amornkowa เขียน:ขอบคุณกับการแชร์ความรู้ดีๆคนับ เห็นมีพูดถึงcpfด้วย ปีนี้ยังไม่ไปไหนไกล ส่วน ทิ้งปตทสผ มองขาดจริงๆครับ

เขินเลย น้องตู้นายมานะ เขียน:พี่นุชมีแชร์เรื่องประสบการณ์การลงทุนด้วย น่าสนใจมากๆ ครับ ไว้แชร์อีกนะครับ (แอบรออ่าน) ^^
เห็นด้วยหมดเลยจ้า ตรงกับที่พี่ใช้อยู่jverakul เขียน:อยากถามพี่นุช ในสถานะที่มีประสบการณ์ อ่านบทความนี้แล้วคิดยังไงครับ
ขอบคุณครับพี่นุชtheenuch เขียน:เห็นด้วยหมดเลยจ้า ตรงกับที่พี่ใช้อยู่jverakul เขียน:อยากถามพี่นุช ในสถานะที่มีประสบการณ์ อ่านบทความนี้แล้วคิดยังไงครับ
และได้เคยอธิบายลึกลงไปในวิธีการทั้งหมดเลย
เลี้ยงแบบนี้จะทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง
แล้วสิ่งล่อใจภายนอกจะมาดึงเขาไปยาก
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง โลก online
.
ลูกอิสาน เขียน:ขอพื้นที่เล็กๆตรงนี้ กราบสวัสดีปีใหม่ปี 2558 พี่ๆ น้องๆ สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ทุกท่าน กราบสวัสดีอาจารย์ ดร.นิเวศน์ อ.ไพบูลย์ พี่ปรัชญา พี่ครรชิต ลุงขวด เฮียคลายเครียด พี่หมอ jfk พี่กะละมัง พี่พี พี่วัฒน์ พี่หมอพงศ์ศักดิ์ พี่หลิน พี่หนิง พี่กุ๊ก พี่หมอสามัญชน พี่พรรณ พี่ไก่ พี่มน พี่บู พี่วิบูลย์ พี่นัน พี่ตี้ พี่จรัญ พี่แมว พี่บัวดิน หมอหนึ่ง พี่เวป พี่ฉัตร พี่มุข พี่ชาย พีเจ๋ง พี่นริศ พี่พอใจ ขอคุณพระศรีรัตนตรัย คุ้มครองให้ทุกท่านปลอดภัย สุขกาย สบายใจ ตลอดปีตลอดไปครับ![]()
ปี 2557 ที่ผ่านไป เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นไทย มีหลายเหตุการณ์ที่ควรพูดถึง ตั้งแต่ต้นปีประเทศเรายังเผชิญปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง การประท้วงอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน นักเที่ยวเที่ยวต่างชาติ ตลอดจนนักธุรกิจ เป็นครั้งแรกๆที่การเมืองส่งผลต่อเศรษกิจอย่างมีนัยสำคัญ จวบจนกลางปีเมื่อสถานการณ์สุกงอม ทหารได้เข้ามาแทรกแซงอีกครั้ง ทุกอย่างเริ่มนับหนึ่งใหม่ ระหว่างปีดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1224-1603 จุด ผันผวนถึง 400 จุด เปิดตลาดวันแรกของปีดัชนีลดลงทันที 5% หรือ 70 จุด เนื่องจากกลุ่มม็อบ กกปส.ประกาศปิดกรุงเทพ แต่หลังจากนั้นตลาดค่อยๆกระเตื้องในขาขึ้นติดต่อกันนานหลายเดือน ทั้งที่สภาวะเศรษฐกิจจริง GDP เติบโตต่ำสุดในรอบหลายปี และต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ช่วงปลายปีดัชนีลดลงอย่างรวดเร็ว 200 กว่าจุดจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็ว [ขอย้ำว่าหุ้นตก เพราะราคาน้ำมันลดลง] ประกอบกับข่าวลือต่างๆ จบสิ้นปีดัชนีปิดที่ 1497.67 เพิ่มขึ้น 200 จุดหรือ 15.32% รวมปันผล 3.05% ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 18.37% ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีอันดับต้นๆของโลกรองจากตลาดหุ้นอินเดีย
ในปีนี้หุ้นกลุ่มที่อยู่ในกระแสคือหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนอาทิ แสงอาทิตย์ พลังลม ชีวมวล หุ้นบางตัวกลุ่มนี้พีอีสูงเหลือเชื่ออย่างน่าสงสัย หลายๆบริษัทแค่ออกข่าวว่าจะไปทำโซล่าเซลล์ ราคาหุ้นก็พุ่งทันที ว่ากันว่าหากรวมจำนวน MW ไฟฟ้าที่ทุกๆบริษัทออกข่าวว่าจะได้สัญญาจากรัฐ มากกว่าตัวเลขที่รัฐประกาศจะเปิดให้สัมปทานหลายเท่าตัวชัดเจนว่าหลายบริษัทคุยโม้โอ้อวดเกินจริงและจะต้องผิดหวัง หุ้นกลุ่มที่ทำได้ดีปานกลางคือกลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร กลุ่มส่งออก ส่วนหุ้นกลุ่มที่ทำผลงานได้แย่เป็นส่วนใหญ่คือกลุ่มที่เน้นการบริโภคในประเทศ กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มพลังงาน กลุ่มบริโภคได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง และราคาสินค้าเกษตรหลักตกต่ำเช่น ข้าว ยาง ปาล์ม การยกเลิกนโยบายการจำนำข้าวของรัฐ ปัญหาสินค้าล้นตลาดของทั้งยางและปาล์มทำให้ราคาตลาดที่ชาวสวนขายได้ลดลง ซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมันที่ลดลง ส่งผลต่อพืชพลังงานราคาลดลงด้วย ในกลุ่มท่องเที่ยว ปัญหาการเมืองและปัญหาในกลุ่มประเทศที่เป็นนักท่องเที่ยวหลัก ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากปีก่อนติดต่อกันถึง 9 เดือน ก่อนเริ่มกระเตื้องขึ้นในเดือนตุลาคม คาดว่าปี 2557 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงเกือบ 10% ด้านกลุ่มพลังงานมีผลดำเนินงานปกติจวบจนครึ่งปีหลัง ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและรุนแรงในไตรมาสสุดท้าย จากปัญหาการแข่งขันราคาระหว่างน้ำมันจากผู้ผลิตในสหรัฐที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน และผู้ผลิตจากตะวันออกกลาง บวกประเทศนอกกลุ่มโอเปค ที่ผลิตด้วยวิธี conventional drill สถานการณ์ดูจะยืดเยื้อไปในปี 2558
ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีหลายเหตุการณ์ที่ต้องพูดถึง ประการแรกคือ “ฟองสบู่หุ้น IPO” เริ่มขึ้นจากจากสภาวะตลาดหุ้นที่ดีต่อเนื่องติดต่อมาหลายปี ราคาหุ้นทรงตัวในราคาสูง เป็นสภาวะที่สมบูรณ์แบบสำหรับเจ้าของกิจการ เป็น “โอกาสทอง”ที่จะเข็นบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลายบริษัทสามารถขายหุ้นได้แพงอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้ก่อตั้งบริษัทหลายคน ลงทุนธุรกิจด้วยเงินหลักร้อยล้านแต่กลายเป็นเศรษฐีหมื่นล้านทันที ทันใดที่หุ้นเข้าตลาด หลายคนเพิ่งรับรู้ว่าความมั่งคั่งของตัวเองมีมากแค่ไหน สถาณการณ์อย่างนี้ยิ่งเร่งเร้าให้เจ้าของกิจการคู่แข่งอยากเข้าตลาดบ้าง เพราะทนเห็นคนอื่นรวยไม่ไหว หรือไม่ก็กังวลที่คู่แข่งแข็งแกร่งขึ้นจากเงินระดมทุนที่ไม่มีต้นทุน ในขณะที่นักลงทุนมอง หุ้น IPO กลายเป็นหุ้นทองคำ เพราะราคาของหุ้นเล็กๆหลายตัวเพียงเข้าตลาดราคาขยับขึ้นไปอีก 2-3 เท่าตัว นักลงทุนบางคนถึงกับลงทุนเทรดหุ้นเพื่อสร้างวอลุ่มอย่างบ้าคลั่ง เพียงเพื่อให้ได้โควต้าหุ้น IPO เยอะๆ แต่นี่คือกลยุทธ์ที่ถูกต้องหรือไม่ นักลงทุนหวังว่าจะนำแบงค์ 100 ไปแลกเป็นแบงค์ 1,000 แต่กลับพบว่าตัวเองแลกได้มาแค่แบงค์ 20 ก็ในเมื่อทุกคนคิดและทำแบบเดียวกัน การซื้อๆขายๆมากขึ้นหมายถึงคอมมิสชั่นที่ต้องเสียเพิ่มขึ้น และการซื้อขายบ่อยๆนั้นก็มีโอกาสขาดทุนสูง ในขณะที่หุ้นไอพีโอที่ขายราคาแพงอยู่แล้ว กลายเป็นหุ้นที่แพงอย่างไม่สมเหตุสมผลเพิ่มขึ้นอีกเมื่อเข้าตลาด แน่นอนว่าเมื่อไม่มีกำไร-ผลประกอบการรองรับ [มีแต่สายลม แสงแดด และความฝัน] ไม่ช้าก็เร็ว คนที่เข้าไปซื้อเพื่อเก็งกำไร จะได้บทเรียนที่เจ็บปวด ซึ่งเริ่มจะเห็นแล้วในหุ้นบางตัว ตัวผมเองได้รับหุ้นไอพีโอหลายตัวและส่วนใหญ่ได้กำไรค่อนข้างดี แต่ไม่มีนัยยะสำคัญต่อพอร์ตรวม ในมุมมองนักลงทุนวีไอ หุ้นไอพีโอราคาแพง เป็นแค่ ”นายตลาดอารมณ์ดี” ที่เราสามารถหาประโยชน์ได้ ก็เท่านั้น
แต่ในมุมมองของผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ นี่อาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายนัก ตราบใดที่เกิดการระดมทุน [ซึ่งเป็นจุดประสงค์ในการก่อตั้งตลาดหุ้น] ก็ถือว่างานบรรลุเป้าหมาย ตลอดทั้งปีมีหุ้นใหม่เข้าตลาดประมาณ 40 บริษัท ทำให้ตัวเลขบริษัทในตลาดหุ้นสิ้นปีจะมีประมาณ 615 บริษัท สูงสุดในรอบ 39 ปี [ไม่เลวร้ายนัก หากเราจะคิดว่ามีสาวสวย- หนุ่มหล่อ ให้เลือกตั้ง 615 คน ดีกว่าชีวิตจริงเยอะ]
อีกเรื่องที่ต้องพูดถึงคือเรื่อง “หุ้นปั่น” http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=35&t=57586 พูดได้ว่าทั้งปี 2557 เป็นยุคหุ้นต้มตุ๋นครองเมือง หุ้นบางตัวราคาขึ้น 10-20 เท่าในระยะเวลาไม่นาน บางตัวมีส่วนทุนหลักร้อยล้าน แต่มูลค่าตลาดหมื่นล้าน [เจอได้เฉพาะตลาดหุ้นไทย] แน่นอนว่าทุกบริษัทอธิบายความไม่สมเหตุสมผล ด้วยเหตุผลที่ดูดีมีเหตุผล ปัจจัยเดียวที่ทำไมการปั่นหุ้นยังทำสำเร็จนั่นเพราะคนนักลงทุนยังมีความโลภ และแน่นอนว่าเป็นความโลภที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่มีอะไรที่ทำให้มนุษย์ลืมเหตุ ลืมผล ลืมตัว กลัวตาย ได้เท่ากับความโลภอีกแล้ว หลายคนที่เข้าไปเล่นหุ้นเหล่านี้ ส่วนใหญ่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นหุ้นปั่น แต่คิดว่าจะหนีจ้าวมือได้ทัน [เหมือนหนูที่มันคิดว่าจะรอดจากฟ้าทับเหวได้ฟ้าทับเหว
ม้าเฉียว 09/02/2005
ฟ้าทับเหว เป็นเครื่องมือจับตาย ที่ใช้จับ(ฆ่า) หนูตามบ้าน ใครที่อายุมากหน่อยน่าจะยังรู้จัก ฟ้าทับเหว มีไม้แผ่นบนรูปทรงสี่เหลี่ยมที่หนาและหนัก เหมือนเป็นฟ้า ส่วนไม้แผ่นล่างที่เป็นฐานรอง และมีฝาประกบ 2 ด้าน เหมือนเป็นเหว เมื่อหนูเข้าไปกินอาหารที่วางเสียบไว้ในเหว ฟ้าจะหล่นลงมาทับหนูจนแหลกเหลวทันที พร้อมๆ กับมีเสียงกระแทกดัง เสียงจะเป็นตัวบอกให้คนดักรู้ เพื่อเอาซากหนูไปฝังทำลาย
เสียงกระทบกระแทกที่ดังลั่น ยังมีผลให้หนูตัวอื่นๆ แตกตื่นจนวิ่งไปติดเครื่องมือดักหนูอันอื่นๆ ก็มี ซึ่งเป็นเทคนิคเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการจับดักอีกทางหนึ่ง ฟ้าทับเหว เป็นฟ้าที่ลิขิตที่อยู่ (กิน) ที่ตายของหนู เป็นฟ้าที่คนจับต้องและควบคุมได้เต็มที่
ในตลาดหุ้นบ้านเรา มีฟ้าทับเหวอยู่หลายอัน บางอันก็วางอาหารที่หอมหวนเสียนี่กระไร บางอันก็เย้ายวนใจให้ทดสอบฝีไม้ลายมือและความเร็วของหนู และบางอันพินิจพิจารณาเท่าไหร่ก็มองไม่เห็นฟ้า ไม่เห็นเหว ผมก็เป็นหนูตัวหนึ่ง แต่ผมยินดีไปหากินตามท้องไร่ท้องนาห่างไกลผู้คนที่มีแต่ความสงบ ผมไม่กล้าที่จะไปหากินในบ้านคนที่ไม่รู้จะมีฟ้าทับเหวอยู่กี่อัน แม้บ้านบางหลังดูจะปลอดภัยดี เพราะมีหนูมากมายอาศัยอยู่
ผมอาจจะเป็นหนูที่ขี้ขลาด แต่ผมคิดว่า ไม่ว่าหนูจะฝึกพลังขาของตนให้สามารถวิ่งได้เร็วเท่าไหร่ก็ตาม ผมก็ไม่เคยเห็นหนูตัวไหนที่เมื่อเผลอไปกินอาหารในฟ้าทับเหว แล้วไม่ถูกฟ้าทับ และเป็นการทับที่ไม่ให้โอกาสแก้ตัวใหม่เลยแม้แต่น้อยซะด้วย หนูตัวไหนอาจหาญจะไปทำมาหากินในบ้านที่วางฟ้าทับเหวไว้หลายอันก็ไม่ว่า แต่ในร้อยครั้ง พันครั้งที่เราไปหากินในบ้านนั้น แล้วก็รอดมาซะทุกครั้งนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่า ครั้งไหนจะเป็นครั้งที่เรา...จบเห่
