ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 31

โพสต์

8) หากระทู้ที่หมอ
    บ่นเรื่องน้ำท่วมที่นครสวรรค์ไม่เจอแล้ว
    มาถามต่อในนี้ดีกว่าเหมือนไปหาหมอที่คลีนิคเลยครับ

    สถานการณ์เป็นไงบ้างครับ
    ปีนี้น้ำเยอะเหลือเกิน
    ผมอยู่ห้วยขวางไม่เท่าไหร่ครับ พอทนได้
    มีท่วมบ้างแถวเหม่งจ๋าย ก็ลุยๆเข้ามา
    ปิดแอร์ขับ เครื่องมันจะได้ไม่โหลดมาก
    อย่าให้รถมันดับ ขับมาถึงบ้านได้ ก็ดีใจหลายแล้วครับ
    หมอขับเอสเคป ใช่ไหมครับ สูงหน่อย
    เห็นมีท่วมที่เมืองนนท์ ปากเกร็ด ก็ไม่เบา
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
cha
Verified User
โพสต์: 73
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 32

โพสต์

ขอบคุณหมอมากเรื่องเกี่ยวกับการลดไข้ในเด็ก เพราะตัวพี่มีประสบการณ์เหมือนกันคิดจะเขียนเตือนคุณปุย แต่ก็ยุ่ง ๆ แล้วก็ไม่ได้เข้ามา เมื่อตอนลูกยังเล็กแม้จะเคยได้ยินมาบ่อย ๆ ว่าเด็กไข้สูงแล้วจะชัก แต่ด้วยความรักลูก เวลาที่เราเช็ดตัวให้เขา ก็จะร้องจนเราสงสาร เราก็จะนาน ๆ ถึงจะเช็ดให้ และเราก็ยังไม่มีประสบการณ์เลี้ยงลูก ปรากฎว่าลูกชัก
พอนำลูกส่งโรงพยาบาลหมอให้น้ำเกลือ สงสารลูกมากตอนโดนฉีดเข็มเพื่อให้น้ำเกลือ ไม่ทราบว่าคิดโง่ ๆ อย่างไรไปแอบเอาเข็มออก  เกือบฆ่าลูกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางทีการที่เรารักลูกแบบโง่ ๆ ก็แย่เหมือนกัน
มีอีกเคสหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องยาแก้อักเสบ  บางทีหมอไม่ค่อยได้บอกว่าถ้ากินไม่ครบกำหนดอาจมีผลเกี่ยวกับไต (ไม่ทราบว่าพี่เข้าใจถูกต้องหรือเปล่า )เพราะมีหลานซึ่งชอบเป็นทอนซิลอักเสบบ่อยมาก แล้วคุณแม่พาไปหาหมอได้ยาแก้อักเสบมา  แต่หลานเป็นคนกินยายากมา จะร้องชนิดจะเป็นจะตายให้ได้  แม่เค้าสงสารทุกครั้งก็จะกินยาแค่ 2 วัน พอดีขึ้นก็เลิกกิน  หลานคนนี้เป็นโรคเกี่ยวกับไตซึ่งอาจจะมีผลทำให้เป็นไตวายได้ พี่เข้าใจเอาเองหรือเปล่า คุณหมอช่วยอธิบายหน่อยค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
drchatri
Verified User
โพสต์: 767
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 33

