อาลัย สุวิทย์ วัดหนู ...
-
- Verified User
- โพสต์: 5786
- ผู้ติดตาม: 0
อาลัย สุวิทย์ วัดหนู ...
โพสต์ที่ 1
ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของคุณสุวิทย์ วัดหนูด้วยครับ
"Winners never quit, and quitters never win."
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
อาลัย สุวิทย์ วัดหนู ...
โพสต์ที่ 2
อ้าว.
...แกเป็นอะไรไปล่ะคับพี่หวี..
พอดีช่วงนี้ทำมาหากิน ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารการเมือง..
ยังงัยก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและกลุ่มเอ็นจีโอด้วยคับ...

พอดีช่วงนี้ทำมาหากิน ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารการเมือง..
ยังงัยก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและกลุ่มเอ็นจีโอด้วยคับ...

-
- Verified User
- โพสต์: 83
- ผู้ติดตาม: 0
อาลัย สุวิทย์ วัดหนู ...
โพสต์ที่ 3
หัวใจวายเฉียบพลันครับ
Car pe dium-- Seize the day (Profit)
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
อาลัย สุวิทย์ วัดหนู ...
โพสต์ที่ 4
ขอบคุณคับ..ได้เรื่องราวมาเพิ่มเติม...
สุวิทย์ วัดหนู 'พลีสละกายใจ'
18 มีนาคม 2550 กองบรรณาธิการไทยโพสต์
"การสูญเสียสุวิทย์หมายถึงสูญเสียแนวทางพรรคการเมืองแบบอุดมคติ แบบสังคมนิยมไปด้วย เพราะการที่จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นได้ต้องยอมรับว่าต้องมีคนที่เชื่อในเรื่องนี้พอสมควร
และคนที่จะนำให้คนอื่นมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่ในใจและแสดงตัวตนออกมาในที่สาธารณะ ต้องมีคนแบบสุวิทย์เป็นคนนำ" (พิภพ ธงไชย)
"สุวิทย์เป็นคนหนึ่งที่จนถึงก่อนวันตายยังคุยได้กับทุกฝ่าย คุยกับพวกที่ถูกมองว่าลูกน้องทักษิณก็ได้ และสามารถห้ามปรามพวกเดียวกันได้ ฟังด้วย อะไรเกินพอเขาห้ามปรามได้ ประสานได้ คุยกับคนในรัฐบาลก็ได้ คุณสมบัตินี้เป็นลักษณะพิเศษ เพราะเขาไม่มีตัวตน ไม่กลัวเสียหน้า ไม่ต้องการผลประโยชน์" (เกรียงกมล เลาหไพโรจน์)
"ปฏิวัติชาติไทย เพื่อมวลชนผู้ยากไร้ พี่น้องเอ๋ยพลีสละกายใจ..."
เสียงเพลงกระหึ่มวัดในคืนวันศุกร์ วันทำพิธีไว้อาลัยของอดีตสหายจากสุราษฎร์ธานีและอีกหลายเขตงาน ให้กับ "สหายเชิด" อดีตนักรบแห่งช่องช้างและชุมพร บรรยายได้ชัดเจนถึงชีวิตของสุวิทย์ วัดหนู ผู้ต่อสู้เพื่อมวลชนยากไร้มาตลอดอายุขัย 55 ปี ตั้งแต่ 14 ตุลา 6 ตุลา เข้าป่า กลับมาทำงานเพื่อคนจน ต่อสู้ในพฤษภา 35 แล้วก็มาเป็นโฆษกพันธมิตรฯ กระทั่งจบชีวิตขณะคิดจะตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชน
แม้เนื้อเพลงท่อนต่อไป "...พิทักษ์ไทยไพบูลย์" จะยังไม่บรรลุตามอุดมการณ์ แต่นั่นก็คือสิ่งที่เขาฝากไว้ กับเพื่อนพ้องและคนรุ่นหลัง
อย่างน้อยที่สุด งานศพของพี่สุวิทย์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในยุคที่คนเดือนตุลาบางคนอาจจะไม่อยากมองหน้ากัน คนที่มีอุดมการณ์บริสุทธิ์อย่างพี่สุวิทย์ยังได้รับความคารวะจากทุกคนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะอยู่ในแนวทางเดียวกันหรือต่างขั้ว
คนสะอาดที่ไม่มีตัวตน
"สุวิทย์เป็นคนสะอาด" เกรียงกมล เลาหไพโรจน์ กล่าวไว้ตั้งแต่ให้สัมภาษณ์แทบลอยด์ปีที่แล้ว ในห้วงเวลาที่ยืนคนละข้าง กระทั่งเคยออกทีวีโต้กัน
วันที่พี่สุวิทย์เสีย ก็ไปรดน้ำตั้งแต่วันแรก ในฐานะเพื่อนที่รู้จักกันมา 30 กว่าปี
"ชีวิตผมที่ร่วมในขบวนการนักศึกษามา ในระยะตั้งแต่ปี 2515-16 ผมรู้จักคนในขบวนเป็นพันคนที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือพี่น้อง สุวิทย์เป็นคนหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เจตนาที่ดี มีความปรารถนาที่จะทำเพื่อสังคมเพื่อสิ่งที่ดีงาม ซึ่งอันนี้หลายๆ คนก็มี แต่สุวิทย์เด่นกว่าอีกหลายคนที่ผมรู้จักคือสุวิทย์ทำงานโดยไม่คาดหวังว่าเขาจะต้องได้รับตำแหน่งผลประโยชน์อะไร เป็นข้อดีเด่นมากของคนที่มาทำงานเพื่อสังคม คือทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่คาดหวังอะไร"
"สุวิทย์เป็นคนที่สะอาด เป็นข้อที่เราเห็นเขาหลายปีมาแล้วไม่ใช่เพิ่งมาพูด ความตายของคนหนึ่งไม่ได้ทำให้ความดีไม่ดีเปลี่ยนไป ผมไม่ใช่คนที่ต้องสดุดีคนตายเสมอไป บางคนที่ตายผมเลือกไม่พูดถึงก็มี ไม่น้อย แต่สุวิทย์เราเลือกพูดและอยากจะพูดด้วยว่า ในฐานะคนที่ทำงานเพื่อประชาชนและนักต่อสู้ เขาจบชีวิตไปอย่างไม่เสียเกียรติในแง่ความบริสุทธิ์สะอาดของเขา เพื่อนฝูงครอบครัวสามารถภาคภูมิใจได้"
"ความคิดเห็นทางการเมืองสังคมแตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในสภาพที่บ้านเมืองสลับซับซ้อน มีความเห็นต่างได้ ทำผิดถูกได้ทุกคน มากบ้างน้อยบ้างไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุด เรื่องใหญ่คือคนทำงานภาคประชาชนต้องสะอาด เพราะถ้าสะอาดไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง คิดผิดคิดถูกเขาพร้อมจะปรับได้ โน้มเอียงซ้ายบ้างขวาบ้างขาดเกินบ้าง พูดคุยแล้วปรับได้เพราะเขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ถ้าคนเข้ามาเพื่อหวังประโยชน์คนพวกนี้ไม่พร้อมจะปรับ"