หมายเหตุ: พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
จบเห่ แปลว่า ยุติ, ตาย] แต่โลกอาจไม่ได้สวยอย่างที่คิด ผมไม่เคยเห็นคนรวยเพราะเล่นหุ้นปั่น [แต่เคยเห็นคนที่รวยเพราะปั่นหุ้น] นักลงทุน ควรตั้งคำถามว่าตัวเอง “มีปัจจัยอะไร” ที่ทำให้ได้เปรียบจ้าวมือปั่นหุ้นบ้าง ทั้งปริมาณเงิน ข่าวสาร การเข้าถึงข้อมูล เครือข่ายผลประโยชน์ เช่น สื่อ ถ้านักลงทุนรายย่อยได้เปรียบ เก่งกว่าจ้าวมือ แล้วจ้าวมือจะรวยได้อย่างไร ที่เห็น ใครมักขาดทุน นักลงทุนวีไอบางคนก็เข้าไปเล่นหุ้นปั่นด้วย เพราะคิดว่าการเกาะกระแสหุ้นปั่นจะสร้างผลตอบแทนได้สูงๆ และยังเชื่อมันว่าเค้ามีวิธีที่จะเอาชนะจ้าวมือได้ ทุกอย่างอาจจะสำเร็จในครั้งแรกๆแต่นั่นเป็น ”ความสำเร็จเพื่อที่จะล้มเหลว” คนที่ลองยาเสพติดครั้งแรก มัก”ติด”เพราะมันให้ความสุขสุดๆ เราคิดว่าเราแน่ เราจะเลิกมันเมื่อไหร่ก็ได้ที่เราต้องการ แต่ในความเป็นจริงมันเข้าง่ายออกยาก บางคนจะไม่ได้ออกไป ในระยะยาวการเล่นหุ้นปั่นจะรับประกันการสูญเงิน แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือเราได้สูญเสีย “สิ่งที่หวงแหนที่สุด” ไปแล้ว และมันยากที่จะได้กลับคืน
ปีนี้พอร์ตส่วนตัวทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี ส่วนนึงเพราะตลาดโดยรวมดี และสไตร์การลงทุนที่เน้นถือหุ้นขนาดกลางและเล็ก ได้รับประโยชน์จากสภาวะตลาดที่มีการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มดังกล่าวสูง โชคดีส่วนนึงถูกชดเชยด้วยอุบัติเหตที่เกิดกับหุ้นบางตัว ชีวิตการลงทุนเราจะเจอโชคดีและร้ายเสมอ แต่กรอบความคิดที่ถูกต้อง จะช่วยให้เรายืนหยัดได้ในระยะยาว แนวคิดการคัดเลือกหุ้นส่วนใหญ่ยังคงเดิมคือซื้อหุ้นคุณภาพดี ราคาไม่แพง แต่เริ่มปรับมาถือหุ้นที่คุณภาพดีมาก ในราคาสมเหตุสมผลบ้าง เหตุผลเพราะหุ้นแบบแรกเริ่มหาได้ยาก ระหว่างปีไม่มีการใช้เงินกู้ยืมมาซื้อหุ้น หากมีก็จะถือเงินสดมากกว่าเพื่อปกป้องเสมอ มีการใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงบ้างในช่วงที่ตลาดอยู่ในสถาวะดีผิดปกติ แนวคิดการจัดพอร์ตหุ้นเป็นแบบ Cocktail Portfolio คือพยายามเลือกหุ้นที่ดี ต่ำกว่ามูลค่า แต่เนื่องจากเราไม่รู้ว่าตลาดจะรับรู้เมื่อไหร่ ดังนั้นการกระจายถือหุ้นแบบนี้หลายๆตัวเป็นกลุ่มหุ้น (เกือบๆ 30 ตัว) จะเพิ่มโอกาสที่เราจะเจอหุ้นแจ็กพ็อต ในแต่ละปี แค่ 3-4 ตัวก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างผลตอบแทนที่แตกต่าง และพอร์ตรวมจะเติบโตอย่างสม่ำเสมอไม่หวือหวา มุมมองเรื่องกำไร แน่นอนยังเน้นการเติบโตของพอร์ต แต่ไม่ใช่เพื่อเติบโตให้มากที่สุด โดยยอมรับความเสี่ยงสูงๆ สิ่งที่นักลงทุนควรทำคือเน้นการเติบโตสูงสุดภายใต้ความเสี่ยงที่น้อยสุดหรือความเสี่ยงที่จัดการได้ หากเราได้ยินว่าใครทำผลตอบแทนได้สูงๆอย่างไม่น่าเชื่อ ควรตั้งคำถามต่อไปว่า ผลตอบแทนนั้นแลกมาด้วยความเสี่ยงระดับใด ถูกกฎหมายหรือไม่ หากเสี่ยงมาก คนที่ทำได้อาจจะแค่ “โชคดี” ที่รอดมาได้ ใครจะรู้ว่าหากยังรับความเสี่ยงมากๆ ปีไหนที่อาจจะ “จบเห่” สิ่งที่เราต้องการคือสิ่งที่ปรมาจารย์แกรแฮมสั่งสอนไว้ “ผลตอบแทนที่เหมาะสมและสามารถรักษาเงินต้นได้” เป็นระยะเวลา 15 ปีที่เดินในเส้นทางหุ้นเน้นคุณค่า มีทั้งสุขและทุกข์เคล้ากันไป [แน่นอนสุขเยอะกว่ามาก] ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมาได้ไกลขนาดนี้ เหตุผลเดียวที่ยืนอยู่ตรงนี้ได้นั่นคือเลือกอาจารย์ถูกคน บวกขยัน อดทน ควบคุมอารมณ์ให้สามารถคิดแบบเหตุและผล เงินทองจะไหลมาเทมาเอง
ในปีนี้ ผมได้ตัดสินใจในบางเรื่องที่ยากลำบากสำหรับชีวิตนักลงทุน เราทราบกันดีทั่วไปว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่าสิ่งที่มีค่ามากคือ “ข้อมูลของกิจการ” เพื่อที่จะนำมาวิเคราะห์อีกทอดนึง หากเราเข้าถึงข้อมูล มากเท่าไหร่ นี่หมายถึงผลตอบแทนที่มากขึ้นเท่านั้น ในเมื่อ ข้อมูล = ผลตอบแทน สิ่งที่ตามมาคือการแสวงหาข้อมูล ในอดีตคนที่รู้ข้อมูลกิจการดีที่สุดคือผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้เกี่ยวข้องเช่น ฝ่ายบริหาร กรรมการ พนักงาน ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้ตรวจสอบบัญชี ในฟากนักลงทุนเริ่มจาก “ผู้จัดการกองทุน นักลงทุนสถาบัน” เช่น สปส.,กบข.,ประกันชีวิต,Hedge fund ที่มีเงินมาก สามารถเข้าถึงผู้บริหารได้ง่ายดาย ต่อมาคือ “นักวิเคราะห์” ที่ควรจะต้องทำงานด้วยจรรยาบรรณเข้าพบผู้บริหารและเขียนงานวิจัยเผยแพร่ให้กับนักลงทุน [แต่น่าแปลกที่หุ้นวิ่งไปก่อนงานวิจัยออกแทบทุกที] ในปัจจุบันสิ่งที่เริ่มเปลี่ยนแปลงคือ”นักลงทุนรายใหญ่” เริ่มเรียนรู้วิธีที่จะขอเข้าพบ พูดคุยกับผู้บริหาร โดยไม่ต้องอาศัยนักวิเคราะห์เป็นตัวกลางอีกต่อไป ฟากผู้บริหารก็มักเต็มใจ หากรายใหญ่เข้าซื้อ ราคาหุ้นอาจขึ้นไปได้มาก และท้ายสุดนักลงทุนรายย่อยที่ในอดีตไม่มีแต้มต่อ ได้สร้างอำนาจต่อรอง โดยรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน เป็นสมาคม นัดแนะกันขอเข้าพบพูดคุยกับผู้บริหาร ( CV –company visit) ฟังดูเหมือนทุกอย่างสมเหตุสมผล