1) คุณ วัชระ แก้วสว่าง / ผู้เชี่ยวชาญหุ้นแนวเทคนิค
2) คุณ เจษฎา สุขทิศ / ผู้ก่อตั้ง FINNOMENA
3) ดร.สมจินต์ ศรไพศาล / ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนผ่านกองทุนรวม
4) ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร / ผู้เชี่ยวชาญหุ้นแนวเน้นคุณค่า
ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ
กลอนเปิด อ.เสน่ห์
“ประสบการณ์ ประสบกรรม นำมาแชร์ เป็นบทเรียน ของแท้ ไว้แก้ไข
พร้อมสูตรเด็ด เคล็ดลับ ประทับใจ จะลงทุน หุ้นอย่างไร ให้ถูกทาง
ผู้เชี่ยวชาญ ด้านเทคนิค พลิกชนะ คือเซียนป๋อง วัชระ แก้วสว่าง
มีวิชา น่าเรียนรู้ สู้ทุกบาง เป็นตัวอย่าง นักลงทุน หุ้นสถานการณ์
ฟินโนมีน่า ปรากฏการณ์ ชั้นแนวหน้า คุณเจษฎา สุขทิศ คิดแตกฉาน
เทคโนโลยี ลงทุน หุ้นชำนาญ ผู้เชี่ยวชาญ หุ้นไทยเทศ ทุกเขตคาม
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล ชำนาญยิ่ง ทีเอ็มบี อีสต์สปริง สิงห์สนาม
กองทุนรวม พึ่งได้ ในทุกยาม ผู้นิยาม จัดทัพ รับลงทุน
ประสบการณ์ ผ่านวิกฤติ พิษฟองสบู่ ต้องกูรู ต้นตำรับ รับมือหุ้น
ดร.นิเวศน์ เจ้าวีไอ ใจการุณ ไม่ว้าวุ่น หุ้นขึ้นลง คงกำไร
ฟังมือเก๋า เล่าให้ฟัง ทั้งข้อคิด เพื่อพิชิต ความสำเร็จ ทีเด็ดได้
ตลาดหุ้น แบบนี้ มีอะไร จะอ่อนไหว หรือไปต่อ ขอฟันธง”
เงินลงทุนในหุ้น และวิธีการลงทุนของแต่ละท่าน
อ.นิเวศน์
ลงทุนหุ้นเป็นหลัก 90% เงินสด 10%
มีที่เมืองไทยเป็นตัวๆมีไม่มากคิดเป็น 80% ของพอร์ตหุ้น
แต่ไม่ได้ซื้อขายนานเป็นปีแล้ว
ที่เวียดนามมีหุ้นกระจายมาก แต่คิดเป็น 10% ของพอร์ตหุ้น
ที่เมืองไทยไม่มีค่าฝากหุ้น แต่ที่เวียดนามมี แม้จะไม่ได้เทรด
คิดตามจำนวนหุ้นยิ่งมากยิ่งเสียมาก
เสี่ยป๋อง
เดิมลงทุนหุ้น 100% เมื่อ 2-3 ปีก่อน เริ่มกังวลจึงแบ่ง 10%
ไปซื้ออพาร์ตเมนต์ให้เช่า เป็น passive income
เป็นสิ่งที่คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า บางทีก็อยากขายเหมือนกัน
มีปัญหาจุกจิกผู้เช่า บางห้องทะเลาะกัน บางห้องก็จ่ายมาเก็บของ จนมีกลิ่นขึ้นรา
ปัจจุบันแบ่งเพิ่มอีก 10% ไปลงทุนหุ้นก่อนเข้าตลาด, startup ,คอนโดให้เช่า,ทองคำบ้าง
วิธีการที่ใช้ตั้งแต่เรียนมา 20 กว่าปีก่อน ก็อาศัยการถาม การฟังจากคนอื่น
ตอนหลังเริ่มมีคนแนะนำเทคนิคอล จึงพอมีแนวทาเอาตัวรอดได้
ส่วนตัวก็ชอบและแนะนำแนวทางพื้นฐาน เพียงแต่ความถนัดส่วนตัวใช้เทคนิคอล
ที่ผ่านมาก็ได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ ยกเว้นสองปีนี้เล่นยาก
คุณเจษฏา
