่า รถก็ไม่ติดด้วย ที่ซึ่งเขาจะมีเวลาคิดอะไรได้ดีกว่า บัฟเฟตต์ คยพูดเล่นไว้ให้ฟังว่า เวลาซื้อหุ้น ส่งจดหมายไปหามาเกตติ้งให้ซื้อให้ก็ยังทัน
บางที การเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ชีวิตในเมืองอาจจะไม่เหมาะกับเรา เราไม่ต้องเร่งรีบในการซื้อหุ้น
ติ๊ก...ต๊อก....ติ๊ก...ต๊อก
ผมเคยสงสัยว่า นาฬิกาข้อมือของคุณนริศหรือของบัฟเฟตต์ จะแตกต่างจากพวกเราหรือไม่
เข็มยาว และ เข็มสั้น อาจจะยาว "เท่ากัน"
เวลาดูเวลา ต้องคอยหนึ่งนาที รอคอยให้เข็มใดเข็มหนึ่ง ขยับ
เข็มที่ขยับ คือ เข็มนาที จะได้รู้ว่าตอนนี้กี่โมง
ตามปกติ คนกรุงอย่างผม เหลือบมองนาฬิกาด้วยความเร่งรีบ
นาฬิกามีหน้าที่แค่บอกเวลา
แต่นาฬิกาเรื่อนนี้
ต้องรอคอย 1 นาที เพื่อจะได้รู้เวลาที่แท้จริง
1 นาทีที่รอคอย หยุดพักจากความเร่งรีบ
สมาธิจดจ่ออยู่ที่เข็มทั้งสองข้าง เหมือนเป็นการตั้งสติ
1 นาที ของ คุณนริศ
จึงเป็น 1 นาทีที่มีความหมายมากกว่า 1 นาทีธรรมดาทั่วไป
มีต่อหน้า2 ------

Lou Simpson
-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 36

กลับมาอาคารเล็ก ๆ สำนักงานของซิมป์สันนะครับ
สำนักงานนี้แบ่งเป็นสี่ห้องกั้นด้วยกระจก ตู้เก็บเอกสาร รายงานประจำปี ชั้นไม้สำหรับเก็บวารสารและสิ่งพิมพ์ทางธุรกิจและการลงทุนทุกประเภท
เขาบอกว่า ความสุขผมคือ
การนั่งอยู่ที่ห้องทำงานที่นี่ ไม่มีเสียงโทรศัพท์ดัง และผมสามารถนั่งอ่านหนังสือได้ทั้งวัน
เขาอ่านถึงวันละ 8 ชั่วโมง เอกสารจากตลาดหลักทรัพย์ เอกสารบริษัทต่าง ๆ รายงานประจำปี วารสารธุรกิจต่าง ๆ รายการแยกรายอุตสาหกรรม สิ่งพิมพ์ต่างๆ วอลสตรีทเจอนัล นิตยสารฟอร์จูน ฟอร์บ บารอน
คุณจะได้ความคิดดี ๆ จากเอกสารเหล่านี้ แต่คุณจะได้สิ่งรบกวนอื่น ๆเช่นกัน
ในช่วงการออกรายงานประจำปี เขาต้องอ่านมากถึง 20 เล่มต่อวัน ก่อนอื่น เขาจะอ่านสารจากประธานเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร จากนั้นไปดูแหล่งที่มาของเงิน อ่านบทหมายเหตุ สารจากประธานบริหารจะบอกแนวโน้ม เขาจะอ่านอย่างระมัดระวัง แต่บ่อยครั้ง เขาบอกว่าเป็นการประชาสัมพันธ์หวังผลทางการตลาดและไม่ชัดเจน ค่อนข้างน่าเบื่อ เหมือนชวนไปท่องเที่ยวในดินแดนอันน่าทึ่งของบริษัท กลบเกลื่อนข่าวในแง่ลบ การเปิดเผยข้อมูลตรงไปตรงมาค่อนข้างหายาก
มันเป็นส่วนผสมของความเข้าใจในธุรกิจและความเข้าใจในบุคคล เราจะเข้าใจธุรกิจได้ดีขึ้นถ้าเราเรียนรู้จากสองอย่างนี้ไปพร้อมๆ กัน มองทั้งคุณภาพและด้านปริมาณ
ซิมป์สันยังบอกอีกว่า ผลตอบแทนต่อเงินทุนจะบอกอะไรหลายอย่าง ปัญหาพื้นฐานอย่างหนึ่งคือ กำไรประกอบด้วยหลายอย่าง ต้องแกะงบออกมาให้ได้เพื่อจะเข้าใจตัวเลขกำไรที่แท้จริงคืออะไร สิ่งสำคัญจริงๆ คือ ผลตอบแทนต่อส่วนของเงินทุนของเจ้าของ บางครั้งไม่ชัดเจน ต้องดูหลายๆ อย่าง ต้องคำนวณอัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทที่จะเกิดขึ้น จากนั้นคำนวณด้วยอัตราส่วนลด จะได้การประเมินมูลค่าที่ดีที่สุด โดยหลักการมันง่าย แต่ปฏิบัตินั้นยากที่สุด!!!!
การลงทุนเป็นศิลปะ มีจิตวิทยา และ อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมาก คนจำนวนมากไม่มีความอดทนและไม่มีนิสัยที่จะเป็นนักลงทุนที่แท้จริง สิ่งหนึ่งที่อาจช่วยคุณได้ คือ อ่านหนังสือ Intelligent Investor ของ เบนจามิน เกรแฮม
ผมมีแล้วครับ แต่อ่านยากจริงๆ เลย พยายาม 2 รอบแล้ว ใครมีเคล็ดลับในการอ่านหนังสือเล่มนี้ ช่วยอนุเคราะห์ คนน่าสงสาร แต่กินเยอะ อย่างผมทีครับ
สิ่งที่ซิมป์สันสอน มีประโยชน์และลึกซึ้งมากครับ
ในก้าวแรกของการเข้าสู่อาชีพนักลงทุน เขาสอนว่า ควรจะคบคนที่ดีจริงๆ มีความซื่อตรง ความมั่นใจ ที่จะได้เรียนรู้จากเขา อย่ามุ่งหวังผลระยะสั้นเกินไป เพราะในระยะสั้นตลาดไม่สามารถเป็นอย่างที่ต้องการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตลาดจะมีเหตุผลมากขึ้น
บัฟเฟตต์บอกว่า ซิมป์สันไม่ได้เป็นเก่งอย่างเดียว เขาเป็นคนดีมาก เขาบริจาคเงิน 1 ล้านเหรียญ ให้โรงเรียนทุกปี นั้นเป็นลักษณะพิเศษของเขา เขาได้มอบของขวัญที่มีค่าที่สุดในโลกโดยไม่มีเงื่อนไข
ลู เป็นนักลงทุนที่หาตัวจับยาก นักลงทุนทั่วไปที่หวังว่าจะเก่งเหมือนลู หรือลอกเลียนแบบเขา คุณต้องทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการอ่านทุกอย่างที่ลงในสื่อการเงิน แม้จะเก่งคณิตศาสตร์เหมือนเขา แต่อาจจะทำได้ไม่เหมือน เพราะสิ่งที่มาจากความสามารถเฉพาะตัวคือ ความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างยิ่งยวด
พยายามมากแค่ไหนกัน
ตอนซิมป์สันอายุ 65 เขาเดินทางไปปีนภูเขาไฟ ในเขตพากาโทเนีย ในอเมิกาใต้เพื่อฉลองการขึ้นศตวรรษใหม่
โห! พยายามมากจริง ๆ ครับ
หัวใจการลงทุนของซิมป์สัน
ข้อแรก
เขาบอกว่า การลงทุน เปรียบเหมือบ ดาบเล่มหนึ่ง ดาบช่วยชีวิตคุณได้ แต่ก็ฆ่าคุณได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเวลาถือดาย จงถือด้วยความระมัดระวัง อย่าประมาทเป็นอันขาด
คมทั้งคำ คมทั้งดาบ
ข้อสอง
ลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูง
เขาเริ่มต้นด้วยการนัดหมายผู้บริหาร เขากล่าวว่า ผู้บริหารของบริษัท มีความสำคัญมากที่ทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นหรือลดลง คุณอยากได้ลูกเสือ การไปพบพวกเขาที่บริษัท ก็เหมือนต้องบุกไปถ้ำเสือ เอกสารข้อมูลที่คุณไม่รู้คุณจะได้จากที่นั้น และที่สำคัญที่สุด หาให้ได้ว่า ผู้บริหารเหล่านั้นคิดอย่างไร หากไม่ยินดีพบ เขาจะไม่ลงทุน
บัฟเฟตต์บอกการไปพบผู้บริหาร อาจคล้อยตามหลงเสน่ห์การพูด แต่ซิมป์สันเป็นคนจริงจัง ตรงไปตรงมา ลงลึกในรายละเอียด ถ้าจะมีผู้บริหารคนไหนทำให้ซิมป์สันลงเชื่อหรือคล้อยตามคงแถบจะไม่มีเลย
นิสัยของเขาเป็นอะไรที่ทำให้คนฉลาดทำตัวลำบาก อารมณ์จะไม่มีส่วนเข้ามามีอิทธิพลต่อสติปัญญา เขาเป็นคนที่สุขุมมาก และนั่นเป็นสิ่งที่ผมประทับใจในตัวเขา
ความแตกต่าง
มีความเขาแตกต่างหลายอย่างระหว่างซิมป์ซันและบัฟเฟตต์ ทั้งคู่ไม่เหมือน ไม่เคยเหมือนและคงจะไม่เหมือน นั่นคือ
ซิมป์สันเดินตามรอย ฟิลลิป ฟิสเชอร์ ผู้แต่ง Common Stocks and Common Profits นักลงทุนที่พิจารณาคุณภาพเป็นหลัก เจ้านายของเขาบัฟเฟตต์เชื่อในการวิเคราะห์ ศึกษาตัวเลข
ซิมป์สันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหารภายนอกและภายในเครือ แต่บัฟเฟตต์ไม่มี
บริษัทที่ซิมป์สันลงทุนไม่ซ้ำกับที่บัฟเฟตต์ลงทุนเลย เขาซื้อบางส่วน เจ้านายของซื้อทั้งกิจการ
ซิมป์สันเป็นผู้ซื้อสุทธิ แต่หลายปีมานี้บัฟเฟตต์เป็นผู้ขายสุทธิ
ซิมป์สันซื้อครั้งละ 500 ล้านเหรียญ บัฟเฟตต์ซื้อครั้งละ 5 พันล้านเหรียญ
ซิมผ์สันชอบทำงานตามลำพัง ไม่ชอบงานร่าเริง ไม่ชอบสังสรรค์ แต่เจ้านายเขารับจดหมายมากกว่าปีละ 3000 ฉบับ และเป็นเจ้าภาพจัดงานทุกปี ชื่นชอบการถ่ายรูป และแจกลายเซ็นต์
ซิมป์สันอ่านแต่ไม่เขียนหรือให้ข่าว บัฟเฟตต์อ่านและเขียนบทความผ่านรายงานประจำปีที่พิมพ์มากกว่า 300000 เล่มต่อปี
[i]ไม่มีความลับหรือความแปลกใจในวิธีการทำงานของผม ทุกคนสามารถเอาไปใช้ได้ แต่การนำไปใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย ในการแข่งขันที่จะชนะตลาดให้ได้เป็นเรื่องที่ยาวนาน แต่ผมเชื่อว่าวิธีการของผมจะได้ผล[/i]
สรุปมาคร่าว ๆประมาณนี้ครับ
กราบสวัสดีคร๊าบ
ขอให้สนุกกับการลงทุนครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 37
เงาดูโงกชะ จกกระส่องช้างจับ

ช้าง ช้าง ช้าง น้องเต้ยเคยเห็นช้าง หรือปล่าว?
เพลงตอนเด็ก ๆน่ารักดีครับ ฝังใจผมจนโต แม่ร้องกรอกหูทุกค่ำเย็นก่อนเข้านอน พาไปดูช้างที่เขาดินแบบนับไม่ได้เลย พอแม่ขายผักที่ตลาดเสร็จ ช่วง 11 โมงตลาดจะวายแล้ว แม่จะพาผมนั่งสามล้อจากแถวเทเวศฯ ไปเขาดิน ผมจะจ้องดูช้างเป็นชั่วโมงแบบหาสาเหตุไม่ได้ แม่บอกตอนแรกคิดว่าเป็นออติสติค ครูที่ใหญ่โรงเรียนอนุบาลทักว่าเป็นเด็กออ เพราะวาดรูปแต่ช้าง ถ้าไม่ให้วาด ผมจะถามไม่หยุดว่าช้างไปไหน จนครูเค้าคงรำคาญ แม่บอกตอนที่ครูบอก ร้องไห้โฮเลย แม่ไม่มีเงินพาผมไปหาหมอที่ไหนหรอกครับ แม่บอกก็ปล่อยวิ่งเล่นในตลาดตามมีตามเกิด จะเลี้ยงแบบคนรวย ไปหาหมอหาผู้เชี่ยวชาญอะไรต่อมิอะไร แม่บอกไม่มีตังค์ เห็นช้างขี่อย่าไปขี่ตามช้าง แม่บอกให้ประหยัด รู้จักค่าของเงิน เงินที่แม่ขายผักถึงมันจะน้อย แต่มันมีค่ามาก
พอโตขึ้นหน่อย ถึงเอาไปเข้า ป.1 เลย
โตขึ้นมาผมเลยชอบช้างพิเศษ ที่ไหนเค้าว่ามีช้างผมต้องไปดูให้ได้ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก ลอดท้องเช้า ขี่ช้าง ดูช้างเตะฟุตบอลที่สวนสามพราน ดูช้างวาดรูปที่ปางช้าง แม่สา เชียงใหม่ ป้อนนมช้างที่ปางช้าง อยุธยา ดูช้างเต้นป๊อบแดนซ์ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ที่ไหนมีขอให้บอกครับ



