มองโลกแบบยีสต์ ๆ

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ

โพสต์ โพสต์
humdrum
Verified User
โพสต์: 1961
ผู้ติดตาม: 0

มองโลกแบบยีสต์ ๆ

โพสต์ที่ 1

โพสต์

รูปภาพ
   ตอน ตำนานยากูซ่า

 
  คำนำ

   กระผมเคยสงสัยมานานแล้ว ทำไมมันต้องยากูซ่าด้วย แล้ววันหนึ่งกระผมก็ไปเจอเหตุผล คือเนื่องจากเรื่องมันยาว เพื่อความสะดวก+ความสะบายตา กระผมจะแยกไว้เป็นข้อ ๆ  ละกันนะครับ  ไม่ชอบก็ติกันเยอะๆ นะครับ

            ยินดีต้อนรับครับ
                 
       
    Content  


     บทที่ 1     ทำไมต้อง ยากูซ่า  

     บทที่ 2     พวก yakuza อยู่ที่ไหนกันนะ??

     บทที่ 3     Yakuza ในปัจจุบัน?

     บทที่ 4      กิจกรรมของยากูซ่าที่ทำในทุกวันนี้

     บทที่ 5      รอยสักของยากูซ่า

     บทที่ 6      สมาชิกของยากูซ่าในองค์กร

     บทที่ 7      พิธีของพวกยากูซ่า

     บทที่ 8        "katagi" คืออะไร

     บทที่ 9         ทำอย่างไร yakuza จึงจะเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม


...................................................................

        รูปภาพ

   บทที่ 1    ทำไมต้อง ยากูซ่า

    ชื่อยากูซ่ามาจากการเล่นไพ่ของญี่ปุ่น Oicho-Kabu (เล่นกับ hanafuda หรือไพ่ kabufuda) คล้ายคลึงกับไพ่แบบคาร่าที่นิยมเล่นในฝรั่งเศส ค่าของไพ่จะถูกบวกเข้าด้วยกัน และตัวเลขสุดท้ายของผลรวมจะถูกนับเป็นคะแนน ไพ่ที่ถือในมือที่แย่ที่สุดในเกมส์คือ ชุดของเลข 8 ,9 และ 3 ซึ่งจะให้ค่ารวมกันเท่ากับ 20 และคะแนนก็จะได้เท่ากับศูนย์นั่นเอง (ตัวเลขสุดท้ายของ 20 คือ 0 ) รูปแบบการนับดั้งเดิมของญี่ปุ่นนั้น เรียกเลขเหล่านี้ว่า ยา กู และซ่า ตามลำดับ (8 9 และ 3) ดังนั้นจึงเป็นต้นกำเนิดของคำว่า ยากูซ่า นั่นเอง

พวกยากูซ่าเลือกใช้ชื่อนี้เพราะว่า คนที่ถือไพ่ ยา-กู-ซ่า ในมือนั้นต้องการทักษะมากที่สุด (เพื่อตัดสินคู่ต่อสู้ เป็นต้น) และเป็นผู้ที่มีโชคน้อยที่สุดเพื่อที่จะชนะ ดังนั้นผู้ที่เป็นเลิศ และชำนาญเท่านั้นที่จะสามารถมีพรสวรรค์ในการแก้เกมส์เพื่อให้ชนะได้ ชื่อยากูซ่านี้ยังได้ถูกใช้เพื่อแสดงถึงความโชคร้ายที่อาจจะได้รับหากทำการต่อต้านกลุ่มด้วย

ในการนับเลขของญี่ปุ่นสมัยใหม่นั้น 8 9 และ 3 อ่านออกเสียงว่า hachi kyu san ซึ่งเป็นชื่อที่ในบางครั้งก็ใช้เรียกยากูซ่า เหมือนกัน


  .....................................................................
รูปภาพ

บทที่ 2 พวก yakuza อยู่ที่ไหนกันนะ??


      อยหรือถนน Shinjuku เป็นสถานที่นัดพบของพวกยากูซ่าที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ต้นกำเนิดของยากูซ่าญี่ปุ่นนั้นไม่ได้มีอย่างเดียว องค์กรยากูซ่าได้พัฒนามาจากรากฐานของสังคมดั้งเดิมญี่ปุ่นที่แตกต่างกันไป ในส่วนต่อมาจากยุคศักดินาของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Edo (1603-1837) อำนาจอันชอบธรรมของพวกขุนนางในระบบศักดินาได้เปลี่ยนอำนาจจากเจ้าของที่ดินไปสู่ระบบภาษีเกี่ยวกับสินค้าที่อยู่บนที่ดินซึ่งครอบคลุมมากกว่า ซึ่งโดยมากจะได้แก่ ข้าว พวกซามูไรเริ่มที่จะได้รับค่าตอบแทนเป็นข้าวซึ่งพวกเขาจะเอาไปขายในตลาดเพื่อแลกกับเงินสด แทนที่จะได้รับเงินเดือนโดยตรง ซามูไรจะทำงานเพื่อเป็นทหารอาชีพในระหว่างสงคราม และเป็นข้าราชการ หรือฝ่ายบริหารในระหว่างที่บ้านเมืองสงบ ระหว่างยุค Edo นั้น ซามูไรส่วนใหญ่จะไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับที่ดินนัก และได้เริ่มต้นที่จะอาศัยอยู่รอบ ๆ ปราสาทของขุนนาง

     ในเวลาเดียวกัน การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมได้กลายมาเป็นความรับผิดชอบของสมาชิกในสังคมมากกว่าจะเป็นของพวก daimyo (ขุนนาง) นี่เป็นลักษณะเด่นเฉพาะของเมืองต่าง ๆ ที่อยู่นอกเมืองหลวง ดังที่รัฐบาลยุค Edo ได้อนุญาตให้มีปราสาทสำคัญเพียงปราสาทเดียวในแต่ละจังหวัด แม้ว่าพวกยากูซ่าจะยืนยันว่าต้นกำเนิดของพวกเขาเป็น โรบินฮูดญี่ปุ่น และเป็นผู้ให้ความคุ้มครอง แต่นักวิชาการบางคนค้นพบว่าต้นกำเนิดของพวกเขาเริ่มต้นที่ kabukimono (พวกขี้เมา) หรือยังเป็นที่รู้จักว่าเป็น hatamoto yakko (คนรับใช้ของโชกุน) กลุ่มคนเหล่านี้เป็น ronin เป็นพวกซามูไรที่ไร้เจ้านาย มักจะทำทรงผมและการแต่งตัวแปลกๆ มีกิริยาที่รุนแรง พูดจาด้วยคำหยาบคาย และมีคำแสลงเฉพาะ มักจะถือดาบยาว และคุกคามประชาชนทั่วไป
อย่างไรก็ตามต้นกำเนิดของยากูซ่าบางอย่างนั้นมาจากกลุ่มตำรวจประชาชนซึ่งรู้จักกันว่าเป็น machi yakko (คนรับใช้เมือง) ซึ่งมาจากการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย และปกป้องคุ้มครองสังคมจากผู้ก่อกวน กลุ่มคนเหล่านี้มีหลายระดับแตกต่างกันไป ซึ่งมักจะประกอบด้วยผู้ใช้แรงงาน และพวกนักเลงในชุมชนนั้น บางครั้งคนเหล่านี้ยังรวมถึง ronin* หนึ่งคนหรือมากกว่านั้น หรือมีเพียง samurai ที่ได้รับอนุญาตใช้ถือดาบอย่างเป็นทางการก็ได้ พวกเขามักจะทำการต่อสู้กับพวกโจรผู้ร้าย และแกงค์ต่าง ๆ เพื่อปกป้องชุมชนของพวกเค้า ในเมืองที่ใหญ่กว่า กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ก็มักจะเกิดมีขึ้นในเวลาพร้อม ๆ กัน และพวกเค้ามักจะต่อสู่กันเพื่อดินแดน เงินตรา และอำนาจ และนี่เป็นต้นกำเนิดของแนวหนังและละครทีวีอันมีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ที่ไปโด่งดังในประเทศตะวันตก โดยหนังของ Akira Kurosawa ซึ่งเรียกกว่า Yojimbo ยากูซ่ามาจากการดำเนินการของทั้ง machi-yakko และ kabukimono การเรียกค่าคุ้งครองสามารถเห็นได้จาก machi yakko แต่ด้านแฟชั่นอันมีสีสัน และภาษานั้นได้รับมาจากธรรมเนียมของ kabukimono

      * ronin = หมายถึง ซามูไรที่มีฝีมือในยุคศักดินาของญี่ปุ่น (11851868) ซึ่งเป็นซามุไรที่ไร้สังกัด เช่น เจ้านายของเขาเสียชีวิต หรือปราสาทที่เคยเป็นที่พำนักถูกทำลาย ก็จะกลายเป็น ronnin


..........................................................

รูปภาพ

  บทที่ 3 Yakuza ในปัจจุบัน?


   ากูซ่าหรือที่เรียกกันว่า gokudo นั้นเป็นสมาชิกของกลุ่มอาชญากรรมที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณในประเทศญี่ปุ่น ในปัจจุบันนี้ ยากูซ่าเป็นปรากฎการณ์ของกลุ่มอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก สื่อตะวันตกนั้นในบางครั้งเรียกกลุ่มนี้ว่า มาเฟียญี่ปุ่น

   ความรุ่งเรืองและความเสื่อมลงของอำนาจของยากูซ่านั้นจะเป็นไปตามกระแสของสังคมญี่ปุ่น จำนวนสมาชิกหลักของยากูซ่ามีจำนวนประมาณ 80,000 มากกว่า 110,000 คน ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1945-1996 เจ้าหน้าที่บางคนเชื่อว่าตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่นมักจะนับจำนวนยากูซ่าน้อยกว่าความเป็นจริง เพราะไปนับเพียงจำนวนสมาชิกที่อยู่ในบัญชีที่ยึดได้เท่านั้น หรือ ที่บันทึกจากรายงานของตำรวจสืบราชการลับ เช่น เดียวกับมาเฟียซิซิเลียนที่อยู่ในอิตาลี และองค์กรอื่นๆ ยากูซ่านั้นถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบครอบครัว

   Yakuza มี 2 ประเภท คือ

    1. Family Yakuza หรือ ยากูซ่าที่มีการปกครองในแบบครอบครัว แบ่งอันดับชั้นตามผลงาน หรือจากการแต่งตั้งจากหัวหน้าใหญ่ การปกครองจะมีนายใหญ่ที่เรียกว่า "พ่อใหญ่" อันดับต่อมาคือ "พ่อเล็ก" และต่อมาคือ "ลูก ๆ " โดยสมาชิกทุกคนไม่มีคำว่า "กลัวตาย" และพร้อมจะรับคำสั่งจากพ่อใหญ่ โดยจะไม่ทำให้เกิดการผิดพลาด การจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่มนี้จะมีการดื่มสาเกสาบานจากแก้วเดียวกันด้วย

    2. Lone Yakuza หรือ ยากูซ่าไร้สังกัด จะไม่ขึ้นอยู่กับกลุ่มใด หรืออาจจะมีการรวมกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นโดยไม่มีการปกครองหลายชั้นเหมือนอย่างแรก แต่จะเป็นผู้มีอิทธิพลที่คอยเก็บค่าคุ้มครอง


..................................................................