ช่วง 4 ปีหลังไม่ได้เป็นผู้จัดการกองทุนแล้ว จึงลงทุนหุ้น 100%
ก่อนหน้านี้เคยบริหารกองทุน LTF,ตราสารหนี้, REIT,Property fund หรืออนุพันธ์ต่างๆ
ซึ่งเงินส่วนตัวลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นหลัก
ที่จริงกฏหมายไม่ได้ห้ามผจก.ลงทุนในหุ้น แต่มีขั้นตอนกฏระเบียบมาก
โดยปัจจุบันมีหุ้น 50% ตั้งแต่ปลายปีก่อน ไปถือตราสารหนี้ระยะยาว 20 ปี และทองคำ
ซึ่งซื้อกองทุนที่ไม่มีความเสี่ยงค่าเงินคือ TMBGoldH
สมัยทำ AJF รายงานกับผู้จัดการกองทุนที่ฮ่องกง หรือตอนทำ CIMB ก็มีการทำงานร่วมกับทีม regional
จะได้เรียนรู้วิธีเลือกหุ้นแต่ละแบบ ซึ่งส่วนตัวก็ได้กลับสู่สามัญคือวิธี bottom up
หุ้นในพอร์ตตอนนี้มาจากเห็นคนไทยเล่นอินเทอร์เน็ตมาก 8-9 ชม.ต่อวัน
มี user 44 ล้านคน เล่นไลน์เฉลี่ยคนละ1 ชม. ซึ่งสมัยนี้พฤติกรรมคนเป็น Crowdsourcing
คือมีพฤติกรรมที่ฝูงชนจะตัดสินใจตามกัน เปรียบเทียบไลน์ market cap 2 แสนล้านบาท
รู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลเท่าไร เมื่อเทียบกับ facebook
ก็มีบางบริษัทในไทยที่อาศัยประโยชน์ตรงนี้มาสร้างรายได้ธุรกิจ
อ.สมจินต์
ส่วนตัวลงทุนในหุ้นโดยตรงส่วนหนึ่ง กับลงทุนโดยอ้อมผ่าน กองทุนต่างๆ, LTF,กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
คิดว่าสัดส่วนเป็นหุ้นรวมแล้วราว 80%
อ.เสน่ห์
ซื้อไว้นานแล้ว ไม่ขาย เพราะขายไม่ได้ ได้ยึดนคร และเสียนครไปหมดแล้ว
เช่น มหานคร,ศรีนคร,นครธน (หุ้นปิดกิจการ)
ซึ่งนั่นเป็นเงินในอดีต ตอนนี้สร้างพอร์ตตัวเองดีสุด ไปพูดที่ไหนเอาปากไป ไม่ต้องไปซื้อ
พอมีเงินมาส่วนหนึ่งก็ให้ Private fund ของ TMB บริหารอยู่
เราต้องเป็นนักลงทุนมืออาชีพที่ใช้มืออาชีพในการลงทุน
ดร.นิเวศน์
เกือบ 20 ปีที่ผ่านบัฟเฟตต์ผลตอบแทนได้ 7-8% หากเทีบบก็ป็นนักลงทุนธรรมดา
แต่ที่ผ่านมาเขาทำผลงานไว้สูงมาก ถ้าใหญ่ได้ขนาดนี้ก็ยากที่จะทำให้ได้ดีๆเหมือนเดิม
ส่วนตัวที่ผ่านมาก็ขี่กระแสต่างๆมาตลอด ตอนนี้ก็คิดว่าเมืองไทยกระแสสุดท้ายแล้ว
อีก 3-4 ปี เมืองไทยก็เป็นสังคมคนแก่ และอีก 10 กว่าปีจะเป็นสังคมคนแก่ยิ่งยวด
ต่อไปคนทำงานก็ลดลง คิดว่าต้องประคองให้ได้ 10% ไปเรื่อยๆก็มากแล้ว
ช่วงหลังไม่รู้จะซื้อหุ้นตัวไหนดี ที่จะปลอดภัยหน่อย
อ.ไพบูลย์
ที่ผ่านมาลงทุนหุ้น 70% พอใหญ่ขึ้นมาเรื่อยกลายเป็น 90-95% ที่เหลือเป็นเงินสด
เคล็ดลับความสำเร็จ
เสี่ยป๋อง
มี 3 ข้อ 1) ถูกตัว 2)ถูกจังหวะ 3)ถูกใจ
บางทีซื้อถูกตัว ไม่ถูกจังหวะ ก็รอไม่ไหว
ถูกใจคือ ถ้าเราพอใจ 20% ก็ขาย