อารัมพบทมายาว เข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ วันก่อนผมไปอ่านเจอบทความของ Wildlife Conservation Society in Brooklyn, N.Y. มีบทความเกี่ยวกับช้างด้วย พอเห็นชื่อบทความก็ไม่รีรอที่จะอ่านทันที
น้องช้างส่องกระจกเป็นหรือปล่าว?
มาลองทายกันนะครับ ว่าเครื่องมือที่เรียกว่า กระจก เวลาส่อง มันจะกลับด้านจากซ้ายเป็นขวาจากขวกเป็นซ้ายนี้ จะทำให้เรา เข้าถึงจิตใจของสัตว์ประจำชาติของเราได้มากขึ้นอีกนิดหนึ่งหรือปล่าว ทั้งนั้นทั้งนี้ เพราะผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ที่สวนสัตย์แห่งนี้ ได้ยืนยันออกมาแล้วครับ ว่า น้องช้างได้รับการเลื่อนขั้นอย่างเป็นทางการให้ขึ้นแท่นเกียรติยศร่วมกับสัตว์อื่นอีก3 ชนิด ที่มีคุณสมบัติของ self recognition (SR) อันประกอบด้วยโลมา apes(ชิมแพนซี อุรังอุตัง กอริลล่า) และมนุษย์ ในฐานะสัตว์ที่ส่องกระจกแล้ว สามารถรู้ได้ว่านั่นคือ เงา ของตนเอง
ในการศึกษาครั้งนี้นักวิจัยใช้กระจกสั่งทำพิเศษขนาด 2.5 x 2.5 เมตร ซึ่งทำมาจากแผ่นพลาสติค หุ้มกรอบด้วยเหล็กอย่างหนา ขันน็อตอย่างแน่นติดเอาไว้กับกำแพงหิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่พวกน้องช้างอยู่
น้องช้างที่เข้าร่วมการศึกษา เป็นช้างพัง 35 ปี (เธอเป็นพี่ผมนะนี่!) มีชื่อว่า พังแฮ็ปปี้ (นามสกุล Dtac หรือปล่าวน้อ!) กินดีอยู่ดี อ้วนหมีพีมัน อยู่ในสวนสัตว์บร็องซ์ซูอันลือชื่อแห่งรัฐนิวยอร์คมาเป็นเวลาช้านาน นักวิจัยที่ไปทำการศึกษา ก็ไม่ได้บีบบังคับจับเธอมัด หรือข่มขู่ให้เธอส่องกระจกแต่อย่างใด พวกเขาแค่เอากระจกไปติดตั้ง แล้วก็เฝ้าสังเกตุห่างๆ พร้อมกับถ่ายบันทึกวิดิโอไว้



เริ่มต้น แฮ๊ปปี้ แสดงความสนอกสนใจในกระจกอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินเข้าไปสำรวจส่องดู แล้วก็ยื่นงวงไปแตะๆ ดมๆ เงาตัวเองในกระจกด้วยอารามงุนงง อะไรวะ! มองหน้าหาเรื่องเหรอ?! น่าแปลกครับที่เธอไม่ได้แสดงออกถึงพฤติกรรมก้าวร้าวอะไรออกมาเลย เธออาจจะเป็นช้างผู้ดีเก่า เลยเก็บอาการได้หมด แต่แล้วเธอดูจะเพ่งความสงสัยว่าไปที่ว่ามีอะไรอยู่ข้างหลังกระจกมากกว่า เธอพยายามยกงวงพาดข้ามกำแพงไปแตะๆ ดูด้านหลัง บางครั้งลุกขึ้นยืนสองขา เอาเท้าหน้าเกาะบนกำแพงอีกต่างหาก แล้วชะโงกหน้าไปดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครซ่อนอยู่ เท่านั้นยังไม่พอ บางทีถึงกับคุกเข่าลง แล้วก็ก้มเอางวงงัดขอบด้านล่างของกระจก พยายามจะมองลอดดูให้ได้ว่าข้างหลังมีอะไรอยู่ ถึงตอนนี้นักวิจัยหัวเราะก๊ากกันหมด คง ขำ ๆ กันดี ฝรั่งนี่ก็ขี้เล่นเหมือนกันเนอะ
เวลาผ่านไปสองสามวัน ดูเหมือนแฮ๊ปปี้จะเริ่มเรียนรู้ แล้วก็เริ่ม เก็ทแล้ว ว่ากระจกคืออะไร จะว่าไป พอใช้เป็น เธอก็เริ่มออกอาการบ้าเห่ออย่างกับเด็กได้ของเล่นใหม่เลยทีเดียว แป๊บๆ ก็มายืนส่ายงวงส่ายหัวเล่นหน้ากระจก เดินเข้าเดินออก เดี่ยวส่องเดี๋ยวไม่ส่อง สลับไปสลับมา ขยับซ้ายทีขวาที เป็นที่สนุกสนานยิ่ง กระทั่งเวลากินก็ยังชอบเอาอาหารมายืนกินหน้ากระจก กินไปส่องดูหน้าตัวเองไป ผมขึ้นรถเมล์ ครั้งหนึ่งเห็นหยิบกระจกขึ้นมาเม้ม เอานิ้วแคะขี้ฟัน เอียงซ้ายเอียงขาว แลบลิ้น ขอโทษนะครับ คนมันไม่สวยก็พยายามทำหน้าคิกคุให้น่ารัก ไม่เกรงใจคนนั่งข้าง ๆ บ้างเลย

ช้าง ช้าง ช้าง น้องเต้ยเคยเห็นช้าง หรือปล่าว?
เพลงตอนเด็ก ๆน่ารักดีครับ ฝังใจผมจนโต แม่ร้องกรอกหูทุกค่ำเย็นก่อนเข้านอน พาไปดูช้างที่เขาดินแบบนับไม่ได้เลย พอแม่ขายผักที่ตลาดเสร็จ ช่วง 11 โมงตลาดจะวายแล้ว แม่จะพาผมนั่งสามล้อจากแถวเทเวศฯ ไปเขาดิน ผมจะจ้องดูช้างเป็นชั่วโมงแบบหาสาเหตุไม่ได้ แม่บอกตอนแรกคิดว่าเป็นออติสติค ครูที่ใหญ่โรงเรียนอนุบาลทักว่าเป็นเด็กออ เพราะวาดรูปแต่ช้าง ถ้าไม่ให้วาด ผมจะถามไม่หยุดว่าช้างไปไหน จนครูเค้าคงรำคาญ แม่บอกตอนที่ครูบอก ร้องไห้โฮเลย แม่ไม่มีเงินพาผมไปหาหมอที่ไหนหรอกครับ แม่บอกก็ปล่อยวิ่งเล่นในตลาดตามมีตามเกิด จะเลี้ยงแบบคนรวย ไปหาหมอหาผู้เชี่ยวชาญอะไรต่อมิอะไร แม่บอกไม่มีตังค์ เห็นช้างขี่อย่าไปขี่ตามช้าง แม่บอกให้ประหยัด รู้จักค่าของเงิน เงินที่แม่ขายผักถึงมันจะน้อย แต่มันมีค่ามาก
พอโตขึ้นหน่อย ถึงเอาไปเข้า ป.1 เลย
โตขึ้นมาผมเลยชอบช้างพิเศษ ที่ไหนเค้าว่ามีช้างผมต้องไปดูให้ได้ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก ลอดท้องเช้า ขี่ช้าง ดูช้างเตะฟุตบอลที่สวนสามพราน ดูช้างวาดรูปที่ปางช้าง แม่สา เชียงใหม่ ป้อนนมช้างที่ปางช้าง อยุธยา ดูช้างเต้นป๊อบแดนซ์ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ที่ไหนมีขอให้บอกครับ



อารัมพบทมายาว เข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ วันก่อนผมไปอ่านเจอบทความของ Wildlife Conservation Society in Brooklyn, N.Y. มีบทความเกี่ยวกับช้างด้วย พอเห็นชื่อบทความก็ไม่รีรอที่จะอ่านทันที
น้องช้างส่องกระจกเป็นหรือปล่าว?
มาลองทายกันนะครับ ว่าเครื่องมือที่เรียกว่า กระจก เวลาส่อง มันจะกลับด้านจากซ้ายเป็นขวาจากขวกเป็นซ้ายนี้ จะทำให้เรา เข้าถึงจิตใจของสัตว์ประจำชาติของเราได้มากขึ้นอีกนิดหนึ่งหรือปล่าว ทั้งนั้นทั้งนี้ เพราะผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ที่สวนสัตย์แห่งนี้ ได้ยืนยันออกมาแล้วครับ ว่า น้องช้างได้รับการเลื่อนขั้นอย่างเป็นทางการให้ขึ้นแท่นเกียรติยศร่วมกับสัตว์อื่นอีก3 ชนิด ที่มีคุณสมบัติของ self recognition (SR) อันประกอบด้วยโลมา apes(ชิมแพนซี อุรังอุตัง กอริลล่า) และมนุษย์ ในฐานะสัตว์ที่ส่องกระจกแล้ว สามารถรู้ได้ว่านั่นคือ เงา ของตนเอง
ในการศึกษาครั้งนี้นักวิจัยใช้กระจกสั่งทำพิเศษขนาด 2.5 x 2.5 เมตร ซึ่งทำมาจากแผ่นพลาสติค หุ้มกรอบด้วยเหล็กอย่างหนา ขันน็อตอย่างแน่นติดเอาไว้กับกำแพงหิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่พวกน้องช้างอยู่
น้องช้างที่เข้าร่วมการศึกษา เป็นช้างพัง 35 ปี (เธอเป็นพี่ผมนะนี่!) มีชื่อว่า พังแฮ็ปปี้ (นามสกุล Dtac หรือปล่าวน้อ!) กินดีอยู่ดี อ้วนหมีพีมัน อยู่ในสวนสัตว์บร็องซ์ซูอันลือชื่อแห่งรัฐนิวยอร์คมาเป็นเวลาช้านาน นักวิจัยที่ไปทำการศึกษา ก็ไม่ได้บีบบังคับจับเธอมัด หรือข่มขู่ให้เธอส่องกระจกแต่อย่างใด พวกเขาแค่เอากระจกไปติดตั้ง แล้วก็เฝ้าสังเกตุห่างๆ พร้อมกับถ่ายบันทึกวิดิโอไว้



เริ่มต้น แฮ๊ปปี้ แสดงความสนอกสนใจในกระจกอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินเข้าไปสำรวจส่องดู แล้วก็ยื่นงวงไปแตะๆ ดมๆ เงาตัวเองในกระจกด้วยอารามงุนงง อะไรวะ! มองหน้าหาเรื่องเหรอ?! น่าแปลกครับที่เธอไม่ได้แสดงออกถึงพฤติกรรมก้าวร้าวอะไรออกมาเลย เธออาจจะเป็นช้างผู้ดีเก่า เลยเก็บอาการได้หมด แต่แล้วเธอดูจะเพ่งความสงสัยว่าไปที่ว่ามีอะไรอยู่ข้างหลังกระจกมากกว่า เธอพยายามยกงวงพาดข้ามกำแพงไปแตะๆ ดูด้านหลัง บางครั้งลุกขึ้นยืนสองขา เอาเท้าหน้าเกาะบนกำแพงอีกต่างหาก แล้วชะโงกหน้าไปดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครซ่อนอยู่ เท่านั้นยังไม่พอ บางทีถึงกับคุกเข่าลง แล้วก็ก้มเอางวงงัดขอบด้านล่างของกระจก พยายามจะมองลอดดูให้ได้ว่าข้างหลังมีอะไรอยู่ ถึงตอนนี้นักวิจัยหัวเราะก๊ากกันหมด คง ขำ ๆ กันดี ฝรั่งนี่ก็ขี้เล่นเหมือนกันเนอะ
เวลาผ่านไปสองสามวัน ดูเหมือนแฮ๊ปปี้จะเริ่มเรียนรู้ แล้วก็เริ่ม เก็ทแล้ว ว่ากระจกคืออะไร จะว่าไป พอใช้เป็น เธอก็เริ่มออกอาการบ้าเห่ออย่างกับเด็กได้ของเล่นใหม่เลยทีเดียว แป๊บๆ ก็มายืนส่ายงวงส่ายหัวเล่นหน้ากระจก เดินเข้าเดินออก เดี่ยวส่องเดี๋ยวไม่ส่อง สลับไปสลับมา ขยับซ้ายทีขวาที เป็นที่สนุกสนานยิ่ง กระทั่งเวลากินก็ยังชอบเอาอาหารมายืนกินหน้ากระจก กินไปส่องดูหน้าตัวเองไป ผมขึ้นรถเมล์ ครั้งหนึ่งเห็นหยิบกระจกขึ้นมาเม้ม เอานิ้วแคะขี้ฟัน เอียงซ้ายเอียงขาว แลบลิ้น ขอโทษนะครับ คนมันไม่สวยก็พยายามทำหน้าคิกคุให้น่ารัก ไม่เกรงใจคนนั่งข้าง ๆ บ้างเลย
-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 38
ต่อครับ