โพสต์

หวัดดีครับ พี่พอใจขอบคุณมากครับที่เป็นห่วงครับ น้ำเข้าตลาดเทศบาลนครสวรรค์เมื่อคืนพอดีครับ แต่ที่บ้านผมอยู่เชิงเขาเลยรอดพ้นไปได้ครับ ถ้าบ้านผมท่วมก็ต้องท่วมทั้งจังหวัดหน่ะครับ เป็นทำเลที่เชื่อไหมครับ ว่าผมคิดล่วงหน้าไว้เมืื่อ 2ปีก่อนหน่ะครับ ว่าหากเกิดน้ำท่วมจริงๆ บ้านผมก็รอดครับ เพราะอยู่ที่สูง แต่ทางที่จะเดินทางไป รพ.ก็ทุลักทุเลหน่อยครับ เมือเช้าเชื่อไหมครับ ว่าผมก็ยังต้องไปทำงานโดยต้องกระเตงลูกไปทำงานด้วยครับ เพราะเอาไปส่งเนิสเซอร์รี่ไม่ได้ครับ  รถติดมาก ลูกผมอายุแค่ 2ขวบกว่า ยังติดผมแจเลยครับ ไม่ยอมอยู่กับคนแปลกหน้าด้วย ผมเลยต้องพาเข้าไปตรวจในห้องคนไข้ด้วยครับ แล้วต้องเอามาเลี้ยงไว้ด้วยที่ รพ. ช่วงบ่ายน้ำถึงพอลด เอาไปส่งเนิสเซอร์รี่ได้ครับ มันมากครับ วันนี้ ส่วนเรื่องรถก็ผมใช้มาสด้าทริบิวท์ที่เป็นญาติกับเอสเคปนั่นหล่ะครับ งานนี้เลยได้ใช้สมใจเลยครับ แล้วพี่เชื่อหรือเปล่าครับ ว่า ทริบิวท์นี่ ผมก็คิดไว้ก่อนเหมือนกันครับ ตอนจะเลือกซื้อรถ เมื่อปีที่แล้ว ระหว่างจะซื้อ MPV เช่น Wish หรือแนว SUV อย่างฟอร์จูนเนอร์ และเอสเคป ทริบิวท์นี่หล่ะครับ แต่สุดท้ายก็เลือกทริบิวท์ เพราะคิดว่า ยังไงซะ หากเกิดน้ำท่วมจะได้เอาไว้ลุย ก็สมใจแล้วครับ ยังไงๆ ก็ขอแรงใจส่งมาให้กำลังใจกันหน่อยนะครับ แต่ผมสงสานพวกชาวบ้านมาก บางบ้านท่วมมิดเลย  :?  :D
ภาพประจำตัวสมาชิก
drchatri
Verified User
โพสต์: 767
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 34