หุ้นไม่ได้ขึ้นอย่างเดียว เวลาตกเท่าไรก็ไม่รู้ เวลาเอากราฟเข้ามาจับจะช่วยให้เราขายมานั่งดู
ทำให้รอดวิกฤติมาได้หลายรอบ อย่างเช่นตอน subprime ตก 100 จุดแรกก็ซื้อกันใหญ่
พอตก 200 จุดคนเริ่มรู้ แต่กว่าจะเข้าใจก็ตกมา 500-600 จุด
ซึ่งเทคนิคอล ไม่ต้องรู้เรื่องเลย แต่กราฟเสียก็ต้องขาย
สมัยนี้นักลงทุนก็เก่งกันเยอะ มีข่าวสารเยอะ มีเครื่องมือลงทุนใหม่ๆ
(พูดเสริมทีหลัง) เคล็ดลับอีกอย่าง “ใช้กราฟ มีวินัย”
ทุกวันไปทำงานก็ดูหุ้นตั้งแต่เช้าถึงเย็น พยายามค้นพบให้ได้ว่าคนจะใช้วิธีไหน
ซึ่งตัวเองดูพื้นฐานและหาจังหวะในการซื้อขาย ที่ผ่านมารอดตายเพราะมีวินัย
ถ้าซื้อหุ้นตัวหนึ่งกราฟสวย พื้นฐานดี กราฟเสียก็ขายออกมานั่งดู กราฟสวยใหม่ก็ซื้อใหม่
รบไป 10 ครั้ง ชนะ 6 ครั้งก็พอแล้ว
อย่างรับเหมา ก่อนหน้านี้ก็เราพรวดพราด ไม่รู้เพราะอะไร สักพักถึงรู้ว่า งบไม่ดี
ถ้าไม่ดูกราฟก็รู้ช้าไปแล้ว การขายไปไม่ใช่เรื่องผิด ตอนเราซื้อกลับก็ได้หุ้นเพิ่มอีก
"ทุกคนต้องไปค้นพบให้ได้ว่าใช้วิธีไหน ที่ถนัดกับเรา แล้วก็ลงมือทำมัน"
คุณเจษฏา
จากที่ลงทุนเองเต็มเวลาก็ล้มลุกคลุกคลาน มีเคล็ดลับ 2 ประเด็น
1)เลือกความเสี่ยงที่เราถนัด โปรดศึกษาเครื่องมือตัดสินใจจาก app finnomina(แอบโฆษณา)
คือ ความถนัด สิ่งแรกที่เปิดพอร์ตหุ้นชื่อตัวเองตื่นเต้นมาก
ตอนแรกอยากลองเทรด DW, Option เพราะเลยเคยทำ Swop มา ชอบคำนวณโมเดล
ซึ่งช่วงแรกต้องคัทลอสเลย ต้องเปลี่ยนชื่อ DW เป็น Dead Warranty เจ๊งหมด
เราเลยพบว่า Market risk ไม่เหมาะกับเรา ชอบเลือกหุ้นเป็นรายตัวมากกว่า
ซึ่งที่เราชอบคือ liquity risk พวกที่เป็นเพชรในตม คนไม่รู้จัก ซึ่งคนขายใส่ก็ลงเยอะ ซื้อใส่ก็ขึ้นเยอะ
แต่ส่วนตัวยอมรับได้ ถ้าพื้นฐานยังดี ก็ลงทุนได้
2) อย่าไปอินกับมันมาก เพราะคนเยอะมาก ที่ทำงานประจำมีสิ่งที่ต้องทำทุกวัน
อย่าไปหมกมุ่นกับหุ้นมาก
อีกอย่างคือทำในสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่มีความหมาย การตื่นมาทำอะไรซักอย่าง
ดิ้นรนเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการมนุษย์
ถ้าตื่นมาแล้วไม่รู้ทำอะไร คือใกล้จบวิวัฒนาการแล้ว
อีกอย่างมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน การสืบพันธ์
ถ้าไปอินกับการลงทุนมากจะเสียวิวัฒนาการของตัวเอง
“เลือกรับความเสี่ยงที่ใช่ ลงทุนไป อย่าไปอินกับมันมาก”
อ.สมจินต์
ชีวิตคนเราเกิดขึ้นมาเป็นเด็ก มีชีวิตชีวา โตเป็นวัยรุ่นมีพละกำลัง
ทำงาน สร้างครอบครัว และเกษียณไม่ได้ทำงาน เป็นคุณตาคุณยายที่เหมือนหลาน