วันที่สี่ เธอเริ่มส่องกระจกเพื่อสำรวจร่างกายตัวเองในส่วนซ่อนเร้นต่างๆ ซึ่งปกติไม่สามารถมองเห็นได้ ดูเหมือนแฮ๊ปปี้จะพบรักกับประโยชน์ข้อนี้เข้าอย่างจัง เธอชอบอ้าปากส่องกระจก แล้วก็แหย่ปลายงวงล้วงเข้าไปสำรวจแตะๆ ดูตามจุดต่างๆ มีอยู่ครั้งนึง นักวิจัยแอบสังเกตเห็นเธอเอางวงค่อยๆ ดึงหูตัวเองให้กางออก แล้วก็ค่อยๆ ส่องกระจกพินิจพิจารณาดูอย่างถ้วนถี่ ใครจะไปคิดล่ะครับว่าเธอก็มีความสนใจเรื่องหน้าตาตัวเองเหมือนกัน ไม่แน่ แฮ๊ปปี้กำลังคิดอยู่ก็ได้ว่า ต๊าย ทำไมชั้นหูกางจัง จมูกก็ใหญ่ ดูสิ น่าเกลี๊ยด น่าเกลียด ในทางกลับกันอาจจะเป็น ว้าว ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะว่าเราหน้าตาดีขนาดนี้ หูก็กางได้สัดส่วน งวงก็ยาวสลวย ต๊าย งามเลิศในปฐพี อันนี้ก็สุดจะคาดเดา
ถือว่าน่าทึ่งใช้ได้นะครับ แต่จริงๆ แล้ว ยังเหลือแบบทดสอบสุดท้ายอีกด่านนึงในวันที่ห้า ซึ่งแฮ๊ปปี้จะต้องผ่านให้ได้ก่อน ถึงจะเรียกได้ว่ามี SR อย่างแท้จริง
แบบทดสอบที่ว่านี้มีชื่อว่า X Test คอนเซ็ปคร่าวๆ ของก็คือ เอาสีไปแต้มบนใบหน้าแล้วให้เธอมาส่องกระจกใหม่ เธอก็น่าจะรับรู้ได้ว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับใบหน้าส่วนนั้นของตน แบบทดสอบนี้ น่ารักมากครับ นักวิจัยเอาแปรงทาสีจุ่มสีขาวแล้วก็ป้ายไปบนหน้าผากขวาของเธอเป็นรูปกากบาท ดูไปดูมาเหมือนพวกตัวการ์ตูนญี่ปุ่นที่เวลาตกบันไดเสร็จแล้วต้องมีรูปพลาสเตอร์ใหญ่ๆ แปะไว้บนหัวแบบนั้นแหละครับ
ปรากฏออกมาว่า ทันทีที่ป้ายสีเสร็จ แฮปปี้ ก็ตรงรี่เข้าไปหากระจก ส่องไปส่องมาอยู่ 10 วิ ไม่รู้สึกอะไรว่ามีอะไรผิดปกติ ก็ออกมาเดินเล่นชิลๆ อยู่ประมาณ 7 นาที จากนั้นก็วกกลับไปส่องใหม่ และคราวนี้เอง แฮ็ปปี้เริ่มสังเกตุเห็นความผิดปกติแล้วครับ เธอมองหน้าตัวเองในกระจก เสร็จแล้วก็เดินออกมา แล้วก็เดินกลับเข้าไปส่องใหม่ เหมือนเพิ่งจะตระหนักได้ว่ามันมีอะไรแหม่งๆ อยู่บนหน้าผาก เธอเดินออกมาอีก แล้วก็กลับเข้าไปส่องใหม่อีก ทำวนเวียนอยู่หลายรอบมาก เอาจนแน่ใจ จากนั้นก็ออกมาหยุดยืนอยู่ แล้วก็เริ่มยกงวงขึ้นแตะหน้าผากขวาของตนเองบริเวณที่มีสีขาวป้ายอยู่ แตะไปแตะมาสักพัก ก็ย้อนกลับไปดูกระจกอีกรอบ แล้วก็ยกงวงขึ้นมาแตะหน้าผากซ้ำอีกเป็นสิบๆ รอบ อาจจะเป็นช้างที่รักสะอาดแล้วสงสัยอะไรมาติดหน้าผากฉันนี้ อะไรประมาณนี้ก็อาจเป็นได้นะครับ
แม้ว่าภาพที่ออกมาจะดูน่าตลกขบขันเหมือนช้างแปะพลาสเตอร์ยืนเกาหัวด้วยอารมณ์งงๆ แต่มันก็เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า แฮปปี้สามารถจดจำเงาของตัวเองในกระจกได้อย่างแท้จริง นับเป็นช้างตัวแรกในโลกเลยก็ว่าได้ ที่แสดงความสามารถดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์อย่างปราศจากข้อกังขาใดๆ
ต้องขอแสดงความยินดีกับคุณแฮปปี้ มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ท่านผู้อ่านสามารถดูคลิปวีดิโอของแฮ๊ปปี้และรวมแสดงความยินดีกับเธอได้ที่เว็บไซค์ข้างล่างนี้
http://www.livescience.com/php/video/pl ... g&plugin=f
ถ้าช้างมีความรู้สึกนึกคิดในระดับที่ใกล้เคียงกับคนมาก มันน่าจะทำให้เราได้คิดแล้วคิดอีก เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันซึ่งช้างยังคงถูกโขกสับใช้งานด้วยเคียว เดินในกรุงเทพมันร้อนก็ร้อนยัง ยังทรมานมันอยู่กันได้ ช่วยคิดแล้วคิดอีกนะครับ ลามไปถึงโลมาด้วยก็ดี โลมาที่ยังคงถูกล่าและฆ่าอย่างทารุณในประเทศญี่ปุ่น และยังคงต้องมาตายอย่างทรมานในอวนของชาวประมงไทย ถึงแม้จะไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจับก็ตาม ซีเรียสนะครับซีเรียส
และถ้าอย่างหมาละครับ?
ถ้าหมาไม่มี SR จริงอย่างที่เค้าว่า แล้วประสบการณ์การดำรงอยู่โดยไม่มีเซ็นส์เรื่อง ตัวตน ของมันจะรู้สึกยังไงบ้าง? อารมณ์มันจะเป็นประมาณไหน หากสมมุติเราเป็นหมามองเข้าไปในกระจก แล้วไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าเงาที่เห็นนั้น เป็นเงาของเราเอง? ประสบการณ์ภายในหัว ของสัตย์ที่ไม่มี SR เป็นโลกและประสบการณ์แบบไหนกันแน่? เราแทบจะไม่มีทางนึกออกได้เลย
จะว่าไปนะครับ คนทุกคนก็เคยผ่านช่วงที่ไม่มี SR มาก่อนเหมือนกัน เพียงแต่เราแค่จำไม่ได้เท่านั้นเองว่ามันเป็นยังไง เซ็นส์เรื่องตัวตนของคนเราไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด แต่เป็นวงจรอะไรสักอย่างในสมองซึ่งค่อยๆ พัฒนาถือกำเนิดขึ้น จนถึงจุดที่จะเริ่มใช้งานได้ก็ต่อเมื่ออายุได้ประมาณ 18 เดือน ส่วนทารกที่เล็กกว่านั้นจะยังดูกระจกไม่รู้เรื่อง สิ่งที่น่ากลัวก็คือ สมองส่วนที่ว่า อาจจะพัฒนาผิดปกติ หรือในคนทั่วไปก็อาจจะเกิดเจ๊งขึ้นมาเพราะโรคภัยหรืออุบัติเหตุอะไรบางอย่างก็เป็นได้
จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อสมองส่วนที่รับผิดชอบเรื่อง ตัวตน เกิดหยุดทำงานขึ้นมา? คนไข้ผู้ประสบชะตากรรมดังกล่าวหลายรายมีอาการคล้ายกันคือ เมื่อมองเงาในกระจกแล้วจะรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นเงาของคนอื่นซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ เด็กที่เป็นออทิสติกบางรายมีอาการดังกล่าวครับ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็สัณนิษฐานว่า เพราะเขาไม่รู้จักตัวเอง เขาจึงมีปัญหาในการเข้าใจผู้อื่น
ดูๆ แล้วก็น่าคิดนะครับ
หรือการรู้จัก เอาใจเขามาใส่ใจเราไม่แน่เราอาจต้องเริ่มต้นด้วยการส่องกระจกบ่อยๆ และจากการรู้จักแยกแยะถึงสิ่งที่เรียกว่า เรา ออกมาให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นแล้วจะไปเอาใจเขามาใส่ใจ เรา ได้อย่างไร ?

ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างส่อง กระจก หรือปล่าว
ช้างมันส่ายหัว งง ๆ เอางวงเกาๆ
นี่หูฉันหรือ ต๊าย ช่างน่ารักจัง ๆ
ฉันมีความรักความชังเหมือน.......คน

วันที่สี่ เธอเริ่มส่องกระจกเพื่อสำรวจร่างกายตัวเองในส่วนซ่อนเร้นต่างๆ ซึ่งปกติไม่สามารถมองเห็นได้ ดูเหมือนแฮ๊ปปี้จะพบรักกับประโยชน์ข้อนี้เข้าอย่างจัง เธอชอบอ้าปากส่องกระจก แล้วก็แหย่ปลายงวงล้วงเข้าไปสำรวจแตะๆ ดูตามจุดต่างๆ มีอยู่ครั้งนึง นักวิจัยแอบสังเกตเห็นเธอเอางวงค่อยๆ ดึงหูตัวเองให้กางออก แล้วก็ค่อยๆ ส่องกระจกพินิจพิจารณาดูอย่างถ้วนถี่ ใครจะไปคิดล่ะครับว่าเธอก็มีความสนใจเรื่องหน้าตาตัวเองเหมือนกัน ไม่แน่ แฮ๊ปปี้กำลังคิดอยู่ก็ได้ว่า ต๊าย ทำไมชั้นหูกางจัง จมูกก็ใหญ่ ดูสิ น่าเกลี๊ยด น่าเกลียด ในทางกลับกันอาจจะเป็น ว้าว ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะว่าเราหน้าตาดีขนาดนี้ หูก็กางได้สัดส่วน งวงก็ยาวสลวย ต๊าย งามเลิศในปฐพี อันนี้ก็สุดจะคาดเดา
ถือว่าน่าทึ่งใช้ได้นะครับ แต่จริงๆ แล้ว ยังเหลือแบบทดสอบสุดท้ายอีกด่านนึงในวันที่ห้า ซึ่งแฮ๊ปปี้จะต้องผ่านให้ได้ก่อน ถึงจะเรียกได้ว่ามี SR อย่างแท้จริง
แบบทดสอบที่ว่านี้มีชื่อว่า X Test คอนเซ็ปคร่าวๆ ของก็คือ เอาสีไปแต้มบนใบหน้าแล้วให้เธอมาส่องกระจกใหม่ เธอก็น่าจะรับรู้ได้ว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับใบหน้าส่วนนั้นของตน แบบทดสอบนี้ น่ารักมากครับ นักวิจัยเอาแปรงทาสีจุ่มสีขาวแล้วก็ป้ายไปบนหน้าผากขวาของเธอเป็นรูปกากบาท ดูไปดูมาเหมือนพวกตัวการ์ตูนญี่ปุ่นที่เวลาตกบันไดเสร็จแล้วต้องมีรูปพลาสเตอร์ใหญ่ๆ แปะไว้บนหัวแบบนั้นแหละครับ
ปรากฏออกมาว่า ทันทีที่ป้ายสีเสร็จ แฮปปี้ ก็ตรงรี่เข้าไปหากระจก ส่องไปส่องมาอยู่ 10 วิ ไม่รู้สึกอะไรว่ามีอะไรผิดปกติ ก็ออกมาเดินเล่นชิลๆ อยู่ประมาณ 7 นาที จากนั้นก็วกกลับไปส่องใหม่ และคราวนี้เอง แฮ็ปปี้เริ่มสังเกตุเห็นความผิดปกติแล้วครับ เธอมองหน้าตัวเองในกระจก เสร็จแล้วก็เดินออกมา แล้วก็เดินกลับเข้าไปส่องใหม่ เหมือนเพิ่งจะตระหนักได้ว่ามันมีอะไรแหม่งๆ อยู่บนหน้าผาก เธอเดินออกมาอีก แล้วก็กลับเข้าไปส่องใหม่อีก ทำวนเวียนอยู่หลายรอบมาก เอาจนแน่ใจ จากนั้นก็ออกมาหยุดยืนอยู่ แล้วก็เริ่มยกงวงขึ้นแตะหน้าผากขวาของตนเองบริเวณที่มีสีขาวป้ายอยู่ แตะไปแตะมาสักพัก ก็ย้อนกลับไปดูกระจกอีกรอบ แล้วก็ยกงวงขึ้นมาแตะหน้าผากซ้ำอีกเป็นสิบๆ รอบ อาจจะเป็นช้างที่รักสะอาดแล้วสงสัยอะไรมาติดหน้าผากฉันนี้ อะไรประมาณนี้ก็อาจเป็นได้นะครับ
แม้ว่าภาพที่ออกมาจะดูน่าตลกขบขันเหมือนช้างแปะพลาสเตอร์ยืนเกาหัวด้วยอารมณ์งงๆ แต่มันก็เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า แฮปปี้สามารถจดจำเงาของตัวเองในกระจกได้อย่างแท้จริง นับเป็นช้างตัวแรกในโลกเลยก็ว่าได้ ที่แสดงความสามารถดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์อย่างปราศจากข้อกังขาใดๆ
ต้องขอแสดงความยินดีกับคุณแฮปปี้ มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ท่านผู้อ่านสามารถดูคลิปวีดิโอของแฮ๊ปปี้และรวมแสดงความยินดีกับเธอได้ที่เว็บไซค์ข้างล่างนี้
http://www.livescience.com/php/video/pl ... g&plugin=f
ถ้าช้างมีความรู้สึกนึกคิดในระดับที่ใกล้เคียงกับคนมาก มันน่าจะทำให้เราได้คิดแล้วคิดอีก เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันซึ่งช้างยังคงถูกโขกสับใช้งานด้วยเคียว เดินในกรุงเทพมันร้อนก็ร้อนยัง ยังทรมานมันอยู่กันได้ ช่วยคิดแล้วคิดอีกนะครับ ลามไปถึงโลมาด้วยก็ดี โลมาที่ยังคงถูกล่าและฆ่าอย่างทารุณในประเทศญี่ปุ่น และยังคงต้องมาตายอย่างทรมานในอวนของชาวประมงไทย ถึงแม้จะไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจับก็ตาม ซีเรียสนะครับซีเรียส
และถ้าอย่างหมาละครับ?
ถ้าหมาไม่มี SR จริงอย่างที่เค้าว่า แล้วประสบการณ์การดำรงอยู่โดยไม่มีเซ็นส์เรื่อง ตัวตน ของมันจะรู้สึกยังไงบ้าง? อารมณ์มันจะเป็นประมาณไหน หากสมมุติเราเป็นหมามองเข้าไปในกระจก แล้วไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าเงาที่เห็นนั้น เป็นเงาของเราเอง? ประสบการณ์ภายในหัว ของสัตย์ที่ไม่มี SR เป็นโลกและประสบการณ์แบบไหนกันแน่? เราแทบจะไม่มีทางนึกออกได้เลย
จะว่าไปนะครับ คนทุกคนก็เคยผ่านช่วงที่ไม่มี SR มาก่อนเหมือนกัน เพียงแต่เราแค่จำไม่ได้เท่านั้นเองว่ามันเป็นยังไง เซ็นส์เรื่องตัวตนของคนเราไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด แต่เป็นวงจรอะไรสักอย่างในสมองซึ่งค่อยๆ พัฒนาถือกำเนิดขึ้น จนถึงจุดที่จะเริ่มใช้งานได้ก็ต่อเมื่ออายุได้ประมาณ 18 เดือน ส่วนทารกที่เล็กกว่านั้นจะยังดูกระจกไม่รู้เรื่อง สิ่งที่น่ากลัวก็คือ สมองส่วนที่ว่า อาจจะพัฒนาผิดปกติ หรือในคนทั่วไปก็อาจจะเกิดเจ๊งขึ้นมาเพราะโรคภัยหรืออุบัติเหตุอะไรบางอย่างก็เป็นได้
จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อสมองส่วนที่รับผิดชอบเรื่อง ตัวตน เกิดหยุดทำงานขึ้นมา? คนไข้ผู้ประสบชะตากรรมดังกล่าวหลายรายมีอาการคล้ายกันคือ เมื่อมองเงาในกระจกแล้วจะรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นเงาของคนอื่นซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ เด็กที่เป็นออทิสติกบางรายมีอาการดังกล่าวครับ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็สัณนิษฐานว่า เพราะเขาไม่รู้จักตัวเอง เขาจึงมีปัญหาในการเข้าใจผู้อื่น
ดูๆ แล้วก็น่าคิดนะครับ
หรือการรู้จัก เอาใจเขามาใส่ใจเราไม่แน่เราอาจต้องเริ่มต้นด้วยการส่องกระจกบ่อยๆ และจากการรู้จักแยกแยะถึงสิ่งที่เรียกว่า เรา ออกมาให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นแล้วจะไปเอาใจเขามาใส่ใจ เรา ได้อย่างไร ?

ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างส่อง กระจก หรือปล่าว
ช้างมันส่ายหัว งง ๆ เอางวงเกาๆ
นี่หูฉันหรือ ต๊าย ช่างน่ารักจัง ๆ
ฉันมีความรักความชังเหมือน.......คน
-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 41
แสงสว่างบนปากเหว

อาทิตย์ที่แล้ว โหน่งแวะมาหาผมที่อ๊อฟฟิส มาถึงไม่พูดพร่ำ ยกมือไหว้ โยนหนังสือให้ 4 เล่ม
พี่จ๋อย เอาหนังสือมาฝาก อ่านแล้วจะติดใจ
ผมพลิก ๆดู น่าสนใจทุกเล่มเลย แต่ไปสะดุดเล่มที่ชื่อ บนปากเหว
บนปากเหว ไม่รู้ทำไมได้ยินชื่อนี้แล้วคิดถึง ใครคนหนึ่งที่ตอนนี้เร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ
เอ้ย โหน่ง เล่มนี้เกี่ยวกับอะไรอ่ะ ผมถาม
ไม่รู้ซิพี่ เล่มนั้นผมไม่ได้อ่านหรอก น้ำค้าง (แฟนผม) เค้าฝากเอามาให้พี่จ๋อย บอกว่าพี่จ๋อยอ่านแล้วต้องมี reflect อะไรดี ๆแน่ แต่ผมอ่านชื่อแล้ว คิดถึงตอนไปวิ่งชายหาดยังไงไม่รู้ โหน่งมันพูดจบ ยกมือไหว้ แล้วมันก็ไป ทิ้งปริศนาไว้ให้คิด อะไรวะ วิ่งชายหาด?
อ๋อ! เกี่ยวผู้หญิงคนหนึ่ง น่ารัก สวยครับ เป็นผู้หญิงที่สวยมาก ตัวเล็กนิกเดียว เป็นแอร์ฮอสเตสมาก่อนด้วย อ๋อ! ตอนนี้เป็นดีไซน์เนอร์เจ้าของร้าน Inspired by Inner Complexity แต่งตัวเปรี๊ยวจี๊ดจริงๆ โอย...เห็นแล้วเข็ดฟัน
อืมมมม....เธอหลงใหลในศิลปะการออกแบบเสื้อผ้าเป็นชีวิตจิตใจ เอ๊ะ .....แต่เธอทำงานหนักนะ อ้า....จนสามารถคว้ารางวัลจากเวทีประกวดระดับโลกมาแล้ว ว้าว...เก่งไม่เบาแฮะ
โอเค.....แล้วยังไงต่อไป ....
look นั้นไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญมากไปกว่าความเป็นตัวของตัวเอง
อู้บะ..ก็คมดีนี่.........เอ บางทีอยู่ต่อหน้าใครบางคนก็เป็นตัวของตัวเองยากนะ
แล้วอะไรอีกละ......แฮ่....แฮ่.....โหน่งมันเอาอะไรมาให้อ่านวะ
นี่ไงตรงนี่ไง....พึบ...พับ........เสียงเปิดหนังสือ
ผู้เขียน.....โฮย....เธอ....บอก....อืมม....น่าสนใจแล้วแฮะ...... เธอบอกถึงเหตุผลที่เขียนหนังสือเล่มนี้ว่าอย่างนี้ครับ
อยากจะให้หนังสือเล่มนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคน โดยเฉพาะญาติของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพื่อให้เขารู้ว่าการทำร้ายทางวาจาหรือทางร่างกายโดยไม่ตั้งใจ เพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้น กลายเป็นความเจ็บปวดในใจที่สะสมมาตลอด สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่งไปโดยสิ้นเชิง

...ชัวร์... เป็น Drama แน่นอนครับ ...อย่างนี้น่าอ่านครับ ....อ้อ ....ชาลี มังเกอร์ ต้องชอบอ่านหนังสือเล่มนี้แน่.....เดาเอา....เห็นแกทำนองว่า......อะไรนะ.... ชอบเรียนรู้จากความผิดพลาดมากกว่า ความสำเร็จ...อะไรประมาณนี้ล่ะ.......งานนี้ผมเตรียมผ้าเช็ดหน้า มาวางใกล้ ๆ แล้ว..... แหม....เผื่อได้น้ำตาซึมครับ........
ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ.......
ตอนนี้........ผมสงสารแล้วเธอครับ และผมก็ชื่นชมเธอมากด้วย ........
จากชีวิตของคนที่เกือบจะไร้วิญญาณ ด้วยการคิด ฆ่าตัวตาย สารพัดวิธีตั้งแต่วัยเด็ก เพราะเธอต้องเผชิญกับปัญหาภายในใจที่รุมเร้า จนเธอไม่สามารถสลัดความทุกข์และความปวดร้าวออกไปได้
ฉากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนที่เธอยังเป็นเด็ก.....
อ้อม อ้อม มาเล่นด้วยกัน นี่ของเราสองคน เด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้าในบ้านพร้อมวิทยุสตูดิโอใหม่เอี่ยม
ของเราสองคนหรือ ขออ้อมดูหน่อยซิ เสียงจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กว่าพูด เธอถือมันไว้แล้วเธอก็ทุบสตูดิดโอเครื่องนั้น....ตุ๊บ...ตุ๊บ....
เด็กผู้ชายตะโกนลั่น อ้อม ทำอย่างนั้นทำไม พี่จะฟ้องแม่
ก็พี่บอกมันเป็นของเราสองคน อ้อมจะทำอะไรก็ได้ . แสดงว่าพี่พูดไม่จริง ถ้าพูดไม่จริง อ้อมขอให้พี่ตาย
พี่จะไปฟ้องแม่ เด็กผู้ชายรีบวิ่งออกไป
หลังจากนั้น แม่เด็กเข้ามาในห้อง แม่มาตีเด็กผู้หญิงที่ชื่ออ้อม อ้อมวิ่งหนีเข้าห้องน้ำ แม่ตามมาตี คนเป็นพ่อมาเห็น เธอตีลุกทำไม ตีลูกทำไม?
มันมาแช่งลูกฉัน เด็กดีเท่านั้นที่จะเป็นลูกฉัน แม่โกรธมาก
ตั้งแต่วันนั้น อ้อมฝังใจมาตลอดว่าตัวเองใช่ ลูกแม่ หรือปล่าว เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก่อให้เกิดรอยร้าวบนดวงใจน้อยๆ และมันเป็นรอยร้าวที่ขยายวงกว้างเรื่อย ๆ แบบที่เธอไม่รู้ตัว และไม่มีใครรู้ เธอต้องเผชิญกับปัญหาภายในใจที่รุมเร้า จนเธอไม่สามารถสลัดความทุกข์และความปวดร้าวออกไปได้
อ้อมเริ่มนับจำนวนครั้งที่แม่หอมพี่ชาย แล้วมาเปรียบเทียบจำนวนครั้งที่แม่หอมตัวเอง...ทำไมแม่หอมพี่สองครั้ง แต่หอมเราครั้งเดียว
อ้อมถูกพี่เลี้ยงละเมิทางเพศ ตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง แต่ด้วยความเป้นเด็ก เลยไม่ได้บอกใคร อ้อมยิ่งโหยหาความรักจากแม่มากขึ้น เธอเลือกที่จะเล่นกับตุ๊กตา จินตนาการว่าต๊กตามีชีวิต เหตุการณ์ในวันนั้นได้หว่านเมล็ดพันธ์แห่งความรู้สึกไร้ค่าและไร้ตัวตนในใจอ้อมแล้ว
พอ 5 ขวบ อ้อมเริ่มพัฒนาไปสู่ Multi-personalities การมีสองบุคคลิค หรือ มากว่าสองในตัวคนเดียว เวลาอยู่ต่อหน้าแม่จะทำตัวดี แต่พออยู่กับตัวเองจะตีตัวเอง เพราะเคยโดนแม่ตีและพี่เลี้ยงตี อ้อมกลับจำมาทำร้ายตัวเอง
พอ 7 ขวบ อ้อมเริ่มชกตู้ เตะโน่น แต่ไม่ให้ใครเห็น เริ่มพยายามทำให้ตัวเองเจ็บมากขึ้น ถอนฟันที่โยกอยู่ สนุกที่ได้เห็นเลือด ตั้งใจหกล้ม กลั้นใจในอ่างน้ำ ทรมานตัวเอง แต่ไม่มีใครเคยเห็น
เวลาพ่อแม่ไม่อยู่ อ้อมแทบจะเป็นบ้า กลัวคนรอบข้างตาย จนจะคิดฆ่าตัวเอง จะได้ไม่ต้องเสียใจ เพราะคิดอย่างนี้ อ้อมจึงไม่อยากรักใคร ไม่อยากใกล้ใคร ไม่อยากมีเพื่อน เพราะกลัวเขาจากเราไป
ความจริงแล้ว.....แม่ของเธอรักอ้อมมาก พยายามสอนอ้อมให้เป็นคนดี ให้รู้จักรักพี่ แต่แม่ไม่รู้เลยว่าเวลานั้นอ้อมอิจฉาพี่ชายตัวเองมากขนาดไหน กลับกลายเป็นว่าแม่ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว
อ้อม เติบโตขึ้นพร้อมกับกลายเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว จนต้องหันมาพึ่งยาเสพติด......ทุกประเภท
เธอปิดกั้นตัวเอง.... เก็บตัวคนเดียว... จนวันหนึ่งระเบิดออกมาด้วยการฆ่าตัวตาย กว่าคนรอบข้างจะรู้ก็เกือบสายไปแล้ว ทุกคนตกใจมาก อ้อมมีพร้อมทุกอย่าง และดูว่าไม่น่าจะเป็นคนป่วยทางจิตได้เลย ขนาดทางบ้านอ้อม.......ก็ไม่รู้ว่าอ้อมป่วย
อ้อมอยากจะให้หนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนกำลังใจให้ผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทุกคน ให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ และจะมีประโยชน์มากกับญาติของผู้ป่วย เพราะอ่านแล้วจะรู้เลยว่า ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร พูดอย่างไร เพื่อไม่ให้จุดจบของเขามาจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย อ้อมว่าแค่หนึ่งชีวิตที่ช่วยได้ ก็ถือว่าคุ้มค่าที่อ้อมได้เกิดมาแล้ว
แม่ของอ้อมพูดน้ำตาคลอ
แม่อยากจะให้หนังสือเล่มนี้ กลายเป็นวิทยาทานให้แม่ทุกคน หรือคนที่กำลังจะกลายเป็นแม่ ให้รู้จักคิดก่อนที่จะทำ เพราะสิ่งที่เราตั้งใจทำลงไป อาจจะไปทำร้ายจิตใจลูกจนทำให้เกิดผลเสียก็ได้
แม่หยุด.....แล้วพูดต่อ
รู้ว่าลูกสาวจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตที่อ้อมผ่านมาทั้งหมด ตอนที่ลูกสาวอยู่แคนาดา ไปรักษาอาการโรคจิตที่นั่น ซึ่งแรกๆ แม่กังวลว่า หนังสือเล่มนี้จะต้องทำให้อ้อมเอาปี๊บคลุมหัวเดินออกจากบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หนังสือเล่มนี้กลับทำให้แม่รู้ว่า ลูกสาวของแม่กล้าที่จะลุกขึ้นมายอมรับความจริงได้อย่างไม่อายใคร

แม่อ้อมอ่านหนังสือเล่มนี้ทีไรจะต้องร้องไห้ทุกครั้งครับ แม่จะตื่นตันใจที่อ้อมหายเป็นปกติแล้ว และ หนังสือเล่มนี้ถือว่าอ้อมเสียสละมาก ที่เล่าเรื่องราวในชีวิตของตัวเองออกมา ถึงจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่แม่ก็ดีใจและจะเป็นกำลังใจให้คนที่เป็นโรคนี้ ให้เขาเดินหน้าต่อไป คุณแม่อ้อม กล่าวอย่างภาคภูมิใจในตอนท้าย
..

...ประทับใจมากครับ จากใจผมเลย ทั้งคุณอ้อมและคุณแม่ ขอบคุณมาก ๆครับ ที่ช่วยเตือนสติ เป็นบทเรียนในชีวิตให้กับเรามากมาย คุณอ้อมเปลี่ยนปมด้อยกลายให้เป็นปมเด่น ด้วยการพูดสิ่งนั้นออกมาให้คนอื่นรู้ จัดระเบียบในใจของเรา รู้จักตัวเองก่อน ยอมรับตัวเอง แต่ไม่ยอมแพ้ หนังสือเล่มนี้จะเป็นเพื่อนเดินทางให้กับใครก็ได้ที่ตอนนี้กำลังอยู่ปากเหว และ หาทางออกไม่เจอ บนนั้นยังมีทางลงครับ และเป็นทางลงที่งดงามมากด้วย เป็นทางลงที่เต็มไปด้วยความรัก
คนเรามีสองด้านเสมอ ด้านสว่างกับด้านมืด ทุกวันนี้เราเอาด้านสว่างมาอวดให้กันดู ความเจ็บปวด และปมด้อยต่างๆ เราซ่อนไว้ข้างใน ไม่ให้ใครรุ้ ขอบคุณที่ชี้ทางให้ผมว่า เราสามารถออกมาจากด้านมืดได้อย่างไร เวลาเราสิ้นหวัง และยังสามารถออกมาช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้อีกด้วย
ความตั้งใจของอ้อมครั้งนี้ .....ผมไม่รู้จะพูดยังไงขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ
จ๋อย
.....................................................................................................

ผมอ่านแล้วเชื่อว่าคนรอบข้างมีส่วนสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นแม่ พี่ชาย สามี เรารู้จักความรักกันทุกคน แต่รู้จักกันดีมากแค่ไหน ความรักทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด ผมชื่นชมเธอมากในหัวใจที่เปิดกว้างดั่งมหาสมุทรของเธอมากครับ ขนาดผู้ชายอกสามศอกอย่างผม ยังไม่กล้าบอกข้อบกพร่องของตัวเองให้คนอื่นรู้เลย เธอเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญมาก ผมขอปรบมือให้กับเธอดังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ครับ
เต้ย
....................................................

ผมเคยบอกลูกคนโต ว่า ทำไมไม่เชื่อฟังพ่อ ใช่ลูกพ่อหรือปล่าว เวลาผมหอมคนเล็ก คนโตจะชอบมอง ลูกสาว 6 ขวบ เก็บเสื้อผ้าหนีออกจากบ้าน ผมไปตามเจอที่สนามเด็กเล่น ห่างจากบ้านเกือบ 1 ก.ม. ผมเป็นพ่อที่โง่เง่าจริง ผมร้องไห้กอดลูกแล้วบอกว่า พ่อรักลูก ๆ ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ถ้าโดนจับตัวไปตัดแขนตัดขา ไปนั่งขอทาน ใจผมแตกสลายแบบไม่สมควรให้อภัย เรื่องนี้ภรรยาไม่คุยกับผมเกือบเดือน ผมมองลูกหลับแล้วร้องไห้ทุกคืน ก่อนหลับผมก็หอมเขา ความอบอุ่นนี้แม่ให้อยู่แล้ว แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่า เขาต้องการจากอ้อมกอดอุ่นๆ ที่คละเคล้ากลิ่นเหงื่อพ่อด้วย
ขอบคุณมากครับ ที่เตือนสติ คุณอ้อมเป็นคนที่กล้าหาญมากครับ ความรักของแม่ชนะทุกสิ่งได้ ขอพระเจ้าอวยพระพรให้คุณอ้อมด้วยครับ
^O-O^
.................................................................