โพสต์

cha เขียน:มีอีกเคสหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องยาแก้อักเสบ  บางทีหมอไม่ค่อยได้บอกว่าถ้ากินไม่ครบกำหนดอาจมีผลเกี่ยวกับไต (ไม่ทราบว่าพี่เข้าใจถูกต้องหรือเปล่า )เพราะมีหลานซึ่งชอบเป็นทอนซิลอักเสบบ่อยมาก แล้วคุณแม่พาไปหาหมอได้ยาแก้อักเสบมา  แต่หลานเป็นคนกินยายากมา จะร้องชนิดจะเป็นจะตายให้ได้  แม่เค้าสงสารทุกครั้งก็จะกินยาแค่ 2 วัน พอดีขึ้นก็เลิกกิน  หลานคนนี้เป็นโรคเกี่ยวกับไตซึ่งอาจจะมีผลทำให้เป็นไตวายได้ พี่เข้าใจเอาเองหรือเปล่า คุณหมอช่วยอธิบายหน่อยค่ะ
  หวัดดีครับ พี่ช่าครับ ดีใจจังเลยที่พี่เข้ามาทักทาย ผมเห็นพี่ตอบมาหลายกระทู้แล้ว คิดว่าพี่คงน่าจะรุ่นน้าหรืออาผมก็ได้ เพราเห็นบอกว่าลูกๆ โตหมดแล้ว ยินดีรับใช้เลยครับ
  เรื่องยาแก้อักเสบ ในความหมายของชาวบ้านมักจะหมายถึง ยาปฏิชีวนะครับ(ทางการแพทย์ เรียกว่า Antibiotic หรือยาฆ่าเชื้อนั่นเอง ) ที่หลายของพี่ช่าเป็นทอลซิลอักเสบแล้วคุณหมอจ่ายยา "แก้อักเสบ" มา ผมเข้าใจว่า หมายถึงยาปฏิชีวนะหรือ Antibiotic มากกว่าครับ ซึ่ง ข้อบ่งใช้ก็คือรักษาการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะฉะนั้น เมื่อแพทย์จ่ายยาตัวนี้มากิน หากอาการดีขึ้น ก็ควรจะกินยาต่อให้หมด โดยเฉพาะถ้าทอลซิลอักเสบจนเป็นจุดหนองเลย ที่เราเรียกกันว่า Exudative Tonsillitis นั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องกินยาปฏิชีวนะให้ครบอย่างน้อย 7-10วัน ครับ เนื่องจากว่า หากกินไม่ครบที่ว่า จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อนที่สำคัญได้ 2อย่างครับ คือ Acute Post Streptococcal Glomerulonephritis  หรือภาวะไตอักเสบเฉียบพลัน จากการติดเชื้้อคออักเสบเนี่ยหล่ะครับ ซึ่งโรคนี้ะมีอาการบวมได้ทั้งตัว หนังตาบวม หน้าแข้งบวม ความดันโลหิตสูง โปรตีนในเลือดต่ำ ไขมันในเลือดอาจจะสูง และมีโปรตีนไข่ขาวรั่วมาในปัสสาวะ จะถึง อาจมีปัสสาวะเป็นเลือดปนได้
  กับอีกโรคก็คือ  Bacterial Endocarditis หรือผนังหัวใจด้านในติดเชื้ออักเสบ ซึ่งจะตามมาด้วย Valvulitis หรือลิ้นหัวใจอักเสบ และกลายเป็น โรคลิ้นหัวใจรูมาร์ติกในที่สุด( Rheumatic Heart Disease ) ซึ่งระยะยาวแล้ว อาจจะมาตรวจพบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจพิการในตอนโตทั้งลิ้นหัวใจตีบ และลิ้นหัวใจรั่วก็ได้ ซึ่งคล้ายๆกับกรณีที่ลิ้นหัวใจพิการมาแต่กำเนิดครับ แต่กรณีนี้เป็นภายหลัง  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเราป้องกันด้วยการกินยาให้ครบง่ายกว่ามารับความเสี่ยงตรงนี้นะครับ
  ส่วนที่ผมเขียนไว้ข้างต้นว่า ยา Ibluprofen ซึ่งเป็นยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียร์รอย(NSAID  Non Steroidal Anti Inflammatory Drug ) นั้น ไม่ใช่ยากลุ่มยาปฏิชีวนะครับ เป็นยาแก้อักเสบที่มีฤทธิ์หลายอย่าง ทั้งแก้อักเสบ แก้ปวด ลดไข้ แต่ไม่ได้มีฤทธิ์ ฆ่าเชื้อนะครับ คนละอย่างกัน ยากลุ่มนี้อย่างที่เรียนข้างต้นแล้วครับว่ามีอาการข้างเคียงไม่พึงประสงค์มากมาย หนึ่งในนั้นก็คืออาการข้างเคียงทางไตครับ หมายความว่า ถ้ากินนานๆ ตัวมันเองอาจทำให้เกิดไตอักเสบได้ครับ อากรคล้ายกับที่เกิดจากการติดเชื้อ  คนละเรื่องกับ ยาปฏิชีวนะครับ
  โดยสรุป เรื่องของเรื่องคือ เราเรียกชื่อของกลุ่มยาสับสนหน่ะครับ ระหว่าง ยาปฏิชีวนะหรือAntibiotic แต่ชาวบ้านชอบเรียกว่า ยาแก้อักเสบ(ซึ่งทางการแพทย์เราไม่ใช้เรียกครับ จะเรียกว่ายาแก้ปฏิชีวนะครับ) กับ Anti Inflmmatory drug ที่เป็นยาที่ทางการแพทย์เราใช้เรียกจริงๆว่า ยาแก้อักเสบ(แต่ชาวบ้านจะเรียกว่ายาแก้ปวดลดไข้)
  หวังว่าคงตอบตรงประเด็นที่พี่ช่าถามมานะครับ
ปล.เห็นพี่รู้ข้อมูลเรื่องงานราชพิธีฉลองฯ ของในหลวงละเอียดจัง พี่เป็นชาววังหรือเปล่าครับ   :D
cha
Verified User
โพสต์: 73
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 35