เล่าว่าถึงจะอยู่ฝ่ายรัฐบาล และพี่สุวิทย์อยู่ภาคประชาชนก็คุยกันมาตลอด และคุยกันตั้งแต่ก่อนหน้านั้น
"เราคุยกันเรื่อยคุยกันเป็นระยะๆ เขาก็ฟัง เขาเป็นคนฟังคนอื่น แน่นอนเขายึดมั่นสิ่งที่เขาคิดแต่เขาเป็นคนฟังคน ลึกๆ แล้วเป็นคนประนีประนอม เป็นคนที่ไม่ใช่แข็งกร้าว แต่จริงจัง ยึดมั่นในสิ่งที่เชื่อ แต่ไม่ใช่ไม่ฟัง ดันทุรังชนแหลก คนใกล้ชิดถึงจะรู้ สุวิทย์เป็นคนที่ฟังและไม่ชอบความรุนแรง ไม่ชอบให้เกิดความเสียหาย เพราะเขาผ่านเหตุการณ์และเห็นมาพอสมควร เขาเคยพูดเองเขากลัวความรุนแรงที่สุด ในช่วงการเคลื่อนไหวก่อน 19 ก.ย. สุวิทย์เป็นคนหนึ่งที่พยายามไม่ให้เกิดความรุนแรง ป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะ นี่เป็นความดีของเขา"
"ผมเริ่มคุ้นกับเขาตอนที่เป็นอาจารย์สอนช่างกลพระรามหก ในช่วงปี 17-18 เขาเป็นนักสู้ เห็นก็รู้กันว่าคนนี้นักสู้และจริงจัง สุวิทย์เป็นคนที่ดูง่าย เห็นปั๊บมีแววสะอาด รู้สึกได้ ไม่ใช่นั่งยอกันตอนตายแล้ว เราเห็นอย่างนี้มาตั้งแต่ปี 17-18 ร่วมงานกันจนออกจากป่ามาเจอกัน เป็นคนที่ผมชอบคุยด้วย เพราะคุยแล้วเราเห็นความจริงจัง จริงใจในเรื่องที่เขาทำ สำหรับผมถือเป็นเรื่องใหญ่ เข้ามาในขบวนการประชาชนเข้ามาคุยเล่นสนุกสนานหัวเราะ พอเข้าเรื่องจริงพูดปัดไป ผมไม่ชอบ ถ้าจะคุยเรื่องประชาชนเรื่องชาวบ้านต้องจริงจัง เอาจริง ผิดถูกไม่เป็นไร สุวิทย์เป็นแบบนี้ เขาต้องการเรื่องราวจริงข้อสรุปจริง"
"ผมไม่เคยรู้สึกว่าผมอยู่ห่างสุวิทย์เลย ผมช่วยงานรัฐบาลสุวิทย์อยู่ภาคประชาชนก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ จากเล็กน้อยจนมาก จนปฏิเสธไม่ยอมรับรัฐบาล แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่าอยู่ไกล ยังเป็นคนที่คุยได้ และสิ่งที่เขาพูดก็น่าเอามาคิดเพราะเขาต้องการแสวงหาทางที่แก้ปัญหาได้โดยที่เป็นไปได้ เขาไม่ใช่คนปฏิเสธระบบทั้งหมด เขาเห็นว่าระบบสังคมนี้คนยากจนเสียเปรียบ เขาเชื่ออย่างนั้นเขาไม่พอใจระบบ แต่ไม่ใช่คนที่ต้องพุ่งเข้าชนเข้าพังระบบ เขายังประนีประนอมอยากใช้โอกาสเงื่อนไขมาทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์"
5 ปีที่อยู่คนฝั่ง พี่เกรียงบอกว่าพี่สุวิทย์เป็นคนยึดมั่น แต่ก็ไม่ใช่ใจแคบ คอยว่าคนอื่น
"สุวิทย์มีนิสัยแบบผู้ชายภาคตะวันออก เป็นคนใจนักเลง ไม่คิดเล็กคิดน้อย ไม่จุกจิก ผมคิดว่ากับเรื่องอื่นๆ ก็เป็น ไม่ติดอกติดใจเรื่องเล็กน้อย มีปัญหาอะไรจะบอก-เฮ้ย อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เอาเรื่องหลักๆ ดีกว่า เขาใจใหญ่ใจกว้าง ผมเสียดาย เขามีคุณสมบัติที่ดีมากหลายอย่างในการทำงานเพื่อสังคม ส่วนเรื่องความคิดเห็นข้อสรุปต่อปัญหาบ้านเมือง ผมคิดว่าธรรมดาตรงบ้างไม่ตรงบ้างถูกผิดปนกันไป การเป็นคนดีคนหนึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องคิดอะไรถูกเสมอไป เขาเราเหมือนกัน ขึ้นกับความรับรู้คือใครสรุปกฎเกณฑ์การเคลื่อนตัวของสังคมได้ดีกว่า ก็เข้าถึงปัญหาได้เร็วกว่า สรุปแล้วเวลาผ่านไปยังต้องทำข้อสรุปใหม่เพราะสังคมเปลี่ยนตลอดเวลา ผมไม่เอามาติชมใคร ผมถือว่าเรื่องใหญ่ต้องบริสุทธิ์ใจมีเจตนาที่ดี ถ้าไม่มีตรงนี้อย่าเข้ามาใกล้ อย่ามาเป็นผู้นำภาคประชาชน"
"สุวิทย์เป็นคนหนึ่งที่จนถึงก่อนวันตายยังเป็นคนที่คุยได้ทุกฝ่าย คุยกับพวกที่ถูกมองว่าลูกน้องทักษิณ และสามารถห้ามปรามพวกเดียวกันได้ ฟังด้วย อะไรเกินพอเขาห้ามปรามได้ ประสานได้ คุยกับคนในรัฐบาลก็ได้ คุณสมบัตินี้เป็นลักษณะพิเศษ เพราะเขาไม่มีตัวตน ไม่กลัวเสียหน้า ไม่ต้องการผลประโยชน์ คุยได้หมด โกรธแล้วหายได้"
"ผมเคยเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเกือบวางมวย ถามพี่เปี๊ยกดู พี่เปี๊ยกนั่งห้าม แต่ก็ไม่โกรธ เจอกันทักทายกัน ออกทีวีคู่กันแล้วก็ยังรักกัน เพราะเห็นมันเป็นคนดี ไม่รู้จะโกรธได้ไง โกรธคนดีเราก็เป็นคนอะไรไม่รู้"
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
อาลัย สุวิทย์ วัดหนู ...
โพสต์ที่ 5
นักต่อสู้
พี่เปี๊ยก พิภพ ธงไชย ให้ข้อสรุปถึงพี่สุวิทย์ว่า เป็นนักต่อสู้ที่เมื่อยืนเคียงข้างแล้วมั่นใจได้ว่าพี่สุวิทย์จะไม่ทิ้ง
"ตอนเสนอนายกพระราชทาน ผมรู้ว่าสุวิทย์ไม่ยอมรับเสียยิ่งกว่าใคร แต่ผมก็รู้อีกว่าสุวิทย์จะไม่ทิ้งเรา"
พี่เปี๊ยกเป็นรุ่นพี่ สมัย 14 ตุลาไม่ได้ทำงานด้วยกัน มารู้จักกันเมื่อเป็นกรรมการ ครป.พร้อมกันหลังเหตุการณ์พฤษภา 35 นี่เอง
"สมชาย หอมลออ ลากผมมาเป็นกรรมการ ครป. และสุวิทย์ก็เข้ามาตอนนั้นพร้อมกัน สุวิทย์จะเป็นคนเคร่งครัดมาก ตอนนั้นจะมีการเลือกตั้ง สมัยบรรหารที่ตั้งองค์กรกลาง เขาขอให้ผมเป็นประชาสัมพันธ์ โห-สุวิทย์วิพากษ์วิจารณ์ผม กรรมการ ครป.จะไปยุ่งกับฝ่ายรัฐไม่ได้ องค์กรกลางก็ยังรับเงินจากรัฐ สุวิทย์เขาจะเคร่งครัดเรื่องพวกนี้มาก เขาจะคอยวิพากษ์วิจารณ์พวกเราที่ไปมีตำแหน่งในฝ่ายรัฐ ถึงแม้ไม่มีตำแหน่งโดยตรงจากรัฐบาล ทางอ้อมอย่างองค์กรกลางเขาก็คิดว่าควรปฏิเสธ แม้แต่ตอนเป็น กอส. สุวิทย์ก็ไม่เห็นด้วยที่จะไปเป็น แต่เขากับผมจะมีลักษณะผสมผสานกัน สุวิทย์จะเป็นคนเคร่งครัด แต่เขายอมรับว่าหน้าที่ของผมก็คือประสานหลายชนชั้น เขาจะปฏิเสธบางคนที่เขาไปพบด้วยแต่ผมไปพบเขาจะไม่ว่าอะไร"