อาทิตย์ที่แล้ว โหน่งแวะมาหาผมที่อ๊อฟฟิส มาถึงไม่พูดพร่ำ ยกมือไหว้ โยนหนังสือให้ 4 เล่ม
พี่จ๋อย เอาหนังสือมาฝาก อ่านแล้วจะติดใจ
ผมพลิก ๆดู น่าสนใจทุกเล่มเลย แต่ไปสะดุดเล่มที่ชื่อ บนปากเหว
บนปากเหว ไม่รู้ทำไมได้ยินชื่อนี้แล้วคิดถึง ใครคนหนึ่งที่ตอนนี้เร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ
เอ้ย โหน่ง เล่มนี้เกี่ยวกับอะไรอ่ะ ผมถาม
ไม่รู้ซิพี่ เล่มนั้นผมไม่ได้อ่านหรอก น้ำค้าง (แฟนผม) เค้าฝากเอามาให้พี่จ๋อย บอกว่าพี่จ๋อยอ่านแล้วต้องมี reflect อะไรดี ๆแน่ แต่ผมอ่านชื่อแล้ว คิดถึงตอนไปวิ่งชายหาดยังไงไม่รู้ โหน่งมันพูดจบ ยกมือไหว้ แล้วมันก็ไป ทิ้งปริศนาไว้ให้คิด อะไรวะ วิ่งชายหาด?
อ๋อ! เกี่ยวผู้หญิงคนหนึ่ง น่ารัก สวยครับ เป็นผู้หญิงที่สวยมาก ตัวเล็กนิกเดียว เป็นแอร์ฮอสเตสมาก่อนด้วย อ๋อ! ตอนนี้เป็นดีไซน์เนอร์เจ้าของร้าน Inspired by Inner Complexity แต่งตัวเปรี๊ยวจี๊ดจริงๆ โอย...เห็นแล้วเข็ดฟัน
อืมมมม....เธอหลงใหลในศิลปะการออกแบบเสื้อผ้าเป็นชีวิตจิตใจ เอ๊ะ .....แต่เธอทำงานหนักนะ อ้า....จนสามารถคว้ารางวัลจากเวทีประกวดระดับโลกมาแล้ว ว้าว...เก่งไม่เบาแฮะ
โอเค.....แล้วยังไงต่อไป ....
look นั้นไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญมากไปกว่าความเป็นตัวของตัวเอง
อู้บะ..ก็คมดีนี่.........เอ บางทีอยู่ต่อหน้าใครบางคนก็เป็นตัวของตัวเองยากนะ
แล้วอะไรอีกละ......แฮ่....แฮ่.....โหน่งมันเอาอะไรมาให้อ่านวะ
นี่ไงตรงนี่ไง....พึบ...พับ........เสียงเปิดหนังสือ
ผู้เขียน.....โฮย....เธอ....บอก....อืมม....น่าสนใจแล้วแฮะ...... เธอบอกถึงเหตุผลที่เขียนหนังสือเล่มนี้ว่าอย่างนี้ครับ
อยากจะให้หนังสือเล่มนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคน โดยเฉพาะญาติของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพื่อให้เขารู้ว่าการทำร้ายทางวาจาหรือทางร่างกายโดยไม่ตั้งใจ เพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้น กลายเป็นความเจ็บปวดในใจที่สะสมมาตลอด สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่งไปโดยสิ้นเชิง

...ชัวร์... เป็น Drama แน่นอนครับ ...อย่างนี้น่าอ่านครับ ....อ้อ ....ชาลี มังเกอร์ ต้องชอบอ่านหนังสือเล่มนี้แน่.....เดาเอา....เห็นแกทำนองว่า......อะไรนะ.... ชอบเรียนรู้จากความผิดพลาดมากกว่า ความสำเร็จ...อะไรประมาณนี้ล่ะ.......งานนี้ผมเตรียมผ้าเช็ดหน้า มาวางใกล้ ๆ แล้ว..... แหม....เผื่อได้น้ำตาซึมครับ........
ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ.......
ตอนนี้........ผมสงสารแล้วเธอครับ และผมก็ชื่นชมเธอมากด้วย ........
จากชีวิตของคนที่เกือบจะไร้วิญญาณ ด้วยการคิด ฆ่าตัวตาย สารพัดวิธีตั้งแต่วัยเด็ก เพราะเธอต้องเผชิญกับปัญหาภายในใจที่รุมเร้า จนเธอไม่สามารถสลัดความทุกข์และความปวดร้าวออกไปได้
ฉากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนที่เธอยังเป็นเด็ก.....
อ้อม อ้อม มาเล่นด้วยกัน นี่ของเราสองคน เด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้าในบ้านพร้อมวิทยุสตูดิโอใหม่เอี่ยม
ของเราสองคนหรือ ขออ้อมดูหน่อยซิ เสียงจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กว่าพูด เธอถือมันไว้แล้วเธอก็ทุบสตูดิดโอเครื่องนั้น....ตุ๊บ...ตุ๊บ....
เด็กผู้ชายตะโกนลั่น อ้อม ทำอย่างนั้นทำไม พี่จะฟ้องแม่
ก็พี่บอกมันเป็นของเราสองคน อ้อมจะทำอะไรก็ได้ . แสดงว่าพี่พูดไม่จริง ถ้าพูดไม่จริง อ้อมขอให้พี่ตาย
พี่จะไปฟ้องแม่ เด็กผู้ชายรีบวิ่งออกไป
หลังจากนั้น แม่เด็กเข้ามาในห้อง แม่มาตีเด็กผู้หญิงที่ชื่ออ้อม อ้อมวิ่งหนีเข้าห้องน้ำ แม่ตามมาตี คนเป็นพ่อมาเห็น เธอตีลุกทำไม ตีลูกทำไม?
มันมาแช่งลูกฉัน เด็กดีเท่านั้นที่จะเป็นลูกฉัน แม่โกรธมาก
ตั้งแต่วันนั้น อ้อมฝังใจมาตลอดว่าตัวเองใช่ ลูกแม่ หรือปล่าว เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก่อให้เกิดรอยร้าวบนดวงใจน้อยๆ และมันเป็นรอยร้าวที่ขยายวงกว้างเรื่อย ๆ แบบที่เธอไม่รู้ตัว และไม่มีใครรู้ เธอต้องเผชิญกับปัญหาภายในใจที่รุมเร้า จนเธอไม่สามารถสลัดความทุกข์และความปวดร้าวออกไปได้
อ้อมเริ่มนับจำนวนครั้งที่แม่หอมพี่ชาย แล้วมาเปรียบเทียบจำนวนครั้งที่แม่หอมตัวเอง...ทำไมแม่หอมพี่สองครั้ง แต่หอมเราครั้งเดียว
อ้อมถูกพี่เลี้ยงละเมิทางเพศ ตั้งแต่ 3 ขวบครึ่ง แต่ด้วยความเป้นเด็ก เลยไม่ได้บอกใคร อ้อมยิ่งโหยหาความรักจากแม่มากขึ้น เธอเลือกที่จะเล่นกับตุ๊กตา จินตนาการว่าต๊กตามีชีวิต เหตุการณ์ในวันนั้นได้หว่านเมล็ดพันธ์แห่งความรู้สึกไร้ค่าและไร้ตัวตนในใจอ้อมแล้ว
พอ 5 ขวบ อ้อมเริ่มพัฒนาไปสู่ Multi-personalities การมีสองบุคคลิค หรือ มากว่าสองในตัวคนเดียว เวลาอยู่ต่อหน้าแม่จะทำตัวดี แต่พออยู่กับตัวเองจะตีตัวเอง เพราะเคยโดนแม่ตีและพี่เลี้ยงตี อ้อมกลับจำมาทำร้ายตัวเอง
พอ 7 ขวบ อ้อมเริ่มชกตู้ เตะโน่น แต่ไม่ให้ใครเห็น เริ่มพยายามทำให้ตัวเองเจ็บมากขึ้น ถอนฟันที่โยกอยู่ สนุกที่ได้เห็นเลือด ตั้งใจหกล้ม กลั้นใจในอ่างน้ำ ทรมานตัวเอง แต่ไม่มีใครเคยเห็น
เวลาพ่อแม่ไม่อยู่ อ้อมแทบจะเป็นบ้า กลัวคนรอบข้างตาย จนจะคิดฆ่าตัวเอง จะได้ไม่ต้องเสียใจ เพราะคิดอย่างนี้ อ้อมจึงไม่อยากรักใคร ไม่อยากใกล้ใคร ไม่อยากมีเพื่อน เพราะกลัวเขาจากเราไป
ความจริงแล้ว.....แม่ของเธอรักอ้อมมาก พยายามสอนอ้อมให้เป็นคนดี ให้รู้จักรักพี่ แต่แม่ไม่รู้เลยว่าเวลานั้นอ้อมอิจฉาพี่ชายตัวเองมากขนาดไหน กลับกลายเป็นว่าแม่ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว
อ้อม เติบโตขึ้นพร้อมกับกลายเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว จนต้องหันมาพึ่งยาเสพติด......ทุกประเภท
เธอปิดกั้นตัวเอง.... เก็บตัวคนเดียว... จนวันหนึ่งระเบิดออกมาด้วยการฆ่าตัวตาย กว่าคนรอบข้างจะรู้ก็เกือบสายไปแล้ว ทุกคนตกใจมาก อ้อมมีพร้อมทุกอย่าง และดูว่าไม่น่าจะเป็นคนป่วยทางจิตได้เลย ขนาดทางบ้านอ้อม.......ก็ไม่รู้ว่าอ้อมป่วย
อ้อมอยากจะให้หนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนกำลังใจให้ผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทุกคน ให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ และจะมีประโยชน์มากกับญาติของผู้ป่วย เพราะอ่านแล้วจะรู้เลยว่า ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร พูดอย่างไร เพื่อไม่ให้จุดจบของเขามาจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย อ้อมว่าแค่หนึ่งชีวิตที่ช่วยได้ ก็ถือว่าคุ้มค่าที่อ้อมได้เกิดมาแล้ว
แม่ของอ้อมพูดน้ำตาคลอ
แม่อยากจะให้หนังสือเล่มนี้ กลายเป็นวิทยาทานให้แม่ทุกคน หรือคนที่กำลังจะกลายเป็นแม่ ให้รู้จักคิดก่อนที่จะทำ เพราะสิ่งที่เราตั้งใจทำลงไป อาจจะไปทำร้ายจิตใจลูกจนทำให้เกิดผลเสียก็ได้
แม่หยุด.....แล้วพูดต่อ
รู้ว่าลูกสาวจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตที่อ้อมผ่านมาทั้งหมด ตอนที่ลูกสาวอยู่แคนาดา ไปรักษาอาการโรคจิตที่นั่น ซึ่งแรกๆ แม่กังวลว่า หนังสือเล่มนี้จะต้องทำให้อ้อมเอาปี๊บคลุมหัวเดินออกจากบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หนังสือเล่มนี้กลับทำให้แม่รู้ว่า ลูกสาวของแม่กล้าที่จะลุกขึ้นมายอมรับความจริงได้อย่างไม่อายใคร

แม่อ้อมอ่านหนังสือเล่มนี้ทีไรจะต้องร้องไห้ทุกครั้งครับ แม่จะตื่นตันใจที่อ้อมหายเป็นปกติแล้ว และ หนังสือเล่มนี้ถือว่าอ้อมเสียสละมาก ที่เล่าเรื่องราวในชีวิตของตัวเองออกมา ถึงจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่แม่ก็ดีใจและจะเป็นกำลังใจให้คนที่เป็นโรคนี้ ให้เขาเดินหน้าต่อไป คุณแม่อ้อม กล่าวอย่างภาคภูมิใจในตอนท้าย
..

...ประทับใจมากครับ จากใจผมเลย ทั้งคุณอ้อมและคุณแม่ ขอบคุณมาก ๆครับ ที่ช่วยเตือนสติ เป็นบทเรียนในชีวิตให้กับเรามากมาย คุณอ้อมเปลี่ยนปมด้อยกลายให้เป็นปมเด่น ด้วยการพูดสิ่งนั้นออกมาให้คนอื่นรู้ จัดระเบียบในใจของเรา รู้จักตัวเองก่อน ยอมรับตัวเอง แต่ไม่ยอมแพ้ หนังสือเล่มนี้จะเป็นเพื่อนเดินทางให้กับใครก็ได้ที่ตอนนี้กำลังอยู่ปากเหว และ หาทางออกไม่เจอ บนนั้นยังมีทางลงครับ และเป็นทางลงที่งดงามมากด้วย เป็นทางลงที่เต็มไปด้วยความรัก
คนเรามีสองด้านเสมอ ด้านสว่างกับด้านมืด ทุกวันนี้เราเอาด้านสว่างมาอวดให้กันดู ความเจ็บปวด และปมด้อยต่างๆ เราซ่อนไว้ข้างใน ไม่ให้ใครรุ้ ขอบคุณที่ชี้ทางให้ผมว่า เราสามารถออกมาจากด้านมืดได้อย่างไร เวลาเราสิ้นหวัง และยังสามารถออกมาช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้อีกด้วย
ความตั้งใจของอ้อมครั้งนี้ .....ผมไม่รู้จะพูดยังไงขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ
จ๋อย
.....................................................................................................

ผมอ่านแล้วเชื่อว่าคนรอบข้างมีส่วนสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นแม่ พี่ชาย สามี เรารู้จักความรักกันทุกคน แต่รู้จักกันดีมากแค่ไหน ความรักทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด ผมชื่นชมเธอมากในหัวใจที่เปิดกว้างดั่งมหาสมุทรของเธอมากครับ ขนาดผู้ชายอกสามศอกอย่างผม ยังไม่กล้าบอกข้อบกพร่องของตัวเองให้คนอื่นรู้เลย เธอเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญมาก ผมขอปรบมือให้กับเธอดังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ครับ
เต้ย
....................................................

ผมเคยบอกลูกคนโต ว่า ทำไมไม่เชื่อฟังพ่อ ใช่ลูกพ่อหรือปล่าว เวลาผมหอมคนเล็ก คนโตจะชอบมอง ลูกสาว 6 ขวบ เก็บเสื้อผ้าหนีออกจากบ้าน ผมไปตามเจอที่สนามเด็กเล่น ห่างจากบ้านเกือบ 1 ก.ม. ผมเป็นพ่อที่โง่เง่าจริง ผมร้องไห้กอดลูกแล้วบอกว่า พ่อรักลูก ๆ ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ถ้าโดนจับตัวไปตัดแขนตัดขา ไปนั่งขอทาน ใจผมแตกสลายแบบไม่สมควรให้อภัย เรื่องนี้ภรรยาไม่คุยกับผมเกือบเดือน ผมมองลูกหลับแล้วร้องไห้ทุกคืน ก่อนหลับผมก็หอมเขา ความอบอุ่นนี้แม่ให้อยู่แล้ว แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่า เขาต้องการจากอ้อมกอดอุ่นๆ ที่คละเคล้ากลิ่นเหงื่อพ่อด้วย
ขอบคุณมากครับ ที่เตือนสติ คุณอ้อมเป็นคนที่กล้าหาญมากครับ ความรักของแม่ชนะทุกสิ่งได้ ขอพระเจ้าอวยพระพรให้คุณอ้อมด้วยครับ
^O-O^
.................................................................

