สนธิน่าจะเป็นคนพาลนะ
- ขงเบ้ง
- Verified User
- โพสต์: 399
- ผู้ติดตาม: 0
สนธิน่าจะเป็นคนพาลนะ
โพสต์ที่ 32
เห้นด้วยครับ ไปพูดกันในสภาดีกว่า เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่ารับกระสุ น นิba_2l เขียน:ถ้าฝ่ายค้าน125เสียงอภิปรายนายกได้ผมว่าจบ
ผมว่ากรรมของคนรับกระสุ นเองมากว่า ตอนนี้ต้องใช้กรรม แถมกระสุนที่เขาใช้ก็ของเราเอง กระสุนเอื้ออาทร อิ อิ ตอนนี้ต้องใช้กรรมของตัวเองครับ
จะมาบ่นไม่ได้ว่าติก ผิด ไม่มีคนเหมาะสมก็ลงช่องไม่ออกเสียงนิ
ผมว่าถ้าผลออกมาส่วนใหญ่ไม่ออกเสียง หวังว่าคงละอายบ้าง ได้แต่หวัง
ผมพูดได้เพราะผมไม่เดือดร้อน ผมขวนขวาย ผมอยู่อย่างพอเพียง ผมไม่มีหนี้ ผมมีแนวคิด เห็นด้วยกับพระราชดำรัสวันที่ 4 ครับ ไม่เดือดร้อน เพราะขวนขวาย เรื่องปาล์มนํามันไง ผมว่าเอามาประยุกต์ใช้กับเรื่องนี้ก็ได้นะครับครับ

เป็นแค่ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนส่วนตัวนะครับ ผมอาจผิดก้ได้ครับ ไม่เห้นด้วยก็ได้ครับ
ไม่มีกลยุทธ์ใดตายตัวขึ้นอยู่กับสภาวะการณ์
เวลารุกคิดให้นานแต่เวลาถอยต้องเร็วไร้เงา
อิสรภาพทางการเงินเป็นแค่การเริ่มต้น
ปลายทาง คือ ความหลุดพ้น
ชีวิต คือ ความว่างเปล่า
ไม่มีใครหนีพ้นความตาย
แม้เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1ของโลก
เวลารุกคิดให้นานแต่เวลาถอยต้องเร็วไร้เงา
อิสรภาพทางการเงินเป็นแค่การเริ่มต้น
ปลายทาง คือ ความหลุดพ้น
ชีวิต คือ ความว่างเปล่า
ไม่มีใครหนีพ้นความตาย
แม้เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1ของโลก
-
- Verified User
- โพสต์: 2509
- ผู้ติดตาม: 0
สนธิน่าจะเป็นคนพาลนะ
โพสต์ที่ 33
[quote="hot"]สงสัยภัยธรรมชาติจะมาก่อนภัยมนุษย์นะพี่เจ๋งกับคุณคัดท้าย
-
- Verified User
- โพสต์: 1260
- ผู้ติดตาม: 0
สนธิน่าจะเป็นคนพาลนะ
โพสต์ที่ 35
คิดเช่นเดียวกันครับผมว่าถ้าผลออกมาส่วนใหญ่ไม่ออกเสียง หวังว่าคงละอายบ้าง ได้แต่หวัง
ผมว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดแบบนี้ด้วยซ้ำ
คิดแต่ว่าต้องเลือก ถ้าไม่เลือกคนนี้ก็เลือกคนนู้น
สักแต่เลือกๆไป
และมีอีกจำนวนมากที่เลือกตามคนอื่น
- ครรชิต ไพศาล
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 4623
- ผู้ติดตาม: 1
สนธิน่าจะเป็นคนพาลนะ
โพสต์ที่ 36
กลมต้องปลุกเหลี่ยม ไม่มีเหลี่ยมแล้วกลมจะด่าใคร :lol: :lol:อืมม์... สมมติเหลี่ยมกับกลมบังเอิญไปพักตากอากาศที่หาดเดียวกัน
เหลี่ยมหลับอยู่บนเตียงผ้าใบ
กลมมองออกไปเห็นคลื่นยักษ์มา คาดว่ามีเวลาวิ่งหนีราว 5 นาที
กลมจะปลุกเหลี่ยมก่อนมั้ย?
ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบใจไม่มี นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN
-
- Verified User
- โพสต์: 2509
- ผู้ติดตาม: 0
สนธิน่าจะเป็นคนพาลนะ
โพสต์ที่ 37
อีกมุมของคนพาลหน้ากลม
===============================================
ผบ.ทบ.แจงยิบเปิดบก.ทบ.รับหนังสือ"สนธิ"
6 กุมภาพันธ์ 2549 19:37 น.
ผบ.ทบ.ระบุ นอนในกองบัญชาการกองทัพบกคืน "สนธิ"พาม็อบยื่นหนังสือขับไล่นายกฯ เผย โทร.แจงเลขาธิการนายกฯเหตุรับหนังสือ ชี้ไร้สาระ เชื่อเขียนขึ้นฉุกละหุก วอนทุกฝ่ายยุติ หยุดจาบจ้วงสถาบัน
บน.6 วันที่ 6 ุกุมภาพันธ์ 2549 ---- เวลา 17.30 น.พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ยื่นหนังสือเรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งว่า หนังสือถึงมือมือตนเมื่อเวลา 01.00 น.ของวันที่ 5 ก.พ. โดยเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่บริเวณลานพระบรมรูปได้ยินว่า นายสนธิประกาศทางไมโครโฟนว่าจะนำประชาชนเดินขบวนมาที่ บก.ทบ.เพื่อยื่นหนังสือให้ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งก็เอะใจว่า มีอะไร และเจ้าหน้าที่ที่ยืนปฏิบัติการในพื้นที่ก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร แต่หลังจากนั้นไม่นานายสนธิก็รวมกำลังและเคลื่อนขบวนประชาชนประมาณ 2,000 คน แต่ก่อนที่ขบวนจะมาถึงก็ตัดสินใจให้เลขานุการกองทัพบกเป็นผู้แทนไปรับหนังสือดังกล่าว เมื่อนายสนธิเคลื่อนขบวนมาถึงกลับไม่ยอมมอบหนังสือดังกล่าวให้ตัวแทนที่มอบหมายไป โดยนายสนธิบอกว่า ต้องการพบผู้บัญชาการทหารบกเท่านั้นจึงจะมอบหนังสือดังกล่าวให้
ผบ.ทบ.กล่าวว่า จากการสังเกตดูกลุ่มมวลชนที่รวมตัวหน้า บก.ทบ.น่าจะมีความรุนแรงพอสมควร เนื่องจากเด็กวัยรุ่นจำนวนมาก เกรงว่าจะทำให้การควบคุมมีปัญหาพอสมควร จึงตัดสินใจว่า หากไม่รับหนังสือและบอกว่าตนไม่อยู่จะเกิดอะไรขึ้น อีกทั้งได้รับทราบจากเลขาฯว่า นายสนธิจะไม่ไปไหน หากผู้บัญชาการทหารบกไม่มารับหนังสือพร้อมจะนำผู้ชุมนุมเข้ามาเพิ่มเติมอีก หากเป็นเช่นนี้จะทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อ จึงเกรงว่า ถ้าควบคุมฝูงชนบริเวณดังกล่าวไม่ได้ จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา หากปีนรั้วขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร ฝูงชนกำลังอยู่ในสภาพที่มีการปลุกเร้าพอสมควร ถ้าเกิดควบคุมกลุ่มวัยรุ่นไม่ได้ขึ้นมาปีนเข้ามาแล้วพังประตูเข้ามาจะเกิดเป็นเรื่องใหญ่ จึงตัดสินใจจำเป็นจะต้องออกมารับเพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวจบลง
"ผมมองในแง่ยุทธการ ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เลยไปจะทำให้บานปลาย ถ้าหากมีการปีนเข้ามาใน บก.ทบ. แน่นอนว่าทหารจะใช้มาตรการระดับหนึ่งในการควบคุม แต่จะไม่มีการใช้อาวุธ แต่อย่างว่า ทหารบางทีก็คือทหาร บางคนก็อาจจะหมดความอดทน อาจจะมีการกระทำที่รุนแรงไปบ้าง ผมก็เป็นห่วง ผมจึงตัดสินใจให้มีการจัดคณะขึ้นมาเพื่อเจรจา โดยฝ่ายนายสนธิก็ได้เข้ามาพบ 3 คน โดยมาพบที่ห้องรับรองสำนักเลขานุการกองทัพบก และได้มีการนั่งคุยกัน ผมได้ไปรอในห้องรับรองก่อนแล้ว หลังจากนั้นนายสนธิพร้อมพวกก็เข้ามา คำแรกที่ผมพูดคือเชิญให้เขานั่งลง แล้วผมก็นั่งฟังนายสนธิพูด ส่วนใหญ่จะพูดเกี่ยวกับทหารว่า ทำไมทหารไม่เข้าร่วมกับประชาชน อยากทหารอยู่เคียงข้างประชาชน รวมถึงเรื่องเก่า ๆ ที่นายสนธิปราศรัยอยู่บนเวที ซึ่งใช้เวลาในการพูดคุยประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นนายสนธิก็ยื่นซองเอกสารข้อเรียกร้องต่าง ๆ ให้ ผมก็ส่งเอกสารให้กับทางสำนักงานทันที หลังจากนั้น ผมก็พูดคำที่สอง ให้นายสนธิดื่มน้ำเพราะพูดมามากแล้ว วันนี้เหนื่อย และหลังจากนั้นก็ลุกขึ้นออกจากห้องไป"ผบ.ทบ.กล่าว
พล.อ.สนธิกล่าวอีกว่า มีคำถามเกิดขึ้นกับสื่อว่าทำไม ผบ.ทบ.ต้องไปส่งนายสนธิถึงหน้าประตูด้วย อยากเรียนตรงๆ คงรู้จักนิสัยตนว่า เป็นคนมีนิสัยให้เกียรติคน ไม่ว่าใครก็ตาม แม้แต่กำลังพลชั้นผู้น้อยก็ตามจะให้เกียรติหมด เพราะมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน
เมื่อถามว่า การที่นายสนธิออกมาพูดในลักษณะเรียกร้องให้ทหารเข้าไปอยู่เคียงข้างประชาชน อาจจะทำให้เข้าใจผิดว่ากองทัพให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาล พล.อ.สนธิ กล่าวว่า คิดว่าหากประชาชนตรองสักนิด จะไม่สงสัยว่ามีความเป็นไปได้ตามนั้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก คุมกองกำลังทั้งกองทัพจะต้องเป็นไปตามนโยบายที่เคยพูดไว้ คือจะต้องเป็นกลาง ยืนหยัดอยู่ตรงนั้น และที่สำคัญต้องเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ต่อข้อถามว่า เหตุใดนายสนธิถึงต้องมายื่นหนังสือกับ ผบ.ทบ.หรือต้องการดึง ผบ.ทบ.ไปร่วมกับประชาชนเพราะหลังจากยื่นหนังสือให้กับ พล.อ.เปรมแล้วก็ไม่ประสบผลเท่าไร พล.อ.สนธิกล่าวว่า ในแง่เชิงปฏิบัติการวิเคราะห์สถานการณ์ว่าการรวมตัวของประชาชนที่มายืนหน้า บก.ทบ.ได้วิเคราะห์ 2 ประเด็น คือประเด็นที่ 1 ต้องการทำสถานการณ์นั้นให้ขยายตัวขึ้น หากขยายตัวขึ้น เมื่อมีปัญหากับทหารซึ่งเป็นจุดที่ฝ่ายม็อบจะได้ประโยชน์เพราะว่าประชาชนทั้งประเทศจะไม่ค่อยพอใจว่า ทำไมทหารรังแกประชาชน จุดนี้กลัวที่สุด จึงต้องการหลีกเลี่ยง เพราะการที่ประชาชนกว่า 2 พันคนมารวมตัวกันตรงจุดนั้น ถือว่ามากพอสมควรมีพื้นที่ระยะสั้นๆ ส่วนประเด็นที่ 2 ถ้าตนเป็นคนรับหนังสือเองจะหมายถึงว่า ถูกดึงไปเล่นเกมด้วย ถ้าถามว่ากรณีที่ 1 และกรณีที่ 2 คิดอย่างไร จึงตัดสินใจว่า กรณีที่ 1 แรงกว่าจึงจำเป็นต้องเลือกกรณีที่ 2 จึงเชิญนายสนธิเข้ามาพูดคุย เพราะการพูดคุยกันสามารถทำให้ปัญหาที่รุนแรงสามารถยุติลงไปได้
เมื่อถามว่า ผบ.ทบ.ได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ พ.ต.ท.ทักษิณทราบหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ได้เรียนผ่านเลขานายกรัฐมนตรี โดยได้โทรศัพท์ไปช่วงเช้า