เล่าให้ฟังว่าแม้แต่อดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน พี่สุวิทย์ยังปฏิเสธ
"เขาถือว่าคุณอานันท์เป็นนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลรัฐประหาร สุวิทย์มาชอบคุณอานันท์เมื่อปีสองปีนี้เอง เมื่อสุวิทย์อย่กจะให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีส่วนช่วยคนสลัม ผมก็พาสุวิทย์ไปติดต่อคุณอานันท์ อยากจะให้คุณจิรายุพบกับสายสลัม คุณอานันท์เองก็อยากให้คุณจิรายุมาเข้าใจคนยากคนจนมากขึ้น ชุดสลัม 4 ภาคไปพบคุณอานันท์กับคุณจิรายุ บอกว่าเราต้องการที่ดินทรัพย์สินบางส่วนรองรับคนสลัมที่ถูกไล่ที่ คุณจิรายุก็เต็มที่ คุณอานันท์ก็อยู่ในที่ประชุมด้วย คอยสรุปประเด็นให้คุณจิรายุ สุวิทย์ก็มีทัศนคติที่ดีกับคุณอานันท์ตั้งแต่นั้น"
"คือถ้าใครทำงานให้คนจนสุวิทย์เขาจะพร้อมจะเปลี่ยนทัศนคติ แต่ถ้าเป็นชนชั้นกลางชนชั้นสูง สุวิทย์จะรู้สึกว่า-ถ้าพูดภาษาผมคือเขาจะตั้งการ์ดไว้ก่อน แล้วก็คอยจะตรวจสอบเราว่าเราเข้าไปสัมผัสกับคนอย่างนี้เสียจุดยืนหรือเปล่า เขาจะตรวจสอบพวกผมอยู่เสมอ แม้แต่ในกลุ่มแกนนำพันธมิตร เสียจุดยืนหรือเปล่า ว่าไปแล้วสุวิทย์จะเป็นคนคอยตรวจสอบจุดยืนทางการเมืองของคนที่ทำงาน ผมทำงานกับเขามา 15 ปี ก็ถือว่ายืนอยู่ด้วยกัน สุริยะใสเป็นรุ่นน้องที่สุด คนอื่นอาจจะเข้าๆ ออกๆ ครป. แต่สุวิทย์กับผม สุริยะใสจะยืนอยู่ และสุวิทย์จะตรวจสอบ ตรวจสอบสุริยะใส ตรวจสอบไอ้อมร ตรวจสอบไอ้เกรียง ตรวจสอบภูมิธรรม ถ้าเป็นภาษาพรรคคอมมิวนิสต์ก็คือฝ่ายวินัยพรรค (หัวเราะ)"
เล่าว่าสมัยเพื่อนเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่แรก
"สุวิทย์เขาก็ใช้ความสัมพันธ์ของเพื่อนในการเอื้อประโยชน์ให้คนยากคนจนนะ สุวิทย์ไม่ถึงกับสุดโต่งว่าถ้าเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักไปอยู่ในอำนาจรัฐแล้วจะปฏิเสธ แต่กับคนที่ไม่รู้จักนี่จะปฏิเสธไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีจิตใจที่อยากช่วยเหลือ ผมว่าสุวิทย์เป็นคนที่มีจิตใจแน่วแน่ในเรื่องนี้ ถ้าเรื่องคนจน สลัม สุวิทย์พร้อมที่จะเจรจา เพื่อให้ได้ประโยชน์กับคนจนหรือคนที่มีผลกระทบจากโครงการของรัฐ อย่างเช่นตอนที่ผมไปท่อก๊าซไทย-พม่า ซึ่งคนก็ค้านกันเยอะ ตอนนั้นผมเป็นเลขาครป. ว่าทำไมต้องลงไป แต่สุวิทย์ไม่เคยค้าน ขณะเดียวกันเมื่อสุวิทย์เห็นว่าผมไปอยู่ในป่าสุวิทย์ก็ทำงานในเมืองให้ เจรจากับคุณชวน จัดเวทีที่สนามหลวง สุวิทย์จะหนุนทันที เพราะฉะนั้นลักษณะของสุวิทย์ก็คือฝ่ายการเมืองที่เคยเป็นเพื่อนฝูงกันมา ถ้าสุวิทย์ใช้ประโยชน์เขาในการช่วยเหลือคนจนได้สุวิทย์จะคุย แต่ทันทีที่รัฐบาลรังแกคนจนสุวิทย์จะปฏิเสธ"
"อย่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่สุวิทย์อาจจะไม่เชื่อในรัฐธรรมนูญมากนัก แต่ก็พร้อมที่จะเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญมีประโยชน์กับคนจนโดยเฉพาะคนสลัม คราวที่แล้วเขาต่อว่าผมมาก สิทธิที่อยู่อาศัยไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญในหมวดสิทธิเสรีภาพ แกว่าต่อผมอยู่ตลอด เราทำด้วยกัน 30 องค์กรประชาธิปไตยแต่ทำไมเรื่องนี้หลุดไป ทั้งๆ ที่กำลังในการเคลื่อนตัวก็มักเป็นกำลังจากสายสลัม ไปเรียกร้องอะไรก็แล้วแต่ สุวิทย์ต้องถือว่าเขาเป็นนักรบ ผมถือว่าเขาเป็นฝ่ายกำลัง เขาพูดกับผมว่าพี่ถ้าต้องการกำลังเมื่อไหร่เขาพร้อมที่จะเชิญชวนคนมา ฉะนั้นเวลาผมยืนอยู่กับสุวิทย์นี่สบายใจว่าเราอาจจะเป็นฝ่ายบุ๋น สุวิทย์ก็เป็นฝ่ายบู๊พร้อมที่จะ back อยู่ข้างหลัง"
"ตอนที่เป็นพันธมิตรเราจึงกำหนดเลยว่าสุวิทย์จะต้องเป็นคนคุมม็อบ เพราะเราเชื่อมือว่าเขาจะสามาราถดูแลมวลชนได้ และก็ไม่นำไปให้มวลชนต้องบาดเจ็บล้มตาย ยึดมั่นในสันติวิธี สุวิทย์จะไม่ยอมให้ประชาชนเสียชีวิตอีก เราพูดกันว่าการเคลื่อนตัวของพันธมิตรเที่ยวนี้จะไม่ยอมให้เสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว จะเห็นได้ว่าสุวิทย์ดูแลการชุมนุมของประชาชน กำหนดทิศทาง พูดให้มวลชนเข้าใจในการเคลื่อนตัวเขาจะคุมไม่ให้เกิดความกระทบกระทั่ง แต่ใช้พลังทั้งหมดของประชาชนไปกดดันรัฐบาล เพราะฉะนั้นมวลชนที่เร่าร้อนพยายามจะให้ใช้ความรุนแรงสุวิทย์จะปฏิเสธ"
"เขาถูกกดดันมากนะ สิ่งที่สุวิทย์ถูกกดดันจากสังคมมากที่สุด จนกระทั่งเขาเคยพูดกับผมหลายครั้งว่าพวกเราถูกกล่าวหาว่าขายชาติ องค์กรพัฒนาเอกชน พวกสลัมถูกกล่าวหาว่ารับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหว ซึ่งสุวิทย์เขาก็ปฏิเสธตลอดว่าไม่จริง เขารู้สึกอึดอัดกับชนชั้นกลางซึ่งมักจะกล่าวหา เขาเคยพูดกับผมว่าวันหนึ่งเขาจะเขียนหนังสือ-เมื่อข้าพเจ้าถูกกล่าวหาว่าขายชาติ เพราะฉะนั้นความอึดอัดในแง่หนึ่งของสุวิทย์ก็คืออึดอัดในเรื่องความขัดแย้งทางชนชั้น และสุวิทย์ก็รู้ว่าการต่อสู้ทั้งหมดนี้เป็นการต่อสู้บนความขัดแย้งทางชนชั้น แต่เมื่อปฏิเสธการจับอาวุธเพื่อยึดอำนาจรัฐ ออกมาจากป่าแล้วเขาก็ยึดมั่นสันติวิธีและเจรจามาตลอด โดยพยายามไม่ให้เกิดการเสียเลือดเนื้อ ไม่ว่ากรณีที่เขาไปอยู่ในเหตุการณ์บ่อนอก-หินกรูด ที่ปิดถนน เขาก็พยายามไม่ให้เกิดความรุนแรง หรืออยู่แถวหน้าของการเคลื่อนตัวของประชาชนที่เผชิญกับตำรวจ สุวิทย์ก็จะเป็นคนเจรจาและได้ผล ไม่ให้ไปอยู่ในจุดที่จะปะทะ และไม่ยอมที่จะลดทอนพลังฝ่ายประชาชน อันนี้สุวิทย์ชัดเจน แต่ไม่ทำให้พลังของฝ่ายประชาชนเกิดความเสียหาย"