แต่ละช่วงชีวิตของเรามีความงามอยู่ ในอดีตที่ผ่านมาเรามีภาพของการเติบโต GDP สูง
โอกาสทำกำไรในตลาดหุ้นมาก ทำให้หลายคนประสบความสำเร็จได้
90 กว่าปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นให้ผลตอบแทน 10-20% แต่พันธบัตรให้ผลตอบแทน 5-6%
ปัจจุบันพันธบัตรอเมริกาหรือไทย 1.5-2% ถือว่าเยอะมาก
ถ้าเทียบกับพันธบัตรอีกหลายประเทศที่ติดลบจากระยะเวลาที่ยาวนาน
เป็นการสะท้อนภาพว่าการเติบโตต่ำทั้งโลกไม่ใช่แค่ประเทศไทย รวมถึงปริมาณเงินที่เยอะขึ้น
ถ้าหากโลกของเรามีหุ้น และมองแต่หุ้นก็จะมองเห็นผลตอบแทนน้อยลง และการเติบโตลดลง
ในทำนองเดียวกันถ้ามองแต่พันธบัตร
ผลตอบแทนจากการฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรลดลง การเติบโตก็ลดลงด้วย
เคล็ดลับที่จะประสบความสำเร็จคือ การมีมุมมองที่ครบถ้วนสมบูรณ์
ในการเห็นสิ่งต่างๆ อย่างกว้างขวาง และมองออกไปไกลพอสมควรด้วย
ถ้าเรามองหุ้นแล้วกลัว ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยโลกยังอยู่ในระดับต่ำ และยังคงอยู่ไปอีกนานพอสมควร
รวมถึงอัตราเงินเฟ้อก็ไม่สูงมากนัก
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเสมอคือ การกลัวลงไปแล้วไม่ได้ลงทุน ได้ผลตอบแทนใกล้ 0 หรือ ติดลบ
หรือการกล้าเกินไปลงทุนที่ระดับความเสี่ยงเรารับไม่ได้
New normal เป็นอัตราผลตอบแทนที่จะน้อยลง ถ้าเราเข้าใจและยอมรับความคาดหวังใหม่ได้
เราก็จะสามารถจัดทัพลงทุนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงใหม่ได้ และมีความคาดหวังใหม่ที่ถูกต้อง
เพื่อให้ ทัพลงทุน สามารถอยู่กับเราไปได้อย่างต่อเนื่อง
เคล็ดลับเริ่มจากการรู้เขารู้เรา ว่าสินทรัพย์ต่างๆได้ผลตอบแทนน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรหรือหุ้น
ส่วนตัวยังเชื่อว่า หุ้นเป็น high risk high return ที่มีความผันผวนมากกว่า แต่ผลตอบแทนดีกว่า
และยังมีปันผลพอสมควร SET ราว 3% S&P ราว 2%
สิ่งที่สำคัญคือ มูลค่าทรัพย์สินต่างๆที่ขึ้นมา และมีความผันผวน
จึงมีความจำเป็นที่เราต้องเข้าใจ และรับความเสี่ยงได้
ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า “เราจำเป็นต้องขายในบางช่วงเวลาที่สั้นเกินไปหรือเปล่า “
หากเราถือครองได้ยาวนานพอจะผ่านความผันผวน โดยพึ่งพาเงินจากปันผล
แล้วถือครองไปได้ยาวๆ จะ ทำให้เราลงทุนได้ต่อไป
สิ่งที่มักแนะนำผู้ลงทุนทั่วไป ให้แบ่งเงินลงทุนเป็น 3 ส่วน
1.กองหน้า เงินที่ตั้งใจสร้างความมั่งคั่งระยะยาว ถือครองได้ 1 วงจรเศรษฐกิจ หรือ 7 ปีขึ้นไป