-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 43
ชีวิตเรามีความสุขมากขึ้น ถ้าฮิปโปโปไม่ตาย.หรือคุณว่าไม่จริง
สวัสดีครับ
ผมพึ่งส่งยายขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน
ยายผมชื่อเจ็ง แม่ของผมแม่ผมเอง
ปีนี้ยายอายุประมาณ 85 แล้ว บ้านยายอยู่ที่ขอนแก่น สามเดือนจะลงมากรุงเทพเพื่อตรวจสุขภาพที่ ร.พ. กรุงเทพ ยายลงมาทีไร ลูกหลานก็จะพายายไปกินข้าวเย็นนอกบ้าน เมื่อวานพวกเราพายายไปกินที่ ร้าน เลอ ปาแดก บทสนทนาเมื่อวานประมาณนี้ครับ

เอ๊ ร้านนี้เราเคยมานิ ยายเจ๋งพูด
ใช่สิ คราวที่แล้วก็มากินร้านนี้แหละ ผมตอบ
อ้าว .....แล้วทำไมแม่เต้ยไม่มาด้วยล่ะ
อ๋อ แม่ผมติดงานอยู่ครับ
อืมๆ แล้วนี่มาเที่ยวนี้ เต้ยยังไม่ได้หอมยายเลยนี่ เอ้ามาเร็วมา.. จุ๊บ จุ๊บ 2 ที
โอ.... จริงด้วยครับยาย ...ฟื๊ด....ฟีด......
อีก 6 นาที 12 วินาที ต่อมา
เอ้ ร้านนี้ดิฉันเคยมานี่า! ..อ้าว ...แล้วแม่ไม่มาด้วยเหรอ
อ๋อ แม่ติดงานอยู่ที่ต่างประเทศครับ
อ้าว แล้วนี่มาเที่ยวนี้ ยังไม่ได้หอมฉันเลยนี่ เอ้ามาเอาเร็ว..
ตะกี้ผมหอมไปแล้วนะ เอาอีกหรือครับ
5 นาที 59 วินาที ต่อมา
เอ้ ร้านนี้มันคุ้นๆ นะ.. อ้าว .....แล้วแม่ไม่ได้มาเหรอ
อ๋อ แม่เค้าไปปีนเขาเอเวอร์เรสยังไม่กลับครับ
หา ไปไหนนะ..
เอเวอร์เรส ครับ
ไปหาใครนะ ใคร แรดๆ นะ? ..... แล้วนี่เธอหอมฉันรึยังละ
หอมแล้วครับ
เอ้า หอมตอนไหนกัน อย่ามาขี้ตู่ มาหอมยายซะดีๆ !
เป็นที่คึกครื้น ตลกโปกฮากันทั้งโต๊ะครับ
แต่คิดไปคิดมาบางที ก็ห่วงยายมากกว่าขำนะครับ มีบางวันยายตื่นเช้าขึ้นมา แปรงฟันเสร็จ แล้วก็ไปนอนต่อ เพราะยายจำไม่ได้ว่าเพิ่งนอนมาเมื่อตะกี่เอง บางวันกินข้าวไป 5-6 มื้อ กินแล้วก็กินอีก ต้องคอยเตือนว่าเพิ่งกินไปหยกๆ..
ถึงแม้ยายผมจะจดจำเรื่องราวในชีวิตประจำวันไม่ได้เลย แต่ถ้าเกิดใครไปถามถึงเรื่องราวสมัยเด็กของยายละก็โห.... พูดไม่หยุดครับ
โอ้ยสมัยก่อนนะ ยายเรียนที่เขมะสิริ เสาร์อาทิตย์นี่เค้าให้อยู่ในหอ แต่ยายก็ชอบแอบโดดไปเที่ยวกับเพื่อนบ่อยๆ บางทีขึ้นเรือไปถึงอยุธยาโน่นแนะ ไปเที่ยวเล่นกระโดดข้ามจากเรือลำนึงไปอีกลำนึง โดดไปโดดมา ลื่นตกน้ำ! เกือบตายแน่ะ รู้มั้ย ฉันว่ายน้ำก็ไม่เป็นด้วย....
ยายจำเหตุการณ์ในอดีตเมื่อหลายสิบปีได้แม่นยำอย่างน่าประหลาด
4 นาที ครึ่ง ต่อมา
...ตะกี้ฉันเล่าตอนที่ฉันเรียนเขมะสิริ ให้เธอฟังหรือยังนะ.....?
- - !
ทั้งหมดที่เล่าเรื่องมานี่ ผมกำลังจะบอกว่า ....
RAM ของยายผมต้องมีปัญหาแน่ๆ
อันที่จริง สมองของคนเราทำงานคล้ายคอมพิวเตอร์มากครับ
สมองมีความจำที่เป็นแบบ RAM คือเป็นความจำระยะสั้น เช่น ท่องเบอร์โทรศัพท์ประเดี๋ยวประเด๋า พอกดเม่มเม้มไว้เสร็จแล้วก็ลืมไป ขณะเดียวกันก็มีความจำที่เป็นแบบระยะยาว เหมือนกับเป็นไฟล์ที่เซฟเก็บไว้อยู่ในฮาร์ดดิสค์ เปิดเครื่องมากี่ครั้งๆ ก็ยังคงเอาออกมาอ่านได้อยู่ ตัวอย่างเช่น ชื่อนามสกุลของเรา ใบหน้าของพ่อเรา เนื้อร้องเพลงชาติ เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสงกรานต์ 10 ปีที่แล้ว อะไรประเภทนั้น
เวลาสมองทำงานตามปกติ มันจะมีระบบ autosave ให้เราโดยอัตโนมัติครับ คือจะมีส่วนที่เป็นเหมือนตัว write ข้อมูลจาก RAM ลงสู่ฮาร์ดดิสค์เป็นระยะๆ ทำให้ข้อมูลที่เข้ามาแบบประเดี๋ยวประเด๋า ถูกเซฟเปลี่ยนมาเก็บเอาไว้เป็นไฟล์แบบถาวร แต่ไฟล์บางไฟล์ไม่ยอมอยู่ถาวร หากเราไม่ไปยุ่งอะไรกับมันซักพัก มันก็จะถูกลบทิ้งไปเอง ก็เหมือนกับเวลาเราท่องจำไปสอบ ความรู้ก็อาจจะอยู่ได้ซักอาทิตย์หนึ่ง สอบเสร็จแล้วก็คืนอาจารย์ไปหมด หริออย่างวันเกิดอดีตกิ๊ก ตอนที่คบกันจำได้จำดี แต่พอเลิกคบกันแล้ว นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก
ไฟล์ที่ถูกดึงมาใช้บ่อยๆ หรือไฟล์ที่ยิ่งสำคัญมากๆ ก็จะมีระบบการเซฟที่คงทนถาวรมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายๆ เรื่อง เราสามารถจดจำไปได้ตลอดชีวิต!
อ่านต่อครับ---
สวัสดีครับ
ผมพึ่งส่งยายขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน
ยายผมชื่อเจ็ง แม่ของผมแม่ผมเอง
ปีนี้ยายอายุประมาณ 85 แล้ว บ้านยายอยู่ที่ขอนแก่น สามเดือนจะลงมากรุงเทพเพื่อตรวจสุขภาพที่ ร.พ. กรุงเทพ ยายลงมาทีไร ลูกหลานก็จะพายายไปกินข้าวเย็นนอกบ้าน เมื่อวานพวกเราพายายไปกินที่ ร้าน เลอ ปาแดก บทสนทนาเมื่อวานประมาณนี้ครับ

เอ๊ ร้านนี้เราเคยมานิ ยายเจ๋งพูด
ใช่สิ คราวที่แล้วก็มากินร้านนี้แหละ ผมตอบ
อ้าว .....แล้วทำไมแม่เต้ยไม่มาด้วยล่ะ
อ๋อ แม่ผมติดงานอยู่ครับ
อืมๆ แล้วนี่มาเที่ยวนี้ เต้ยยังไม่ได้หอมยายเลยนี่ เอ้ามาเร็วมา.. จุ๊บ จุ๊บ 2 ที
โอ.... จริงด้วยครับยาย ...ฟื๊ด....ฟีด......
อีก 6 นาที 12 วินาที ต่อมา
เอ้ ร้านนี้ดิฉันเคยมานี่า! ..อ้าว ...แล้วแม่ไม่มาด้วยเหรอ
อ๋อ แม่ติดงานอยู่ที่ต่างประเทศครับ
อ้าว แล้วนี่มาเที่ยวนี้ ยังไม่ได้หอมฉันเลยนี่ เอ้ามาเอาเร็ว..
ตะกี้ผมหอมไปแล้วนะ เอาอีกหรือครับ
5 นาที 59 วินาที ต่อมา
เอ้ ร้านนี้มันคุ้นๆ นะ.. อ้าว .....แล้วแม่ไม่ได้มาเหรอ
อ๋อ แม่เค้าไปปีนเขาเอเวอร์เรสยังไม่กลับครับ
หา ไปไหนนะ..
เอเวอร์เรส ครับ
ไปหาใครนะ ใคร แรดๆ นะ? ..... แล้วนี่เธอหอมฉันรึยังละ
หอมแล้วครับ
เอ้า หอมตอนไหนกัน อย่ามาขี้ตู่ มาหอมยายซะดีๆ !
เป็นที่คึกครื้น ตลกโปกฮากันทั้งโต๊ะครับ
แต่คิดไปคิดมาบางที ก็ห่วงยายมากกว่าขำนะครับ มีบางวันยายตื่นเช้าขึ้นมา แปรงฟันเสร็จ แล้วก็ไปนอนต่อ เพราะยายจำไม่ได้ว่าเพิ่งนอนมาเมื่อตะกี่เอง บางวันกินข้าวไป 5-6 มื้อ กินแล้วก็กินอีก ต้องคอยเตือนว่าเพิ่งกินไปหยกๆ..
ถึงแม้ยายผมจะจดจำเรื่องราวในชีวิตประจำวันไม่ได้เลย แต่ถ้าเกิดใครไปถามถึงเรื่องราวสมัยเด็กของยายละก็โห.... พูดไม่หยุดครับ
โอ้ยสมัยก่อนนะ ยายเรียนที่เขมะสิริ เสาร์อาทิตย์นี่เค้าให้อยู่ในหอ แต่ยายก็ชอบแอบโดดไปเที่ยวกับเพื่อนบ่อยๆ บางทีขึ้นเรือไปถึงอยุธยาโน่นแนะ ไปเที่ยวเล่นกระโดดข้ามจากเรือลำนึงไปอีกลำนึง โดดไปโดดมา ลื่นตกน้ำ! เกือบตายแน่ะ รู้มั้ย ฉันว่ายน้ำก็ไม่เป็นด้วย....
ยายจำเหตุการณ์ในอดีตเมื่อหลายสิบปีได้แม่นยำอย่างน่าประหลาด
4 นาที ครึ่ง ต่อมา
...ตะกี้ฉันเล่าตอนที่ฉันเรียนเขมะสิริ ให้เธอฟังหรือยังนะ.....?
- - !
ทั้งหมดที่เล่าเรื่องมานี่ ผมกำลังจะบอกว่า ....
RAM ของยายผมต้องมีปัญหาแน่ๆ
อันที่จริง สมองของคนเราทำงานคล้ายคอมพิวเตอร์มากครับ
สมองมีความจำที่เป็นแบบ RAM คือเป็นความจำระยะสั้น เช่น ท่องเบอร์โทรศัพท์ประเดี๋ยวประเด๋า พอกดเม่มเม้มไว้เสร็จแล้วก็ลืมไป ขณะเดียวกันก็มีความจำที่เป็นแบบระยะยาว เหมือนกับเป็นไฟล์ที่เซฟเก็บไว้อยู่ในฮาร์ดดิสค์ เปิดเครื่องมากี่ครั้งๆ ก็ยังคงเอาออกมาอ่านได้อยู่ ตัวอย่างเช่น ชื่อนามสกุลของเรา ใบหน้าของพ่อเรา เนื้อร้องเพลงชาติ เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสงกรานต์ 10 ปีที่แล้ว อะไรประเภทนั้น
เวลาสมองทำงานตามปกติ มันจะมีระบบ autosave ให้เราโดยอัตโนมัติครับ คือจะมีส่วนที่เป็นเหมือนตัว write ข้อมูลจาก RAM ลงสู่ฮาร์ดดิสค์เป็นระยะๆ ทำให้ข้อมูลที่เข้ามาแบบประเดี๋ยวประเด๋า ถูกเซฟเปลี่ยนมาเก็บเอาไว้เป็นไฟล์แบบถาวร แต่ไฟล์บางไฟล์ไม่ยอมอยู่ถาวร หากเราไม่ไปยุ่งอะไรกับมันซักพัก มันก็จะถูกลบทิ้งไปเอง ก็เหมือนกับเวลาเราท่องจำไปสอบ ความรู้ก็อาจจะอยู่ได้ซักอาทิตย์หนึ่ง สอบเสร็จแล้วก็คืนอาจารย์ไปหมด หริออย่างวันเกิดอดีตกิ๊ก ตอนที่คบกันจำได้จำดี แต่พอเลิกคบกันแล้ว นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก
ไฟล์ที่ถูกดึงมาใช้บ่อยๆ หรือไฟล์ที่ยิ่งสำคัญมากๆ ก็จะมีระบบการเซฟที่คงทนถาวรมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายๆ เรื่อง เราสามารถจดจำไปได้ตลอดชีวิต!
อ่านต่อครับ---
-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 44

จะเกิดอะไรขึ้นหากตัว autosave ที่ว่านี้เกิดเดี้ยงขึ้นมา ?
สมองเราก็จะกลายเป็นเหมือนคอมพ์ที่เดี๋ยวๆ ก็ restart อยู่ตลอดเวลาประมาณนั้นครับ โดยที่ไม่มีการเซฟไฟล์เก็บไว้ในฮาร์ดดิสค์เลย สมมุติพิมพ์งานอยู่ ก็จะเป็นแบบ พิมพ์ๆ หาย ๆ ต้องพิมพ์ใหม่ตลอด อย่างกรณีของยายเจ็งผมไงครับ เหมือนท่าน restart ทุกๆ 5 นาที ตัว autosave เริ่มเด้ยง ทำให้ท่านไม่สามารถบันทึกสิ่งใหม่ๆ ลงฮาร์ดดิสค์ได้ memory ค้างอยู่ได้แค่ใน RAM พอเกิน 5 นาทีแล้วก็ถูกลบทิ้งไปโดยอัตโนมัติ จำอะไรใหม่ๆ ไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นเรื่องเก่าๆ น่ะ ยายจำได้แม่น นั่นเป็นเพราะไฟล์เหล่านั้นได้ถูกเซฟไว้อย่างถาวรแล้ว ตั้งแต่ก่อนหน้าที่เข็ม write ของยายจะเริ่มเกเร
ในทางวิทยาศาสตร์ สมองส่วนที่ทำหน้าที่ autosave มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า
ฮิปโปแคมพัส ( ขอเรียกสั้นๆ ว่า ฮิปโปโป นะครับ)
ซึ่งมีโครงสร้างเป็นเหมือนแท่งโค้งๆ ขนาดเท่านิ้วมือยาวๆ 2 แท่ง อยู่ลึกเข้าไปกลางสมองของคนเรา มีงานวิจัยที่อังกฤษบอกว่า ฮิปโปโป ของคนขับแท็กซี่ที่อังกฤษจะใหญ่กว่าคนปกติ เพราะต้องใช้ความจำในการจำทางเยอะมาก
ส่วนในเยอรมัน มีการค้นพบว่า ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำจะมีขนาดของ ฮิปโปโป เล็กกว่าปกติ เข้าใจง่ายๆว่า เล็กกว่าก็ทำงานลำบากกว่า ขนาดที่เล็กกว่าปกติจึงทนต่อความเครียดได้น้อยกว่าคนปกติทั่วไป
ในคนสูงอายุที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ สมองส่วน ฮิปโปโป จะเป็นส่วนที่เริ่มเดี้ยงก่อนเพื่อน อย่างกรณีของยายผมก็จะมีอาการที่ เริ่มประสบความยากลำบากในการบันทึกไฟล์ใหม่ๆ แต่ไฟล์เก่าๆ ไม่เป็นไร ถึงกระนั้นก็ตาม ฮิปโปโป ของยายผมไม่ได้อยู่ดีๆ ก็เดี้ยงไปเลย เพียงแต่ค่อยๆ เริ่มเสื่อมเริ่มรวนไปเรื่อยๆ เท่านั้น ถ้าให้ยายท่องจำอะไรจริงๆ ยายก็ยังสามารถจำได้ เพียงแต่จำได้ยากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้มีบุคคลที่อยู่ดีๆ ฮิปโปโป ก็เจ๊งไปเลยโดยสมบูรณ์
ใครเคยดูเรื่อง 50 First Dates บ้างครับ?
Drew Barrymore ในเรื่องนี้ ทุกเช้าที่เธอตื่นขึ้น จะเป็นเช้าวันใหม่แบบจำอะไรไม่ได้เลยครับ (ไม่เหมือนเรื่อง GroundHog Day (1993) นะครับ เรื่องนั้นนางเอก Andie MacDowell ตื่นมาจะเป็นวันเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่จำอะไรไม่ได้ จนกว่าจะพบรักแท้....)