พี่เปี๊ยกบอกว่าในพันธมิตรเครือข่ายสลัมคือกำลังหลักส่วนหนึ่ง (พันธมิตรใช้คนขององค์กรพัฒนาเอกชนตรึงพื้นที่ควบคุมมวลชนไม่ให้เกิดความรุนแรง)
"บนเวทีเครือข่ายสลัมก็มาช่วยสุวิทย์ แล้วก็สหภาพรัฐวิสาหกิจ สุวิทย์พร้อมที่จะเจรจากับสหภาพฯ ทั้งๆ ที่ว่าไปแล้วองค์กรภาคประชาชนมีความขัดแย้งกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมากที่สุด แต่พอรัฐบาลตัดสินใจขายรัฐวิสาหกิจสุวิทย์ก็พร้อมจะยืนกับพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ"
"การตายของสุวิทย์ผมอยากให้พนักงานรัฐวิสาหกิจเข้าใจในเรื่องนี้ และทำให้ชนชั้นกลางเข้าใจในการต่อสู้ของประชาชน สุวิทย์เป็นสัญลักษณ์ เป็นผู้นำฝ่ายประชาชนที่มีอุดมการณ์และเสียสละ และไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนแม้แต่นิดเดียว ผมคิดว่าการตายของสุวิทย์จะทำให้ชนชั้นกลางเข้าใจกระบวนการประชาชนมากขึ้น ผมจึงหวังว่าหนังสือที่จะเกิดขึ้นในครบรอบ 100 วันจะมีคำอธิบายเรื่องพวกนี้จากสหายหรือจากเพื่อนที่ทำงานกับเขามาตลอด 30 ปี สุวิทย์เข้าร่วมกระบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนมาตั้งแต่ 14 ตุลา ต้องถือว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ น่าจะ 5 เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา ในป่า พฤษภา และก็มาพันธมิตร จึงเป็นคนหนึ่งที่ผ่านครบ น่าเสียดายที่เขาเตรียมไว้กับผม พูดกับผมว่าเขาจะเขียนหนังสือชีวิตการทำงานของเขา"
พรรคในอุดมคติ
น่าเสียดายว่าคนรุ่นเดียวกันที่ทำงานภาคประชาชนแทบไม่เหลือแล้ว
"เข้าไปอยู่ในวงการธุรกิจและอำนาจรัฐมาก อยู่ในภาคเอ็นจีโออาจจะเกือบไม่เหลือ อันนี้ก็เป็นปัญหาของครป.เหมือนกัน คือมันกระโดดรุ่นไป ไปเป็นรุ่นสุริยะใสเลย สุวิทย์เขามีความไม่เห็นด้วยในแนวทางของเอ็นจีโออยู่พอสมควร เขาถือว่าบางทีเอ็นจีโอก็ประนีประนอมกับรัฐมากเกินไป และก็ไม่สู้รบจริง เพราะฉะนั้นการที่เขาตัดสินใจจะมาทำพรรคเป็นเหตุหนึ่ง เขาคิดว่าการทำพรรคจะบอกอุดมการณ์ที่เป็นทุกด้านในการแก้ไขปัญหาความยากจนและการเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขากะจะมาทำพรรค ทำอุดมการณ์ของพรรค 3 ปีสุดท้ายก่อนที่จะอายุใกล้ 60 สิ้นเดือนมี.ค.นี้เขาประกาศลาออกจากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อจะมาทำพรรคอย่างเดียว ผมก็จะต้องหาทุนมาสนับสนุนให้เขาสามารถมีค่าใช้จ่ายในการทำงานได้"
เล่าว่าพี่สุวิทย์อยากให้พี่เปี๊ยกนี่แหละเป็นหัวหน้าพรรค
"เดิมทีที่วางตัวกันไว้แกจะขอให้ผมเป็นหัวหน้าพรรค ขอให้ผมลาออกจากมูลนิธิเด็ก เราก็คุยกันมากว่าการออกของผมควรเป็นเมื่อไหร่ และเขาอาจจะเป็นเลขาพรรค แต่ก่อนเขาโทรศัพท์ถึงผมจะเรียกผมท่านประธานพรรค"
ไม่มีพี่สุวิทย์จะทำต่อไหวไหม เพราะนี่น่าจะเป็นความหวังของภาคประชาชน เหมือนในบราซิล เวเนซูเอลา อเมริกาใต้
"ใจผมพรรคที่จะเกิดขึ้นคงจะเป็นแนวทางสังคมนิยมแต่คงไม่ใช่ชื่อสังคมนิยม แต่อุดมการณ์เป็นสังคมนิยมแน่นอน สุวิทย์เป็นมาร์กซิสต์นะ เขาเชื่อในทฤษฎีมาร์กซิสต์และแม่น ที่คุณถามว่าถ้าสุวิทย์ตายไปแล้วจะทำต่อไหม ถ้าพูดกันตามจริงผมอยากให้สุวิทย์เป็นหัวหน้าพรรค ผมจะเป็นที่ปรึกษา หนึ่ง ผมอายุมากแล้ว สอง อุดมการณ์ทางการเมืองในเรื่องสังคมนิยมผมว่าสุวิทย์ชัดกว่าผมเยอะ และก็แม่นยำกว่าผมเยอะ แต่สุวิทย์คงรู้จุดอ่อนว่าเขาประสานคนไม่ค่อยได้ เขาคิดว่าผมเป็นนักประสาน เป็นจุดยืนที่เขาเชื่อว่าถึงจะไม่ซ้ายจัดแบบเขาก็คงจะอยู่ใกล้ๆ เคียงกันได้ เขาก็เลยอยากให้ผมเป็นหัวหน้าพรรค และเขาเป็นเลขาพรรค เราก็คุยเรื่องนี้กันมาพอสมควร สุดท้ายเขาก็สามารถเขียน paper มาได้อันหนึ่ง เป็นข้อเขียนแรกในการสรุปความคิด"
"ผมไปกับเขาในต่างจังหวัดเพื่อไปคุยกับกลุ่มต่างๆ ว่าเราอยากทำพรรค และอยากจะฟังว่าพรรคควรจะมีแนวทางมีอุดมการณ์อย่างไร คุยได้สัก 7-8 ครั้ง สุวิทย์ก็สรุปมา 3-4 หน้า เพราะฉะนั้นโดยความคิดของผม สุวิทย์ควรจะเป็นหัวหน้าพรรค เพราะเขาจะประกาศอุดมการณ์ได้ชัดเจน พรรคที่สุวิทย์คิดจะตั้งควรจะดึงดูดคนด้ยอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน และคนเห็นด้วยกับอุดมการณ์นั้น และผมคิดว่าสุวิทย์แม่นที่สุดในบรรดาที่ผมพบมา และก็ทำงานแบบตีนติดดิน จับต้องได้ ไม่ใช่เป็นนักอุดมการณ์เพ้อฝัน"
อีกประการหนึ่งคือ เพื่อนพ้องน้องพี่ไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่ก็จะสนับสนุนพี่สุวิทย์
"ใช่ ผมคิดว่าสุวิทย์เข้าใจผิดว่าตัวเองมีจุดอ่อน เป็นหัวหน้าพรรคแล้วคนจะไม่สนับสนุน อันนี้ผมว่าสุวิทย์เข้าใจผิด พิสูจน์จากงานศพที่เพื่อนๆ มาก็รู้ว่าไม่จริง ถ้าสุวิทย์เป็นหัวหน้าพรรค และเปลี่ยนท่าทีแบบผ่อนหนักผ่อนเบาหน่อย ผมว่าคนไม่ได้ติดใจเรื่องอุดมการณ์และจุดยืนของสุวิทย์ และผมคิดว่าคนจะสนับสนุนมากกว่าที่ผมเป็นเสียอีก พิสูจน์ได้จากงานศพเที่ยวนี้ ไม่ว่าคนที่เคยขัดแย้งกัน คนเคยทะเลาะกัน ทุกคนก็ยอมรับหมดว่าสุวิทย์จริงใจและมีจุดยืนกับคนยากจน"