ทุกคนวินๆ ผมก็เคยทำอย่างนั้น ตลอดชีวิตการลงทุน 15 ปี ผมได้เยี่ยมกิจการ 5 แห่ง ได้พูดคุยกับผู้บริหาร ได้เรียนรู้ธุรกิจ ได้ข้อมูลบ้าง ปัญหามีอย่างเดียวคือสิ่งเหล่านี้ได้สร้างคำถามขึ้นในใจใครหลายคนว่า การทำเช่นนี้ เป็นการเข้าถึง “ข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน”หรือไม่ เป็นการใช้ข้อมูลภายในเพื่อหาผลประโยชน์หรือเปล่า มันจะดีและไม่มีปัญหา หากท่านผู้บริหารได้ให้ข้อมูลที่อยู่ในขอบเขต อยู่ในกรอบที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด แต่ในความเป็นจริง อาจไม่ได้เป็นอย่างนั้น การพูดคุย สอบถามในวงกว้างเช่นงาน opportunity day การประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี กับการพูดคุยในวงแคบ 2 คน ไม่กี่คน หรือสิบกว่าคน เนื้อหาย่อมไม่เหมือนกัน มีการตั้งข้อสงสัยว่านักลงทุนวีไอสร้างผลตอบแทนมากว่าเพราะเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าหรือไม่ ในทางที่เอาเปรียบคนอื่น ผมคิดว่ามีทั้งส่วนจริงและไม่จริง ครั้งนึง Warren Bufett เคยพูดว่า “เราสามารถเสียเงินทอง แม้กระทั่งเงินทองมากๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะไม่ยอมเสียนั่นคือชื่อเสียง”
เกียรต ติยศ หนักดั่ง ขุนเขา
เงินทอง เบาดุจ ปุยนุ่น
การกระทำย่อมตัดสินว่าเราเป็นอย่างไร ไม่ใช่คำพูด ผมจึงตัดสินใจที่จะบอกกล่าวว่า “ผมจะไม่เยี่ยมกิจการอีกต่อไป” เหตุผล เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเอง จะทนต่อการยั่วยุได้หรือไหมหากได้รับข้อมูลอินไซเดอร์ และที่ต้องประกาศให้รู้ทั่วกัน เพราะทุกท่านจะได้ช่วยเป็นพยานและช่วยควบคุมให้ผมทำสำเร็จครับ เรื่องนี้เป็นการสมัครใจส่วนตัว และไม่ได้หมายความว่าการเยี่ยมกิจการเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่เหมาะสมแต่อย่างใด ตราบใดที่ผู้บริหารให้ข้อมูลอย่างเหมาะสม สมาคมก็ยังคงจัดกิจกรรม CV อย่างปกติให้กับสมาชิกต่อไป ผมจะใช้ข้อมูลที่เผยแพร่ในช่องทางปกติเช่น สื่อต่างๆ งาน opp day การประชุมผู้ถือหุ้น เหมือนเช่นที่เคยทำมา หลักการการเผยแพร่ข้อมูลที่เท่าเทียมกัน เป็นหนึ่งในหลักธรรมภิบาลที่ตลาดหลักทรัพย์โปรโมทตลอดมา ซึ่งทำได้ไม่ยาก แค่ให้บลจ.เผยแพร่ข่าวผ่านสื่อ ผ่านช่องทางปกติ งาน opp day มี translate ให้นักลงทุนต่างชาติรู้ข้อมูลทันท่วงที และห้ามพบนักลงทุนเป็นการส่วนตัว เท่านี้เอง อยู่ที่ว่าจะทำหรือเปล่าเท่านั้น ประเทศชาติของเราต้องเน้นหลักธรรมภิบาล เพื่อขจัดปัญหาคอรัปชั่นซึ่งเป็นกับดักฉุดรั้ง ทำให้ประเทศพัฒนาไม่ได้ ถ้าเราอยากให้ประเทศเป็นอย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่ชี้นิ้วบอกให้นักการเมือง คนอื่นทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ให้เริ่มสร้างประเทศจากตัวเราเอง อะไรที่ถูก เราจะทำมัน แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วยก็ตาม คนละเล็กละน้อย คนละมือ รวมกันจะเป็นพลังสร้างสังคมใหม่ได้
ระหว่างปีมีการพูดกันมากว่ายุคทองการลงทุนแบบเน้นคุณค่าได้ผ่านไปแล้ว บางคนถึงกับพูดว่าแนวทางการลงทุนนี้ “ตกยุคไปแล้ว”ผมกลับไม่คิดอย่างนั้น หากนักลงทุนคนใดยังทำผลตอบแทนได้ดี น่าพอใจ นี่ย่อมเป็นยุคทอง ถ้าผลตอบแทนไม่ดี ไม่พอใจ อาจเป็นยุคเสื่อมถอย ชัดเจนว่าจะเป็นยุคไหนเป็นปัจเจกขึ้นอยู่กับการกระทำของนักลงทุนนั้นๆ ความขยันหมันเพียร ศึกษา พัฒนาเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่งอมืองอเท้า จะทำให้นักลงทุนอยู่ในยุคทองตลอดไป (หรืออย่างน้อย”ยุคเงิน”ก็ไม่ได้แย่) สิ่งที่บางท่านต้องการจะสื่อ น่าจะเป็นประมาณว่านักลงทุนไม่ควรคาดหวังผลตอบแทนสูงๆ ที่ดีผิดปกติในช่วงที่ผ่านมามากกว่า สิบกว่าปีที่แนวทางการลงทุนแบบวีไอเริ่มได้รับการเผยแพร่จากปรมาจารย์ ดร.นิเวศน์ ดัชนีอยู่ในช่วงตกต่ำประการนึง เมื่อดัชนีเพิ่มขึ้น นักลงทุนย่อมได้ประโยชน์จากส่วนนี้ อีกประการนึงหุ้นที่มีราคาและคุณสมบัติที่นักลงทุนวีไอชื่นชอบ ได้ถูกปรับระดับ P/E ที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งดัชนีที่เพิ่มและระดับ P/E ซื้อขายที่เพิ่ม สองประการนี้สร้างผลตอบแทนที่ “ดีผิดปกติ”ให้กับนักลงทุน ต่อแต่นี้ผลตอบแทนจะกลับสู่สภาวะปกติ จะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานของแต่ละหุ้น และราคาซื้อที่เหมาะสม แน่ใจได้เลยว่าในแต่ละปี จะมีความผันผวน ความผันผวนเหล่านี้สร้างโอกาสให้นักลงทุนเน้นคุณค่าเสมอ เมื่อพฤติกรรมการซื้อขายยังผลักดันจากความโลภ และความกลัว แน่ใจได้เลยว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่สิบ ร้อยปี แนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า จะยังใช้ได้ดี ไม่น่าแปลกใจที่หลักการวีไอได้รับการเผยแพร่ เกือบร้อยปีที่แล้ว ผ่านการพิสูจน์ คำค่อนแคะ เสียดสี ผ่านยุคแห่งความนิยม ยุคที่ดูถูกดูแคลนเหมือนไดโนเสาร์ที่จะสูญพันธ์
แต่ใครล่ะ ที่ยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่พวกเราหรอกหรือ ประวัติศาสตร์มันไม่ได้บอกหรือ ว่าใครคือผู้ชนะ!!