โพสต์

ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ ไม่ทราบว่าตัวเองจะเป็นคุณน้าหรือคุณอา แต่ที่แน่ ๆ คือเป็นคุณย่าของหลานหลาย ๆ คนในwebนี้ ชอบwebนี้มากคิดว่าเป็นwebที่สุภาพ ได้สาระมีความรู้  คนในนี้เป็นคนที่มีความรู้ดี   เหมือนนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเลย
ไม่ได้เป็นชาววังหรอกค่ะ เป็นชาวบ้านธรรมดา เป็นคน ตจว.ด้วยหล่ะ   :D
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 36

โพสต์

8) ที่หมอเล่าให้ฟังนี่ใช้ได้ในชีวิตประจำวันทั้งนั้นเลย
     มีประโยชน์มากถึงมากที่สุดเลย
     อย่างผมว่ากระทู้นี่ เหมือนไปหาหมอที่รพ.เลยนะครับ
     ขอบคุณมั่กๆเลยครับ
     ผมว่ากรรมดีต่างๆที่หมอได้ทำไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ
     ก็ส่งผลให้หมอคิดดี ทำดี อย่างที่หมอเจออยู่ในทุกวันนี้แหละครับ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
drchatri
Verified User
โพสต์: 767
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 37

โพสต์

เมื่อซักครู่..เพิ่งถูกตามไปดูคนไข้ที่ถูกงูเขียวหางไหม้กัดมาแล้ว 2วัน (ต้องขับทริบิวท์ ลุยน้ำไปตรวจคนไข้) นอนอยู่ในวอร์ด อาการตอนแรกก็ไม่แสดงชัดเจนว่าพิษซึมเข้าสู่กระแสโลหิต เจาะเลือดสังเกตอาการมาเกือบจะครบ 24 ชม.อยู่แล้ว วันนี้ผมไปเยี่ยมตอนเย็นคนไข้ยังจะขอผมกลับบ้านเลย เพราะไม่ปวดแผล และไม่มีอาการใดๆแล้ว แต่ผมอธิบายคนไข้ตามขั้นตอน และข้อมูลทางการแพทย์ว่า เราไม่อาจจะมั่นใจว่าปลอดภัยได้หากยังไม่สังเกตอาการและตรวจเลือดติดตามอาการครบ  3วัน หากคนไข้ต้องการจะกลับจริงๆ ทั้งๆที่ผมได้ให้ข้อมูลแล้วว่ายังไม่ปลอดภัย 100% คนไข้ก็ต้องเซ็นต์ชื่อไว้เป็นหลักฐานว่า ไม่เชื่อที่ผมแนะนำและพร้อมที่จะรับผลที่เกิดขึ้นในภายหลัง คนไข้ก็เลยยอมอยู่ รพ.ต่อ  ปรากฎว่าพอตอนเย็นหลังจากที่ผมเลิกงานแล้ว พยาบาลโทรมารายงานว่า ผลการตรวจเลือดผิดปรกติ บ่งชี้ว่า จำเป็นต้องได้รับ เซรุ่มแก้พิษงู (ขอเรียนไว้ก่อนนะครับว่า ในความคิดชาวบ้านทั่วไป เข้าใจผิดกันไปเองว่า หากงูมีพิษกัดก็ต้องให้เซรุ่มทุกราย ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะจริ้งๆ แล้ว พิษงูไม่ได้ถูกดูดซึมมากจนต้องให้เซรุ่มทุกราย อีกประการหนึ่ง เซรุ่มแก้พิษงูก็อาจจะทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรง คือ Anaphylaxis คือ แพ้เซรุ่ม จนอาจช๊อค และเสียชีวิตได้  ดังนั้นเมื่อคนไข้ถูกงูมีพิษกัดมา เราต้องเอาเข้ามา "สังเกตอาการก่อนว่า ได้รับพิษจนถึงระดับที่อาจเป็นอันตราย และต้องแก้ด้วยเซรุ่มหรือไม่ครับ หากจำเป็นจึงค่อยให้ )