"เราอยู่ด้วยกันเราอาจจะเถียงกัน เราเถียงกันมากนะ แต่สุดท้ายเราก็ไม่เคยที่จะโกรธกัน ครั้งล่าสุดก่อนที่สุวิทย์จะเสีย สุวิทย์เขาตรวจสอบผมกับสุริยะใสหนักเชียวละ สุดท้ายเขาก็มาขอโทษผมว่าที่เขาตรวจสอบหนักเกินไป เขาถูกภรรยาท้วงติงว่าตรวจสอบผมหนักไป ผมต้องถือว่าตรวจสอบนะ และสิ่งที่ตรวจสอบของสุวิทย์อาจจะมีความเข้าใจผิดบางอย่าง"
พี่เปี๊ยกสรุปให้ฟังสั้นๆว่า เป็นเรื่องการยืนอยู่ข้างหน้าข้างหลังในเวทีพันธมิตร การแสดงท่าทีในที่สาธารณะ
"เขาคอยตรวจสอบดูว่าเราแกว่งจากจุดยืนหรือเปล่า ผมว่าอาจจะเป็นข้อดี และเราก็ไม่ค่อยรู้สึกโกรธที่สุวิทย์ตรวจสอบ-ถ้าเทียบกับคนอื่นที่ตรวจสอบเรานะ เพราะเขาไม่ได้มากระแนะกระแหน แต่เขาตรวจสอบว่าจุดยืนของเราแกว่งไปหรือเปล่าในการที่เราไปมีความสัมพันธ์กับคนโน้นคนนี้ และมันได้ประโยชน์กับคนจนจริงๆ หรือเปล่า ไม่ว่าการมีโอกาสได้พบคนบางคนในคมช. คนในรัฐบาล สุดท้ายมันเพื่อชื่อเสียงของตัวเราหรือความสัมพันธ์ของตัวเรากับผู้มีอำนาจ หรือไปมีความสัมพันธ์นั้นเพื่อผลประโยชน์ของคนยากคนจนอย่างแท้จริง สุวิทย์คอยตรวจสอบตรงนี้"
"เขาจะตรวจสอบคนทำงานในภาคประชาชนอยู่เสมอ ว่าคุณแสวงหาชื่อเสียงหรือเปล่า แสวงหาตำแหน่งหรือเปล่า แสวงหาเงินเดือนหรือเปล่า คุณมีปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมหรือเปล่า คือต้องยอมรับว่าสุวิทย์ไม่มีปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมนะ ไม่ว่าเรื่องผู้หญิงเรื่องเงิน คนเราทำงานมักจะเสียอยู่ 2 เรื่อง เรื่องเงิน อาจจะไม่คอร์รัปั่นแต่อาจจะอยากได้เงินมาก กับเรื่องผู้หญิง มีกิ๊ก แทนที่จะรักเดียวใจเดียว สุวิทย์เขาจะตรวจสอบเสมอ เขาถือว่าคนทำงานภาคประชาชนเสีย 2 เรื่องนี้ไม่ได้ เรื่องที่สามก็คือเรื่องต้องการมีตำแหน่ง บางคนอาจจะไม่ต้องการเงิน ไม่ต้องการชื่อเสียง แต่ต้องการตำแหน่ง คนที่ทำงานกับภาคประชาชนแล้วสุดท้ายก็ไปมีตำแหน่ง ฉะนั้นยิ่งพวกเราใกล้ชิดเขาเขาจะยิ่งตรวจสอบมาก และผมกับสุริยะใสจะโดนสุวิทย์ตรวจสอบมาก"
นั่นเพราะอยู่ในบทบาทที่ต่างกัน พี่เปี๊ยกต้องประสานกับอำนาจรัฐ ข้าราชการ ทหาร ไปจนเอ็นจีโอที่มีความเห็นต่าง
"สุวิทย์เขาก็ยอมรับว่าผมอดทน สุวิทย์เขาจะไม่อดทนในการคบบางคน เอ็นจีโอถึงแม้จะเป็นคนดี แต่บางทีแนวทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธีมันไม่ไปเพิ่มอำนาจประชาชน ลดอำนาจรัฐ อันนี้จุดยืนเราตรงกันกับสุวิทย์ ผมกับสุริยะใสกับคนที่ใกล้ชิดสุวิทย์ พยายามเพิ่มอำนาจประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องลดอำนาจรัฐด้วย แต่กระบวนการที่จะเพิ่มอำนาจประชาชนลดอำนาจรัฐจะใช้ทฤษฎีอะไรใช้แนวทางอะไรเท่านั้นเอง ความขัดแย้งทางชนชั้นจะใช้ทฤษฎีอะไรวิเคราะห์ และการเมืองแบบไหนล่ะที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่สุวิทย์ชัดเจนก็คือทฤษฎีมาร์กซิสต์และอุดมการณ์การเมืองแบบสังคมนิยม เพียงแต่ว่าจะทำยังไงให้อุดมการณ์อันนี้มันสามารถปฏิบัติได้จริงในระดับนโยบายของประเทศ และการที่เขาคิดจะตั้งพรรคเพราะเขาคิดว่ามันถึงเวลาที่การทำงานของภาคประชาชนกับคนยากคนจนในรูปแบบต่างๆ ถึงเวลาจะบอกกับสังคมสักทีว่าอุดมการณ์ทางการเมืองในการเปลี่ยนแปลงสังคมอยู่ตรงไหน อะไร การแก้ไขปัญหาความยากจนและการเอารัดเอาเปรียบทางชนชั้นและการกดขี่ขูดรีด ใช้แนวทางไหน"
"อย่าลืมว่า สุวิทย์เขาออกจากอุดมการณ์ที่ชัดเจนคือมาร์กซิสต์ในการอยู่ป่า และเขาต้องมาอยู่ในเอ็นจีโอซึ่งไม่สามารถประกาศอุดมการณ์นั้นได้ เป็นเวลา 20 กว่าปีที่ทำงานอยู่ในเอ็นจีโอ ผมก็คิดว่าตอนนี้มันถึงเวลาสักที ที่จะบอกกับสังคมว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมควรจะใช้ทฤษฎีไหน นี่คือการตัดสินใจของสุวิทย์ในการตั้งพรรค เพื่อบอกว่าจะใช้ทฤษฎีอะไรในการแก้ไขปัญหา"
"ประสบการณ์เขามีเยอะนะ ประสบการณ์ทั้งในป่า ตอนเป็นนักศึกษา การทำงานเอ็นจีโอ ประสบการณ์เยอะจนน่าจะรวบรวมเป็นอุดมการณ์ที่บอกกับสังคม ผมคิดว่าสถานการณ์ของสังคมไทย มันมาถึงจุดที่จะประกาศความเป็นพรรคการเมืองได้ ซึ่งก็เถียงกันมากว่าหมายถึงพรรคที่ต้องการตำแหน่งต้องการอำนาจ ต้องการเข้าไปบริหารประเทศทันทีหรือเปล่า เราคิดตรงกันว่าไม่ใช่ แต่เป็นการทำให้ประชาชนเห็นอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจน มีรูปมีร่าง ไม่ได้หมายความว่าการเข้าสู่การเมืองระบบเลือกตั้งจะนำพาไปสู่การได้ ส.ส. แต่มันจะนำพาไปสู่การมีเวทีพูดกับประชาชน ว่าอุดมการณ์ที่จะแก้ไขปัญหาการเอารัดเอาเปรียบในสังคมมีรูปร่างอย่างไร"