โชคดี ปลอดภัย ในปี 2558 ทุกท่าน
(ขออภัยกระทู้นี้อ่านได้ แต่ตอบไม่ได้ครับ)
ยินดีจ้าน้องนัทNutth147 เขียน:ได้ดูคลิป พี่โจ แล้ว ขอบคุณมากเลยครับพี่นุช
ผมมาขอเสริม กิจกรรม กทม อีกครั้ง ^.^
เทศกาลเที่ยวเมืองไทยกลางสวนลุมฯ 14-18 ม.ค.
http://www.thairath.co.th/gallery/10019
เท่าที่ดู จัดงานน่าจะจัดเต้มใช้ได้ครับ (เหมือนทำโซนแยก ภาค ต่างๆของไทย)
ยินดีค่ะคุณลูกหินลูกหิน เขียน:ขอบคุณคุณนุชมากๆครับ
กรรมธรรม์ประกันลงวันแบบนี้แบบคร่าวๆ ไว้ดูเร็วๆค่ะNutth147 เขียน:การทำตารางแบบมีลงวันด้วยนี้ก็เป็นไอเดียที่ดีเลยครับ นิสัยฝึกจดบันทึกในรูปแบบตารางนี้ผมได้มาจากพี่เลยครับ เริ้มทำตั้งแต่ตอนที่สอนเรื่อง บันทึกของประกันชีวิต
ปรกติพี่นุชมีการสรุปร่ายจายรายปีและคุยหรือปรับค่าใช้จ่ายในครอบครัวด้วยไหมครับ ?
อ่านแล้วขำเลย...พี่ประเมินเองนะดูเผินๆ เหมือนพี่โหดๆNutth147 เขียน:ผมแอบสงสาร สามีพี่นิดหน่อย 5555...... ผมว่าเขารู้ว่าพี่ไม่ชอบ Surprise แต่ก็ยังอยากทำให้ ผมว่าแกน่ารักมากๆครับ
theenuch เขียน:อ่านแล้วขำเลย...พี่ประเมินเองนะดูเผินๆ เหมือนพี่โหดๆNutth147 เขียน:ผมแอบสงสาร สามีพี่นิดหน่อย 5555...... ผมว่าเขารู้ว่าพี่ไม่ชอบ Surprise แต่ก็ยังอยากทำให้ ผมว่าแกน่ารักมากๆครับ
................
แต่จริงๆ แล้ว in everyday life และ in the long run
พี่มั่นใจว่าแบบพี่ดีกว่าแน่นอน....(อะไรจะขนาดนั้น...คนอ่านคิดในใจกันล่ะสิ)
เล่ายาวๆ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นในการเรียนรู้ชีวิตคู่ด้วย
พี่อยู่กันมา 20 กว่าปีแล้ว ไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะอะไรเลย จึงมั่นใจว่าน่าจะพอใช้ได้อยู่นะ
..................
พี่เคยเจอพวกสาวๆ ที่ชอบเรื่อง surprise ชอบพิธิการ
ชอบของขวัญในโอกาสพิเศษต่างๆ ที่สร้างความทรมานทั้งสองฝ่ายเลย
(และหลายต่อหลายคู่เก็บเงินไม่ได้ หรือเก็บได้ช้าลงก็มีนะ
หมดไปกับของขวัญ ช่อดอกไม้ กินมื้อพิเศษบ่อยๆ เที่ยวดีๆ เห็นบ่อยค่ะ)
บางทีผู้ชายไม่ค่อยอยากทำอะไรอย่างงั้น อยากจะสร้างฐานะ
แต่ภรรยาชอบ เลยต้องยอม แต่มันก็เปลือง เพื่อนผู้ชายหลายคนบ่นให้ฟัง
งอนทีพอจะให้หายงอน บางทีต้องง้อด้วยของ พาไปช็อบปิ้ง)
..................
เคยเห็นในที่ทำงาน กลุ่มผู้หญิงคุยกัน
สามีลืมวันเกิด สามีลืมโอกาสสำคัญ งอนจนเป็นเรื่อง
เพื่อนผู้หญิงด้วยกันก็ชอบยุ เพราะให้ความสำคัญแบบเดียวกัน
แทนที่จะช่วยกันปลอบว่าไม่เป็นไร ไม่เห็นต้องมีเลยนะ
พาลช่วยยุกันใหญ่ "เออใช่ อย่างงี้ได้ไง โอกาส...ทั้งที ลืมได้ไง"
นั่งร้องห่มร้องไห้ ไม่เป็นอันทำงาน ทั้งเจ้าตัว และทั้งเพื่อนที่ต้องคอยปลอบ
แล้วพฤติกรรมต่อมาเขาทำอะไรกันรู้มั้ย
เช่น วันที่ลืมวันเกิด คือวันที่มีปัญหากันอยู่
ผู้ชายก็ไปทำงาน ผู้หญิงก็กำลังอินกับวันพิเศษ
ก็โทรไปจิก...ทำไม่เธอลืม (แอบฟังเค้า 555....ป่าวหรอก
ลูกน้องเค้าไม่ได้ปิดเป็นความลับอะไร แถมกำลังเป็นวาระแห่งชาติ
เขาคุยเสียงดัง...ใช้คนเปลืองมาก..เสียงานอ้ะ..ไอ้เราจะบ่น ก็นะ...จะหาว่าโหดอีก)
คุยไปคุยมางอนเอง คาดคั้นจะเอาคำตอบที่ถูกใจ ไม่ถูกใจตัดสายทิ้ง
แล้วนั่งรอให้ฝ่ายชายโทรมาง้อ ผู้ชายคงงานยุ่ง (เดาเอา..ไม่เห็นโทรกลับ)
ก็โทรไปหาเอง แล้วก็ทะเลาะกันอีก แล้วก็วาง อยู่อย่างนี้หลายรอบ
เลยช่วย....ช่วยเบรคด้วยการ "ทวงงานแป๊บ" จะได้ลืมๆ
ดึงจิตใจกลับมาซะบ้าง ไม่งั้นเขาจะโทรจิก และคาดคั้น และวาง อยู่อีกหลายรอบ
.................
พี่ไม่รู้ว่าผู้ชายคิดยังไง พี่ก็ไม่เคยเป็นเลยไม่รู้ว่าถ้าพี่เป็นแบบนี้ แฟนพี่จะมีปฏิกิริยายังไง
หรือในความเป็นจริงผู้ชายชอบให้ผู้หญิงงอน_แล้วก็ง้อ_น่ารักดี ทำนองนี้หรือไม่
แบบในละคร (ที่จริงก็ไม่ได้ดู แต่เดาพล็อตได้ งอน-ง้อ งอน-ง้อ งอน-ง้อ )
จึงได้เกิดเป็นเนื้อหาของละครหลายๆ เรื่อง พอเข้าใจกันก็แต่งงาน...จบแบบ happy ending
แต่ในชีวิตจริงพี่ว่า แต่งงานเมื่อไหร่นั่นมันเพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่แบบจริงจังเลยนะ
...............