เพราะคอมพ์ของ Drew จะ restart ทุกๆ หนึ่งวัน เรื่องอะไรก็ตามที่เกิดเมื่อวานจะจำไม่ได้เลย ในความเป็นจริง คนที่เป็นโรคนี้ จะมีอัตราการ restart ถี่กว่านั้นมาก อาจจะทุกๆ สองสามนาทีด้วยซ้ำไป (มีอีกเรื่องครับ นึกได้แล้ว เรื่อง Momento ครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อหนุ่มที่ ฮิปโปโปเดี้ยง แต่ยังอุตส่าห์พยายามสืบสวนคดีฆาตรกรรมหาตัวคนร้ายที่ฆ่าเมียตัวเอง)
คนเหล่านี้พอเริ่มแก่ตัว จะประหลาดใจทุกครั้งที่ส่องกระจก เพราะความทรงจำอาจจะค้างอยู่แค่เมื่อ 30 ปีก่อน คือยังคิดว่าตัวเองเป็นหนุ่มอยู่ บางคนอุตส่าห์ไปถามหมอว่า
ผมเป็นอะไรเนี่ย?
หมอก็อุตส่าห์อธิบายจนเข้าใจแล้ว แต่ในที่สุด 3 นาทีต่อมาเขาก็ลืมอีก
ฮิปโปโปเป็นหนึ่งในส่วนของสมองที่ต้องการใช้อ็อกซิเจนมากที่สุดครับ และจะเริ่มตายหลังจากขาดอ็อกซิเจนได้แค่แป๊บเดียว เวลาอยู่ในสภาวะขาดอากาศ สมองส่วนอื่นๆ อาจจะทนได้นานหน่อย แต่ส่วนที่จะเดี้ยงก่อนก็คือ ฮิปโปโปนี่เอง คนที่เป็นโรคเหมือน Drew Barrymore ส่วนใหญ่ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น .......อ๊า.....คือ...... เวลามีคนตดในลิฟท์......โอยย...... ห้ามกลั้นหายใจโดยเด็ดขาดนะครับ.....ฟื๊ดดด...ดดด.....ให้ทนสูดเข้าไปเถอะครับ ไม่เช่นนั้นฮิปโปโปของคุณอาจตายได้ ....อิ อิ
ในกรณีของคนเป็นโรคอัลไซเมอร์ ยิ่งแก่ เส้นเลือดก็ยิ่งอุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เต็มที่ ฮิปโปโป ก็เริ่มตายไปเรื่อยๆ ทางป้องกันที่ดีที่สุด อาจเป็นการบริหารสมองอย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่เราคิดนู่นคิดนี่ คิดแก้ปัญหา คิดทบทวนที่ผ่านมา เลือดจะสูบฉีดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ทำให้เส้นเลือดมีการไหลเวียนที่ดี ไม่อุดตันง่ายตอนแก่
หลายคนอาจสงสัยว่า คนเราเซฟสิ่งต่างๆ ใส่หน่วยความจำไปตั้งไม่รู้กี่อย่าง memory ไม่เต็มมั่งเหรอ? คำตอบก็คือ
ผมก็ไม่รู้ครับ
ผมรู้แต่ว่า ตัวฮิปโปโปเอง ก็มีระบบเซฟแบบประหยัดเนื้อที่อยู่เหมือนกัน คือมันไม่ได้ write ทุกอย่างลงฮาร์ดดิสค์หมด เอาแค่สิ่งที่สำคัญๆ เท่านั้น ของบางอย่างเราเห็นอยู่ทุกวัน แต่สมองก็ไม่ได้จดจำรายละเอียดต่างๆ ให้เปลืองเม็มโมรี่ อย่าง ......อ๊า....ข้างหลังแบงค์ 20 นี่ ใครจำได้บ้าง ว่า เป็นรูปอะไรครับ?
ก. สะพานพระราม 8
ข. เจดีย์นครปฐม
ค. อนุสาวรีย์ค่ายบางระจัน
ง. พระธาตุช่อแฮ จ.แพร่
จ. เทพีเสรีภาพ
- -!
อีกอย่าง ทำไมเรื่องบางเรื่องท่องเท่าไหร่ก็ไม่จำ แต่พอบางเรื่องไม่ได้ท่องเลยแต่กลับจำไม่ลืม? ประเด็นนี้ ผมมีเกร็ดนิดนึง เค้าบอกว่า สิ่งที่ผ่านเข้ามาตอนที่เรากำลังตื่นเต้นอยู่ จะถูกบันทึกจดจำได้ดีกว่าตอนปกติ ทั้งนี้เพราะสารอะดรีนาลิน (ฮอร์โมนที่เราหลั่งออกมาเวลาตื่นเต้น) มีฤทธิ์เพิ่มประสิทธิภาพการเขียนข้อมูลของฮิปโปโป ผมนั่งทบทวนดู ตอนสมัยประถมที่ออกไปเล่นตลกหน้าชั้นแล้วเพื่อนไม่ขำนั่นก็เหมือนกัน ทำไงก็ไม่ลืมซักที สงสัยอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นตอนหัวใจเต้นรัว ตุ๊บ...ตั๊บ....ตุ๊บ.....ตั๊บ..... มันจะจำฝังใจไปเองโดยอัตโนมัติ..
โอ๊วว.......อ๊า....... ถ้าเป็นแบบนี้ ...อ๊า.....อู๊.....ผมขอร้องเรียนว่า ...เอ่อ....น่าจะมี กระทู้ดัก ขึ้นมาสักกระทู้นะครับ คือ ดักไฟราคะทั้งหลายแหละครับ อาจจะมีลงรูปน้อง ๆ นุ่งน้อยห่มน้อย อย่าเพิ่งไปลบเลยนะครับ. เผื่อเพื่อนๆ นักลงทุนนั่งรูปดูไป ....อ๊า.....ดูข้อมูลหุ้นไปอู๊..... หัวใจเต้นรัว ช่วยให้การวิเคราะห์ดีกว่า มองทะลุได้ปรุโปร่งกว่า และจำฝังใจไปเองโดยอัตโนมัติ .......

-
- Verified User
- โพสต์: 511
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 45
สุดยอดครับ ดร อ่านไปได้ความรู้ไป ขำไป
นับถือๆ มาupdate บ่อยๆ นะครับ
นับถือๆ มาupdate บ่อยๆ นะครับ

VI ฝึกหัด
-
- Verified User
- โพสต์: 1961
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 47
Ken Ken อย่าบอกคำตอบเด็ดขาดเลยนะ!

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ
เมิ่อวานผมไปงาน Amarin Book Fair กับเจ้าโหน่งและเต้ยศักดิ์มา
สามหนุ่มสามมุมต่างคนต่างแยกย้ายไปคนละทาง เต้ยรี่ตรงเข้าไปที่บู๊ธหนังสือการ์ตูนแบบไม่รั้งรอใคร ส่วนโหน่งผมเห็นเดินเล่สาวไปทั่ว เดี๋ยวเดินไปทักน้องๆ In Style เสื้อสีแดงน่ารักเชียวคนนั้น เดี๋ยวเดินแซวสาวหน้าหมวยที่ขายกาแฟที่ H&C ผมดูๆไป ไม่รู้งานนี้เจ้านี่จะได้หนังสือกับบ้านหรือได้เบอร์โทรศัพท์กลับบ้าน
ผมสงสัยจังถ้าพี่พอใจมาด้วย จะไปอยู่มุมไหนน๊า?
เฮ่อ.....
ขอนั่งสักพักครับ วันนี้คนเยอะจริงๆ ค่อยยังชั่วครับ........ขอนั่งเงียบ ๆสักพัก ......ป๊าบ.......ป๊าบ.......เสียงปรบมือดังมาจากไหนไม่รู้ ห่างจากผมไป3 ก้าว เปิ้ล หัถยา แฟนตั๊ว ศรัญญู กำลังขึ้นเวที จะลุกก็ไม่ทันแล้ว คนเป็นสิบไม่รู้มาจากไหนกรูตรงเข้าแย่งกันหาที่นั่ง ...โออยยย...คุณ..ระงังหน่อยสิ..นั่นขาผม..... หนู..อย่าบังป้าซิ นั่งลง ๆ ขอเสียงปรบมือให้กับคุณ.......ด้วยค่ะ .เสียงจากพิธีกรดีงเต็มสองหูผม โออยยย... ถึงตอนนี้จะลุกก็ลุกไม่ได้แล้ว ....แว๊บบ..บ..หันไปทางซ้าย โอ้.....แม่เจ้า......คุณ......คุณ ระริน ครับบบบ...กรี๊ดดด..ดดดดดด มานั่งใกล้ๆ ผมเลย ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าผม ดั่งนางฟ้า ..โอ้....จูเลียดของพี่.....โรมิโออ้วน ๆ นั่งอยู่นี่ไหง ...โอ้....ว้าวว..ว... เธอช่างเป็นผู้หญิงสวยและ... .ดำ..... ดีจริงๆ
ถึงตอนนี้ ผมไม่อยากลุกไปไหนแล้ว
นั่งฟังจนจบครับ Ken Ken ตัวเลขอัจฉริยะ ตอนท้าย คุณระรินให้เกียรติขึ้นไปมอบหนังสือ Ken Ken เป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อยๆ กับผู้ชมที่ร่วมเล่นเกมส์ ชอบม๊าก...กกกครับ ..นั่น..... ดูท่าเดินเธอซิ เป็นผู้หญิงที่ดูมีเสน่มาก อย่ายิ้มนะ...โอ.....เธอยิ้มจนได้.....โอย...ย......หัวใจผมแถบจะหลุดกระเด็นไปหาเจ้าของรอยยิ้ม
จูเลียดของพี่ ปีนี้ปันผลสัก 1 บาทนะจ๊ะ
สรุปเป็นยารักษาโรคที่ดีมากครับ เล่นได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่ ใช้รักษาคนที่โรคเป็นอัลไซเมอร์ เป็นหนังสือที่แปลมาจากภาษาญี่ปุ่น มีทั้งหมด 6 เล่ม ตั้ง แต่ขั้นต้นถึงขึ้นสูง ผู้เขียนชื่อ เทตซึยะ มิยาโมโตะ

ที่ท้ายปก เขียนไว้ว่าอย่างนี้ครับ......
ผมเชื่อว่าถ้าเรามอบเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ที่ดีแก่เด็ก พวกเขาจะคิดเรียนรู้ และเติบโตด้วยตัวเอง
มิยาโมโตะเป็นประธานและครูที่มิยาโมโตะ ซันซู เคียวอุชิตสึ ในโยโกฮามา หลังจากทำงานเป็นครูในโรงเรียนกวดวิชาเข้ามหาวิทยาลัย เขาได้ก่อตั้งโรงเรียนเล็กๆ แถวๆ ชานเมืองของตัวเองขึ้นมาในปี 1993 และก่อตั้ง ชั้นเรียนที่ไม่ต้องสอน อันไม่เหมือนใคร โรงเรียนของเขา ไม่ต้องสอบเข้า first come first serve ใครมาก่อนได้ก่อน นักเรียนที่เรียนกับเขา 80 เปอร์เซ็นต์ สามารถสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง
ผมริเริ่มวิธีการสอนในห้องเรียนของผม โดยสอนหลังเลิกเรียน ผมใช้เกมปริศนาให้นักเรียนฝึกทักษะการคิดของตน ในขณะเดียวกันก็สนุกไปด้วย
ในห้องเรียน ไม่มีการสอน ไม่มีการสอบ เรียนได้ทุกเพศทุกวัย ผลจาก Ken-Ken น่าทึ่งมาก เด็กที่เคยหมกหมุ่นกับวิดิโอเกม คอมพ์พิวเตอร์ โทรศัพท์ หันมาสนใจ Ken Ken พวกเขาใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการพุ่งสมาธิทั้งหมดให้กับการแก้ไขปริศนาแห่งตัวเลข
คำขวัญประจำตัว เทตซึยะ
อย่าบอกคำตอบ เดด็ดขาด เลยนะ!
โดยพื้นฐานแล้ว Ken Ken เป็นปริศนาคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนซึ่งต้องใช้ความเข้าใจมากว่าเกม SUDOKU ในการแก้ไขปริศนา Ken Ken เราต้องใช้ บวก ลบ คูณ หาร ในการคำนวณง่ายๆ เหล่านี้สมองของเราจะพยายามค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการไขปริศนาอยู่ตลอดเวลา และในการทำเช่นนั้น เราจะได้ผึกการคิดและฝึกสมาธิ พวกเด็ก ๆ จะไม่เคยรู้สึกกลัว Ken Ken เลย เพราะมันดูเหมือนเกมในสายตาของพวกเขามากกว่าการบ้าน ดังนั้น พวกเขาก็จะคำนวณ คำนวณ และคำนวณ!