รูปภาพ

   บทที่ 4 กิจกรรมของยากูซ่าที่ทำในทุกวันนี้


   กิจกรรมส่วนใหญ่ของยากูซ่าในปัจจุบันนี้สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดจากยุค เริ่มต้นของยุคศักดินา เริ่มต้นคือ ยากูซ่านั้นไม่ได้เป็นสังคมลับ ๆ เหมือนกับมาเฟียอิตาเลียน หรือมาเฟียจีน องค์กรยากูซ่ามักจะมีสำนักงานซึ่งมีกระดานไม้ที่ประตูหน้า ซึ่งแสดงชื่อกลุ่มของตัวเองอยากเปิดเผย สมาชิกมักจะใส่แว่นตาดำและชุดสูทที่มีสีสัน (katagi) ทำให้คนทั่วไปรู้ ได้ว่าพวกเขามีอาชีพอะไร


    แม้ว่าแนวทางการดำเนินชีวิตของพวกยากูซ่าจะแตกต่างจากพลเมืองโดยทั่ว ๆ ไป อย่างเห็นได้ชัด ความเหย่อหยิ่ง และท่าทางหยาบกระด้างของพวกยากูซ่านั้นก็ยังแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากชาวญี่ปุ่นที่มีท่าทางสงบเสงี่ยมและไม่อวดดีในการดำเนินการทำธุรกิจของตน ในบางครั้งยากูซ่าก็จะแต่งตัวเหมือนคนปกติทั่วไป แต่เมื่อมีความจำเป็นพวกเขาก็จะโชว์รอยสักเพื่อบ่งบอกสังกัดที่ตัวเองอยู่ ในบางครั้งพวกเขายังสวมเข็มกลัดเครื่องหมายบนคอเสื้อนอกของพวกเขา


    จนถึงปัจจุบันนี้ รายได้หลักของยากูซ่านั้นมาจากการเรียกค่าคุ้มครองในแหล่งการค้า สถานบันเทิง ย่านโสเภณี ทั้งนี้เนื่องมาจากธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจที่ยากต่อการขอความช่วยเหลือจากตำรวจ และตำรวจญี่ปุ่นเองก็ลังเลใจที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในสังคม เช่น แหล่งชอปปิ้ง โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย และย่านกลางคืน ด้วย ในความหมายนี้ยากูซ่ายังคงเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรกึ่งถูกกฎหมาย ตัวอย่าง เช่น หลังจากแผ่นดินไหวที่โกเบ Yamaguchi-gumi ผู้ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในโกเบ ได้ย้ายตัวเองมาจัดให้บริการบรรเทาภัยพิบัติ (ซึ่งรวมถึงการใช้เฮลิคอปเตอร์) และเรื่องนี้สื่อก็ได้รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นนั้นให้ความช่วยเหลือต่อกรณีนี้ช้ากว่า ด้วยเหตุผลนี้เอง ยากูซ่าจำนวนมาก มองว่ารายได้ของพวกเขาเป็นเงินเก็บของภาษีในระบบขุนนาง บ่อยครั้งที่ยากูซ่ามักจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับชาวญี่ปุ่นในรูปของการขู่เข็ญเอาเงิน หรือที่เรียกว่า sakaiya หรือที่รู้จักกันดีว่า "การเรียกค่าคุ้มครอง"


   แทนที่จะคุกคามธุรกิจเล็ก ยากูซ่ายังคุกคามการประชุมของผู้ถือหุ้นในบริษัทใหญ่ ๆ ด้วย พวกยากูซ่ามักจะกลัวผู้ถือหุ้นสามัญซึ่งทำในนามของพวกยากูซ่าซึ่งได้รับสิทธิที่จะเข้าประชุมโดยการซื้อหุ้นจำนวนน้อย ๆ พวกยากูซ่ายังเข้าไปเกี่ยวพันกับการแบลคเมล การใส่ร้าย หรือข้อมูลที่น่าอับอายทั้งหลายเกี่ยวกับการดำเนินการของบริษัทหรือผู้นำ ครั้งหนึ่งพวกยากูซ่าได้รับตำแหน่งในบริษัทเหล่านี้ เพราะกุมความลับ หรือเรื่องอื้อฉาวภายในบริษัทไว้


        ยากูซ่ายังเกี่ยวข้องกับที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธนาคารโดยผ่านทาง jiageya Jiageya นี้มีความชำนาญพิเศษในการติดต่อให้เจ้าของที่ดินรายเล็ก ๆ ขายทรัพย์สินของพวกเขา เพื่อที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์สามารถเข้ามาดำเนินการแผนการพัฒนาที่ดินได้มากขึ้น ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ของญี่ปุ่นเมื่อยุค 1980 นั้น ธนาคารสาขาย่อย ๆ ตำหนิว่ายุคฟองสบู่เป็นผลมาจากการแสวงหากำไรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง หลังจากการล่มสลายของยุคฟองสบู่ ผู้จัดการธนาคารสำนักงานใหญ่ในนาโกยานั้นถูกลอบสังหาร และการแสวงหากำไรส่วนมากนั้นแสดงให้เห็นว่าธุรกิจธนาคารมีส่วนเกี่ยวข้องทางอ้อมกับพวกนักเลงหัวไม้ชาวญี่ปุ่น


       อย่างไรก็ตามพวกโจรหรือขโมยไม่ได้ถูกยอมรับว่าเป็นกิจกรรมที่ถูกต้องสมควรของพวกยากูซ่า ตรงนี้เป็นแนวคิดที่เห็นว่ากิจกรรมของยากูซ่านั้นเป็นแบบกึ่งเปิดเผย ยากูซ่านั้นมักจะไม่ดำเนินการทำธุรกิจที่แท้จริงด้วยตัวเขาเอง ตัวอย่างเช่น ธุรกิจหลัก ๆ เช่น การค้าขาย การปล่อยเงินกู้ หรือบ่อนการพนันที่ดำเนินการโดยพวกที่ไม่ได้เป็นยากูซ่า ผู้ดำเนินการกิจการเหล่านี้จะเป็นคนจ่ายค่าคุ้มครองให้ยากูซ่าเพื่อให้ดูแลกิจการของพวกเขา


       นอกจากนั้นยังมีหลักฐานด้วยว่ายากูซ่าว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมระหว่างประเทศ มีนักโทษที่มีรอยสักว่าเป็นยากูซ่าอยู่ในคุกประเทศต่างๆในเอเชียจำนวนมากที่ถูกจับในข้อหาว่าเป็นอาชญากรค้าขายยาเสพติด และการลักลอบขนอาวุธเถื่อน ในปี 1997 มีสมาชิกยากูซ่าคนหนึ่งถูกจับในข้อหาลอบเอาเฮโรอีน 4 กิโลกรัมเข้าไปใน แคนาดา ในปี 1999 มาเฟียชาวอิตาเลียน-อเมริกันคนหนึง คือ Mickey Zaffarano แอบได้ยินการพูดคุยเกี่ยวกับการแสวงหากำไรจากการขายหนังสือลามก และยากูซ่าอีกคนหนึ่งกำลังนำผู้หญิงเชื้อสายยุโรปและเอเชียเข้าญี่ปุ่นโดยล่อลวง และบังคับให้ผู้หญิงเหล่านั้นเป็นโสเภณีในเวลาต่อมา


................................................

รูปภาพ
  บทที่ 5 รอยสักของยากูซ่า


   มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ยากูซ่าจะสักรอยสักไว้ที่ตัว ที่มาของรอยสักของยากูซ่านี้มาจาก Bakuto พวกเขามักจะสักวงแหวนสีดำรอบ ๆ แขนเพื่อแสดงถึงอาชญากรรมแต่ละครั้งที่ได้ทำลงไป สุดท้ายแล้วมันได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง มันอาจจะต้องใช้เวลาสักมากกว่า 100 ชั่วโมงเพื่อที่จะทำการสักทั้งหลัง รอยสักนั้นเคยเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณเต็มใจที่จะเข้าร่วมในสังคม กฎเกณฑ์ และแบบแผน แต่ในปัจจุบันนั้นแสดงให้เห็นถึงสังกัดที่คุณอยู่


...............................................................

  รูปภาพ

บทที่ 6 สมาชิกของยากูซ่าในองค์กร

  การเป็นสมาชิกยากูซ่านั้น เขาไม่ได้สนใจว่าคุณจะมาจากไหน ประเทศใด หรือจากชนชั้นไหนในสังคมที่คุณอยู่ คุณสามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้เสมอ
ยากูซ่านั้นจะดูแลความความไม่ถูกต้องในสังคม สมาชิกของยากูซ่าอาจจะเป็นวัยรุ่นที่ถูกทอดทิ้งจากพ่อแม่ของเขา หรืออาจจะเป็นวัยรุ่นที่ได้รับความกดดันอย่างมากจากโรงเรียน หรือเป็นพวกผู้อพยพจากเกาหลี หรือ จีนเป็นต้น
เจ้านายที่ใกล้ตัวของพวกยากูซ่ามากที่สุดนั้นจะกลายมาเป็นเหมือนพ่อ และเพื่อนของพวกเขาจะกลายมาเป็นเพื่อนพี่น้องกัน สิ่งที่ยากูซ่าเสนอให้ไม่ใช่เพียงมิตรภาพ แต่ยังให้เงินตรา ฐานะ และอำนาจ มันไม่มีวิธีการเข้าสู่การเป็นสมาชิก หรือข้อกำหนดใดๆ แต่เมื่อคุณเข้ามาเป็นสมาชิกแล้ว สิ่งที่ตามมาคือต้องมีความเคารพเชื่อฟังต่อผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่า


.................................................

รูปภาพ


 
    บทที่ 7 พิธีของพวกยากูซ่า


      Yubitsume หรือการตัดนิ้ว นั้นเป็นรูปแบบของการทรมานตัวเองเพื่อลบล้างความผิด หรือการขอโทษ ถ้าหากนักการพนันไม่สามารถจ่ายหนี้ หรือสิ่งอื่นที่ใช้แทนเงินได้ พวกเขาเหล่านั้นจะถูกตัดปลายนิ้วก้อยออก ซึ่งเป็นการทำร้ายมือ และไม่ให้คนนั้นสามารถถือดาบหรืออาวุธได้เช่นเดียวกับเมื่อก่อน และยังเป็นการทำให้คนทั่วไปเห็นด้วยว่าหากไม่ยอมชำระหนี้ จะได้รับโทษอย่างที่เห็น ตั้งแต่นั้นมาการพนันก็ถูกห้ามไม่ให้เล่นในประเทศญี่ปุ่น


     ต้นกำเนิดของการตัดนิ้วนี้มาจากแบบอย่างดั้งเดิมของการถูกดาบญี่ปุ่น สามนิ้วด้านล่างของแต่ละมือถูกใช้เพื่อจับดาบให้แน่น และมีนิ้วโป่งและนิ้วชี้จับแบบหลวมๆ หากเคลื่อนย้ายนิ้วจะเริ่มต้นด้วยนิ้วก้อยยกมือขึ้นไปสู่นิ้วชี้จะทำใหความสามารถในการถือดาบอ่อนแอลง แนวคิดก็คือหากคนที่จับดาบได้ไม่ถนัดแล้วเขาก็ต้องมองหาความคุ้มครองจากคนอื่น การกระทำนี้ได้ทำเพื่อเป็นการขอโทษต่อการไม่เชื่อฟัง และสามารถทำเพื่อชดเชยการกระทำผิดอื่นๆ แต่ก็สามารถทำเพื่อปกป้องรักษาชีวิตลูกคนหนึ่งของคนที่ถูกตัดนิ้วด้วย
เมื่อใดคุณทำในสิ่งที่ Kumicho ไม่ชอบ คุณจะต้องไปหาของมีคมมา ตัดปลายนิ้ว ห่อมันในกระดาษ และส่งมันไปที่ Kumicho และขอร้องเขาเพื่อให้อภัย ถ้ามันเป็นครั้งแรกที่คุณตัดปลายนิ้วก้อย หลังจากนั้นครั้งต่อไปจะกลายมาเป็นนิ้วก้อยอีกข้าง ด้วยเหตุนี้คุณจะเห็นว่าสมาชิกยากูซ่าหลายคนที่นิ้วหายไปหลายนิ้ว
นอกจากนั้นรูปแบบของการทรมานตัวเองเพื่อล้างความผิดในรูปแบบที่แรงกว่าคือ Seppuku หรือที่เรียกว่า hara-kiri นั่นคือการฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้อง พวกทหารและซามูไรญี่ปุ่นก็ต้องทำเช่นนี้หากทำงานของตัวเองล้มเหลว ในบางครั้งยากูซ่าก็ต้องทำ seppuku ด้วย


    อีกพิธีหนึ่งของยากูซ่าที่สำคัญคือ พิธีการดื่มสาเกร่วมกัน การทำเช่นนี้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่ความผูกพันของความเป็นพี่น้องระหว่างสมาชิกภายในของยากูซ่า หรือระหว่างกลุ่มยากูซ่าด้วยกันเอง

     เมื่อสมาชิกยากูซ่าเล่นไพ่ Oicho-kabu ด้วยกัน พวกเขามักจะถอดเสื้อ และเอาเสื้อมาพันไว้รอบเอว การทำเช่นนี้เพื่อทำให้เห็นรอยสักทั้งร่างกายของพวกเขา น้อยครั้งที่สมาชิกยากูซ่าจะทำโชว์รอยสักให้กับคนอื่นได้เห็น พวกเขาจะปกปิดมันไว้ ไม่แสดงต่อที่สาธารณะ โดยการใส่เสื้อแขนยาว และใส่เสื้อที่มีคอสูง


...............................................

รูปภาพ
   
    บทที่ 8 "katagi" คืออะไร


    Katagi มีความหมายที่ตรงกันข้ามกับ "yakuza" ซึ่งทุกคนที่ไม่ใช่ yakuza ก็คือ katagi และในข้อห้ามหนึ่งของ yakuza ก็คือห้ามฆ่า katagi

................................................................