พี่เองเคยมีคนมาชอบสมัยสาวๆ ยังไม่มีแฟน อะไร อะไร ก็ดี
แต่...เขาชอบน้อยใจ งอน ชอบคุยไม่รู้เรื่องแล้ววางโทรศัพท์ แล้วก็โทรมาใหม่
สมัยก่อนมือถือก็ไม่มี ตอนพี่ไปเรียนพยาบาลก็อาศัยบ้านน้าอยู่
วางโทรศัพท์เราก็ไม่ยืนรอละ โทรมาใหม่น้ารับแล้วขึ้นไปเรียก
พี่ลงมารับสาย คุยไปคุยมา เหมือนดีขึ้น แล้วก็งอนอีกแล้วก็วาง
แล้วโทรมาใหม่ 5 รอบ (ที่ผ่านมาก็ 3 วันดี 4 วันไข้) พี่เลิกคบวันนั้นเลย
.
เพราะเรามองไกลๆ คนที่นิสัยเป็นอย่างไรอยู่
โดยเฉพาะด้านอารมณ์จะเป็นอย่างนั้นไปทั้งชีวิต
อาจพัฒนาได้หากตั้งใจ แต่ก็ยาก และมีโอกาสกลับคืนฐานอารมณ์เดิมได้มาก
.
ง้อมาหลายปี ก็ไม่กลับไปคุยค่ะ
ไม่ใช่งอนยาวนานเพื่อให้คนมาง้อเพื่อดูสำคัญอะไร
แต่พี่ว่าเราจะต้องเลือก ถ้าเรากลัวแบบนี้เราจะต้องไม่เลือกมา
ดูจากนิสัยตัวเราเองที่ชอบสงบๆ แล้วไม่สอดคล้องกัน
................
และตัวเราเองก็จะไม่ทำแบบนี้ด้วยค่ะ...ทุกวันนี้พี่มั่นใจว่าแฟนพี่สบายใจนะ
ถ้าพี่จำเป็นต้องบ่น พี่บ่น ณ ตรงเหตุการณ์เกิดครั้งเดียวเท่านั้น แล้วจบเลยไม่มีบ่นซ้ำๆ
ไม่มี แบบวันดีคืนดีขุดขึ้นมาบ่น....พี่ว่ามันน่าทรมาน ทัังคนบ่นและโดนบ่น
และเรื่องที่จะบ่นนั้นน้อยมาก มีแต่เรื่องแบบนี้แหละ 55
แต่แค่เขารู้และไม่ทำเสียแต่ต้น ก็ไม่มีโอกาสโดนบ่นแน่นอนค่ะ
...............
อีกส่วนอาจเป็นเพราะเตี่ยกับแม่พี่นั้นเป้นคู่ที่...เกินจะบรรยาย
ในที่สุดเขาก็แยกทางกัน แต่กว่าจะแยกกันได้ ทรมานทั้งครอบครัว
พี่ออกจะเข้าข้างเตี่ยอยู่ เพราะเรามองดูเหตุการณ์อยู่เสมอ
เตี่ยพี่เป็นคนสงบๆ แต่บางทีวันหยุด เขาอยู่บ้านไม่ได้เลย
ต้องจับรถมอเตอร์ไซค์ขี่ออกนอกบ้านไป ไปไหน
ไปเล่นหมากรุกบ้าง ข้ามไปบ้านลุง (ฝั่งตรงข้ามบ้าง)
แม่พี่จุกจิกมากๆ pattern แบบผู้หญิงจ๋า มาครบ จัดเต็ม
................
เตี่ยพี่เคยบอกว่า (พี่เคยเล่าในกระทู้นี้ หรือกระทู้เก่าก็ไม่รู้)
ชีวิตคู่ เหมือนตอกไข่ดิบใส่มือ แล้วต้องประคองไม่ให้ไหลออก
จะเอียงอุ้งมือไปทางไหนมากก็ไม่ได้ไข่จะไหลออกนอกฝ่ามือ
ยิ่งจะบีบ หรือกำไว้ให้อยู่ในมือ จะยิ่งเหลวเละออกตามง่ามนิ้วมือ
(กลายเป็นนักคิดไปเลยเตี่ยเรา) พี่จำแม่นเลย..ตอนฟังพี่อยู่ ม.ต้น เอง
แต่เข้าใจได้ เพราะเราดูสถานการณ์ในบ้านอยู่ และพี่ไม่อยากเป็นแบบนั้น
................
ทุกวันนี้แฟนพี่เขาทำงานสบายใจมาก พี่ไม่ชอบโทรตาม
เราไม่รู้ว่าเขาอยู่ใน line ผลิต หรือไม่...ถ้าอยู่ก็รับสายไม่สะดวก
หรืออาจประชุมอยู่ก็ไม่ควร แต่ถ้าเขาว่างเขาจะโทรมาเองเสมอ
ช่วงนี้อยู่บ้านทั้งวัน พี่ก็ยังเหมือนเดิม มีกิจกรรมอะไรที่เราอยากทำมากมาย
เช่น อ่านหนังสือ ทำความสะอาดบ้าน เตรียมเนื้อหาและรูปสำหรับโพส Money Talk
เพลินๆ ก็ถึงเวลารับลูกอีกแล้ว บางทีไปหาอะไรกินกลางวันบ่ายสามแล้วเลยไปรับลูกเลย
ก็หมดเวลาแล้ว บางวันไม่ได้โทรศัพท์เลยค่ะ...ออกจะเรียบๆ สงบดี
.
และยังคงไม่ชอบพิธิการหรือโอกาสพิเศษ อยู่เหมือนเดิม (ยังโหดเหมือนเดิม)
.................
พี่ก็รู้สึกกับแฟนพี่แบบสีแดง เหมือนกัน ส่วนที่น่ารักก็แยกไว้ก็ชมเขาอยู่ค่ะ
แต่...ส่วนระบบก็ยังอยากให้เป็นระบบอยู่ เดี๋ยวจะเลี้ยงลูกลำบากค่ะ
เพราะเรื่องการเงินในครอบครัวก็เป็นเรื่องใหญ่
.
วันที่มัน smooth ดี คนอาจไม่ค่อยรู้สึก อยู่ในชีวิตประจำวันเรา "เหมือนหายใจเข้า-ออก"
แต่ถ้าบริหารการเงินไม่ดีแล้วมีปัญหาขึ้นมา เมื่อนั้นก็จะหายใจติดขัด
แต่ไม่ใช่ติดขัดแบบเป็นหวัดนะคะ ติดขัดเพราะหัวใจขาดเลือด
ไขมันอุดตันในเส้นเลือดจนตีบหมดแล้ว จึงค่อยแสดงอาการ
และหลายครั้งก็สายเกินแก้ ยิ่งถ้าอยู่ในวังวนของหนี้บัตร หรือหนี้นอกระบบ
หรือเมื่อถึงวันที่ควรมั่นคง แลัวยังไม่มั่นคง...ผู้นำครอบครัวโดยเฉพาะผู้ชาย
ก็จะถูกตำหนิจากภรรยา ครอบครัวภรรยา รวมทั้งคนรอบข้างไปอีกแบบ
ทั้งที่บางทีช่วงสร้างฐานนะก็ไม่ค่อยเคยช่วยกันเก็บออม
(บางคนเป็นแบบนั้นจริงๆ อารมณ์เสียง่าย งอนเก่ง ต้องง้อด้วยของ
บางครั้งขอของใหญ่เลย เช่น ทำบ่อปลาคราฟด้วยแกรนิตอย่างดี_มีค่าดูแลอีกหลังจากนั้น
ต้องไปเที่ยวญี่ปุ่น ไปตามหาแสงเหนือ ต้องเปลี่ยนรถไปใช้รถยุโรปแพงๆ มีจริงๆ ค่ะ)
................