2.กองหลัง เงินที่ต้องใช้ใน 1 ปี อย่าไปเสี่ยง กองทุนตราสารตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น
3.กองกลาง เงินที่ไม่ต้องใช้ใน 1 ปี แต่ก็อยู่ไม่ถึง 1 วงจรเศรษฐกิจ ลงทุน กองทุนตราสารหนี้
หรือ Property fund ที่มีการกระจายความเสี่ยง และมีกระแสรายได้เสถียรพอสมควร
การลงทุนแบบนี้เป็นการจัดทัพลงทุนมุ่งวัตถุประสงค์
โดยรู้ว่าถือครองได้นานแค่ไหน และเผชิญความผันผวนได้แค่ไหน
เป็นการลงทุนที่ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะขึ้นอย่างเดียว แต่เรายอมรับได้และอยู่กับกระแสรายรับที่ได้มา
ถ้าพูดถึงวินัย เชื่อว่าการลงทุนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป็นเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จ
การลงทุนอย่างต่อเนื่องทำให้ต้นทุนเฉลี่ยและไม่ถูกบังคับให้ต้องขายออกไปง่ายๆ
และการที่ลงทุนด้วยเงินที่เท่าๆกันไปเรื่อยๆจะมีความได้เปรียบต้นทุน
เป็นหลักแบบเกษตรกร ถ้าหว่านมากก็เก็บเกี่ยวมาก หว่านน้อยก็เก็บเกี่ยวน้อย
นอกจากนั้นต้องมีการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหนักๆ ต้องระมัดระวังเรื่องความโลภ ของเรา
หลายคนที่เจ็บปวดเพราะได้ข่าวราคาหุ้นขึ้นเยอะ
แล้วไปทุ่มลงทุนหนักๆ หรือตราสารใหม่ๆ อย่าง cryptocurrency
ความเสี่ยงในการกระจุกตัวถ้าหลีกเลี่ยงได้ ก็จะสร้างความสำเร็จแบบค่อยๆไปได้
อีกอย่างที่ฝากไว้ ที่บัฟเฟตต์เคยบอกไว้ว่าต้องตอบให้ถูกต้อง 2 คำถาม
1. What to buy 2. At what price
สิ่งที่ต้องตอบ 2 คำถามนี้มีอะไรเยอะมาก
บริษัทอะไรที่ดี และราคาแค่ไหนน่าสนใจ เหมาะสมหรือไม่
วิธีตอบของกองทุนที่ชอบมากคือ เวลลิงตัน โกลบอลควอลิตี้โกรธ
วิธีการเลือกหุ้นเราเอาไปประยุกต์ใช้ได้
มี 4+1 คือ ทำการศึกษาและดูว่าอะไรเป็นปัจจัยในการพยากรณ์ผลตอบแทนที่ดีที่สุดของหุ้น
1.คุณภาพบริษัท ถ้าดีมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
นิยามคือ มี Margin สูง ขายของดีได้ในราคาดี ควบคุมต้นทุนได้ดี
ควรเป็น cash flow margin คือสามารถต่อรองและเก็บเงินได้ดีด้วย
2.โอกาสเติบโต ถ้ามีปัจจัยการเติบโตดียิ่งดี cash flow growth
หรือ cash flow margin growth เป็นอย่างไร
3. cash flow yield ถ้าต่ำก็อาจรอก่อน
4. capital return ควรจริงใจกับผู้ถือหุ้น กำไรก็จ่ายปันผล หรือซื้อหุ้นคืน
และ +1 ที่บอก คือ ปัจจัยทาง Macro หรือวงจรเศรษฐกิจมีส่วนกระทบให้ปัจจัยข้างต้นส่งผลต่างกัน
ในช่วงขาขึ้น มี growth และ cash flow yield