เมื่อถามย้ำว่า นายกฯเข้าใจเรื่องดังกล่าวหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ได้รายงานผ่านเลขาฯซึ่งท่านก็หัวเราะ ไม่มีปัญหา ท่านเข้าใจอยู่แล้ว เพราะมีประสบการณ์เรื่องนี้มากกว่า อย่างไรก็ตามตนได้ประชุมชี้แจงกับผู้บังคับหน่วยเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ให้กำลังพลรู้ว่าอดีตเคยมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ซึ่งตนเคยอยู่ในหลายเหตุการณ์และรู้ว่าวิธีที่ทำให้คนหมดความอดทนมีวิธีการ ฉะนั้นฝ่ายผู้ก่อการพยายามที่จะดึงตรงนี้มาจึงได้ชี้แจงทำความเข้าใจในที่ประชุม บางครั้งเคยเกิดเหตุการณ์จากบรรพบุรุษ บุพการี บางทีถึงขั้นถ่มเสมหะรดเลยก็มี ซึ่งตนยืนดูอยู่ในเหตุการณ์ เด็ก ๆ คงจำไม่ได้ อาจจะมีการสั่งสอนกันบ้าง ซึ่งได้ยกตัวอย่างอย่างชัดเจนว่าอดีตเคยมีมาแบบนี้ ทหารต้องอดทน
ต่อข้อถามว่า ระดับผู้บังคับกองพันมีปฏิกิริยาเกิดการเคลื่อนไหวกันในค่ำคืนดังกล่าวด้วย พล.อ.สนธิ กล่าวว่า คิดว่าคงไม่ทำ เพราะได้สั่งการชัดเจนว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรขึ้นแม่ทัพภาคที่ 1 จะต้องรับผิดชอบ แล้วจะต้องมาขออนุมัติการเคลื่อนย้ายกำลังพลจากตน ซึ่งจะต้องพักอยู่ที่ บก.ทบ.เพื่อสั่งการ เพราะหากกลับไปนอนที่บ้านติดต่อกันคงลำบาก
เมื่อถามว่า ถึงวันนี้รู้สึกอัดอัดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า มีความอึดอัด เพราะมีการมองกันคนละแง่คนละมุม แต่เรื่องจริงก็เป็นเรื่องจริง มีความรู้สึกอย่างนั้น ทำอะไรส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานตัดสินใจค่อนข้างชัดเจน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอะไรคืออะไร
เมื่อถามว่า การชุมนุมในวันที่ 11 ก.พ.นี้กองทัพได้มีการดูแลมาตรการอะไรเป็นพิเศษ เพราะอาจจะมีการดึงทหารเข้าไปร่วมด้วย พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เราใช้แผนเดิม เพียงแต่ว่าสถานที่ใช้ในการชุมนุมจะเป็นที่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากมาชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งใกล้ ทบ.อาจจะเป็นสถานที่ล่อแหลมเหมือนเดิมทั้งนี้ไม่คิดว่าเขาจะบุกเข้ามาในทบ.เพราะหากทำอะไรซ้ำๆ จะไม่เกิดประโยชน์
ผบ.ทบ.กล่าวว่า สำหรับหนังสือที่นายสนธิยื่นให้นั้น เท่าที่อ่านดูแล้วเป็นหนังสือเขียนในลัษณะฉุกเฉิน เขียนขึ้นมาในเวลานั้น ไม่ได้มีข้อความอะไรที่สำคัญเหมือนกับเพิ่งรีบเขียนและรีบทำในเวลาไม่กี่นาที ข้อความในนั้นอ่านดูแล้วไม่มีอะไรที่ได้สาระ
เมื่อถามว่า ไร้สาระใช่ไหม พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไร้สาระ
เมื่อถามอีกว่า เกรงหรือไม่ว่าทหารบางส่วนอาจจะไม่พอใจที่มีการกระทบกระทั่งนายกรัฐมนตรีมากเกินไป โดยเฉพาะเพื่อนที่คุมกำลังอยู่อาจจะไม่มีการปฏิบัติการตามคำสั่งของ ผบ.ทบ. พล.อ.สนธิ กล่าวยืนยันว่า ทหารมีวินัย ทหารในยุคปัจจุบันจะต้องฟังผู้บังคับบัญชา
เมื่อถามว่า บางคนมีความสัมพันธ์ในฐานะความเป็นเพื่อน พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่หรอก ทุกคนรู้ ได้เรียนกับสื่อตลอดเวลาว่า หากทำอย่างนั้นจะทำให้นายกรัฐมนตรีลำบากใจหนักยิ่งขึ้น