รูปภาพ

    บทที่ 9 ทำอย่างไร yakuza จึงจะเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม

 
 ครต่อใครก็สามารถบอกได้อย่างง่ายดายว่าคนไหนเป็น yakuza ที่มีตำแหน่งระดับล่างที่มาจาก katagi คนทั่วไปสามารถพบเห็นพวกเขาได้ทั่วไป ซึ่งอาจจะสังเกตจากการแต่งตัว หรือการสัก หรือจำนวนนิ้วมือ หรือ เราสามารถดูได้จาก "daimon" หรือเครื่องหมายบอกตำแหน่ง สำหรับสมาชิกตำแหน่งเล็ก ๆ นั้นก็จะมีการติดเครื่องหมายประจำกลุ่มไว้ที่ปกเสื้อ แต่สำหรับผู้ที่มีตำแหน่งสูง ๆ นั้นเครื่องหมายอาจจะทำด้วยทองคำ แต่สำหรับ yakuza ที่มีตำแหน่งระดับหัวหน้านั้นยากที่จะบอกได้ว่าเป็นใคร แต่จะรู้กันเฉพาะในกลุ่มของพวกเขาเท่านั้น


     กลุ่มใหญ่ของ yakuza โดยทั่วไปมี 4 ประเภท โดยแบ่งจากแหล่งรายได้ของ yakuza
"Bakuto" คือ นักพนัน มีทั่วไปในญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ จะอยู่ตาม บ่อนพนัน bakuto yakuza อาจจะเป็นเจ้าของบ่อน หรือเป็นผู้คุ้มครองเจ้าของบ่อน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นนักพนันตัวยงด้วย นอกจากจะคุ้มครองบ่อนแล้วยังคุ้มครองบาร์, เล้าท์, และตามทวงหนี้เป็นต้น

     "Tekiya" คือ yakuza ที่คอยเก็บเงินจากพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดแผงขายของตามงานเทศกาลต่าง ๆ ที่มักจะมาชุมนุมเพื่อขายของในงาน Tekiya yakuza ก็มักจะมาจากอดีตหัวหน้าพ่อค้านั่นเอง หาเงินโดยการคุ้มครองทำเลขายของ ของพ่อค้าแม่ค้าที่จ่ายเงินให้และไม่ให้ใครมาล้ำเขต หรือแย่งที่ขายของ โดยบางกลุ่มจะมีการจ้างคนเก็บกวาดร้านค้าให้พ่อค้าแม่ค้าหลังจากงานเลิกด้วย

       "Uyoku" คือ กลุ่มนักการเมือง พวกเขาคือคนที่เป็นชาตินิยม, หัวโบราณ อนุรักษ์นิยม, ผู้ที่จงรักษ์ภักดิ์ดีต่อจักพรรดิ์ และเกลียดระบอบคอมมิวนิส์ พวกเขาเชื่อว่าสงครามแฟซิฟิกเป็นการกระทำเพื่อปกป้องเอเชียจากการล่าอาณานิคมของพวกตะวันตก ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายพื้นฐานของ Uyoku yakuza ส่วนแหล่งเงินทุนที่พวกเขาได้รับนั้นไม่ทราบที่มาและเป็นความลับ แต่มีการลือกันว่า Uyoku yakuza ได้รับเงินสนับสนุนจากนักการเมือง

       "Gurentai" คือ นักเลง, อันธพาล, วายร้าย, ผู้ร้าย, ฆาตกร, อาชญากร Bakuto และ Tekiya yakuza มีกฎข้อบังคับของแก๊งที่สืบต่อกันมายาวนาน แต่สำหรับ Gurentai yakuza พวกเขาไม่มีกฎหรือนโยบายของแก๊ง ดังนั้นจึงทำทุกอย่างเพื่อเงินเท่านั้น ไม่ว่าใครก็สามารถจ้าง Gurentai yakuza ทำสิ่งที่ต้องการได้ทั้งนั้น

 
       Yakuza ดูเหมือนจะยุ่งเกี่ยวกับสิ่งไม่ดี ๆ ทุกอย่างแต่มีอย่างหนึ่งที่ yakuza ไม่ทำ คือ....?

    วงการค้ากาม, ยาเสพติด, ข่มขู่ และ การก่อกวน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นงานของ yakuza แต่สิ่งที่ yakuza จะไม่ทำก็คือ "ปล้น" ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่หน้าอับอาย

 
      Yakuza เกลียดอะไรมากที่สุด?

   
     Yakuza เกลียดการดูถูกที่สุด และกลัวการขายหน้าที่สุด


       ถ้าโดน yakuza คุกคาม จะหนีอย่างไร?


     จ้าง yakuza กลุ่มอื่นให้ช่วยคุ้มครอง และเขาจะช่วยเจรจาต่อรอง และยังสามารถช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาต่าง ๆ ให้คุณได้ แต่แน่นอนว่าเขาไม่ทำให้ฟรี ๆ และอาจจะต้องจ่ายในราคาที่สูงมาก ๆ จนกว่าเขาจะพอใจ แต่ก็ยังดีกว่าจะต้องหนีหัวซุกหัวซุน และเสียทรัพย์สินอื่น ๆ อีก

.............................................................


  credit

Special Thanks to nicsparin

  http://japankiku.com/
humdrum
Verified User
โพสต์: 1961
ผู้ติดตาม: 0

มองโลกแบบยีสต์ ๆ

โพสต์ที่ 2

โพสต์

รูปภาพ
ตอนที่ 2  เฝอ


       คำนำ
        เมื่อวานเพื่อนคนหนึ่งกลับมาจากเวียดนาม ไปดูงานมา กระผมถามติดใจอะไรที่นั่น
มันตอบ "ผู้หญิง วะ ทั้งขาว ทั้งคม เห็นแล้วมรึงต้องชอบ" ผมเลยตอบมันไปว่า ของกรูต้อง "สูง ยาว ตึง"  คือ สูงวัย ขายาว หูตึง ประมาณนั้น ถึงจะอยู่กันได้ เรื่องสาว นี่ เห็นทีต้องถามคุณ woody รู้สึกว่าตอนนี้ท่านยังอยู่เวียดนาม

     อ้อ! กาแฟ ครับ ที่มันชมนักชมนาว่า อร่อยมัก  ๆ  

      และที่ไม่เอ๋ยไม่ได้ก็เฟอ ครับ  
   
     มันบอกตื่นเช้ามาคนเวียดนามก็แด๊ก เฝอ แล้ว   ผมเป็นคนชอบกินเฝอซะด้วย ชักอยากค้นเรื่องนี้ซะแล้วซิ  เลยเป็นที่มาของตอนที่ 2 เรื่องของเฝอ นี่ละครับ

   
      ชามร้อนแสนอร่อยนี้ มีที่มาที่ไป


"เฝอ" อาหารยอดนิยมของเวียดนามเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก อร่อย.. แต่ก็ยังมีความลี้ลับอยู่เยอะในเรื่องที่มาที่ไป มีใครบ้างที่รู้ว่า อาหารชามร้อนนี้ มีความเป็นมาอย่างไร หรือว่ามาจากไหน?
นักวิชาการแตกออกเป็น 2 ความคิด ฝ่ายหนึ่งบอกว่า เฝอ น่าจะมาจากประเทศจีน หรือไม่ก็ประเทศฝรั่งเศส โดยได้ทฤษฎีมาจากการออกเสียงของคำว่า เฝอ นั่นเอง นายเหวียนตุ่ง (Nguyen Tung) นักมานุษยวิทยา ผู้ทำการ ศึกษาวิจัยอาหารเวียดนามในฝรั่งเศสมีความเห็นเช่นเดียวกับ นายจอร์จ ดูมูติเอย์ นักเขียนร่วมสมัย ซึ่งเชื่อว่า เฝอนั้น เริ่มมีปรากฎในประเทศเวียดนาม ประมาณปี 2450

นายตุ่งให้ความเห็นว่า เฝอ อาจจะได้รับอิทธิพลมาจากจีนกวางตุ้ง จากการออกเสียง คำว่า "ฝัน" (fun) ที่แปลว่า ก๋วยเตี๋ยว ดังนั้นแหล่งต้นกำเนิด เฝอ น่าจะมาจากชาวจีนอพยพ ที่เดินทางไปยังดินแดนเวียดนามในช่วง ศตวรรษที่ 19 และนำเอาวิธีการทำอาหารจีนเข้าไปด้วย ต่อมาชาวเวียดนามได้ดัดแปลงอาหารจีนเหล่านั้นในแบบของตนเอง

ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นความเห็นของ ผู้สื่อข่าวของนิตยสาร New York Times นาย อาร์.ดับเบิลยู. แอปเปิ้ล จูเนียร์ หลังจากที่ได้เดินทางไปเวียดนามในสมัยสงคราม เมื่อลองลิ้มรสชาติของเฝอเข้าไป จึงทำให้มีความคิดว่า เฝอ นั้นน่าจะมาจากอาหารฝรั่งเศสที่ทำจากเนื้อ ที่เรียกว่า Pot au feu (โป โอ โฟ) ที่อาจจะข้าไปในช่วงที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส โดยอาหารจานนี้ประกอบด้วยเนื้อวัว 4 แบบ และผักอีก 4 ชนิด

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหารจีน หรืออาหารฝรั่งเศส ต่างก็ขาดองค์ประกอบที่สำคัญของเฝอ โดยก๋วยเตี๋ยวแบบจีนนั้น ไม่ได้เน้นความสำคัญไปที่น้ำซุป ในขณะที่ Pot au feu มีน้ำซุปชั้นยอด แต่กลับมีผักเป็นส่วนสำคัญ มากกว่าเส้น ซึ่งไม่แน่ว่า ชาวเวียดนามอาจจะนำส่วนประกอบของอาหารแต่ละชนิด มาประกอบกันแล้วสร้างเป็นอาหารจานใหม่ขึ้นมาที่เป็นลักษณะเฉพาะในรูปแบบของตนเอง

ในเวียดนามนั้น เฝอ ได้รับความนิยมแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นอาหารประจำชาติที่ทานกันได้ทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนในเวียดนาม ก็สามารถที่จะพบร้านขายเฝออยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นร้านแผงลอยเล็กๆ ข้างทาง ไปจนถึงบนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแค่ชาวเวียดนามเท่านั้นที่ทาน เฝอ ไม่ว่าจะไปกรุงฮานอย หรือไปกรุงปารีส คุณจะได้กลิ่นอันหอมหวล และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

เฝอ เริ่มต้นออกเดินทางไปทั่วโลกในช่วงปี 2453-2455 จากการที่ชาวเวียดนามถูกเกณฑ์ไปช่วยฝรั่งเศสรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อป้องกันการรุกรานของประเทศเยอรมนี ผู้ที่รอดชีวิตจากสงครามในครั้งนั้น ได้ตั้งรกรากและ เปิดร้านอาหารอยู่ในต่างแดน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเวียดนามจำนวนมากถูกเกณฑ์เป็นทหารสนับสนุนฝรั่งเศสอีกครั้ง เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ผู้ที่รอดชีวิตได้รับสัญชาติเป็นคนฝรั่งเศส และได้รับอนุญาตให้ตั้งอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในอาณานิคมของฝรั่งเศสด้วย นับเป็นชาวเวียดนามรุ่นที่สองที่อพยพไปอยู่ต่างประเทศ พร้อมกับได้นำเอาอาหารท้องถิ่น คือ เฝอ ไปยังทวีปยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง ไปจนถึงไมโครนีเชีย ซึ่งไม่เป็นเรื่องแปลกหากจะพบ ร้านอาหารเวียดนามใน ประเทศไอวอรี่โคสท์ เซเนกัล ปอนดิเชอร์รี่ หรือ มาซีโดเนีย

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ เฝอ เนื่องจากสนธิสัญญาเจนีวาในปี 2497 ได้กำหนดให้มีการแบ่งประเทศเวียดนามออกเป็นสองส่วนชั่วคราว ทำให้มีชาวเวียดนามหลายแสนคนได้อพยพจากภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ ชาวเวียดนามที่ อพยพลงไต้นั้นได้แนะนำให้เพื่อนร่วมชาติเดียวกัน ได้รู้จักลิ้มลองรสชาติของ เฝอ ซึ่งชาวภาคใต้เองได้ดัดแปลง เฝอ ให้มีส่วนผสมเพิ่มขึ้นไปอีก โดยใส่ ถั่วงอก ใบโหระพา ผักหอม และสมุนไพรอื่นๆ ลงไป ตามที่หาได้ทั่วไปใน พื้นที่ที่มีอุณภูมิอบอุ่น ทำให้เฝอ ในเวียดนามมีทั้ง เฝอสไตล์ภาคใต้ และเฝอสไตล์ฮานอย ที่จะไม่มี ถั่วงอก และใบโหระพา