แต่ในวงจรขาลง good quality กับ cash flow margin สูง จะตกลงน้อยกว่า
ด้วยการดูปัจจัยข้างต้นประกอบกันจะทำให้ลงทุนในขาขึ้นขึ้นได้มากกว่า ขาลงลงได้น้อยกว่า
นอกจากโลกปัจจุบันยังมีปัจจัยใหม่ๆ อย่าง aging society, disruption ต่างๆ
จึงไม่ควรจำกัดการลงทุนแค่ในประเทศไทย
และยึดหลัก avoid large loss จะไม่ลงทุนในหุ้นตัวใหญ่สุดมากเกินไป และกระจาย7-8 ตัว
ดร.นิเวศน์
ย้อนหลังดู สิ่งสำคัญสุดที่ประสบความสำเร็จคือ ขี้เกียจ
ขี้เกียจหาหุ้น ไม่ค่อยไปคุยผู้บริหาร ไม่ค่อยตัดสินใจขาย และรู้สึกผูกพันกับหุ้น
หลายครั้งก็โชคดีเพราะไม่ได้ขาย แล้วก็กลับขึ้นมาใหม่
บางทีมาเปรียบเทียบกับคนที่ลงทุน VI ก็รู้สึกว่าเขาศึกษาละเอียดมาก
เราไม่เคยรู้ขนาดนั้น เราดูภาพใหญ่ ดูว่าบริษัทเก่งไหม ชอบใช้ไหม เป็นผู้ชนะไหม
คำถามง่ายๆ แล้วไม่ค่อยดูรายละเอียด รู้สึกว่าตัวเองโชคดี
เห็นเซียนระดับโลกได้ 15-18% อย่างบัฟเฟตต์ได้ 20% เป็นระดับโลกไม่เจอแล้วเพราะเขาอยู่มานาน
ซึ่งต่อไปก็จะค่อยลดลงไปเรื่อยๆ หลายๆคนที่เป็นเซียนหุ้นก็โชคดีเหมือนกัน
ซึ่งผ่านไปหลายปีข้างหน้าก็อาจทำไม่ได้แล้ว
อ.เสน่ห์
ฝรั่งบอกว่า No pain No gain ต้องเจ็บบ้าง เช่น สุขภาพ บางคนคิดแต่เรื่องเงินทาง
ก็ต้องดูแลสุขภาพ ก็เป็นเรื่องเงินเหมือนกัน
ภาวะแบบนี้ต้องทำใจนิ่งๆ ได้เรียบเรียงเหตุการณ์เป็นกลอนปิดท้าย
“ผันผวน เหลือหลาย ณ ไทยแลนด์”
ยามฝนแล้ง เด็กน้อย เต้นเน้นขอฝน แล้วบัดดล ฝนเทมา เกินห่าใหญ่
จากน้ำแล้งเป็นน้ำท่วมอ่วมฤทัย เด็กต้องเต้นขออภัยให้ฝนพอ
เมื่อน้ำท่วม อย่าบุกเบิกเลิกทำนา ให้หันมาเลี้ยงปลาดีกว่าหนอ
คำแนะนำท่านนายกน่ายกยอ คงหวังให้น้ำท่วมต่อ ค่อยเลี้ยงปลา
กล่องกระพราไข่ดาว ถูกเขาร้อง เปลี่ยนมาเป็นใบตองถูกต้องกว่า
ลดพลาสติคขยะร้ายในธารา พะยูนมาเรียมตายได้บทเรียน
คิดสร้างสรรค์วาดรูปมาค่าหลายแสน พระพุทธรูปอุลตร้าแมนแม่นแปรเปปลี่ยน
บ้างรับได้บ้างตำหนิบ้างติเตียน เรื่องอวดเศียรฟ้องร้องจ้องเล่นงาน
ออกแบบชุดสุดติสต์ มิสยูนิเวิร์ส ชุดบรรเจิดผีตาโขนจนโจทย์ขาน
ไปลอกเลียนแบบเขามาหารับประทาน ต้องขอโทษที่อาจหาญ ลอกงานไป
คนเลี้ยงลิงยิ่งให้กล้วยยิ่งให้อิ่ม ลิงกลับทิ่มอิ่มไม่เป็นเห็นบ้างไหม
กินแต่กล้วยมืดตำแหน่งยิ่งแหล่งใจ อยู่ทำไมไร้ศักดิ์ศรีที่เป็นลิง
เปิดเพจมา ขายทารกนรกแท้ มันย่ำแย่ค้ามนุษย์สุดดำดิ่ง
สวัสดีประเทศไทยหลายเรื่องจริง ทำใจนิ่ง ใจร่ม ใจข่มใจ
P.S. ขอบคุณท่านอาจารย์,วิทยากรและทีมงานทุกท่านครับ
ช่วงที่1 ทางพี่อมรจะมาโพสต์เพิ่มเติมให้ครับ