ต่อข้อถามว่า การที่นายสนธิพยายามดึงทหารเข้าร่วมด้วยเป็นการให้มีมวลชนเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า มันเป็นกุศโลบายในการสร้างพลังประชาชน พลังฝูงชน ซึ่งเป็นกฎกติกาและเป็นกฎเกณฑ์ ซึ่งเขาพยายามจะหา
เมื่อถามว่า จุดยืนของทหารจะไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม พล.อ.สนธิ กล่าวว่า แน่นอน เรามีวัตถุประสงค์ของกองทัพชัดเจน ซึ่งประชาชนสบายใจได้ ไม่ต้องห่วง
ต่อข้อถามว่า มีการหยิบยกสถาบันขึ้นมาจาบจ้วงเพื่อเอาประเด็นมาขยายผล กองทัพมีการประเมินว่าจะส่งผลกระทบอะไรหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า กองทัพจะต้องพิจารณาคำพูดต่าง ๆ เหล่านั้นว่า จะนำไปสู่ประโยชน์หรือโทษอย่างไรในเวลานี้ บอกตามตรงไม่อยากให้ใครเข้าไปจาบจ้วง หรือไปนำเพื่อนฝูงเข้ามา เพราะอาจจะมีปัญหากับตัวเอง ทั้งนี้ เห็นว่าควรจะเลิกกันได้เสียที หากรักชาติ รักแผ่นดิน รักพระเจ้าอยู่หัว ควรหยุดพูดเรื่องทั้งหมดได้แล้วไม่ควรจะหยิบลงมา ทั้งนี้ อยากเรียนประชาชนทุกคนว่าขอให้ไต่ตรองให้ดีว่าคำพูดในแต่ละเรื่องสามารถพิสูจน์ได้มากแค่ไหน เราต้องมาวิเคราะห์กันว่าสิ่งไหนเป็นไปได้และสิ่งไหนเป็นไปไม่ได้ เมื่อไตร่ตรองกันดีแล้วจะรู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ในอดีตอย่างพฤษภาทมิฬที่ทหารออกมาปฏิบัติการจะไม่มีแน่นอน พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่ต้องพูดถึงทหารดีกว่า ปัญหาทุกอย่างอยู่ที่ประชาชน ประชาชนจะเป็นตัวกำหนดว่าสถานการณ์จะเดินไปทางไหน ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่มากมาย ดูได้จากเวบไซต์หลายคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าทั้งหมดเป็นส่วนน้อยของคนที่คิดแค่นั้นเอง
เมื่อถามว่า ได้ฟังคำปราศรัยของนายสนธิแล้วรู้สึกอย่างไร พล.อ.สนธิ กล่าวว่า คิดว่ามันไม่ก่อประโยชน์ กับความรัก ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติมากนัก แต่อยากจะให้ทุกคนรักกัน สามัคคีกัน อยู่กันอย่างสงบและช่วยกันทำงานเพื่อพัฒนาประเทศ
เมื่อถามย้ำว่า เมื่อประชาชนมีการลุกฮือขึ้นมา ทหารจะพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เคียงข้างประชาชนแต่ประชาชนกลุ่มไหนจะต้องดูด้วย ถ้าประชาชนกลุ่มที่ถูกก็อยู่ข้างประชาชนที่ถูก สิ่งสำคัญเหตุการณ์นี้มีการปล่อยข่าวลือ อันนี้ขอให้ประชาชนฟังดูและไต่ตรองกันให้มาก ๆ
ต่อข้อถามว่า ได้มีการทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรี หรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ตอนแรกมีคนจะทำหนังสือชี้แจงกับนายกรัฐมนตรีให้ แต่ท่านบอกไม่ต้องแล้ว มีการติดต่อประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ไม่รู้สึกเป็นห่วงในเรื่องของการทำงาน
===============================================
ผบ.ทบ.แจงยิบเปิดบก.ทบ.รับหนังสือ"สนธิ"
6 กุมภาพันธ์ 2549 19:37 น.