ปัจจุบันเฝอได้กระจายไปสู่ทุกมุมโลกโดยชาวเวียดนามอพยพราว 3 ล้านคน ใน 12 ประเทศ จากเดนมาร์ก ไป นิวซีแลนด์ จากญี่ปุ่น ไปสู่อิสราเอล ในปัจจุบันนี้ เฝอ ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมจากคนทั่วทุกมุมโลก เหมือนเป็น อาหารประจำชาติของเวียดนามไปแล้ว เฉกเช่นเมื่อนึกถึง "ต้มยำกุ้ง" ก็เป็นที่เข้าใจกันถ้วนทั่วแล้วว่าทุกคนจะต้องนึกถึงประเทศไทยเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน

ดังนั้นผู้ที่เดินทางไปเยือนประเทศเวียดนาม อย่าลืมแวะชิมลิ้มรสชาติ "เฝอ" ต้นตำรับ ไม่อย่างนั้นก็เหมือนไปไม่ถึงเวียดนาม..

credit
http://www.how2trip.com/ar_view.asp?id=252


       รูปภาพ


เฝอไก่ (PHO GA) ยอดอร่อยที่...ฮานอย / แม่ช้อย

เฝอ...(ก๋วยเตี๋ยวญวน) ที่อร่อยที่สุด
     
      อยู่ที่เมืองฮานอย ทั้งเฝอเนื้อ เฝอไก่
     
      เดือนหน้าจะพาคุณไปเปิบที่ฮานอย
     
      อยากอร่อยก็ตามอีชั้นมา
     
      กลางเดือนธันวานี้ อีชั้นจะเดินทางไปเวียดนามอีกแล้วเจ้าค่ะ...เจ้านาย
     
      ที่ต้องเขียนบอกว่าอีกแล้ว ก็เพราะว่า อีชั้นไปบ่อย ก็เป็นแม่ช้อยนี่เจ้าค่ะ
     
      อีชั้นจึงต้องรำไปทั่ว ที่ไหนเขามีอะไรกัน อีชั้นต้องไปที่ไหนเขามีอะไรให้ดู อีชั้นต้องเห็น และจำเป็นที่สุดก็คือที่ไหนเขามีอะไรอร่อย อีชั้นต้องไปเปิบ
     
      ไปเวียดนามคราวนี้ จะไปเปิบและไปเที่ยวเฉพาะเวียดนามเหนือเท่านั้น คือจะไปที่เมืองฮานอย ซึ่งเป็นนครหลวงของชาวเวียดนาม แล้วจะไปเมือง ซาปา เขาว่าเป็นเมืองหลวงของชาวป่า ชาวเขา ที่เวียดนามมีอยู่หลายสิบเผ่า
      ล้วนแล้วแต่มีความเป็นมาน่าสนใจที่สุดในโลก
     
      เจ้าค่ะ...ในโลก ก็มีที่ไหนในโลกนี่ละ จะมี ตลาดพรหมจรรย์ แต่ที่เมืองซาปาที่ว่านี้มีแห่งเดียวในโลกนี้ ที่ผู้หญิงจะหาความสุขทางเพศกับผู้ชายแปลกหน้าได้หากเธอพอใจ
     
      อ๊าว..!! เจ้านาย ตาวาวแล้วซิเจ้าค่ะ มันก็ต้องตาวาวกันทั้งนั้น ถ้าเป็นผู้ชายไม่พายยังแข็ง
     
      อีชั้นนะรู้จักเมืองซาปานี่มานานแล้ว เพราะพวกฝรั่งเขาว่าเป็นเมืองอัศจรรย์ในโลก คือทุกคืนวันเสาร์ จะมีสาวชาวเขาเผ่าต่างๆลงมาจากดอยเพื่อมาหาผู้ชายสักคนที่เธอจะนอนด้วย
     
      หลังจากดื่ม กิน เต้นรำ อยู่ครึ่งคืนวันเสาร์ พอใจแล้วเธอจะหิ้วผู้ชายเอาไปนอนด้วยทั้งคืน ตื่นขึ้นตอนเช้าก็แยกย้ายบ้านใครบ้านมัน เจอกันอีกทีก็ไม่รู้จักกันแล้ว นี่เป็นประเพณีโบราณ ตั้งแต่ยุคหินใหม่เห็นจะได้




      สังคมแบบนี้ เขาเรียกว่า สังคมผู้หญิงเป็นใหญ่ เธอมีสิทธิเลือกผู้ชาย และถ้าลูกติดท้องเธอไป ก็เป็นลูกของเธอ
     
      เมืองซาปา( SAPA) จึงเหมือนเมืองแห่งความฝันของผู้ชาย เพราะที่นั่นผู้หญิงเป็นฝ่ายเลือก โดยไม่ต้องการค่าตอบแทน
     
      แต่เมืองนี้ โลกยังไม่รู้จักอย่างแพร่หลาย ก็เลยไม่ค่อยจะมีใครไป อีกอย่างหนึ่งก็คือ เมืองนี้เข้าไปในป่าลึกภูเขาสูง ติดกับแผ่นดินจีน ผู้หญิงที่นั่นมีเชื้อสายเป็นคนจีน หน้าตาสวยสะ ผิวพรรณขาวผ่อง ไม่สกปรกอย่างที่คิดกัน
     
     
      ยังมีอาหารเวียดนามอร่อยอีกมากมายในฮานอยกับเมือง นิงคมิงห์กับเมือง นามฮาแล้วอีชั้นจะรายงานให้เจ้านายได้รู้เอาไว้ ตอนนี้ไปกินเฝออร่อยที่สุดในโลกที่ฮานอยกับอีชั้นก่อนนะเจ้าค่ะ
     
      สนใจร่วมเดินทางไปกับทัวร์ แม่ช้อยอร่อยเหาะ เหาะไปกินอาหารที่เวียดนาม(เหนือ) โทรศัพท์ติดต่อ ที่บริษัทพี.โอ.พี. ทราเวล หมายเลข (0) 2653-7171 เครื่องพ่วง 10 เบอร์เจ้าค่ะ

credit
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNew ... 0000084831


รูปภาพ


อีกไม่นานก็จะมี "เฝอ 24 ชั่วโมง" แบบ 7-Eleven  

ร้านเฝอไม่ใช่ร้านอาหารหรือภัตตาคารธรรมดาๆ ในปัจจุบันมีการแข่งขันกันอย่างสูงทั้งในเวียดนามเองและในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ร้านเฝอที่ประสบความสำเร็จสามารถเปิดสาขาได้นับสิบๆ แห่ง และ ไม่ช้าไม่นานในเวียดนามก็จะ "ร้านเฝอ 24 ชั่วโมง" ขายทั้งกลางวันกลางคืน แบบเดียวกับร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven

มีร้านเฝอชื่อเสียงโด่งดัง 2 แห่งในนครโฮจิมินห์ ซึ่งได้วิวัฒนาการมาเป็นร้านเฝอในยุคใหม่ คือ 'เฝอ 2000' (Pho 2000) และ เฝอ 24 (Pho 24) มาดูกันว่า เขาพัฒนากันมาอย่างไร

--เฝอ 2000--

ร้านเฝอ 2000 สามารถทำให้เห็นถึงความแตกต่างจาก เฝอที่มีอยู่ทั่วไป จากเครื่องหมายการค้าของร้าน ซึ่งมีพื้นฐานมาจากเฝอที่ผลิตในรูปแบบ "สไตล์อุตสาหกรรม" ที่เข้มงวดในเรื่องของมาตรฐานความสะอาดถูกสุขอนามัย ตามแบบตะวันตก เมื่อเข้าไปในร้านเฝอ 2000 ลูกค้าสามารถรับรู้ได้ถึงความสะอาดของร้าน แม้แต่พนักงานเสิร์ฟยังใส่ถุงมืออยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาความสะอาด





ร้าน เฝอ 2000 จึงเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของร้านเฝอในนครโฮจิมินห์ ที่มอบความทันสมัยในคุณภาพระดับสูง และแน่นอนว่าราคาเฝอก็สูงตามไปด้วย แต่ในตอนนี้ร้านเฝอ 2000 ก็มีอยู่เพียงแห่งเดียวใกล้กับตลาดเบนแถ่ง (ben Thanh) ที่นี่อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน เคยไปนั่งมาแล้ว ตอนไปเยือนเวียดนามเมื่อหลายปีก่อน

--เฝอ 24 --

ร้านเฝอ 24 ได้กลายเป็นปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่ง เป็นร้ายเฝอที่ประสบความสำเร็จในการขยายสาขา ร้านนี้ได้รับการพัฒนาจากนายลี กวี จุง (Ly Quy Trung) นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเทคนิคการปรุงอาหาร ของบริษัทนามอานกรุ๊ป

นายจุง และทีมงานของเขาใช้เวลา 1 ปี ในวิจัย กับอีก 2 ปี สำหรับการพัฒนา สร้างสาขาขึ้นโดยมุ่งมั่นที่จะทำให้ร้านเฝอ 24 เป็นเครื่องหมายการค้าไปสู่นานาชาติ เหมือนเช่น KFC หรือ McDonald's เป็นต้น





ความสำเร็จของ เฝอ 24 ในตอนนี้ สร้างความแตกต่างในเรื่องของรสชาติ และความเป็นมืออาชีพ ตามสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน "เฝอ 24 สูตรอาหารพิเศษ ผ่านขบวนการพิเศษ ที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย" นายจุงกล่าว

--เฝอ ส่งกลิ่นหอมไปทั่วโลก--

ในอนาคต เฝอ 24 จะให้บริการอาหารแก่ลูกค้า 24 ชม. ตลอดทั้ง 7 วันต่อสัปดาห์ และ จะพัฒนารูปแบบการจำหน่ายเฝอของร้านไปสู่สากลโลก เพื่อเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมการกินแบบชาวเวียดนาม

มีความเป็นไปได้ที่ ร้านเฝอ 24 จะให้บริการอาหารที่ใครๆ ก็สามารถกินได้อย่างง่ายดาย ถึงอย่างไรก็ตามราคาเฝอของร้านก็ยังคงสูงกว่าร้านอื่นๆ และในตอนนี้มีร้านเฝอ 24 กว่า 20 สาขาใน นครโฮจิมินห์ กรุงฮานอย เมืองเหว และเมืองด่าหนัง นอกจากนั้น เฝอ 24 ยังได้ขยายสาขาร้านอยู่ที่อินโดนีเซียอีก 1 แห่งด้วย

เฝอ มีปรากฎอยู่ทั่วทุกมุมโลก ในที่ที่ชาวเวียดนามอาศัยอยู่ ที่นั่นก็จะมีเฝออยู่เสมอ ในสหรัฐอเมริกา มีร้านอาหารขายเฝออยู่ 13 ร้าน และชาวเวียดนามโพ้นทะเลได้เปิดร้านเฝอทั้งในสหรัฐและยุโรปอีกด้วย.

credit
http://www.thaimung.net/tricks/webboard/01549.html
woody
Verified User
โพสต์: 3763
ผู้ติดตาม: 0

มองโลกแบบยีสต์ ๆ

โพสต์ที่ 3

โพสต์

ขออนุญาตใช้สิทธิ์พาดพิงครับ....เริ่มต้นด้วยเรื่องเฝอดีกว่า ร้านสองร้านที่ว่านั้นผมได้มีโอกาสไปพิสูจน์มาเรียบร้อยแล้วครับ

ร้าน Pho 2000 เป็นร้านที่ยกระดับขึ้นมาจากร้านขายเฝอทั่วไปอย่างว่าจริงๆ แต่คนเสิร์ฟผมก็ไม่เห็นว่าเค้าจะใส่ถุงมือนะครับ มาพิจารณากันดูที่เมนูอาหารบ้าง ถ้าเป็นคนไทยแล้วผมคิดว่าร้านนี้น่าจะเหมาะเนื่องจากมีรายการอาหารให้เลือกหลากหลายต่างจากร้าน Pho 24 ที่จะมีแค่เนื้อวัวกับเนื้อไก่ โดยรายการที่ผมแนะนำสำหรับคนที่จะได้โอกาสมาที่ HCMC ก็คือ Seafood Pho ครับ ไปทุกครั้งสั่งทานทุกครั้งเลยสำหรับผม