"ที่ผ่านมาก็คืออุดมการณ์แบบทุนนิยม พรรคการการเมืองทุกพรรคในประเทศไทยใช้อุดมการณ์แบบทุนนิยม จะอ่อนจะแก่ต่างกันเท่านั้นเอง พรรคสังคมนิยมเคยเกิดขึ้นในช่วง 14 ตุลา 6 ตุลา ก็ตายไป แล้วความเป็นสังคมนิยมก็ไปอยู่ในป่าเขา เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่จะเข้ามาสู่ในกระบวนการประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งสักที เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก ตอนนั้นเราเถียงกันมากว่าระหว่างกรีนแบบสังคมนิยม กับสังคมนิยม จะเอาอันไหน กรีนก็พัฒนามาจากองค์กรภาคประชาชนที่ต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อม ต่อมาก็เอาทฤษฎีทางชนชั้น ทฤษฎีอุดมการณ์วิเคราะห์สังเคราะห์การเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่ในสังคมเข้ามาผสมอยู่ในอุดมการณ์ของกรีน กรีนตอนหลังก็กลายเป็นกรีนสังคมนิยม แต่คุณสุวิทย์เขาบอกว่าถ้าเป็นไปได้เขาไม่ทำให้คลุมเครือแบบนั้น เขาขอสังคมนิยม แต่แน่นอนไม่ใช่ในยุคที่จับอาวุธเพื่อยึดอำนาจรัฐ แล้วไปเปลี่ยนแปลงแบบความคิดสมัยก่อน แต่เขาจะใช้แนวคิดอันนี้ให้ประชาชนเห็นและเลือกเข้ามา และก็สามารถใช้อุดมการณ์สังคมนิยมบริหารเปลี่ยนแปลง กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ สังคม"
น่าเสียดายที่พี่เปี๊ยกยอมรับตรงๆว่า เมื่อไม่มีพี่สุวิทย์ พรรคการเมืองในอุดมคตินี้อาจจะเกิดไม่ได้
"การสูญเสียสุวิทย์เที่ยวนี้หมายถึงการสูญเสียแนวทางพรรคการเมืองแบบอุดมคติ แบบสังคมนิยมไปด้วย เพราะการที่จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นได้ต้องยอมรับว่าต้องมีคนที่เชื่อในเรื่องนี้พอสมควร และคนที่จะนำให้คนอื่นมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่ในใจและแสดงตัวตนออกมาในที่สาธารณะ ต้องมีคนแบบสุวิทย์เป็นคนนำ"
"เราคงต้องหากันต่อไป ผมไม่ใช่ สอง ผมอายุมากเกินไป ตอนนั้นผมก็บอกสุวิทย์ว่าผมอายุมากเกินไปเพราะการทำพรรคการเมืองต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีเพื่อให้สังคมยอมรับ เราอยากจะใช้เวทีการเมืองแบบการเลือกตั้งพูดถึงอุดมการณ์ทางการเมือง คนอาจจะถามว่าพูดในนามเอ็นจีโอไม่ได้เหรอ เอ็นจีโอจะแบ่งเป็นส่วนเป็นเสี้ยว ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ แต่ถ้าพรรคการเมืองจะพูดได้ทุกส่วน ทำให้คนเห็นภาพแบบองค์รวมว่าอุดมการณ์สังคมนิยมสามารถแก้ปัญหาทุกจุดได้ยังไง อันนี้ก็เป็นคุณูปการที่สุวิทย์ได้ไปใช้ชีวิตทำงานเอ็นจีโอ เขาเข้าไปเกี่ยวข้องทุกเรื่อง ไม่ว่าจะสิ่งแวดล้อม คนยากคนจน"
คนเดือนตุลาที่จะมีบทบาทได้อย่างพี่สุวิทย์คงไม่มีอีกแล้ว
"ผมไม่เห็นคน พูดกันตรงๆ ว่าพอหมดสุวิทย์แล้วไม่เห็นคน เพราะคนเดือนตุลาที่ออกจากป่ามาแล้วไม่สามารถจะยืนแบบคนมีอุดมคติแบบสุวิทย์ ซึ่งต้องปฏิเสธความสุขสบายส่วนตัว ปฏิเสธเรื่องเงินที่มากพอ สุวิทย์เขามีองค์ประกอบหลายอย่างที่มีความพร้อมในการทำงาน องค์ประกอบที่สำคัญคือภรรยา ถ้าไปเจอผู้หญิงที่ต้องการโภคทรัพย์มันเป็นไปไม่ได้ สุวิทย์เขามีความพร้อมตรงนี้ เสียอย่างเดียวเขาไม่มีความพร้อมเรื่องสุขภาพ ทำให้ชีวิตเขาสั้น ที่จริงถ้าเขาดูแลสุขภาพเขาไม่น่าจะตายด้วยหัวใจล้มเหลว"
คนรุ่นใหม่ก็ยังไม่สามารถเชื่อมต่อคนเดือนตุลา เหมือนพี่สุวิทย์ที่จะรวมความร่วมมือร่วมใจได้
"เขามั่นใจคนลักษณะอย่างสุวิทย์ คือคนที่มีประสบการณ์แบบสุวิทย์ และทุกเหตุการณ์ที่เขาไปเกี่ยวข้อง หายาก เพราะสุดท้ายคนเดือนตุลาหลายคนเมื่อปฏิเสธแนวทางพรรค มาทำงานเอ็นจีโออยู่พักหนึ่ง ก็เริ่มมองหาตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งทางธุรกิจ แต่สุวิทย์ปฏิเสธทั้ง 2 อย่าง เขาทำได้"
"เขาผ่านมาทุกเหตุการณ์ มีเพื่อนฝูงมาก หาคนที่สมบูรณ์แบบอย่างนี้ยาก อยู่ในป่าเขาก็อยู่ยาวกว่าเพื่อน พิสูจน์ว่าคนอย่างเขาไม่พร้อมที่จะทิ้งพรรค ทั้งที่พรรคอยู่ในภาวะตกต่ำ ขณะที่หลายคนทิ้งก่อน เพราะรู้ว่าพรรคไปไม่รอด แต่สุวิทย์ไม่ทิ้ง สุวิทย์ไม่เคยตั้งคำถามกับพรรค ไม่เคยสงสัยกับแนวทางพรรค แต่แน่นอนสุวิทย์เปลี่ยนไปว่าจากที่เชื่อในมาร์กซิสต์แล้วมาทางสันติวิธีมากขึ้น ใช้กระบวนการประชาธิปไตยแบบตะวันตกเพื่อทำให้แนวคิดแบบมาร์กดซิสมีที่ยืนในสังคม"
ภาคประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไป คนรุ่นนี้ 50 กว่ากันแล้ว
"ผมเคยวิเคราะห์ว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนขนานใหญ่อีกครั้ง พวกเราคนรุ่นจอมพลถนอมตอนปลาย คนรุ่น 14 ตุลา คนรุ่น 6 ตุลา คนที่เคยเข้าป่า บางคนเข้าไปอยู่ในอำนาจการเมือง คนรุ่นนี้กำลังจะหมด และคนรุ่นหลังที่จะเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยจะไม่มีประสบการณ์เหล่านี้เลย เพราะฉะนั้นวิธีคิดมันจะไปอีกแบบหนึ่งเลย ซึ่งผมบอกไม่ได้ว่ามันจะเป็นแบบไหน เจนเนเรชั่นจะมีการเปลี่ยนแปลงภายใน 10 ปีนี้"
แล้วเราจะทำอะไรได้แค่ไหนนับจากนี้
"ผมคิดว่ารุ่นเราก็คือจะต้องยึดมั่นในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน อันนี้เป็นหน้าที่ของคนรุ่นเรา จะต้องไม่ให้มีการละเมิดสิทธิของประชาชน หรือทำให้สิทธิเสรีภาพประชาชนน้อยไปกว่าเดิม คนรุ่นผมจะไม่ใช่คนที่จะไปบริหารประเทศแล้ว แต่เป็นคนที่จะยืนอยู่ตรงนี้ ยืนอยู่ในเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชนไม่ให้มันลดน้อยไปกว่านี้ เหมือนอย่างที่ผม สุวิทย์ หรือสุริยะใส ที่เป็นรุ่นหลังมากเลย สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้การร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเงื่อนไขของประชาชนในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ให้ดีกว่า 2540"
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
อาลัย สุวิทย์ วัดหนู ...
