กับตั้งคำถามว่า คนๆนี้ยิ่งใหญ่มาจากไหน...มีดีอะไร ?? ถึงมีคนเอามาตรฐาน
การใช้ชีวิตของเขา สร้างเป็นสโลแกนขึ้นจอทีวี.... คนที่ทำได้ดีกว่านี้ มีมาก
มาย ทำไมไม่ยกพวกเขาขึ้นเป็นตัวอย่างบ้าง ?? อย่างน้อยก็ผมคนนึงตอน
นั้นในวัยเรียน จวบจนวันนี้ ผมก็ยังทำได้เหนือกว่าสัดส่วนนี้เท่าตัวโดยเฉลี่ย
แม้ว่าจะเจตนาให้ตัวเองมีค่าใช้จ่ายครอบครัวมากขึ้น โดยให้พ่อแม่ทุกเดือน
รวมถึงค่าซ่อมบำรุงใหญ่ ที่นานๆทีจะมาอย่างเช่น รถยนต์ เพื่อให้การออมนี้
ได้มาจากการใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงชีวิตที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเอง มีความสมจริง
มากที่สุด
พอรู้แล้วว่า สโลแกนนี้ออกจากปากใคร...ผมก็ร้องอ๋อ....เออ คำพูดคนดังว่า
มายังไง ก็ถูกต้องหมด ใครๆก็อยากฟัง... กอปรกับ ผมทำได้เหนือกว่านั้นเท่า
ตัวอยู่แล้วจึงเลิกสนใจที่มาของ สโลแกน นั้นๆ หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนเอา
สโลแกนนี้ไปเขียนหนังสือ/คู่มือการเก็บเงิน หลายเล่มกันจนเกร่อ.....แค่เห็น
ก็เบื่อแล้ว
มาช่วงประมาณปลายปีที่แล้วจนถึงเดือนนี้ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคน
ประเภทที่รู้จักตัวเองดีพอ ได้รุ้ว่าปีนึง....บางเดือนเขาจะมีค่าใช้จ่ายพิเศษไป
กับบางเรื่อง ในจำนวนที่ค่อนข้างแน่นอน ปีต่อมา...ก็จะมีแบบนี้อีกจนคาด
การณ์ปีต่อไปได้เลย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายประจำของพวกเขานั้นกลับไม่เยอะ
และก็ไม่มีรายการกระจุ๊กกระจิ๊ก เรื่อยเปื่อย ที่ทำให้หลายๆคนบ่นกันว่าเก็บเงิน
ไม่ได้ จุดเหมือนในสิ่งที่คนเหล่านี้มีคือ เขาไม่ซื้ออะไรที่อยู่นอกเหนือความ
สนใจของเขาแต่แรก เพราะอะไรที่เขาไม่ได้สนใจแต่แรก เขาจะไม่ใช้มันเลย
ต่างหาก จุดนี้เองเป็นการเริ่มต้นที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจตนเองอย่างถ่อง
แท้ และเป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งผมได้ถามต่ออีกว่า แล้วเดือนนึงเก็บได้เท่า
ไหร่ จากรายได้เท่าไหร่ ทำให้รู้ว่า สัดส่วนการเก็บออมของคุณกลุ่มนี้ มี
ตั้งแต่ 30-40 % ขึ้นไป ซึ่งใกล้เคียงกับ สโลแกนยอดฮิต "ออม 1 ส่วน ใช้ 3
ส่วน" แต่นั่นก็ยังไม่ได้ทำให้ผมปักใจกับ สัดส่วนที่มีความเป็นธรรมชาตินี้
เท่าไรนัก จนมาวันนึงผมได้ทำการออกแบบโครงสร้างเงินออมของคนหาเช้า
กินค่ำ ที่มีเงินเดือน 1 หมื่นบาทในต่างจังหวัด โดยกำหนด กรณีต่างๆ ที่ค่อน
ข้างบีบรัด เขาคนนี้ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตเฮฮา อย่างเราๆในที่นี้ค่าใช้จ่ายของ
เขา จะมีแต่รายจ่ายที่จำเป็น ที่ผมอิงจากค่าครองชีพตามจริงที่ผมเคยทำ
งานอยู่ในต่างจังหวัด บริษัทไม่มีที่พักให้ ต้องเช่าหออยู่เอง ซึ่งผลการ
คำนวณเงินออม มันออกมาที่ 34 % ซึ่งก็ประมาณได้กับ "ออม 1 ส่วน
ใช้ 2 ส่วน" ตามตัวอย่างนี้
http://www.k-weplan.com/ArticleFree.aspx?articleid=1366
ใกล้เคียงกับสโลแกนยอดฮิตที่พูดติดปากกันมาโดยไม่ได้เอะใจอะไร...
สรุปคือ จากการพูดคุยกับหลายคน และ จากการออกแบบโครงสร้างเงินออม
ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่บีบรัด สนับสนุนตัวเลขสโลแกนยอดฮิตนี้ อย่างไม่มีข้อ
กังขาและนั่นก็เป็นคำตอบที่เพียงพอที่ทำให้ผมรู้ว่า สัดส่วนการออมที่
25 หรือ 30 % ขึ้นไปนี้ มีความเป็นธรรมชาติอยู่ในตัวของมันแล้ว ดังนั้น
คนปกติ จะทำได้ตามสัดส่วนนี้โดยที่ไม่รู้สึกฝืนตัวเองแต่อย่างใด โดยที่ไม่
ต้องใช้ เทคนิคอะไรมากมายอย่างที่เห็นในหนังสือวางขายกัน
วันนี้สำรวจสุขภาพการเงินของตัวท่านเองหรือยังว่า อยู่ในเกณฑ์คนปกติ หรือ
เปล่า
ปล. ยิ่งเราเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าแล้ว การออมเงินเพื่อลงทุนก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า
ความสามารถในการสร้างผลตอบแทน และระยะเวลาในการลงทุนเลยครับ