สำหรับร้าน Pho 24 ต้องขอบอกว่าน่าจะมีระบบการจัดการที่ดีกว่า และน่าจะถือว่าเป็น Modern Trade ได้ตัวนึง สาขาแต่ละแห่งจะไม่มีความต่างกัน ถามคนเวียดนามหลายๆ คนเค้าบอกว่าที่ Pho 24 นี้อร่อยกว่า แต่ให้ผมยืนยันนอนยันเลยก็ได้ว่า Pho 2000 อร่อยกว่า ฮิฮิ

ทั้งนี้ Pho 24 จะมีกระจายโดยทั่วไปครับเรียกได้ว่าไม่ต้องดิ้นรนหากันเท่าไหร่ แต่ถ้าจะทาน Pho 2000 แล้วหล่ะก็อาจต้องออกแรงไปทานกันในใจกลางเมืองบริเวณตลาด Ben Thann ครับ

ส่วนเรื่องสาว......ของดออกความเห็นครับผม  :wink:
Impossible is Nothing
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

มองโลกแบบยีสต์ ๆ

โพสต์ที่ 4

โพสต์

ผมหลงกลเข้ามาอ่านนะเนี่ย นึกว่าจะพูดเรื่องขนมปัง ขนมเค้ก :lol:
humdrum
Verified User
โพสต์: 1961
ผู้ติดตาม: 0

มองโลกแบบยีสต์ ๆ

โพสต์ที่ 5

โพสต์

รูปภาพ

  ตอนที่ 3  ทนงศักดิ์


     คำนำ


          ขี้แตกตอนตี 3 กระผมกลั้น ตัวสั่น ขนลุก ไปหมด ห้องน้ำก็ว่าง แต่ยังไม่เข้า ยังไง กระผมก็ต้องมีหนังสือติดมือสักเล่ม ไม่งั้นขี้ไม่มันส์ กระผมไปรื้อ Reader's Digest เล่มเก่า ๆ มันชอบปนกับ ขายหัวเราะ ขนาดเล่มใกล้เคียง กองเป็นเผนิญ ไม่ไหวแล้ว ขี้มันออกมาแล้ว คว้าได้เล่มหนึ่งเป็นฉบับเดือน ธันวาคม 2549 ปีที่แล้วนี่เอง

   เปิดมา เจอเรื่องนี้เลย เรื่องเกี่ยวกับคุณทนงศักดิ์ ครับ กระผมคุ้นหน้าท่านนี้ในฐานะมือกล้องเก่านิตรยสาร ดิฉัน เพราะ ที่บ้านชอบอ่าน และท่านก็เป็นนักแสดง ที่รับบทเป็นตัวร้ายซะส่วนใหญ่

         อ่านเสร็จแล้ว ซึ้งมาก ซึ้งตอนขี่แตกตอนตี 3 นี่แหละ

               ตูดกระผมโล่ง แต่ใจผองโตไปหมด

                  โลกนี้มันช่างยีสต์จริง ๆ
   
       
  .............................
         
 พลังแห่งความเสียใจ      

 
     ถ้าคุณต้องสูญเสียคนรักหรือคนใกล้ตัว ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำใจ ลองมาฟังเรื่องราวของผู้ชายคนนี้ เขาเลือกที่จะเปลี่ยนความเสียใจเป็นพลัง ออกวิ่งจากกรุงเทพฯถึงเชียงราย พร้อมๆ กับส่งสารบางอย่างถึงผู้คน
เมื่อต้องเผชิญกับความเสียใจ บางคนก็ท้อและล้าเกินกว่าจะลุกขึ้นมาใช้ชีวิตต่อไป บ้างก็ปล่อยตัวปล่อยใจให้จมดิ่งไปกับความเสียใจ บ้างก็รอให้เวลาเยียวยาความเจ็บปวด แต่ก็มีบางคนหากิจกรรมทำออกแรงวิ่งไปข้างหน้า เพื่อละทิ้งความเสียใจไว้ข้างหลัง

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 49 ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ (ศุภการ) วิ่งระยะทางไกลจากกรุงเทพฯ ถึงพระตำหนักดอยตุง จังหวัดเชียงรายแล้ว เขาออกสตาร์ทจากกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา รวมระยะทางการวิ่ง 930 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการวิ่งมาราธอนเพื่อการกุศลระยะทางยาวที่สุดในประเทศไทย

               รูปภาพ


   ทนงศักดิ์ เป็นดารานักแสดง พิธีกร และช่างภาพประจำนิตยสารพลอยแกมเพชร เขาเริ่มต้นงานแสดงภาพยนตร์ในยุคที่หนังของผู้กำกับศุภักษรกำลังบูม เรื่องแรกของเขาคือ 'เธอกับฉัน' แสดงคู่กับอรพรรณ พานทอง นางเอกดังในยุคนั้น จากนั้นก็มีผลงานการแสดงเรื่อยมา อาทิ กุนซืออ้วน สวัสดีความรัก ฯลฯ ส่วนงานแสดงละครโทรทัศน์ เขาเป็นที่รู้จักมากในเฉพาะบทร้าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตะวันชิงพลบ หรือ ลอดลายมังกร


   เขาตัดสินใจออกวิ่งในระยะทางไกลครั้งนี้ ภายหลังจากภรรยาของเขา ปานฤดี ศุภการ เสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งไขกระดูก เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2548


    ทนงค์ศักดิ์ ตั้งใจที่จะให้การวิ่งครั้งนี้เป็นการกระตุ้นเตือนผู้คนระหว่างทาง และเพื่อให้คนหันมาสนใจการออกกำลังกาย เอาใจใส่ร่างกายของตัวเองโดยไม่ต้องรอให้เจ็บป่วย

 
   การวิ่งระยะทางไกล 930 กิโลเมตรครั้งนี้ ทนงค์ศักดิ์ใช้ชื่อโครงการว่า Run For The One We Love เขาร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีเพื่อนๆ จากชมรมวิ่งหลายแห่งเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย อาทิ กฤตย์ ทองคง, นงค์พงา เวียงสมุทร์, วินัย คงโรจน์ ฯลฯ

    รูปภาพ

ตลอดการวิ่งมีผู้คนให้กำลังใจและร่วมบริจาคเงินเข้าโครงการ ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสมทบช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งไขกระดูก ในโครงการเพื่อการปลูกถ่ายไขกระดูก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ทนงค์ศักดิ์ บอกว่า เงินบริจาคเป็นเป้าหมายหนึ่ง เพราะในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งไขกระดูก มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมากถึง 800,000-1,000,000 บาทต่อคน ดังนั้นเป้าหมายหลักของการวิ่งของเขาอยู่ที่การกระตุ้นให้คนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย เพราะถ้าการวิ่งครั้งนี้ได้เงินมากถึง 10,000,000 บาท ก็ช่วยผู้ป่วยได้เพียง 10 คนเท่านั้น

"แต่ถ้าการวิ่งครั้งนี้ทำให้คนสัก 1,000 คน ได้ฉุกคิด ลุกขึ้นมาออกกำลังกายสักวันละชั่วโมง การวิ่งครั้งนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าสูงสุดนะ ลองคิดดีๆ นะ เวลาที่ป่วยขึ้นมา ต้องใช้เวลาไปหาหมออย่างน้อยครั้งละ3-4 ชั่วโมง ไม่มีเวลาก็ต้องหาเวลาให้จนได้ แต่ถ้าอยู่ดีๆ จะเจียดเวลาสักชั่วโมงไปออกกำลังกาย คนเราจะบอกว่าไม่มีเวลา" ทนงค์ศักดิ์ ว่า สุขภาพดีๆ ต้องสะสม และที่สำคัญต้องรู้จักคำว่าเริ่มต้น
รูปภาพ

และระหว่างทางในการวิ่งครั้งนี้ ทนงค์ศักดิ์ได้ใช้กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในการคลี่คลายความเสียใจต่อการสูญเสียคู่ชีวิตของเขา

ทนงค์ศักดิ์ บอกว่า เขาอ่านหนังสือธรรมะ อ่านหนังสือที่ให้ข้อคิด โดยเฉพาะงานที่พลอยแกมเพชรทำให้เขามีโอกาสได้พบเจอผู้คนในงานสัมภาษณ์ ได้เจอในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะป่วย จะสูญเสีย หรือประสบความสำเร็จ เป็นส่วนที่ทำให้เขาจะไม่ยอมปล่อยตัวให้จมอยู่ในความเสียใจอย่างว่างเปล่า เขามีความแน่วแน่ว่า ความเสียใจเปลี่ยนเป็นพลังงานได้

ในช่วงที่ภรรยาของเขามีชีวิตอยู่ ได้มีการพูดคุยกันให้ยอมรับถึงการจากไปของเขาในวันหนึ่ง แต่เมื่อวันที่สูญเสียมาถึง การทำใจยอมรับก็เป็นเรื่องยาก ความเสียใจของเขาส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความผูกพันระหว่างเขากับภรรยา แต่ยังมีอีกส่วนที่เป็นน้ำหนักที่กดทับเขามากมายยิ่งกว่านั้นคือ ความสงสารลูก

             รูปภาพ

"ความสนใจ ความเอาใจใส่เรื่องการเลี้ยงลูก ภรรยาผมจะมีมากกว่าผม ผมเหมือนเป็นส่วนเสริม ตัวผมเอง ผมก็เสียใจที่เสียเขาไป และผมก็ยิ่งเสียใจ ที่ลูกน่าจะได้ใกล้ชิด ได้คำปรึกษาดีๆ จากแม่เขา หรือเวลาที่ผมนึกว่าในวันที่เด็กๆ โตขึ้นประสบความสำเร็จ เขาก็ต้องอยากให้แม่อยู่ใกล้ๆ" ทนงค์ศักดิ์ อยากที่จะลุกขึ้นมาตั้งหลักให้ได้เร็วที่สุด




อะไรที่ทำให้นึกถึงการวิ่ง ?

    ทนงค์ศักดิ์ เล่าว่า ปกติเขาก็ออกกำลังกายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเตะบอล ว่ายน้ำหรือชกมวย แต่ในช่วงที่ภรรยาเขาป่วยและเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทุกๆ เช้าหลังจากเขาส่งลูกๆ ไปโรงเรียนแล้ว มันก็ยังเป็นเวลาที่เช้าอยู่มาก ภรรยาเขายังไม่ตื่น เขาก็เลยข้ามฝั่งเข้าไปในสวนลุมฯ เข้าไปวิ่งออกกำลังกาย

"ช่วงนั้นผมเหมือนเห็นโลกสองใบ ในโรงพยาบาลก็เห็นคนเจ็บ คนป่วย โลกมันก็จะหม่นๆ มีความเศร้า มีความกังวล ในขณะที่ในสวนลุมก็จะเจอคนที่สดชื่น สดใส พอผมได้คลุกคลี ก็พบว่าบางคนก็เป็นคนป่วย แต่เขาก็สดชื่น มีกำลังใจ" ดาราหนุ่มบอกว่า ความรู้สึกทั้งหมดถูกเก็บไว้ในใจเขา

เมื่อภรรยาเขาเสียชีวิต เขาก็คิดที่จะทำอะไรสักอย่าง เพื่อเป็นการระลึกถึงภรรยาของเขา

"ผมเคยพาภรรยาไปเที่ยวดอยตุง แล้วก็บอกว่าบนพระธาตุไว้ว่า ถ้าเขาหายป่วย ผมจะวิ่งแก้บน ระหว่างที่ภรรยาผมรักษาตัวอยู่ ผมก็จะบอกว่าเนี่ยต้องไปซ้อมวิ่งแล้ว เพราะเขากำลังจะหาย ผมอยากให้เขามีกำลังใจ แม้ว่าตอนนั้นเขาจะโคม่าและอาการมีแต่ทรุดก็ตาม"

หลังจากที่ตัดสินใจที่จะวิ่งระยะทางไกลแล้ว เขาก็เริ่มต้นซ้อมวิ่ง ค่อยๆ ฝึกกล้ามเนื้อไปเรื่อยๆ วิ่งวันละ 5-10 กิโลเมตร และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเลือกช่วงเวลาวิ่งจริงๆ เมื่อลูกๆ ทั้ง 3 คน อยู่ในช่วงปิดเทอม

รูปภาพ
   
แรกๆ หลายคนรอบข้าง ไม่มีใครเห็นด้วยกับการตัดสินใจที่จะวิ่งทางไกลของเขา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ญาติ และแม้แต่ลูกของเขาทั้งลูกชาย แทนรักและปัญญ์เพชร รวมถึงลูกสาว เปี่ยมรัก แต่เมื่อเขาเตรียมตัวและมีท่าทีที่จะไม่เปลี่ยนใจแน่ๆ ผู้คนรอบตัวเขาจึงเปลี่ยนมาเป็นกองหนุน

ทนงค์ศักดิ์เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งหนึ่ง ประมาณปี 2537 เขาถูกไฟฟ้าแรงสูงดูดระหว่างทำงานถ่ายภาพนอกสถานที่ อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เขาต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานถึง 6 เดือน และต้องใช้เวลากายภาพบำบัดอีกกว่า 1 ปี

ในชีวิตเจอเรื่องหนักๆ หลายครั้ง เคยรู้สึกนึกโทษชีวิตบ้างหรือไม่?
       