  ซึ่งผมต้องใช้ความละเอียดรอบคอบมากครับ ก่อนจะให้เซรุ่มได้ เนื่องจากเซรุ่มแก้พิษงูเขียวหางไหม้ ( Green Pit Viper ) ของสภากาชาด มีส่วนประกอบของโปรตีนที่ทำมาจากม้า จึงอาจทำให้เกิดการแพ้รุนแรงได้ ผมจึงต้องสั่งพยาบาล ให้นำเซรุ่มแก้พิษงูดังกล่าว มาทำการเจือจาง แล้วทดลองฉีดปริมาณน้อยๆ เข้าชั้นใต้ผิวหนัง เทส ดูก่อนว่า คนไข้แพ้เซรุ่มหรือไม่ ปรากฏว่าำ ไม่แพ้ครับ ผมถึงสั่งพยาบาลให้เซรุ่มได้ แค่นั้น ยังไม่พอนะครับ เำพราะการทำเทสนี้ ถึงแม้ว่่าตอนเราทำเทสแล้ว คนไข้จะไม่มีปฏิกิริยาว่าแพ้เซรุ่ม แต่ก็ไม่ได้เป็นการรับประกัน 100% ครับว่า เมื่อเราให้เซรุ่มจริงๆ ในขนาดที่รักษาจริงๆ แล้วคนไข้จะไม่แพ้ ยังคงต้องระวังอยู่ดีครับ ก่อนผมกลับบ้านจึงต้อง เฝ้าอยู่ซักพักใหญ่ จนแน่ใจครับ และต้องไปส่งเคสไว้กับแพทย์เวรด้วย จึงจะกลับบ้านได้อย่างสบายใจ
  ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการให้ทราบรายละเอียดของเรื่องงูกัดนะครับ แต่อยากเล่าให้ฟังเป็นตัวอย่างว่า กว่าที่ แพทย์ จะตัดสินใจให้การรักษาใดๆ แน่นอนว่าแพทย์ที่ดีจะต้องมีความรู้ความสามารถอย่างถ่องแท้ รวมถึงประสบการณ์ต่างๆ รวมถึง ความละเอียดรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจให้การรักษาใดๆ แก่ผู้ป่วย เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ชีวิตผู้ป่วย ที่อยู่ในมือของเรา และผมก็เชื่อว่า แพทย์ส่วนใหญ่ที่ทำงานดูแลผู้ป่วยอยู่ทั่วทุกส่วนของประเทศไทยเรานี้ ก็จะพยายามรักษาให้การดูแลผู้ป่วยไม่ตามมาตรฐานนี้เช่นกัน (แกะดำไม่กี่ตัว ผมไม่ขอนับนะขอรับ ) ขอให้พี่ๆ น้องทุกคนโชคดี ปราศจากโรคภัยมาเบียดเบียน  :D
ปุย
Verified User
โพสต์: 2032
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 38

โพสต์

[quote="por_jai"]8) ที่หมอเล่าให้ฟังนี่ใช้ได้ในชีวิตประจำวันทั้งนั้นเลย
ภาพประจำตัวสมาชิก
drchatri
Verified User
โพสต์: 767
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 39