ผบ.ทบ.ระบุ นอนในกองบัญชาการกองทัพบกคืน "สนธิ"พาม็อบยื่นหนังสือขับไล่นายกฯ เผย โทร.แจงเลขาธิการนายกฯเหตุรับหนังสือ ชี้ไร้สาระ เชื่อเขียนขึ้นฉุกละหุก วอนทุกฝ่ายยุติ หยุดจาบจ้วงสถาบัน
บน.6 วันที่ 6 ุกุมภาพันธ์ 2549 ---- เวลา 17.30 น.พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ยื่นหนังสือเรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งว่า หนังสือถึงมือมือตนเมื่อเวลา 01.00 น.ของวันที่ 5 ก.พ. โดยเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่บริเวณลานพระบรมรูปได้ยินว่า นายสนธิประกาศทางไมโครโฟนว่าจะนำประชาชนเดินขบวนมาที่ บก.ทบ.เพื่อยื่นหนังสือให้ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งก็เอะใจว่า มีอะไร และเจ้าหน้าที่ที่ยืนปฏิบัติการในพื้นที่ก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร แต่หลังจากนั้นไม่นานายสนธิก็รวมกำลังและเคลื่อนขบวนประชาชนประมาณ 2,000 คน แต่ก่อนที่ขบวนจะมาถึงก็ตัดสินใจให้เลขานุการกองทัพบกเป็นผู้แทนไปรับหนังสือดังกล่าว เมื่อนายสนธิเคลื่อนขบวนมาถึงกลับไม่ยอมมอบหนังสือดังกล่าวให้ตัวแทนที่มอบหมายไป โดยนายสนธิบอกว่า ต้องการพบผู้บัญชาการทหารบกเท่านั้นจึงจะมอบหนังสือดังกล่าวให้
ผบ.ทบ.กล่าวว่า จากการสังเกตดูกลุ่มมวลชนที่รวมตัวหน้า บก.ทบ.น่าจะมีความรุนแรงพอสมควร เนื่องจากเด็กวัยรุ่นจำนวนมาก เกรงว่าจะทำให้การควบคุมมีปัญหาพอสมควร จึงตัดสินใจว่า หากไม่รับหนังสือและบอกว่าตนไม่อยู่จะเกิดอะไรขึ้น อีกทั้งได้รับทราบจากเลขาฯว่า นายสนธิจะไม่ไปไหน หากผู้บัญชาการทหารบกไม่มารับหนังสือพร้อมจะนำผู้ชุมนุมเข้ามาเพิ่มเติมอีก หากเป็นเช่นนี้จะทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อ จึงเกรงว่า ถ้าควบคุมฝูงชนบริเวณดังกล่าวไม่ได้ จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา หากปีนรั้วขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร ฝูงชนกำลังอยู่ในสภาพที่มีการปลุกเร้าพอสมควร ถ้าเกิดควบคุมกลุ่มวัยรุ่นไม่ได้ขึ้นมาปีนเข้ามาแล้วพังประตูเข้ามาจะเกิดเป็นเรื่องใหญ่ จึงตัดสินใจจำเป็นจะต้องออกมารับเพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวจบลง
"ผมมองในแง่ยุทธการ ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เลยไปจะทำให้บานปลาย ถ้าหากมีการปีนเข้ามาใน บก.