คุณหมออุดม เพ็ชรสังหาร
ได้เคยบรรยายเรื่องที่น่าสนใจมากว่า ในตัวตนของเรากลไกสมองมีวิธีการทำงานอย่างไรโดยเฉพาะในเรื่องของการเรียนรู้การจำ และเรื่องพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนในเชิงจิตวิทยา
คนเราสนใจถึงเรียนรู้ ถ้าไม่สนใจก็ไม่สนใจ ข้อนี้เป็นเรื่องจริงๆแน่นอน ผมเองช่วงหลังมีเพื่อนอเมริกัน และก็พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องภาษาและวัฒนธรรมกัน อย่างทำไมคำว่าแม่ มัม มา ในแต่ละภาษาถึงคล้ายกัน หรืออย่างคำที่มีความหมายว่าผู้ดูแลเด็ก ทำไมในภาษาไทยใช้คำว่า ผู้ปกครอง ขณะที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า parent หรือ guardian โดยความหมายมีนัยยะถึงการเป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง ซึ่งต่างจากนัยยะในคำไทย ซึ่งในสมัยเรียนผมไม่เคยรู้สึกว่าวิชาภาษาน่าสนใจตรงไหนเลย แต่พอมีโอกาสพูดคุยเรื่องในทำนองนี้ก็จะรู้สึกว่าภาษามันมีความน่าสนใจนะ
พฤติกรรมการเรียนรู้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบการเรียนรู้โดยการทดลอง บางคนเรียนรู้โดยการสังเกตุและวิเคราะห์ และก็มีในรูปแบบอื่นๆ
บรรยากาศที่ดีในการเรียนรู้ อากาศไม่ร้อนเกินไป ประมาณ ๒๕ องศาเซลเซียส ดนตรีบรรเลง ในลักษณะที่สอดคล้องกับคลื่นความถี่เดียวกับสมองของเรา อย่างเพลงของ Bach
โดยรวมนี่เป็นเนื้อหาเพียงแค่ร้อยละสิบ ตามที่คุณหมออุดมว่าไว้ คนเราส่วนใหญ่เรียนในห้องเรียนพอผ่านไปหนึ่งวันจะเหลือความทรงจำในเนื้อหาเพียงแค่ร้อยละสิบ สำหรับคนที่สนใจเรื่องนี้ ก็ลองหาอ่านได้ในหนังสือรู้เรียนเพื่อเรียนรู้สู่ความเป็นเลิศ ซึ่งเป็นหนังสือแปลมาจาก Learning to Learn ที่แต่งโดย Christine Ward & Jan Daley แปลและเรียบเรียงโดย หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา จัดพิมพ์โดย บริษัท รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป จำกัด ราคาปกอยู่ที่ ๑๖๕ บาท
เมื่อเห็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและการเรียนรู้ของคนแล้ว ก็จะเห็นว่ามีความซับซ้อนมากกว่าแค่การรวบรวมคนเข้ามาแล้วก็พูดๆออกไป ยิ่งถ้าเชื่อในเรื่องศักยภาพของคนล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาตัวเอง หรือการพัฒนาผู้อื่น แล้วยังไม่เห็นผล คำถามที่เราน่าจะถามก็คือ เราทุ่มเทมุ่งมั่นในการหารูปแบบการเรียนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับผู้เรียนหรือยัง เป้าหมายที่สำคัญในการเรียนรู้วันนี้ก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ เรื่องในโลกในชีวิตของพวกเราวันนี้ จริงๆแล้วในหลายๆเรื่องเป็นเรื่องที่เรามีความรู้อยู่แล้ว แต่กลับไม่ได้กระทำตามนั้น อย่างเรื่องการเก็บเงิน การประหยัด
รู้มั้ยว่าควรประหยัดมีเงินออม "รู้"
รู้วิธีประหยัดและเก็บออมมั้ย "รู้"
ทำเป็นมั้ย "ทำเป็น"
แล้วทำไมไม่ทำ
ก็เป็นตัวอย่างการพูดจากันในเรื่องต่างๆ เราอาจแทนเรื่องจากการประหยัดเก็บเงิน เป็นการออกกำลังกาย การเลิกบุหรี่ การเลิกเหล้า และอื่นๆ ซึ่งเราก็จะเห็นว่า ความรู้พื้นฐานที่เรามีอยู่ก็สามารถเริ่มต้นได้แล้ว
ที่มา Khun T in Uncategorized. trackback