โพสต์ที่ 6
ขอแสดงความนับถือคุณสุวิทย์ วัดหนู
ผู้ตรวจสอบ
พี่เปี๊ยกเล่าว่าเพิ่งโต้แย้งกันอย่างร้อนแรงเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง เป็นการพูดคุยกันถึงบทบาทแกนนำพันธมิตร ที่ไฮโปรไฟล์ต่อสาธารณะ มีบทบาทประสานทหาร รัฐบาล ทำให้พี่สุวิทย์ทักท้วงว่ามีความเป็น"ตัวตน"อยู่ด้วยหรือเปล่า
"เขาว่าแรงนะ เขาว่าที่ผมออกมาให้สัมภาษณ์ คล้ายๆ ต้องการให้ตัวตนอยู่ในที่สาธารณะ ผมก็บอกว่าถ้าคุณคิดอย่างนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผมจะไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ เพื่อพิสูจน์ว่าผมไม่ต้องการ แต่เขาก็ขอโทษผมตั้งแต่วันนั้น กับผมกับสุริยะใส สุริยะใสนี่ร้องห่มร้องไห้"
"เขาโทรมาหา คงคิดว่าผมโกรธที่ไม่โทรกลับ ผมคิดว่าปล่อยสักเดือนแล้วโทรไปหาเขา เขาบอกว่าคืนนั้นวรรณไม่พูดอะไร แต่รุ่งเช้าใส่แหลกเลยว่าทำไมไปเล่นงานพี่เปี๊ยกแรงขนาดนั้น"
"ถ้าให้ผมอ่านสุวิทย์ ความขัดแย้งทางความคิดย่อมมีเสมอในการเข้าไปร่วมพันธมิตร เพียงแต่มันจะออกมาเมื่อไหร่ เรามีปัญหาหนักคือต้องสามัคคีทุกฝ่าย ซึ่งคนแบบสุวิทย์จะอึดอัดมาก เขาเก็บความอึดอัดไว้ แล้วมาลงกับคนที่เขาคิดว่าสนิทที่สุด อย่างน้อยก็อยู่กันมา 15 ปี"
สุวรรณี วัดหนู
"สุวิทย์โชคดีมีภรรยาดี ผมคิดว่าถ้าไม่มีภรรยาอย่างสุวรรณี สุวิทย์คงทำงานไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นคนสะสมโภคทรัพย์ ไม่ได้สะสมเงินทอง และไม่ต้องการมีตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น จะเห็นว่าสุวิทย์ไม่เคยตำแหน่งใดในรัฐเลย เพราะฉะนั้นสุวรรณีก็มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้สุวิทย์สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองคิด"
นั่นเป็นคำกล่าวตอนหนึ่งของพี่เปี๊ยก ซึ่งเมื่อนั่งสนทนากับเธอเพียงชั่วครู่ ก็เห็นพ้องว่านี่คือผู้หญิงที่เข้มแข็ง เป็นคู่ใจของนักต่อสู้
"แกก็เคยบอกว่าแกไม่มีอะไร และตัวแกเองก็ไม่ต้องการพวกลาภยศ ทรัพย์สมบัติอะไร ทำงานไปก็ใช้เท่าที่ทำได้มา แล้วตัวแกก็มีความมุ่งหวังค่อนข้างเยอะเพราะแกเคยไปต่อสู้ แกกลับมาจากป่า แกก็บอกว่าแกก็ต้องทำงานกับพี่น้อง ฉะนั้นเราก็เข้าใจว่าถ้าอยู่กับแกก็คือพอเพียงจริงๆ ชีวิตแต่ละวันของแกเรียบง่ายมาก กินง่ายอยู่ง่าย ไม่สะสมจริงๆ เงินเดือนที่ได้มาบางทีชาวบ้านเดือดร้อนก็ให้เขาไป ส่วนตัวเองจะมีใช้หรือไม่มีก็กลับมาที่บ้าน"
คนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนบางองค์กรอาจจะเงินเดือนมาก แต่ไม่ใช่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งฟังแล้วน่าตกใจว่าพี่สุวิทย์ทำงานมายี่สิบกว่าปี เงินเดือนแค่ 14,000-15,000 เท่านั้น
แล้วก็ไม่ได้ทำงานแค่นั้นเพราะมีกิจกรรมอื่น เช่นกิจกรรมการเมือง กิจกรรมของเพื่อนพ้องน้องพี่
"ค่าใช้จ่ายแกค่อนข้างเยอะเพราะเวลาจะไปงานที่ไหนแกก็ใช้ส่วนตัวของแก ก็ใช้ที่บ้านด้วย ก็คือขอภรรยา ขอยืมก่อน ยืมไปเรื่อยๆ"
พบกันที่มูลนิธิดวงประทีป ซึ่งเธอทำงานมา 25 ปี "เจอคุณสุวิทย์เมื่อปี 2528-2529 ตอนนั้นคุณสุวิทย์เพิ่งออกจากป่า มาขายเสื้อผ้าสักพักหนึ่ง เป็นอาจารย์ แล้วเขาก็มาทำงานอยู่มูลนิธิดวงประทีป ประมาณ 2 ปี ก็ออกมาอยู่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย"
แต่งงานกันเมื่อปี 2532 "ตอนแต่งงานเราก็ซื้อบ้าน ช่วยกันดูเงินว่าเงินเหลือพอที่จะจ่ายค่าบ้านไหม ที่จะไม่ให้เขายึด ก็หาบ้านที่ไกลและถูก คือบ้านที่อยู่ปัจจุบัน ถือว่าเป็นสมบัติที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็คือแม่คุณสุวิทย์ช่วย อย่างอื่นทรัพย์สินเงินทองไม่ต้องพูดถึงเพราะแต่ละเดือนก็ไม่พอใช้ ใช้ก่อนล่วงหน้าทุกเดือน ทำอยู่มูลนิธิก็เบิกล่วงหน้าๆ"
"เวลาส่วนใหญ่จะออกไปประชุมสัมมนาต่างจังหวัด โปรแกรมของแกจะไปทำงานมาก บางทีก็รู้สึกว่าแกเดินทางมากไม่รักษาสุขภาพตัวเอง ก็เป็นห่วง เคยบอกแกว่าหยุดทำงานบ้าง แกก็บอกว่าหยุดไม่ได้ หรือบางทีเวทีที่มีการเคลื่อนไหว เห็นแกเหนื่อยมากๆ บอกให้หยุด แกก็บอกว่าถ้าหยุดพี่น้องรอคอยอยู่ ไม่ได้ขึ้นเวทีก็ขอให้ได้ไป คือจะเห็นคนอื่นก่อนที่จะเห็นตัวเอง เห็นใจคนอื่นมากสภาพของตัวเองไม่ไหวก็ฝืนไป"
"ช่วงหลังๆที่แกมีอาการคือปวดหลัง ก่อนหน้าแกจะเสียก็ปวดหลังอยู่ 3 ครั้ง เวลาปวดก็จะบีบให้ แกก็ไม่กินยาไม่หาหมอ จะพาไปหาหมอก็ไม่ไป ใช้วิธีว่าขอยานอนหลับ 3 ครั้งที่แกทานก็หลับ ตื่นขึ้นมาก็ไปทำานได้ตามปกติ ครั้งสุดท้าย อาการของแกก็เหมือนกับทุกครั้งที่เคยเป็นมา ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับอะไรเพราะแกไม่ยอมรักษาตัวเอง"
บอกว่าช่วงม็อบพันธมิตรน่าจะเหนื่อยมากกว่าแต่อาการกลับมากำเริบในช่วงนี้