ปัญหาแต่ละเรื่องของชีวิตคู่และ ครอบครัวละเอียดอ่อนและสัมพันธ์กันมาก
จากเรื่องหนึ่ง ถ่ายทอดไปสู่อีกเรื่องได้แบบไม่รู้ตัว แต่เรื่องที่คนมักจะลืมคือเรื่องเงิน
"เรื่องใหญ่ที่โรงเรียนไม่เคยสอนนี่แหละค่ะ" เป็นเหมือนหลุมดำในครอบครัว
ว่าที่จริง ปัญหาเรื่องการเงินในครอบครัวก็ "ทบต้น" ได้เหมือนกันนะคะ
เรื่องอะไรเกี่ยวกับเงินนี่ "ทบต้น" ได้หมดเลยเนอะ
ยินดีจ้า...สวัสดีปีใหม่เช่นกันค่ะ น้อง GGGG เขียน:มีประโยชน์มากๆเลยครับพี่นุช ชอบมากๆเลยครับ บางทีอ่านที่พี่นุชเขียน แล้วต้องกลับมามองตัวเองเลยครับ ว่ามีอะไรที่เราขาดตกไปรึเปล่า ยิ่งผมเพิ่งเริ่มชีวิตคู่ไม่นานด้วยครับ สงสัยต้องคิดถึงเรื่องการวางแผนหนักๆซะแล้ว รู้สึกยังใช้ชีวิตตามความสบายใจจนเกินไป กลัวจะติดเป็นนิสัย และจะกระทบไปถึงลูกโดยไม่รู้ตัวอย่างที่พี่ว่าครับ
ปล. ยังแอบอ่านอยู่เรื่อยๆน่ะครับ ไม่ได้หายไปไหน![]()
ปล. กราบสวัสดีปีใหม่พี่นุชด้วยน่ะครับ
http://www.manager.co.th/FeelGood/ViewN ... 0000147874เมื่อคนที่คุณรักท้อแท้ หมดไฟ ให้กำลังใจพวกเขาด้วย 20 ข้อความเหล่านี้!!
ถ้าคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้าย เราสามารถช่วยฉุดพวกเขาขึ้นมาจากความทุกข์ได้ด้วยการให้กำลังใจ
สิ่งสำคัญที่สุดในการสื่อสารคือต้องแน่ใจว่าน้ำเสียงและท่าทางที่แสดงออกไปนั้นเหมาะสม
ระวังอย่าทำให้เขารู้สึกแย่ด้วยการพูดเชิงต่อว่าหรือสั่งสอนเหมือนเป็นเด็กๆ หากจงให้กำลังใจพวกเขา
ด้วยความอบอุ่นและจริงใจ และนี่คือ 20 ข้อความที่จะเปลี่ยนโลกมืดหม่นของคนที่คุณรักให้สดใสขึ้นได้
1. มันไม่เป็นไรหรอกที่บางครั้งจะรู้สึกไม่ดีบ้าง
เมื่อผู้คนกำลังสับสนพวกเขามักจะทำให้ตัวเองรู้สึกแย่เข้าไปอีกด้วยการกดดันตัวเอง จมอยู่กับปัญหา
และรู้สึกว่าคงจัดการกับมันไม่ได้ มันโอเคที่บางครั้งจะรู้สึกไม่ดีบ้าง จงบอกรักเขาและบอกว่าคุณพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเขา
ไม่ว่าจะในช่วงเวลาที่ดีหรือร้ายก็ตาม
2. เราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
ลองให้พวกเขาหันมองรอบๆ ในสังคมยังมีคนอื่นๆ ที่มีความทุกข์มากมาย การที่เขาได้เห็นถึงความจริงนี้
จะช่วยให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น เพราะพวกเขาจะรับรู้ว่าไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่ต้องเผชิญกับปัญหา คนอื่นๆ ในโลก
ใบนี้ก็มีปัญหาที่ต้องเผชิญเช่นกัน พวกเขาจะรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงและมีความหวังมากขึ้น
3. หยุดพร่ำบ่น
บางครั้งเมื่อรู้สึกแย่ เรามักจะบ่นและกล่าวโทษตัวเองหรือคนอื่นที่มีส่วนทำให้เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้น
ซึ่งมันโอเคที่จะแสดงออกถึงความโกรธหรืออารมณ์ความรู้สึกออกมาบ้าง แต่การขลุกอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้น
มีแต่จะทำให้พวกเขารู้สึกแย่และหมดพลัง ช่วยคนที่คุณรักให้เห็นว่าวิธีที่จะหลุดจากความรู้สึกแบบนี้
ก็คือการหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแทนที่จะจมอยู่กับการพร่ำบ่นเหล่านั้น
4. ความยากลำบากจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น
ช่วยให้คนที่คุณรักเห็นว่าการก้าวข้ามสถานการณ์ที่ยากลำบากจะทำให้เราเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น
แม้ว่าเขาอาจรู้สึกว่ามันเหมือนตกนรกอยู่ก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องพูดให้เขาเห็นถึงข้อดี
ที่คุณเห็นในการก้าวผ่านอุปสรรคนี้ ไม่ใช่พูดสอนเหมือนเขาเป็นเด็กๆ
5. ถอยหนึ่งก้าว
คนที่กำลังรู้สึกแย่มักจะสูญเสียมุมมองบางอย่างไปเพราะเหมือนกำลังจมจ่ออยู่กับปัญหาที่มี
จงบอกพวกเขาให้ถอยออกมาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่สักก้าว การถอยออกมาจะช่วยให้เขาเห็นสิ่งเดิมในมุมมองใหม่
ซึ่งจะทำให้เขาสามารถหาทางออกได้ดีขึ้น
6. ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไปหรอก
สิ่งที่แย่ในการต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากคือพวกเขาจะรู้สึกเหมือนกับว่ามันจะคงอยู่ตลอดไป
แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไปหรอก เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป
บอกคนที่คุณรักให้เห็นความจริงนี้ มันจะช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น
7. ค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้น
ช่วงเวลาที่ยากลำบากมักจะนำมาซึ่งความรู้สึกสับสนว้าวุ่น พวกเขาจะหยุดชะงักและรู้สึกตัดสินใจไม่ได้
บอกพวกเขาว่ามันไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาทั้งหมดในคราวเดียว ถ้าพวกเขาแค่ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดี
นั่นก็ถือว่ามีความก้าวหน้าแล้ว
8. มองหาประตูที่เปิดอยู่
เมื่อประตูหนึ่งถูกปิดไป อีกประตูก็มักจะเปิดขึ้นเสมอ การสูญเสียบางสิ่งบางอย่างจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ
แต่มันจะปรากฏเมื่อคุณเปิดรับมันเท่านั้น บอกคนที่คุณรักว่าให้ตื่นตัวในการแสวงหาโอกาสและการหาทางออกอยู่เสมอ
9. แค่ทำให้ดีที่สุด
ผู้คนที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนสามารถสร้างความกดดันให้กับตัวเองได้มากมายเพื่อทำให้ผลออกมาดี