    ดาราหนุ่ม ว่า ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตและการทำงาน เขารู้สึกทุกคนต้องเจอกับปัญหา หนัก-เบาต่างกันไป แต่อย่างไรก็ต้องเจอ เขามองว่าปัญหามันเป็นส่วนหนึ่งของงาน ของชีวิต ทำงานก็ต้องเจอปัญหา มีชีวิตอยู่ก็ต้องมีปัญหา เขาจึงไม่ได้รู้สึกว่าต้องตั้งแง่อะไรกับการเจอปัญหา

"ผมว่าถ้าผมไม่เจอปัญหา ผมก็ไม่รู้จะสอนลูกอย่างไรนะ ลูกผมจะได้เห็นว่าเจอปัญหาแล้วแก้ไขอย่างไร การก้าวข้ามวันแย่ๆ ทำอย่างไรได้บ้าง ถ้าจะท้อหรือจะล้า ผมก็คิดว่าต้องมีกันบ้าง แต่ผมจะให้เวลามันแค่วัน สองวันเท่านั้น"


ระหว่างทางการวิ่งของทนงค์ศักดิ์ เขาได้เก็บเกี่ยวกำลังใจและเรียนรู้ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของสติ

รูปภาพ

ทนงค์ศักดิ์ เล่าว่า ก่อนที่จะออกวิ่งมีความรู้สึกว่าตัวเองจะต้องบาดเจ็บแน่ๆ ในอาทิตย์ที่ 3 ที่ 4 ที่กลัวที่สุดก็คือ เรื่องอุบัติเหตุ เพราะวิ่งบนเส้นทางหลัก มีรถบรรทุกขนาดใหญ่จำนวนมาก ระหว่างที่วิ่งก็คอยระวังตลอดเวลาทั้งเรื่องรถและเรื่องกล้ามเนื้อ เรื่องกำลังของร่างกาย และก็ได้รับบาดเจ็บจริงๆ แต่เพราะลื่นล้มตกบันได

"ตอนที่วิ่ง จะระวังตลอดก็เลยไม่มีอุบัติเหตุ พอไม่ได้วิ่ง ก็เผลอ ก็ต้องมาเจ็บเพราะตกบันได" ทนงค์ศักดิ์ ว่า ไม่เผลอก็ไม่เจ็บ

และผู้คนที่มาให้กำลังใจเขาระหว่างทาง บางคนวิ่งมาหย่อนเงินใส่ตู้บริจาค บางคนก็เอาน้ำมาให้ เป็นส่วนที่ทำให้เขามีความสุข

การวิ่งครั้งนี้ทำให้เขาละเอียดมากขึ้น แต่ละครั้งที่ก้าวขาวิ่งไปข้างหน้าเหมือนเป็นการได้ดูตัวเอง ได้รู้จักตัวเองทั้งเรื่องร่างกายและจิตใจ ทำไมถึงละเอียดขึ้นหรือ

"เหมือนเราดูหนังซ้ำๆ ดูเรื่องลอร์ดออฟเดอะริง ดูหลายรอบก็ได้รายละเอียดมากขึ้น ดูครั้งแรกก็ได้โครงเรื่อง ครั้งที่สองก็เออเขาเขียนบทดีนะ ครั้งที่สามก็แสงสวยนะ เหมือนกันกับเวลาที่เราดูตัวเองครั้งแรกๆ ก็รู้จักตัวไม่มาก ยิ่งดูก็ยิ่งรู้มากขึ้น"

วิ่ง 930 กิโลเมตร ความเสียใจลดลงไปหรือยัง ?


  ถ้าถามว่ายังเสียใจอยู่หรือเปล่า ทนงค์ศักดิ์ ยอมรับว่ายังเสียใจอยู่มาก แต่การวิ่งของเขาก็ช่วยลดการเผชิญหน้ากับความเสียใจ ลดเวลาที่เขาต้องเผชิญหน้ากับมันโดยลำพัง

"ระหว่างวิ่ง ผมต้องคอยระวังรถ ต้องเอาใจใส่พื้นถนน เอาใจใส่ร่างกายตัวเอง แต่ละก้าวที่กระทบพื้นถนน ต้องสังเกตข้อเท้า สังเกตกล้ามเนื้อตัวเอง ไหวไม่ไหว ตอนไหนเร่งได้ และตอนไหนต้องเบาลง จิตใจผมต้องจดจ่อกับการวิ่ง ต้องบังคับบัญชาตัวเอง

ระหว่างวิ่งอาจมีก้อนหินเล็กเข้าไปในรองเท้า ผมจะยังหยุดวิ่งทันทีไม่ได้ วิ่งระยะทางไกลมันมีจังหวะการวิ่งของมัน นึกจะหยุดทำไม่ได้ทันที แต่จะต้องค่อยๆ ผ่อนฝีเท้าให้เบาลง" ทนงค์ศักดิ์ว่า เวลาของเขาส่วนใหญ่ในหนึ่งวันอยู่กับการวิ่งมากกว่าอยู่กับความเสียใจ

ทนงค์ศักดิ์ให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ในช่วงเวลาที่พักจากการวิ่งในระหว่างทาง มีเบอร์โทรศัพท์หลายเบอร์ที่เขาให้มาเพื่อติดต่อเรื่องรูป หรือข้อมูลเพิ่มเติม ในทุกเบอร์ที่ถูกติดต่อไป มักจะได้รับการตอบรับอย่างกระตือรือร้น เมื่อทราบว่าเป็นเรื่องของ 'พี่นงค์' เขาไม่ได้มีทีมงานที่มีค่าจ้างค่าตอบแทนกันแต่ประการใด แต่เป็นทีมงานที่แข็งขันเป็นกำลังใจให้กับเขา

ระยะทาง 930 กิโลเมตร อาจจะลดทอนความเสียใจไปได้เพียงบางส่วน แต่ก็ได้ต่อเติมความสุขจากการเป็นผู้ให้ไปได้ตลอดเส้นทาง ก็ให้หัวใจดวงหนึ่งแข็งแกร่งกว่าร่างกาย

        รูปภาพ                      

 จัดการกับความเสียใจ


  การจัดการกับความเสียใจ อย่างแรกคือการยอมรับสภาพความสูญเสีย ว่าเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นจริงแล้ว ไม่หลอกตัวเอง ให้แสดงความรู้สึกออกมาหากรู้สึกโกรธที่คนรักจากไป หรือรู้สึกผิดก็ต้องแสดงออก อาจจะเสียใจ ว้าวุ่นใจ สับสน ไม่ควรเก็บกดไว้

การแสดงความเสียใจเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้ผ่านพ้นความรู้สึกนั้นได้ อย่างคำพูดที่เคยได้ยินบ่อยคือ ต้องให้เวลากับความเสียใจ แต่ต้องรักษาสมดุลโดยไม่จมอยู่กับความเศร้าหรือเสียใจมากเกินไป       การเอาใจใส่ต่อชีวิตประจำวันเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึก รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ อย่างการออกกำลังกาย

ถ้าคิดถึง,หรืออยากพูดคุย อาจจะเขียนบรรยาย หรืออาจจะพูดคุยกับคนอื่นเรื่องของคนที่จากไป ไม่ต้องพยายามลืม ไม่ต้องปฏิเสธ อาจจะนำรูปออกมาดู ไม่ต้องกลัวเศร้า

การลดความเสียใจไม่ใช่การไม่แตะต้องความเศร้าเลย แตะได้แต่ต้องไม่ใช้เวลาจมอยู่นาน ต้องรู้ตัว ถ้านานเกินไปก็ต้องเปลี่ยนความสนใจไปทำอย่างอื่น

นอกจากนี้คนที่ตกอยู่ในความเสียใจ มีการตอบสนองที่แตกต่างกัน ดังนั้นไม่ควรเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คนอื่นอาจจะฟื้นได้เร็วหรือไม่โกรธ ก็ไม่ควรเปรียบเทียบ เพราะแต่ละคนต่างกัน



รูปภาพ



credit
http://www.thaihealth.or.th/cms/detail. ... 2e7a3e8a59

http://www.thaijoggingclub.com/index.php?tpid=0020
humdrum
Verified User
โพสต์: 1961
ผู้ติดตาม: 0

มองโลกแบบยีสต์ ๆ

โพสต์ที่ 6

โพสต์

[quote="woody"]ขออนุญาตใช้สิทธิ์พาดพิงครับ....เริ่มต้นด้วยเรื่องเฝอดีกว่า ร้านสองร้านที่ว่านั้นผมได้มีโอกาสไปพิสูจน์มาเรียบร้อยแล้วครับ

ร้าน Pho 2000 เป็นร้านที่ยกระดับขึ้นมาจากร้านขายเฝอทั่วไปอย่างว่าจริงๆ แต่คนเสิร์ฟผมก็ไม่เห็นว่าเค้าจะใส่ถุงมือนะครับ มาพิจารณากันดูที่เมนูอาหารบ้าง ถ้าเป็นคนไทยแล้วผมคิดว่าร้านนี้น่าจะเหมาะเนื่องจากมีรายการอาหารให้เลือกหลากหลายต่างจากร้าน Pho 24 ที่จะมีแค่เนื้อวัวกับเนื้อไก่ โดยรายการที่ผมแนะนำสำหรับคนที่จะได้โอกาสมาที่ HCMC ก็คือ Seafood Pho ครับ ไปทุกครั้งสั่งทานทุกครั้งเลยสำหรับผม

สำหรับร้าน Pho 24 ต้องขอบอกว่าน่าจะมีระบบการจัดการที่ดีกว่า และน่าจะถือว่าเป็น Modern Trade ได้ตัวนึง สาขาแต่ละแห่งจะไม่มีความต่างกัน ถามคนเวียดนามหลายๆ คนเค้าบอกว่าที่ Pho 24 นี้อร่อยกว่า แต่ให้ผมยืนยันนอนยันเลยก็ได้ว่า Pho 2000 อร่อยกว่า ฮิฮิ

ทั้งนี้ Pho 24 จะมีกระจายโดยทั่วไปครับเรียกได้ว่าไม่ต้องดิ้นรนหากันเท่าไหร่ แต่ถ้าจะทาน Pho 2000 แล้วหล่ะก็อาจต้องออกแรงไปทานกันในใจกลางเมืองบริเวณตลาด Ben Thann ครับ

ส่วนเรื่องสาว......ของดออกความเห็นครับผม
woody
Verified User
โพสต์: 3763
ผู้ติดตาม: 0

มองโลกแบบยีสต์ ๆ

โพสต์ที่ 7

โพสต์

[quote=".^O-O^"]
Impossible is Nothing
humdrum
Verified User
โพสต์: 1961
ผู้ติดตาม: 0

มองโลกแบบยีสต์ ๆ

โพสต์ที่ 8

โพสต์

ต้องรบกวนส่งมาให้ด้วยขอรับ  กราบขอบพระคุณมากครับ  :bow:

 
    อืมมมม คุณ woody คิดว่ามีความเป็นไปได้ ที่ทั้งสองร้าน จะมาเปิดในบ้านเราไหมครับ
woody
Verified User
โพสต์: 3763
ผู้ติดตาม: 0

มองโลกแบบยีสต์ ๆ

โพสต์ที่ 9

โพสต์

[quote=".^O-O^"]ต้องรบกวนส่งมาให้ด้วยขอรับ
Impossible is Nothing
humdrum
Verified User
โพสต์: 1961
ผู้ติดตาม: 0

มองโลกแบบยีสต์ ๆ

โพสต์ที่ 10

โพสต์

ตอนที่ 4  ดนตรีข้างถนน
รูปภาพ

คำนำ

     ความงามของตนตรี เกิดได้ทุกที่ ผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ เราสามารถเข้าถึงคนธรรมดามากที่สุด ก็จากฟุตบาท
 
     ผมเคยเล่นกีตาร์เปิดหมวกอยู่กลาง square ในมหาลัย มันไม่ใช่รรายได้หลักก็จริง แต่มันก็ยังดีกว่า อยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำงาน และรอแบมือขอตังค์จากพ่อแม่ เพื่อน ๆ คนไทย พากันดูถูกผม ผมไม่แคร์ ล้างส้วม เช็ดพื้นในโรงละคร ดูดส้วม ขับแทกซี่ ทอดโดนัด ยาม ผมทำมาหมดแล้ว แต่ไม่มีอะไรที่ผมมีความสุข เท่ากับเล่นกีตาร์ริมฟุตบาท

      มีเพลงหนึ่ง เวลาร้องทีไหร จะได้ตังค์เยอะที่สุด  ฝรั่งหัวเหลือง หัวดำ ชอบเพลงนี้กันมาก เคยมีมามุงฟังก็เยอะนะ คงเป็นร้อย คราวนั้นผมนับเงินได้เกือบ 100 เหรียญ  

   
         เพลงนั้นชื่อว่า คนภูเขา ของ "คาราวาน" ครับ

      คนในเว็บนี้ คงหา แฟน คาราวาน ยาก

    ร้อยดาว ร้อยเดือนมา ร้อยดวงมา เรียงเป็นวง ร้อยใจสายใยยาว. ...