ทบ. แน่นอนว่าทหารจะใช้มาตรการระดับหนึ่งในการควบคุม แต่จะไม่มีการใช้อาวุธ แต่อย่างว่า ทหารบางทีก็คือทหาร บางคนก็อาจจะหมดความอดทน อาจจะมีการกระทำที่รุนแรงไปบ้าง ผมก็เป็นห่วง ผมจึงตัดสินใจให้มีการจัดคณะขึ้นมาเพื่อเจรจา โดยฝ่ายนายสนธิก็ได้เข้ามาพบ 3 คน โดยมาพบที่ห้องรับรองสำนักเลขานุการกองทัพบก และได้มีการนั่งคุยกัน ผมได้ไปรอในห้องรับรองก่อนแล้ว หลังจากนั้นนายสนธิพร้อมพวกก็เข้ามา คำแรกที่ผมพูดคือเชิญให้เขานั่งลง แล้วผมก็นั่งฟังนายสนธิพูด ส่วนใหญ่จะพูดเกี่ยวกับทหารว่า ทำไมทหารไม่เข้าร่วมกับประชาชน อยากทหารอยู่เคียงข้างประชาชน รวมถึงเรื่องเก่า ๆ ที่นายสนธิปราศรัยอยู่บนเวที ซึ่งใช้เวลาในการพูดคุยประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นนายสนธิก็ยื่นซองเอกสารข้อเรียกร้องต่าง ๆ ให้ ผมก็ส่งเอกสารให้กับทางสำนักงานทันที หลังจากนั้น ผมก็พูดคำที่สอง ให้นายสนธิดื่มน้ำเพราะพูดมามากแล้ว วันนี้เหนื่อย และหลังจากนั้นก็ลุกขึ้นออกจากห้องไป"ผบ.ทบ.กล่าว
พล.อ.สนธิกล่าวอีกว่า มีคำถามเกิดขึ้นกับสื่อว่าทำไม ผบ.ทบ.ต้องไปส่งนายสนธิถึงหน้าประตูด้วย อยากเรียนตรงๆ คงรู้จักนิสัยตนว่า เป็นคนมีนิสัยให้เกียรติคน ไม่ว่าใครก็ตาม แม้แต่กำลังพลชั้นผู้น้อยก็ตามจะให้เกียรติหมด เพราะมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน
เมื่อถามว่า การที่นายสนธิออกมาพูดในลักษณะเรียกร้องให้ทหารเข้าไปอยู่เคียงข้างประชาชน อาจจะทำให้เข้าใจผิดว่ากองทัพให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาล พล.อ.สนธิ กล่าวว่า คิดว่าหากประชาชนตรองสักนิด จะไม่สงสัยว่ามีความเป็นไปได้ตามนั้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก คุมกองกำลังทั้งกองทัพจะต้องเป็นไปตามนโยบายที่เคยพูดไว้ คือจะต้องเป็นกลาง ยืนหยัดอยู่ตรงนั้น และที่สำคัญต้องเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ต่อข้อถามว่า เหตุใดนายสนธิถึงต้องมายื่นหนังสือกับ ผบ.ทบ.หรือต้องการดึง ผบ.ทบ.ไปร่วมกับประชาชนเพราะหลังจากยื่นหนังสือให้กับ พล.อ.เปรมแล้วก็ไม่ประสบผลเท่าไร พล.อ.สนธิกล่าวว่า ในแง่เชิงปฏิบัติการวิเคราะห์สถานการณ์ว่าการรวมตัวของประชาชนที่มายืนหน้า บก.ทบ.ได้วิเคราะห์ 2 ประเด็น คือประเด็นที่ 1 ต้องการทำสถานการณ์นั้นให้ขยายตัวขึ้น หากขยายตัวขึ้น เมื่อมีปัญหากับทหารซึ่งเป็นจุดที่ฝ่ายม็อบจะได้ประโยชน์เพราะว่าประชาชนทั้งประเทศจะไม่ค่อยพอใจว่า ทำไมทหารรังแกประชาชน จุดนี้กลัวที่สุด จึงต้องการหลีกเลี่ยง เพราะการที่ประชาชนกว่า 2 พันคนมารวมตัวกันตรงจุดนั้น ถือว่ามากพอสมควรมีพื้นที่ระยะสั้นๆ ส่วนประเด็นที่ 2 ถ้าตนเป็นคนรับหนังสือเองจะหมายถึงว่า ถูกดึงไปเล่นเกมด้วย ถ้าถามว่ากรณีที่ 1 และกรณีที่ 2 คิดอย่างไร จึงตัดสินใจว่า กรณีที่ 1 แรงกว่าจึงจำเป็นต้องเลือกกรณีที่ 2 จึงเชิญนายสนธิเข้ามาพูดคุย เพราะการพูดคุยกันสามารถทำให้ปัญหาที่รุนแรงสามารถยุติลงไปได้