โพสต์

ปุย เขียน: ผมว่า ยิ่งไปกว่าหาหมอที่โรงพยาบาลอีกครับ เพราะบางคำถาม เราไม่กล้าถามหมอ หรือบางที หมอตอบไม่ละเอียด เพราะหลากหลายเหตุ หรือบางทีเราฟังไม่ทัน ไม่เข้าใจ

ถามในนี้ ดีกว่าเยอะครับ ค่อยๆถาม ค่อยๆตอบ มีเวลากลั่นกรองข้อความ ไม่ต้องเร่งรีบ หวังว่า พี่หมอชาตรี คงไม่ถือว่าเป็นการรบกวนเกินไปนะครับ


มาถึงคำถามที่ผมสงสัยอีกดีกว่า

1. ผมเคยอ่านว่า ต่อมในร่างกายจะต่อสู้ต้านเชื้อโรคได้ดี เมื่ออยู่ในภาวะอุณหภูมิสูง เวลาไม่สบาย เราถึงเป็นไข้ อันนี้จริงหรือเปล่าครับ

2. ตามข้อ 1. เค้าว่าต่อ  เวลาคนเราออกกำลังกาย อุณหภูมิในร่างกายก็จะสูง
ขึ้น (ถึงมีเหงื่อออก เพื่อลดอุณหภูมิ) ทำให้ร่างกายแข็งแรง เพราะต่อสู้เชื้อโรคได้ดี  (ปล. การอบตัวในห้องซาวน่า ที่ว่าเทียบเท่ากับการออกกำลังกาย ก็เช่นเดียวกัน)

3. ถ้า ข้อ1. และ ข้อ.2 เป็นความจริง เวลาเราเป็นไข้ธรรมดาเช่นไข้หวัด ก็ไม่น่าทานยาลดไข้สิครับ เพราะไม่ต้องการลดอุณหภูมิ

4. ผมเคยอ่านอีก เค้าว่า ตอนทานยา anti-biotic มันจะฆ่าแบคทีเรีย ทั้งหมด ทั้งตัวดี และตัวไม่ดี ซึ่ง หลังทานยาครบ dose แล้ว ควรทานอาหาร probiotic เพื่อฟื้นฟู แบคทีเรียที่มีคุณแก่ร่างกาย  จริง-เท็จ แค่ไหนครับ

5. แล้ว อาหารประเภท probiotic นี่มันประเภทไหนครับ ผมเดาว่า พวกโยเกิรต์ นมเปรี้ยว อันนั้นเกี่ยวมั้ยครับ


คำถามผม อาจขำๆ แต่ผมสงสัยจริงๆ และ ไม่กล้าถามหมอที่ รพ. ตรงๆ หรอกครับ  :lol:

ปล. พี่หมอมีวิสัยทัศน์ กว้างไกล จริงๆครับ ในการเลือกซื้อบ้านและรถ  ข่าวว่า น้ำท่วมที่นครสวรรค์ปีนี้ หนักกว่า เมื่อปี 38 แล้วครับ :D
  ขอโทษน้องปุยครับที่ตอบช้าไปหน่อย เผอิญช่วงนี้ยุ่งพอสมควร น้ำท่วม คนไข้กลับยิ่งมา รพ.มากขึ้นครับ  รพ.ผมเป็น รพ.เอกชน น้ำยังไม่ท่วม คนไข้ที่เคยไปใช้ปริการ รพ.สวรรค์ประชารักษ์ ไม่สามารถไปได้สะดวกจึงมา รพ.ผมมากขึ้น
  ข้อ 1 ไม่เป็นความจริงครับ เนื่องจากมนุษย์เราเป็นสัตว์เลือดอุ่น ดังนั้นร่างกายต้องพยายามรักษาอุณหภูมิที่ปรกติเอาไว้ตลอดเวลาครับ ถ้าร่างกายมีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไปมาก  ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการทำงานของระบบในร่างกายอย่างแน่นอน เช่นถ้าอุณหภูมิต่ำไปที่เรียกว่า Subtemperature นั้น ร่างกายก็ต้องพยายามที่จะเพิ่มอุณหภูมิขึ้นมาในระดับที่ปรกติโดยการมีขนตั้งชัน กล้ามเนื้อสั่นกระตุกที่เรียกว่า Chill and Shrivering ซึ่งจะเป็นการผลิตความร้อนออกมา หากร่างกายมีไข้ ก็ต้องพยายามระบายออก โดยการทีเหงื่อออก หรือมีไอน้ำระเหยออกตามร่างกายเพื่อนำพาความร้อนที่มากเกินไปออกจากร่างกาย ซึ่งหากระบายไม่ทันก็จะเกิดไข้สูงจัดได้ ถ้าเป็นในเด็กก็จะชักได้ครับ แต่สาเหตุที่มีไข้เพราะสมองส่วนควบคุมอุณหภูมิ(ที่เรียกกันว่าธาลามัส)สูญเสียการทำงานไปชั่วคราวครับ ทำให้มีการ Reset ระดับอุณหภูมิในร่างกายใหม่ ที่ระดับสูงขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีนะครับ เพราะร่ายกายจะรู้สึกไม่สุขสบายแน่นอน ก็คือจะรู้สึกปวดเมื่อครั่นเนื้อครั่นตัว เหมือนตอนเรามีไข้นั่นหล่ะครับ(อาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุได้ครับ ที่พบบ่อยๆ ก็คือจากการอักเสบหรือการติดเชื้อที่จะทำให้ร่ายกายปลดปล่อยสารเคมีบางอย่าง(เช่น Cytokine) ซึ่งไปมีผลต่อธาลามัสอีกที่ รวมถึงสาเหตุอื่นๆอีก เช่นการติดเชื้อก็จะมีการเผาผลาญในร่ายกายมากขึ้นครับ(ที่เรียกกันว่า เมตโบลิซึ่ม) ทั้งจากความต้องการของร่ายกายที่ต้องการพลังงานมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค และความเจ็บป่วย และจากตัวเชื้อโรคก็มาแย่งใช้พลังงานจากร่างกายเราเพื่อไป support ตัวมันด้วย(เห็นได้ชัดเจนมากกรณีมีการติดเชื้อมาเลเรีย ที่มี่ไข้สูงจัดมากจนหนาวสั่น
  การที่เรากินยาลดไข้ต่างๆ กลไกก็เพื่อไปปรับสมดุล Reset ระดับของอุณหภูมิในร่ายกายที่สมองให้กลับมาทำงานเป็นปรกติ หรืออย่างยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียร์รอยที่นำมาใช้ลดไข้ได้ เพราะมันสามารถลดการอักเสบซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของการเกิดไข้ครับ