       ผมชอบท่อนนี้มากที่สุด

      ไปชงกาแฟก่อนครับ
      อืมมมม  อร่อยครับ สักแก้วไหมครับ
      ซีดดดด ขอเข้าห้องน้ำครับ
      เขย่าอีกที ฮี้ ฮี้
      ขอบคุณครับ ที่รอคอย  
      เรื่องผมจบแล้วครับ

   
  มาฟังเรื่องนี้ดีกว่าครับ..........


  รูปภาพ

   
                                -1-

    ริมบาทวิถีพื้นที่เดียวกัน หลายคนคงเคยเห็นภาพของผู้พิการไม่สมประกอบ เด็กหรือคนชราผู้ไร้ซึ่งหนทางประกอบสัมมาอาชีพในการเลี้ยงตน มีเพียงความสงสารเห็นใจจากผู้คนสัญจรไปมาหยิบยื่นน้ำใจเล็กๆน้อยๆเพียงพอต่อการประทังชีวิต ซึ่งคนในสังคมเรียกขานคนเหล่านี้ว่า ขอทาน

ขณะที่อีกกลุ่มเข้ามาจับจองพื้นที่ริมบาทวิถีเปิดแสดงดนตรีขนาดย่อม มีเพียงอุปกรณ์เครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้น บรรเลงขับกล่อมบนเวทีที่ดูจะมีอาณาเขตกว้างขวางสุดจะบรรยาย ผู้ชมคือคนสัญจรผ่านไปมาไม่ต้องตีตั๋ว เพียงความพอใจที่แสดงออกด้วยการหยิบยื่นเงินตราแลกกับเสียงเพลงลงบนหมวก กล่องที่วางเบื้องหน้า ความแตกต่างที่แทบจะแยกกันไม่ออกระหว่างการขายความน่าสงสารและอีกกลุ่มขายความสามารถแลกกับเงินตรา ทำให้ศิลปินเปิดหมวก หรือศิลปินริมฟุตบาท หรือศิลปินข้างถนน สุดแต่จะเรียกถูกรวมอยู่ในกลุ่มวณิพก-ขอทาน

ทุกวันนี้แม้การให้คุณค่าเชิงลบต่อการแสดงริมถนนยังคงมีอยู่ แต่เด็กวัยรุ่น-คนทั่วไปก็หันมาเล่นดนตรีข้างถนนหรือที่เรียกว่า ดนตรีเปิดหมวกกันมากขึ้น เสมือนว่าสิ่งที่ซุกซ่อนภายในหมวกหรือกล่องใบแล้วใบเล่าที่วางริมทาง นอกเหนือเงินตรา ของกินของใช้ที่ร่วงจากน้ำใจสู่น้ำมือลงสู่ก้นหมวก ยังมีศาสตร์และศิลป์แห่งการใช้ชีวิตซุกซ่อน ซึ่งเหล่าศิลปินเปิดหมวกรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กบางส่วนเข้าแถวเรียงขบวนพักจากการเปิดหมวกมาเปิดใจเล่าสู่สาธารณชน


รูปภาพ

อี๊ด ฟุตบาท ตำนานศิลปินเปิดหมวก
หากเอ่ยถึงศิลปินริมฟุตบาท ชื่อของ อี๊ด ฟุตบาธ หรือ อิทธิพล วาทะวัฒนะ เป็นชื่อหนึ่งที่หลายคนนึกถึง กระทั่งศิลปินยุคหลังๆแรงบันดาลใจที่ทำให้กล้าแสดงริมบาทวิถีก็มักจะมาจากเขาคนนี้
     

"เราได้เวทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเวทีที่กว้างมาก" อี๊ด ฟุตบาทกล่าวถึงการเป็นศิลปินริมบาทวิถีศิลปินเปิดหมวกรุ่นใหญ่ย้อนหลังเล่าว่าประมาณปี 2520-2521 ขณะนั้นเรียนช่างศิลป์ ปี 3 เป็นยุคแสวงหาของหนุ่มสาว อยากทำอะไรแปลกใหม่ อยากทดลองความลุ่มลึกทางดนตรีว่า มวลชนจะรับได้หรือไม่ เมื่อวสันต์ (สิทธิเขตต์)ชวนวาดรูปข้างถนน จึงได้นำกีตาร์ และแต่งเพลง ผสมกับวาดภาพเปิดหมวกไปพร้อมๆกัน


                            -2-

"การเปิดหมวกไม่ได้บอกว่าเราเป็นขอทาน บอกว่าเราต่ำที่สุดแล้ว ไม่ใช่แบบนั้น บ้านเมืองอื่นเค้าก็มี แต่คนมาคิดว่าต่ำต้อย จึงตั้งชื่อว่า อี๊ด ฟุตบาท ให้ต่ำที่สุด เวลาตกจะได้ไม่เจ็บ" อี๊ดกล่าวพร้อมบอกต่อว่าสิ่งที่อยากจะบอกคือมันเป็นอาชีพอาชีพหนึ่งทางด้านศิลปะแนวความคิด คือน้ำพักน้ำแรง ทำให้ไม่หลงตัวเอง และอดทน หมวกที่เปิดออกมาก็ไม่มีอะไร เปิดรับเงินแค่นั้นเป็นวัฒนธรรมของคนยุโรป วางหมวกไว้ตรงหน้า คนประทับใจก็ให้ ตอนหลังไม่เปิดหมวกอย่างเดียว มีวางซีดีที่ทำเองออกมาขาย

"แรกๆกลัว ถ้าเราไม่กล้า ก็จะไม่กล้าตลอดชีวิต วนแถวสนามหลวงอยู่หลายเที่ยวเหมือนกัน ที่สุดเอาก็เอา ขับร้องเล่นกีตาร์ ตีนเหยียบกระเดื่อง ตีฉาบ กรับตีเกี๊ยว เป่าเมาท์ เล่นกีตาร์ หัวโขกเคาะกะละมัง คนเห็นว่าบ้าดี เด็กวัยรุ่นชอบ เหมารถเมล์มาเป็นกลุ่ม ตั้งแต่ยี่สิบจนถึงสองพันคน หลังๆมาคิดว่าไม่ใช่เรื่องสันโดษแล้ว อย่างนั้นมันจะเป็นคอนเสิร์ต เลยหนีออกมาทางอนุสาวรีย์ชัยบ้าง ตระเวนไปแถวลุมพินีบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง"



"เล่นสนามหลวงไม่ร้องเพลงใคร แต่งเองหมดเลย พยายามเก็บข้อมูลจากข้างถนน คุยกับเพื่อนอายุมาก เพื่อนอายุน้อย เด็กๆ หญิงโสเภณี หมอดูใต้ต้นมะขาม แต่งได้อาทิตย์ละเพลง ได้แค่ไหนร้องแค่นั่น 4 เพลงมั่ง5 เพลงมั่ง ร้องวนไปวนมา พอเห็นว่าแต่งเพลงได้เยอะ เก็บเงินได้ 8 พัน จากการวาดรูปผสมเปิดหมวก ทำอัลบั้มออกมา ไกด์สนามหลวงชุดแรก จากนั้นไปทำเพลงกับแกรมมี่ชื่อชุดบ้านนอกซอกตึก ชุดน้ำพักน้ำแรง ส่งให้เพลงจดหมายถึงพ่อได้รับความนิยม จนถึงวันนี้ผ่านมาถึงชุดที่ 5 ดูนี่ดูนี่สิ ทำกับลูกสาวสองคน"

"หลังจากที่เพลงจดหมายถึงพ่อได้รับการยอมรับ ค่านิยมของคนเปลี่ยนเป็นอีกอย่าง สุดท้ายทำให้รู้ว่าต้องมีเพลงดัง จากเพลงม้วนละ 30 บาท กลายเป็นม้วนละ 100-200"

"ตอนนั้นลูกคนโต 6 ขวบ คนเล็กอายุ 4 ขวบ แรกๆลูกอาย พอเริ่มครั้งแรก สนุกกับมันไม่อาย แก้ไข ซ้อมมากขึ้น พอคนตอบรับก็ได้กำลังใจ ตั้งใจที่จะเป็นนักดนตรี อยากให้ดนตรีข้างถนนมันละเอียดอ่อนขึ้น"

รูปภาพ

                                        -3-

เปรียวสรีวันท์ เด็กสาววัย18 ปี กำลังเรียนม.6 ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทองการประกวดเยาวชนดนตรี แห่งประเทศไทย ร่วมเล่นดนตรีกับอี๊ด ฟุตบาท พ่อของเธอ พร้อมน้องสาวในเพลงจดหมายถึงพ่อ จุดเริ่มต้นตระเวนร้องเพลงริมฟุตบาธ เสริมว่า

"เล่นดนตรีกับพ่อ เป็นเหมือนกับหน้าที่ อยากมีส่วนร่วมกับพ่อช่วยค่าใช้จ่ายในครอบครัว แรกๆยังเด็กๆไม่รู้สึกอะไร พ่อบอกให้ร้องก็ร้อง พ่อไม่ได้เรียนดนตรี ทฤษฏีเจอคนดูถูก จึงให้หนูและน้องเรียนดนตรี พอเริ่มเรียนดนตรีความรู้สึกคนละอย่าง เล่นดนตรีต้องมีฝีมือเพื่อให้คนยอมรับ ไม่อาย ภูมิใจ เวลามีคนให้เงิน รู้สึกดีใจ เค้าชื่นชอบให้ขวัญกำลังใจ"

"ได้ร่วมเล่นดนตรี เป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิต รู้ความยากลำบาก ดิ้นรนให้ได้เงินสักก้อนไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นคุณค่าของเงิน ได้ความกล้าแสดงออก ชินกับการเล่นต่อหน้ามวลชน เมื่อออกงานคลาสสิกใหญ่ๆแสดงต่อหน้าคนจำนวนมาก ตอนนี้ไม่ค่อยได้เปิดหมวก ตระเวนเล่นตามร้านเพลงเพื่อชีวิต และโรงแรม"

อี๊ดกล่าวเสริมถึงการยอมรับของคนต่อดนตรีข้างถนนต่อไปว่าคนไทยไม่ชอบการแสดงออกที่บ้าบิ่น ไม่ยอมรับเพลงใต้ดิน การไม่มีชื่อเสียงคือสัตว์ที่น่ารังเกียจ ยิ่งคนต่างจังหวัดกับการไม่มีชื่อเสียงยิ่งแย่ใหญ่ พร้อมเสริมให้กำลังใจรุ่นใหม่ๆไม่ต้องแคร์ ไม่ได้ไขว่คว้าหาชื่อเสียง แต่เป็นการแสดงสิ่งที่อยู่ข้างในตัวออกมา



"ศิลปินข้างถนนเป็นที่ให้ได้ทดลองถูกผิด อาทิตย์นี้ยังไม่โดน ลองเปลี่ยนที่ อาทิตย์หน้าเอาใหม่ คนเราอยู่ที่เพลงเพลงเดียวเท่านั้นก็จะเปลี่ยนชีวิต ฐานะ แต่ความเป็นตัวตนไม่เปลี่ยน เพราะได้สู้กับสิ่งที่ยากลำบากมา"

                                            -4-

"ยุคสมัยเปลี่ยนไปหมดแล้ว เลิกเล่น เรามาถึงตรงนี้ ต้องเปิดโอกาสให้รุ่นน้องๆที่เค้าแสวงหา หลบให้น้องที่เพิ่งเข้ามาได้แสวงหาตัวตน หาจังหวะ บางคนแสวงหากลางคืน บางคนลุยกลางวันแดดๆ"