"ช่วงนี้เครียดตรงที่แกหวังที่จะตั้งพรรคการเมือง และก็เครียดเรื่องรัฐธรรมนูญ ดูทีวีแล้วแกก็บอกว่ามันไม่ใช่ แกพูดออกมาลอยๆ เราก็ฟังแก แกจะเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจัง"
"แกเดินสายไปตรงนั้นตรงนี้ อยากจะตั้งพรรคการเมือง แกผิดหวังกับพรรคการเมืองที่เป็นปัจจุบัน แกอยากจะรู้ว่าถ้าทำพรรคการเมืองโดยมีนโยบายเพื่อประชาชนจริงๆ แล้วมันน่าจะทำได้ แกมองอย่างนั้น แกเลยจะทำความเข้าใจกับกลุ่มต่างๆ ที่จะไปประสาน ลงไปจังหวัดต่างๆ ไปคุยกัน ตอนนี้แกก็ร่างนโยบายพรรคมาเป็นฉบับร่าง"
"รัฐธรรมนูญที่แกพอใจคือปี 2540 แต่มันก็ไม่ได้สมบูรณ์ทั้งหมด อันไหนที่ใช้ได้ก็น่าจะใช้ อันไหนที่ไม่ดีก็น่าจะปรับปรุง อะไรอย่างนี้ พอดีมีเรื่องนายกฯควรจะมาจากการเลือกตั้ง มีการพูดคุยกัน มันเริ่มผิดพี้ยนแล้ว แกก็พูดประมาณนี้ ใจแกก็อยากให้นายกฯมาจาการเลือกตั้ง ในลักษณะที่ตรวจสอบได้"
สุวรรณีเล่าว่าไม่ใช่อยู่ที่บ้านแล้วพูดเรื่องการเมืองทุกวัน ครั้งนี้อาจจะไม่พอใจจึงพูดออกมา "แต่ส่วนใหญ่เวลาอยู่บ้านก็จะบอกแกให้หยุด อยู่บ้านพักนะ คุยกันนะ ทำกับข้าวกินด้วยกัน ดูหนังฟังเพลง เรื่องการเมืองก็หยุดไว้ก่อน แต่แกหยุดไม่ได้ เวลาดูข่าวแกก็จะสวนทันที แกก็จะพูดว่า มันชักเพี้ยนๆ แล้ว แกว่งๆ ลักษณะอย่างนั้น"
หลังรัฐประหารพี่สุวิทย์ก็ได้รับการทาบทามให้ไปรับตำแหน่งเช่น สนช. แต่นั่นไม่ใช่คนอย่างเขา
"คุณสุวิทย์จะไม่ ถ้าเรื่องอย่างนี้ เขาเป็นคนที่อยากทำงานอยู่เบื้องหลังมากกว่า จะเอาตำแหน่งเอาเงินทองไปให้เขาไม่เอา เขามีจุดยืนว่าอุดมการณ์ของเขาไม่ใช่เพื่อเขา แต่เพื่อคนยากคนจน ถ้าทำให้เขาคือต้องทำให้คนยากคนจน ก็ยังบอกเลยเดี๋ยวไม่มีอะไรกินกันนะ เขาบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวมันต้องมีทางออก บางทีเขาบอกเขาจะออกจากงานแล้วนะเราก็บอกแล้วจะเอาอะไรกินล่ะ-เดี๋ยวค่อยหาทางออก"
"ในโปรแกรมของเขาเดือน มี.ค.เขาจะลาออกจากมูลนิธิ นั่นหมายถึงว่าเขาจะไม่มีเงินเดือน เราก็บอกทำไมลาออก เขาบอกเขาต้องการมุ่งทำพรรคการเมือง และเขาก็ให้ไปขายบ้าน ถ้าอะไรมันไม่ดีขึ้นก็จะกลับมาอยู่ที่บ้านนี้ (บางเสร่) ถ้าผิดหวังทุกอย่าง ตั้งพรรคการเมืองไม่สำเร็จ ก็จะกลับมาอยู่บ้าน เขาขอเต็มที่กับมันปีหรือสองปี ก็จะหยุดทุกอย่าง เขาทำได้แค่นี้ พอแค่นี้ เขาพูดอย่างนั้น"
พรรคการเมืองนี้สุวรรณีตั้งชื่อให้ว่า"พรรคไม่ก้าวหน้า" เป็นชื่อที่มีความหมาย "คือตัวพรรคไม่ก้าวหน้า แต่อุดมการณ์ การทำงานตามนโยบาย ก้าวหน้า"
เกือบยี่สิบปีที่อยู่ด้วยกันมา อุดมการณ์ของสองสามีภรรยาเหมือนจะหลอมเป็นหนึ่งเดียว
"เขาเคยพูดว่าอยากไปเขียนหนังสือ แต่พอเอาจริงแล้วเขาหยุดไม่ได้ พอชาวบ้านเดือดร้อนเขาไปก่อนทุกที ชาวบ้านถูกไล่ที่ก็ไปแล้ว บางทีที่บ้านมีงานเขายังเอาที่อื่นก่อนเลย ที่บ้านเอาไว้ก่อน เขาคิดว่าเราเข้าใจเขามากกว่า ว่าชาวบ้านเดือดร้อนเขาจึงต้องเลือกชาวบ้านก่อน บางทีเราก็รู้สึกเหมือนกันว่าต้องการนะ แต่ความรู้สึกตรงนั้นแป๊บเดียวมันก็หาย เออไม่เป็นไร ความสุขของเขาก็ให้เขาทำไป"
"เวลาเขาไปม็อบไปเวทีเราก็จะเป็นคนคอยดูแลเรื่องเสื้อผ้า อาหารการกิน ก็ไปอยู่กับเขาแต่ไม่ได้ไปปรากฏ เสื้อผ้าเขาหมดก็จะโทรศํพท์บอก เราก็เอาไปให้ แต่ก็ห่วง เขาสูบบุหรี่มาก แต่เขาบอกเขาเบาไม่ได้ แต่เหล้านี่เขาหยุดช่วงเข้าพรรษาประมาณ 3-4 ปีมาแล้ว"
แต่วันนี้เธอก็ภาคภูมิใจในตัวพี่สุวิทย์
"เห็นคนที่มางานนี้แล้วก็เห็นว่าสิ่งที่แกทำมามันไม่เสีย มีเพื่อนพันธมิตร กลุ่มชาวบ้าน มีทุกระดับ ตั้งแต่คนไม่มีบ้านยันอดีตนายกรัฐมนตรี ครอบครัวก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ ที่เห็นผู้ใหญ่เขามางาน 2 ฝั่ง แต่นั่งชุดรับแขกโต๊ะเดียวกัน เหมือนกับสมานฉันท์ชั่วครู่ คุณชวน คุณจาตุรนต์ ก็มาด้วยกัน"
"ก็ภูมิใจเขา บอกกับน้องๆ ว่าถ้าเลือกได้ ชาติหน้าก็อยากจะขอเป็นคนดูแลเขา คือเขาดูแลเราดีไม่ว่าจะกลับดึกแค่ไหนก็จะไปส่งไปทำงานทุกวัน ถึงวันไหนเขากินเหล้าเมาตื่นเช้าก็ต้องไปส่งทุกวัน อันนี้ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีที่สุด แต่เราก็ภาคภูมิใจตรงที่เขาไปทำหน้าที่ให้ชาวบ้าน ต้องบอกว่าเป็นความสุขของเขา เขาได้ทำกลับบ้านมาเขาก็มีความสุข"
ในส่วนของครอบครัว เธอบอกว่าพี่สุวิทย์ก็คงดีใจที่ได้ทำทุกอย่างให้ครอบครัวแล้ว
"ตอนแรกพ่อแม่ก็ไม่เข้าใจ ค่อนข้างเสียใจกับพี่สุวิทย์ที่ไม่ได้ดั่งใจ ไปอยู่ป่านานมาก จนพ่อเสีย แม่ต้องเก็บศพไว้ แกเล่าให้ฟังว่าแกรู้สึกว่าทำผิดกับครอบครัว แกตั้งใจว่าต้องมาดูแลแม่ แกจัดงานครบรอบ 72 ปีให้แม่ ปีที่แล้วก็จัดครบรอบ 80 ปี แกอยากทำบุญให้พ่อครบรอบวันเกิดแกก็ได้ทำแล้ว"