    ข้อ 2 เป็นความจริงครับ ที่เราออกกำลังกายบ่อยๆ แล้วร่างกายเราจะแข็งแรงขึ้นแน่นอน และการออกกำลังกายก็จะมีการหดตัวของกล้ามเนื้อ และการทำงานของหัวใจมากขึ้น ซึ่งมีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ทำให้เกิดความร้อนตามมา (คิดง่ายๆ เหมือนรถยนต์ท่ี่มีการจุดระเบิดเผาผลาญเชื้อเพลิง ซึ่งก็จะต้องตามมาด้วยการมีความร้อนเกิดขึ้น ) ซึ่งคามร้อนที่สูงขึ้นก็ต้องระบายออกไป เพื่อรักษาสมดุล แน่นอนว่าระหว่างที่มีการออกกำลังกาย อุณหภูมิของร่ายกาย ก็ต้องสูงขึ้นกว่าขณะพักอย่างแน่นอน แต่ว่าก็ต้องสูงขึ้นไม่เกินระดับหนึ่ง(คิดง่ายๆ ว่าเหมือนตอนเราสตาร์ทรถยนต์ ตอนแรกอุณหภูมิจะยังเย็นอยู่เพราะเครื่องเย็น ซึ่งตอนนั้นหากเรารีบเหยียบคันเร่ง ขับรถเร็วไปในขณะที่เครื่องยังไม่อุ่นได้ระดับ เครื่องอาจพังเร็ว เหมือนกับตอนเราจะไปออกกำลังกายหนักๆ อยู่ดีๆ จะไปออกกำลังหนักๆ ทันทีไม่ได้ ต้องมีการวอร์มร่ายกายให้เตรียมพร้อมก่อนเสมอนะครับ ) และเมื่อรถวิ่งไปได้ซักระยะ เกจ์ความร้อนก็จะต้องแสดงอุณหภูมิคงที่ระดับหนึ่ง (ส่วนใหญ่ก็ประมาณครึ่งหนึ่ง) และคงที่อยู่ตลอดเวลาในขณะที่รถวิ่งอยู่ เพื่อให้เครื่งทำงานได้ดีตลอดเวลา ระหว่างนั้นการระบายความร้อนโดยหม้อน้ำ ปั้มน้ำ และพัดลมหม้อน้ำก็ต้องสามารถระบายความร้อนได้สมดุลกับพลังงานความร้อนที่มันสูงขึ้น  ถ้าระบายไม่ทันก็เครื่องฮีทครับ เหมือนคนตอนออกกำลังกายก็ต้องมีการระบายความร้อนตลอดเวลาครับ ถ้าระบายไม่ทันอาจเกิดภาวะร้อนจนไหม้ครับที่เรียกว่า Heat Stroke เหมือนที่เราได้ยินข่าวบ่อยๆครับ เวลาทหารเกณฑ์ผลัดใหม่ถูกฝึกจนร้อนจัดจนตาย เพราะร่างกายไม่เคยชิน และระบายความร้อนไม่ทัน
  ข้อ 3ไม่ต้องตอบนะครับ เพราะ 2ข้อแรกไม่จริงแล้ว
   ข้อ 3และข้อ 4 ผมต้องขอออกตัวนิดครับว่าไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้มากนัก แต่ขอเวลานิดครับ จะพยายามค้นมาตอบให้ครับ หากแพทย์ท่านใด หรือไม่ใช่หมอก็ได้ครับ หากมีความรู้ส่วนนี้ ช่วยตอบก็จะไ้ด้เป็นวิทยาทานนะครับ(เป็นวิทยาทานแก่ผมด้วย ขอบคุณมากครับ ) แน่นอนครับ ถึงแม้ผมเป็นหมอ ผมก็ไม่หลุดพ้นจากสัจจะธรรมที่ว่า คนเราไม่มีใครเชี่ยวชาญไปซะทุกเรื่องได้หรอกครับ ต้องขออภัยน้องปุยและเพื่อนๆ ด้วยนะครับ  8)  :D
VI Jr.
Verified User
โพสต์: 893
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่กินยา: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 40

โพสต์

รบกวนพี่หมอชาตรี และคุณหมอท่านอื่น ให้ความรู้เรื่องโรคนี้ด้วยครับ

juvenile spondyloarthropathy

โรคนี้เกิดขึ้นกับหลานเพื่อนคนนึง จริงๆแล้วผมไม่ค่อยทราบ
อาการของหลานเพื่อนซักเท่าไหร่ เห็นเค้าหายไปนาน พอได้
คุยก็ทราบว่าไปช่วยดูแลหลาน เห็นหนักใจกันทั้งครอบครัว
ผมเลยมาขอความรู้หรือข้อแนะนำเกี่ยวกับโรคนี้ เผื่อเป็น
ทางเลือกกับเค้าได้บ้าง
เรากำลังตามหา หุ้นดีๆ
หุ้นดีๆ ก็กำลังตามหาเราอยู่