สมองเด็กเหมือนผ้าขาว เด็กไม่ได้ฉลาดตั้งแต่เกิด แต่การรับรู้และการให้ความสนใจในสิ่งต่างๆ ต่างหาก ที่เป็นตัวกระตุ้นให้สมองเด็กพัฒนาได้
เด็กคนหนึ่งบอกว่าเกมนี้ ช่วยให้ผมเรียนรู้ ว่าตราบใดที่ผมไม่ท้อ และคิดต่อไป เรื่อยๆ ในที่สุดผมจะหาทางออกได้ ตอนนี้ผมจึงเชื่อว่า ถ้าผมมีความพยายาม และผมคิดว่าสามารถทำสิ่งนั้นได้ ผมก็จะทำได้จริงๆ
แม้เด็กที่ไม่ชอบเลข ก็สามารถสนุกกับตารางมหัศจรรย์นี้ได้ ถ้าฝึกอย่างเป็นขั้นตอน ความสามารถในการคำนวณและการคิดมีตรรกะ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน หากเริ่มยาก ๆก่อน แล้วละก็ ไม่ว่าเด็กคนไหนก็ย่อมเกลียดเลข
ปล่อยๆ ให้เด็ก ๆ รับรู้ถึงความสนุกสนานและความยากด้วยตัวเขาเอง ห้ามบอกคำตอบโดยเด็ดขาด ในขณะที่เขาจดจ่ออยู่นั้น ก็อาจท้าทายให้เขาแก้ปัญหาในเวลาที่กำหนด เช่น เริ่มจากภายใน 1 อาทิตย์ ซึ่งจะทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น และ นั่นคือ พลังแห่งชีวิต
ให้คิดเอาไว้ในใจว่า ให้เด็กๆ คิดหาวิธีใหม่ ๆ ทุกวัน แล้วเขาจะเก่งอย่างมีความสุข และพ่อแม่ก็จะมีความสุขด้วย
เทตซึยะ มิยาโมโตะ

หนังสือ Ken Ken จำหน่ายไปแล้วกว่า 1 ล้านเล่ม ในญี่ปุ่นแล้วครับ
ผมซื้อไว้แล้วครับทั้งหมด 6 เล่ม ซื้อเสร็จเจ้าโหน่งและเจ้าเต้ยมันรีบปรี่เข้ามาบอกพี่หนัก ช่วยถือ ถือไปถือมา มันยืมกลับบ้านกันเลย ดูมันทำ น่าเตะจริงไอ้สองคนนี้!
ท่านผู้อ่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.amarinpocketbook.com/home.asp
หรือหาซื้อได้ที่ ร้าน นายอินทร์ทุกสาขาครับ

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ
เมิ่อวานผมไปงาน Amarin Book Fair กับเจ้าโหน่งและเต้ยศักดิ์มา
สามหนุ่มสามมุมต่างคนต่างแยกย้ายไปคนละทาง เต้ยรี่ตรงเข้าไปที่บู๊ธหนังสือการ์ตูนแบบไม่รั้งรอใคร ส่วนโหน่งผมเห็นเดินเล่สาวไปทั่ว เดี๋ยวเดินไปทักน้องๆ In Style เสื้อสีแดงน่ารักเชียวคนนั้น เดี๋ยวเดินแซวสาวหน้าหมวยที่ขายกาแฟที่ H&C ผมดูๆไป ไม่รู้งานนี้เจ้านี่จะได้หนังสือกับบ้านหรือได้เบอร์โทรศัพท์กลับบ้าน
ผมสงสัยจังถ้าพี่พอใจมาด้วย จะไปอยู่มุมไหนน๊า?
เฮ่อ.....
ขอนั่งสักพักครับ วันนี้คนเยอะจริงๆ ค่อยยังชั่วครับ........ขอนั่งเงียบ ๆสักพัก ......ป๊าบ.......ป๊าบ.......เสียงปรบมือดังมาจากไหนไม่รู้ ห่างจากผมไป3 ก้าว เปิ้ล หัถยา แฟนตั๊ว ศรัญญู กำลังขึ้นเวที จะลุกก็ไม่ทันแล้ว คนเป็นสิบไม่รู้มาจากไหนกรูตรงเข้าแย่งกันหาที่นั่ง ...โออยยย...คุณ..ระงังหน่อยสิ..นั่นขาผม..... หนู..อย่าบังป้าซิ นั่งลง ๆ ขอเสียงปรบมือให้กับคุณ.......ด้วยค่ะ .เสียงจากพิธีกรดีงเต็มสองหูผม โออยยย... ถึงตอนนี้จะลุกก็ลุกไม่ได้แล้ว ....แว๊บบ..บ..หันไปทางซ้าย โอ้.....แม่เจ้า......คุณ......คุณ ระริน ครับบบบ...กรี๊ดดด..ดดดดดด มานั่งใกล้ๆ ผมเลย ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าผม ดั่งนางฟ้า ..โอ้....จูเลียดของพี่.....โรมิโออ้วน ๆ นั่งอยู่นี่ไหง ...โอ้....ว้าวว..ว... เธอช่างเป็นผู้หญิงสวยและ... .ดำ..... ดีจริงๆ
ถึงตอนนี้ ผมไม่อยากลุกไปไหนแล้ว
นั่งฟังจนจบครับ Ken Ken ตัวเลขอัจฉริยะ ตอนท้าย คุณระรินให้เกียรติขึ้นไปมอบหนังสือ Ken Ken เป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อยๆ กับผู้ชมที่ร่วมเล่นเกมส์ ชอบม๊าก...กกกครับ ..นั่น..... ดูท่าเดินเธอซิ เป็นผู้หญิงที่ดูมีเสน่มาก อย่ายิ้มนะ...โอ.....เธอยิ้มจนได้.....โอย...ย......หัวใจผมแถบจะหลุดกระเด็นไปหาเจ้าของรอยยิ้ม
จูเลียดของพี่ ปีนี้ปันผลสัก 1 บาทนะจ๊ะ
สรุปเป็นยารักษาโรคที่ดีมากครับ เล่นได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่ ใช้รักษาคนที่โรคเป็นอัลไซเมอร์ เป็นหนังสือที่แปลมาจากภาษาญี่ปุ่น มีทั้งหมด 6 เล่ม ตั้ง แต่ขั้นต้นถึงขึ้นสูง ผู้เขียนชื่อ เทตซึยะ มิยาโมโตะ

ที่ท้ายปก เขียนไว้ว่าอย่างนี้ครับ......
ผมเชื่อว่าถ้าเรามอบเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ที่ดีแก่เด็ก พวกเขาจะคิดเรียนรู้ และเติบโตด้วยตัวเอง
มิยาโมโตะเป็นประธานและครูที่มิยาโมโตะ ซันซู เคียวอุชิตสึ ในโยโกฮามา หลังจากทำงานเป็นครูในโรงเรียนกวดวิชาเข้ามหาวิทยาลัย เขาได้ก่อตั้งโรงเรียนเล็กๆ แถวๆ ชานเมืองของตัวเองขึ้นมาในปี 1993 และก่อตั้ง ชั้นเรียนที่ไม่ต้องสอน อันไม่เหมือนใคร โรงเรียนของเขา ไม่ต้องสอบเข้า first come first serve ใครมาก่อนได้ก่อน นักเรียนที่เรียนกับเขา 80 เปอร์เซ็นต์ สามารถสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง
ผมริเริ่มวิธีการสอนในห้องเรียนของผม โดยสอนหลังเลิกเรียน ผมใช้เกมปริศนาให้นักเรียนฝึกทักษะการคิดของตน ในขณะเดียวกันก็สนุกไปด้วย
ในห้องเรียน ไม่มีการสอน ไม่มีการสอบ เรียนได้ทุกเพศทุกวัย ผลจาก Ken-Ken น่าทึ่งมาก เด็กที่เคยหมกหมุ่นกับวิดิโอเกม คอมพ์พิวเตอร์ โทรศัพท์ หันมาสนใจ Ken Ken พวกเขาใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการพุ่งสมาธิทั้งหมดให้กับการแก้ไขปริศนาแห่งตัวเลข
คำขวัญประจำตัว เทตซึยะ
อย่าบอกคำตอบ เดด็ดขาด เลยนะ!
โดยพื้นฐานแล้ว Ken Ken เป็นปริศนาคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนซึ่งต้องใช้ความเข้าใจมากว่าเกม SUDOKU ในการแก้ไขปริศนา Ken Ken เราต้องใช้ บวก ลบ คูณ หาร ในการคำนวณง่ายๆ เหล่านี้สมองของเราจะพยายามค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการไขปริศนาอยู่ตลอดเวลา และในการทำเช่นนั้น เราจะได้ผึกการคิดและฝึกสมาธิ พวกเด็ก ๆ จะไม่เคยรู้สึกกลัว Ken Ken เลย เพราะมันดูเหมือนเกมในสายตาของพวกเขามากกว่าการบ้าน ดังนั้น พวกเขาก็จะคำนวณ คำนวณ และคำนวณ!

สมองเด็กเหมือนผ้าขาว เด็กไม่ได้ฉลาดตั้งแต่เกิด แต่การรับรู้และการให้ความสนใจในสิ่งต่างๆ ต่างหาก ที่เป็นตัวกระตุ้นให้สมองเด็กพัฒนาได้
เด็กคนหนึ่งบอกว่าเกมนี้ ช่วยให้ผมเรียนรู้ ว่าตราบใดที่ผมไม่ท้อ และคิดต่อไป เรื่อยๆ ในที่สุดผมจะหาทางออกได้ ตอนนี้ผมจึงเชื่อว่า ถ้าผมมีความพยายาม และผมคิดว่าสามารถทำสิ่งนั้นได้ ผมก็จะทำได้จริงๆ
แม้เด็กที่ไม่ชอบเลข ก็สามารถสนุกกับตารางมหัศจรรย์นี้ได้ ถ้าฝึกอย่างเป็นขั้นตอน ความสามารถในการคำนวณและการคิดมีตรรกะ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน หากเริ่มยาก ๆก่อน แล้วละก็ ไม่ว่าเด็กคนไหนก็ย่อมเกลียดเลข
ปล่อยๆ ให้เด็ก ๆ รับรู้ถึงความสนุกสนานและความยากด้วยตัวเขาเอง ห้ามบอกคำตอบโดยเด็ดขาด ในขณะที่เขาจดจ่ออยู่นั้น ก็อาจท้าทายให้เขาแก้ปัญหาในเวลาที่กำหนด เช่น เริ่มจากภายใน 1 อาทิตย์ ซึ่งจะทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น และ นั่นคือ พลังแห่งชีวิต
ให้คิดเอาไว้ในใจว่า ให้เด็กๆ คิดหาวิธีใหม่ ๆ ทุกวัน แล้วเขาจะเก่งอย่างมีความสุข และพ่อแม่ก็จะมีความสุขด้วย
เทตซึยะ มิยาโมโตะ

หนังสือ Ken Ken จำหน่ายไปแล้วกว่า 1 ล้านเล่ม ในญี่ปุ่นแล้วครับ
ผมซื้อไว้แล้วครับทั้งหมด 6 เล่ม ซื้อเสร็จเจ้าโหน่งและเจ้าเต้ยมันรีบปรี่เข้ามาบอกพี่หนัก ช่วยถือ ถือไปถือมา มันยืมกลับบ้านกันเลย ดูมันทำ น่าเตะจริงไอ้สองคนนี้!
ท่านผู้อ่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.amarinpocketbook.com/home.asp
หรือหาซื้อได้ที่ ร้าน นายอินทร์ทุกสาขาครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 987
- ผู้ติดตาม: 0
จดหมายเปิดผนึก
โพสต์ที่ 49
สวัสดีครับ
เพิ่งมีโอกาสได้นั่งสบายนานๆ อ่านวรรณพจนะคลิกๆจนหัวเราะคิกๆตามไปด้วย ชอบมากเลยครับเรื่องราวเล็กๆในโลกอันรื่นรมย์ (ถ้าเราเลือกมองแต่ในแง่ดี) อ่านเรื่องของคุณยายแล้วก็นึกถึงอาม่าของกูรูเหมือนกัน แต่อาม่ากูรูความจำยังดีเลิศถึงอายุ 90 ปี (ตอนเสีย) เสียตอนนั่งนับแตะเอียที่หลานๆให้ในมือพอดี แน่นอนครับ คนในวัยขนาดนี้ ไม่ได้ออกไปไหนมาไหนก็ต้องเล่าเรื่องราวเก่าๆให้ฟังทุกวันและมักจะทวงถามสัญญาต่างๆที่หลานๆเคยบอกว่าจะให้ ไม่ลืมถามดอกเบี้ยในบัญชีว่าเมื่อไหร่จะครบกำหนดเพื่อให้เอาไปอัพเดท
พูดถึงความทรงจำแล้ว ในวัยที่ Ram กำลังถดถอยลง ก็พยายามหาวิธีการชะลอไม่ให้ไปรวดเร็วนัก อย่างเล่น Cross Word หรือ Scrabble ก็น่าจะพอช่วยได้บ้าง ไพ่บางสำรับ เล่นเพลินๆ (ไม่เอาเงิน)ก็น่าจะลองดู แต่หาคนเล่นแบบนี้ไม่ค่อยได้
ไม่แปลกใจเลยที่เห็นสมาคมคนแก่ฝรั่งจะมาเรียนเต้นรำอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะการเต้นรำจะมีการนับจังหวะซ้ำๆ เอ้า 1 2 3 เตะขาขึ้น 4 5 6 เตะขาลง 7 8 9 เตะ 2 ขา เอ้ย เอนตัวลง เป็นต้น การทำอะไรซ้ำๆ อาจจะช่วยจัดระบบความจำที่กระพร่องกระแพร่งให้เป็นระบบมากขึ้นและสามารถตั้งสมาธิได้ดีกว่ากระมังครับ
ไว้ว่างๆค่อยคุยกันใหม่นะครับ
ปล.ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่น่ารักที่สุด เพื่อนฝรั่งมาเมืองไทย ต้องหาซื้อโปสการ์ดรูปช้างส่งกลับบ้านตลอด แถมยังโม้อีกว่า อยู่เมืองไทยขี่ช้างไปทุกๆที่
เพิ่งมีโอกาสได้นั่งสบายนานๆ อ่านวรรณพจนะคลิกๆจนหัวเราะคิกๆตามไปด้วย ชอบมากเลยครับเรื่องราวเล็กๆในโลกอันรื่นรมย์ (ถ้าเราเลือกมองแต่ในแง่ดี) อ่านเรื่องของคุณยายแล้วก็นึกถึงอาม่าของกูรูเหมือนกัน แต่อาม่ากูรูความจำยังดีเลิศถึงอายุ 90 ปี (ตอนเสีย) เสียตอนนั่งนับแตะเอียที่หลานๆให้ในมือพอดี แน่นอนครับ คนในวัยขนาดนี้ ไม่ได้ออกไปไหนมาไหนก็ต้องเล่าเรื่องราวเก่าๆให้ฟังทุกวันและมักจะทวงถามสัญญาต่างๆที่หลานๆเคยบอกว่าจะให้ ไม่ลืมถามดอกเบี้ยในบัญชีว่าเมื่อไหร่จะครบกำหนดเพื่อให้เอาไปอัพเดท
พูดถึงความทรงจำแล้ว ในวัยที่ Ram กำลังถดถอยลง ก็พยายามหาวิธีการชะลอไม่ให้ไปรวดเร็วนัก อย่างเล่น Cross Word หรือ Scrabble ก็น่าจะพอช่วยได้บ้าง ไพ่บางสำรับ เล่นเพลินๆ (ไม่เอาเงิน)ก็น่าจะลองดู แต่หาคนเล่นแบบนี้ไม่ค่อยได้
ไม่แปลกใจเลยที่เห็นสมาคมคนแก่ฝรั่งจะมาเรียนเต้นรำอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะการเต้นรำจะมีการนับจังหวะซ้ำๆ เอ้า 1 2 3 เตะขาขึ้น 4 5 6 เตะขาลง 7 8 9 เตะ 2 ขา เอ้ย เอนตัวลง เป็นต้น การทำอะไรซ้ำๆ อาจจะช่วยจัดระบบความจำที่กระพร่องกระแพร่งให้เป็นระบบมากขึ้นและสามารถตั้งสมาธิได้ดีกว่ากระมังครับ
ไว้ว่างๆค่อยคุยกันใหม่นะครับ
ปล.ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่น่ารักที่สุด เพื่อนฝรั่งมาเมืองไทย ต้องหาซื้อโปสการ์ดรูปช้างส่งกลับบ้านตลอด แถมยังโม้อีกว่า อยู่เมืองไทยขี่ช้างไปทุกๆที่