ซึ่งมันจะสร้างความเสียใจมากขึ้นถ้ามันไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ บอกพวกเขาว่าตราบใดที่ทำดีที่สุดแล้ว
มันก็คือดีที่สุด พวกเขาเป็นมนุษย์ย่อมมีผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา แค่ทำดีที่สุดก็เพียงพอแล้ว
10. ช่วงเวลายากลำบากก่อนหน้านี้ เราก็เคยผ่านมันมาได้
มันอาจจะยากสำหรับเขาที่จะมองเห็นจุดแข็งของตัวเองท่ามกลางความรู้สึกแย่ๆ นี้
บอกเขาว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากก่อนหน้านี้เขาก็เคยผ่านมันมาได้ แสดงให้เขาเห็นว่า
มันมีทางออกและพวกเขามีจุดแข็งที่จะสามารถก้าวผ่านมันได้
11. คุณกล้าหาญ
คนจำนวนมากที่อยู่ในภาวะนี้ปฏิเสธที่จะรับรู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเขาเองนั้นเข้มแข็งและกล้าหาญมากแค่ไหน
พวกเขามักจะมองเห็นแต่ความอ่อนแอและความกลัวของตัวเอง
บอกพวกเขาว่าความกล้าหาญไม่ได้แปลว่าความกลัวนั้นหายไป
แต่มันหมายถึงความมุ่งมั่นที่ยังเดินไปข้างหน้าแม้ว่าจะยังกลัวอยู่ต่างหาก
12. ในแต่ละวันมีเรื่องราวดีๆ อยู่เสมอ
การอยู่ในช่วงเวลาที่ย่ำแย่ทำให้เรามีความคิดลบๆ ได้ง่ายมาก ถ้าใครที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้
และต้องเผชิญกับความรู้สึกหดหู่ ให้ถามเขาถึงสิ่งดีๆ ในชีวิต อะไรคือสิ่งดีๆ ที่เขามี
อะไรที่เขาทำสำเร็จมาแล้วบ้าง มันจะช่วยทำให้พวกเขามีความหวังแม้จะอยู่ในความมืดก็ตาม
13. เลือกมองสิ่งที่เราได้เรียนรู้
แม้จะต้องเจอกับอุปสรรคแต่มันก็มีสิ่งที่ได้เรียนรู้เสมอ เราอาจได้รู้ว่าใครที่เป็นเพื่อนแท้ในยามคับขัน
หรือถือว่าเป็นโอกาสได้ฝึกความอดทน ฝึกความเข้มแข็งและการแก้ปัญหา มันมีสิ่งสวยงามอยู่
ช่วยคนที่คุณรักค้นหามัน
14. มันไม่ใช่ความผิดของคุณ
บางครั้งเมื่อคนเราต้องเผชิญกับความยากลำบาก พวกเขาอาจคิดว่าความโหดร้ายนี้
ถูกส่งมาเพื่อลงโทษพวกเขา ถ้าคนที่คุณรักคิดแบบนี้ บอกพวกเขาว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขา
มันจะช่วยให้เขาผ่อนคลายขึ้น
15. ทำได้ดีแล้ว
ทำให้คนที่คุณรักรู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมีค่า เมื่ออยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
พวกเขาอาจจะไม่ชื่นชมในสิ่งที่ตัวเองทำ จงชื่นชมเขา สิ่งนั้นจะทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งและภูมิใจในตัวเองมากขึ้น
16. โฟกัสกับปัจจุบัน
หลายครั้งผู้คนมักทำให้ช่วงเวลาร้ายๆ แย่หนักกว่าเดิมโดยการกังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
หรือเอาอดีตที่ผ่านมาแล้วมากัดกร่อนจิตใจ พวกเขามักจะปล่อยให้ตัวเองคิดถึงสิ่งร้ายๆ
ที่เคยเกิดขึ้นหรือความล้มเหลวที่เคยผ่านมา หรือพวกเขาอาจจะกลัวว่าความยากลำบาก
ในตอนนี้จะนำมาซึ่งปัญหาที่เพิ่มขึ้นอีก บอกพวกเขาให้โฟกัสกับปัจจุบัน เพราะมันเป็นเพียงสิ่งเดียว
ที่พวกเขาจะสร้างหรือเปลี่ยนแปลงได้
17. มันไม่ใช่จุดจบของโลก
ไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ ความจริงก็คือมีปัญหาอยู่น้อยมากที่สามารถทำให้เราหยุดหายใจได้
คุณสามารถให้กำลังใจคนที่คุณรักโดยบอกเขาว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถอยู่รอดและพ่ายแพ้ได้
พวกเขาจะหาทางที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านี้แม้ว่าจะยากลำบากเพียงใด ขอแค่ไม่ละความพยายาม
18. อ่อนโยนกับตัวเอง
เมื่อต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลายคนอาจรู้สึกท้อแท้ผิดหวังกับปัญหาที่ต้องเผชิญ
พวกเขามักไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองได้หยุดพักกับปัญหาที่เกิดขึ้น บอกคนที่คุณรักว่าช่วงเวลาที่ยากลำบาก
จะง่ายขึ้นเมื่อเราอ่อนโยนกับชีวิต ให้เวลาหยุดพักกับปัญหาไปหัวเราะ ดูแลตัวเอง รายล้อมด้วยคนดีๆ บ้าง
การผ่อนคลายความเครียดลงจะช่วยให้พวกเขากลับมาแก้ปัญหาได้อย่างมีพลังยิ่งขึ้น
19. คนอื่นยินดีที่จะช่วย
ถ้าคนที่คุณรักกำลังเจอบททดสอบ พวกเขาอาจจะคิดว่าต้องผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้ด้วยตัวเองทั้งหมด
พวกเขาไม่อยากที่จะเอาปัญหาของพวกเขาไปสร้างภาระให้คนอื่น และไม่อยากที่จะขอความช่วยเหลือ
บอกพวกเขาว่าคนส่วนใหญ่ยินดีและเต็มใจที่จะช่วย ในความเป็นจริงแล้ว การได้ช่วยเหลือใครมันรู้สึกดีด้วยซ้ำ
เหตุผลที่มนุษย์เรามีข้อดีที่ต่างกันก็เพื่อว่าเราจะได้สามารถช่วยเหลือกันและกันได้
ให้กำลังใจคนที่คุณรักในการมองหาความช่วยเหลือเมื่อเขาจำเป็นต้องใช้มัน
20. เราอยู่ข้างๆ เสมอ
ประโยคสั้นๆ นี้มีความหมายมากมายเหลือเกิน บอกให้คนที่คุณรักรู้ว่าคุณจะอยู่เคียงข้างเขา
จะรับฟังว่าเขารู้สึกอย่างไร คอยเช็ดน้ำตาและอยู่ใกล้ๆ สิ่งเหล่านี้มีความหมายมาก
สำหรับคนที่กำลังรู้สึกทุกข์ใจ เพียงแค่คุณสนใจความรู้สึกของคนที่คุณรัก กำลังใจของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นอีกมากทีเดียว
คนเราย่อมมีช่วงเวลาที่เป็นทุกข์หรือหมดกำลังใจ หลายครั้งเราอาจรู้สึกอ่อนแอและมองไม่เห็นหนทางข้างหน้า
การที่มีใครสักคนที่รักให้กำลังใจและฉุดรั้งเราขึ้นไปในทางที่ดี จะทำให้ความเข้มแข็งและพลังใจนั้น
กลับมาอย่างเต็มเปี่ยม หากคนข้างๆ ของคุณกำลังหมดหวังลองเติมพลังให้เขาด้วยข้อความเหล่านี้ดู
รับรองว่าจะรู้สึกดีขึ้นอย่างแน่นอน