"ภูมิใจที่คนเอาเป็นแบบอย่าง เด็กที่เล่นดนตรีแบบมวยวัด พอได้เล่นดนตรีข้างถนน เค้าจะรู้สึกว่าต้องไปเรียนเพิ่ม บางคนเล่นเก่ง ได้สัมผัสทั้งคนที่รักและเกียจ คนที่เป็นกำลังใจที่สุดคือคนที่เดินมาบอกให้สู้ต่อไป ตรงนั้นคือพลังยิ่งใหญ่สำหรับคนเล่นข้างถนน" อี๊ด ศิลปินริมฟุตบาธกล่าวทิ้งท้าย

ตัวตนที่แท้จริงของศิลปินเปิดหมวก

ภาพศิลปินริมฟุตบาธของอี๊ด ฟุตบาท กลายเป็นต้นแบบให้ ชัยพร นามประทีป หรือ เอี้ยว ณ ปานนั้น ศิลปินเปิดหมวกในยุคแสวงหาตัวตนอีกคน หันมาเปิดหมวก แบกกีตาร์โปร่งตัวเดียวร้องเพลง เพียงแต่สถานที่แรกเริ่มของเขา ไม่ได้เริ่มจากสนามหลวง แต่เป็นลานห้างสรรพสินค้า

รูปภาพ


"สนามหลวงไม่ค่อยมัน เจอคนไม่หลากหลาย เลือกไปเปิดหมวกตามห้างฯครั้งแรกไปแสดงที่สยามสแควร์ ตอนนั้นคนเล่นไม่เยอะ ถือว่าเป็นของใหม่ อีกอย่างวัฒนธรรมคนไทยมองการเล่นอะไรข้างถนนเป็นเรื่องของคนที่ต่ำ คนครบ 32 ไม่น่าจะมาเล่นแบบนี้"

เอี้ยวเล่าต่อว่าคนนอกมองดูถูก แต่สำหรับเขาเล่นเพื่อบันเทิงใจ "คิดคนละอย่าง ช่วงต้นอายุ 21 ปี ยังเป็นหนุ่มกำลังแสวงหา คิดแบบเอามัน ทดลองใช้ชีวิต ช่วงนั้นเปิดเอามัน อายไม่มี ไม่ใช่สิ่งผิด ตังค์เป็นผลพลอยได้ เปิดไปนานๆ ทั้งเรื่องมัน เรื่องตังค์ ผสมกันไป"


                                        -5-

เอี้ยวพยายามทำให้เห็นความต่างว่าศิลปินเปิดหมวกต่างจากวณิพก "แรกๆเข้มข้นกับตัวเอง วางกติกาเปิดสามชั่วโมง ตั้งแต่ 6 โมงเย็น แบกกระเป๋าขึ้นรถเมล์ปุเลง 3 ทุ่ม คนจะมาก-น้อยเลิก ตังค์ที่ใส่ในหมวกไม่เอาออก อยากให้เห็นชัดๆว่าคุณจะให้ตังค์ผม อย่าให้ด้วยความสงสารนะ ผมไม่ได้เอาความสงสารมาขายกิน ซื่อตรงไม่พูดโกหก เคยมีเพื่อนตามมาเล่นโกหกว่าเอาเงินไปเรียนหนังสือ บ้านยากจน ไล่ไปเลย ไม่สร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเอง บอกจบสูง เป็นคนรุ่น 14 ตุลา เป็นเรื่องกระจอกมาก ให้คนเห็นเองดีกว่า และอย่าขายความน่าสงสาร"

"แรกๆคำนึงถึงเรื่องรายได้น้อย แทบไม่ได้นับจำนวนเงินเลย ได้เท่าไหร่เก็บปิดหมวก หลังๆเริ่มนับ ดีมั่งไม่ดีมั่ง แล้วแต่คนบางครั้ง 3 ชั่วโมงเคยได้ 50 บาท บางครั้งเจอชาวต่างชาติให้ 100 บางคนให้ 20 แล้วแต่ ช่วงแรกๆที่ยังไม่มีผลงานขายเทป ได้น้อยสุด 50 บาท มากที่สุด 500 บาท ต่อ 3 ชั่วโมง ตอนหลังพอมีงานเพลงเล่นด้วยขายด้วย เริ่มดำรงอยู่ได้ด้วยการเปิดหมวกจริงๆ รายได้เป็นกอบเป็นกำ กติกาที่ให้กับตัวเองเปลี่ยนจากที่ไม่เอาเงินออกหมวก พอขายเทปให้คนซื้อหยิบเงินทอนเอง บางครั้งหยิบเงินเฉพาะที่ขายเทปได้ออก"

 
รูปภาพ

"เคยเปิดที่สยามช่วงแรกๆทั้งหมากฝรั่ง บะจ่าง แอปเปิล จนคนเดินมาคิดว่าเราขายของ เปรยว่าเราขายของเท่ดี คือของวางจนไม่เห็นตังค์ ประเภทยืนรอบอกอยากเลี้ยงข้าว ไปๆมาๆเลี้ยงเบียร์ ประเภทมองตั้งแต่หัวจดเท้า แขนขาก็ดี บางครั้งเดินมาถามว่าเอาเงินไปทำอะไร พอตอบว่ากินข้าวเตะหมวกทิ้ง พี่ไม่เก็บเลยนะ จนคนดูต้องมาช่วยเก็บ แถมช่วยต่อว่าคนที่เตะ"

เอี้ยวบอกว่าศิลปินเปิดหมวกคือคนเล่นดนตรีบนเวทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่มีขอบเขต อย่างไรเวทีสำหรับเขาก็ยังต้องมีข้อจำกัด "เปิดหมวกที่กรุงเทพฯคิดว่าเปิดทั่ว เคยจดไว้เล่นๆ 30-40 จุด เลือกที่เงียบพอที่จะสื่อสารกับคนได้ สยาม สแควร์ จตุจักร คนสัญจรเยอะ เป็นบรรยากาศผ่อนคลาย แต่ถ้าให้ไปเล่นริมถนน บนสะพานลอย เคยไปเล่นไม่ค่อยมีประโยชน์ รถเสียงดังสื่อสารกับคนไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ อีกอย่างต้องมีพื้นที่ให้คนดูยืนโดยไม่กีดขวางทางเดิน"

"เปิดหมวกทุกวันไม่ไหว เปิด 3-4 วันครั้ง ตามความพร้อมและโอกาส สถานที่เอื้ออำนวยมีไม่มาก ก็อาจจะเปิดเยอะขึ้นเป็น 4-5 ชั่วโมง ล่าสุดเมษายนที่ผ่านมามีโอกาสไปเปิดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 9 วันเต็มนิ้วสั้นเลย ถือเป็นครั้งที่แสดงมากที่สุด นานที่สุด สาเหตุที่ทำเพราะเราไม่มีที่เปิดหมวก ตลาดวาย คราวนี้จะให้แบกกีตาร์ขึ้นรถเมล์ เสี่ยงดวงว่าจะมีที่ไหนเปิดให้เล่น เราก็อายุมาก กำลังกายมันน้อยลง ถ้ามีโอกาสที่ไหนจึงทำเต็มที่"


                                             -6--

นอกจากพื้นที่เล่นจะลดลง ความกระตือรือร้นจะจางหาย ความอยากพัฒนาตนเองด้านดนตรีเป็นอีกเหตุที่ทำให้เปิดหมวกน้อยลง "ความตื่นเต้นประเภทตีคอร์ดร้องเพลง แต่งเพลงเท่าที่ความรู้ทางดนตรีที่มีอยู่ ก้าวข้ามตรงนั้นมาพ้นแล้ว อยากจะเพิ่ม ทำความรู้จักกับดนตรีให้มากกว่านี้ จึงไปเรียนเพิ่ม ทำให้ต้องใช้เวลาฝึกฝนเยอะ"



เอี้ยวมองย้อนกลับไป ครั้งเปิดหมวกแรกๆแล้วบอกว่า "เราเหมือนปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่งที่คนมาเจอ บังเอิญว่าปรากฏการณ์นี้สามารถพูดคุยบางช่วงบางตอนได้ มีคนเข้ามาทักหน้าซ้ำๆ แล้วก็ไป บางคนซื้อน้ำมาให้ บางคนพาไปกินข้าว เอารังนกมาให้ เข้ามาสัมผัส สักพักก็ไปใช้ชีวิตของเค้าต่อ ประเภทขอเป็นสาวก ขอตามถือกีตาร์ให้ไม่เอา แลกเปลี่ยนโทร.คุย กลับไปใช้ชีวิต ผ่านไปปี-2ปีคุยกันใหม่"

"เมืองนอกไม่คิดดูถูก คนดูคิดว่ามามองศิลปะ บ้านเราอยู่ที่คนเล่น เล่นด้วยความรู้สึกชนิดไหน เป็นศิลปะแบบที่ใส่ใจหรือเปล่า ขณะที่แสดงให้คนดู จะมีคนจำนวนหนึ่งแยกแยะได้ ส่วนคนที่แยกแยะไม่ได้เราไม่สามารถทำอะไรเค้าได้ ก็ต้องปล่อยไป มันอยู่ข้างใน ว่าสามารถทนแรงเสียดทานเหล่านี้ได้มาก-น้อยแค่ไหน ทำได้ดีที่สุดคือคิดว่าเรามาเล่นดนตรี" เอี้ยวเล่าประสบการณ์และแนวทางรับมือการถูกมองแบบรังเกียจ

สิ่งที่ได้รับกลับมาจากการเปิดหมวก เอี้ยวบอกว่าที่เห็นได้ชัดคือการเปิดหมวกต่อเนื่องมาจนถึง 17 ปี แล้วก็เป็นการสะสมประสบการณ์ของชีวิต ความคิดอ่านของคนที่มองมา การเจอคนแลกเปลี่ยน นำไปสู่ภาพพจน์โตมาจากการเล่นดนตรีเปิดหมวก ช่วงจังหวะของชีวิตที่ได้เลือกในวัยหนึ่ง เป็นต้นทุนนำมาสู่ประสบการณ์อีกวัย

"ความเปลี่ยนแปลง ตัวเอง หลังช่วงแรกเปิดโดยไม่มีงานตัวเอง จนปี 2535-2536 จึงมีก็ขายเทปด้วย รายได้เป็นกอบเป็นกำ พอเลี้ยงตัวเองได้ ตอนหลังความเปลี่ยนแปลงเยอะขึ้น สำหรับตัวเอง เริ่มเบื่อ อิ่มตัว ความตื่นเต้นทั้งหลายที่เห็น เกิดจากภายในตัวเรา ปฏิกิริยาคนรอบข้าง เจอแบบซ้ำ พอซ้ำความตื่นเต้นก็น้อยลง"

อุดมการณ์เปลี่ยน "หลายคนมีแค่ความกล้า ที่จะแบกกีตาร์หนึ่งตัวแล้วไปยืนเล่น แลกตังค์ ซึ่งอยากให้คิดเรื่องดนตรีเพิ่มว่านักดนตรีข้างถนนสนใจเรื่องดนตรีเหมือนกันไม่ใช่ตีคอร์ตร้องเพลงๆ แสดงความกล้าหาญ ถ้าไม่ใส่ใจเรื่องดนตรี มีแต่ความกล้า ไม่พ้นคนมองกระจอก อย่างน้อยที่สุดความตั้งใจที่จะเล่นดนตรี"

                                               

"หมวกขาดไปแล้ว 2 ใบ ถ้าวันนี้หรือเมื่ออายุมากขึ้นไปเปิดหมวก พี่ก็เห็นประวัติ วิถีชีวิตช่วงหนึ่งของพี่อยู่ในนั้น ใบนี้แหละที่พาเราตะลุยมาหลายที่ หลายรอบ" เอี้ยวกล่าวทิ้งท้ายถึงวิถีคนเปิดหมวก


   บนเส้นทางดนตรีริมถนนของคนเปิดหมวก แม้จะไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เสียงเสียดสีแรงเสียดทานจากสายตาของคนรอบข้าง แต่ยังมีทางเล็กๆที่คนส่วนหนึ่งเห็นสิ่งที่ลุ่มลึกในการแสดง ฝีมือและน้ำอดน้ำทน เป็นพลังใจก่อร่างเป็นผลงานทางดนตรี และเป็นทางให้คนธรรมดาที่มีใจรักดนตรีได้เดินตามรอยทาง

โพสต์โพสต์