เมื่อถามว่า ผบ.ทบ.ได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ พ.ต.ท.ทักษิณทราบหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ได้เรียนผ่านเลขานายกรัฐมนตรี โดยได้โทรศัพท์ไปช่วงเช้า
เมื่อถามย้ำว่า นายกฯเข้าใจเรื่องดังกล่าวหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ได้รายงานผ่านเลขาฯซึ่งท่านก็หัวเราะ ไม่มีปัญหา ท่านเข้าใจอยู่แล้ว เพราะมีประสบการณ์เรื่องนี้มากกว่า อย่างไรก็ตามตนได้ประชุมชี้แจงกับผู้บังคับหน่วยเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ให้กำลังพลรู้ว่าอดีตเคยมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ซึ่งตนเคยอยู่ในหลายเหตุการณ์และรู้ว่าวิธีที่ทำให้คนหมดความอดทนมีวิธีการ ฉะนั้นฝ่ายผู้ก่อการพยายามที่จะดึงตรงนี้มาจึงได้ชี้แจงทำความเข้าใจในที่ประชุม บางครั้งเคยเกิดเหตุการณ์จากบรรพบุรุษ บุพการี บางทีถึงขั้นถ่มเสมหะรดเลยก็มี ซึ่งตนยืนดูอยู่ในเหตุการณ์ เด็ก ๆ คงจำไม่ได้ อาจจะมีการสั่งสอนกันบ้าง ซึ่งได้ยกตัวอย่างอย่างชัดเจนว่าอดีตเคยมีมาแบบนี้ ทหารต้องอดทน
ต่อข้อถามว่า ระดับผู้บังคับกองพันมีปฏิกิริยาเกิดการเคลื่อนไหวกันในค่ำคืนดังกล่าวด้วย พล.อ.สนธิ กล่าวว่า คิดว่าคงไม่ทำ เพราะได้สั่งการชัดเจนว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรขึ้นแม่ทัพภาคที่ 1 จะต้องรับผิดชอบ แล้วจะต้องมาขออนุมัติการเคลื่อนย้ายกำลังพลจากตน ซึ่งจะต้องพักอยู่ที่ บก.ทบ.เพื่อสั่งการ เพราะหากกลับไปนอนที่บ้านติดต่อกันคงลำบาก
เมื่อถามว่า ถึงวันนี้รู้สึกอัดอัดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า มีความอึดอัด เพราะมีการมองกันคนละแง่คนละมุม แต่เรื่องจริงก็เป็นเรื่องจริง มีความรู้สึกอย่างนั้น ทำอะไรส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานตัดสินใจค่อนข้างชัดเจน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอะไรคืออะไร
เมื่อถามว่า การชุมนุมในวันที่ 11 ก.พ.นี้กองทัพได้มีการดูแลมาตรการอะไรเป็นพิเศษ เพราะอาจจะมีการดึงทหารเข้าไปร่วมด้วย พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เราใช้แผนเดิม เพียงแต่ว่าสถานที่ใช้ในการชุมนุมจะเป็นที่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากมาชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งใกล้ ทบ.อาจจะเป็นสถานที่ล่อแหลมเหมือนเดิมทั้งนี้ไม่คิดว่าเขาจะบุกเข้ามาในทบ.เพราะหากทำอะไรซ้ำๆ จะไม่เกิดประโยชน์
ผบ.ทบ.กล่าวว่า สำหรับหนังสือที่นายสนธิยื่นให้นั้น เท่าที่อ่านดูแล้วเป็นหนังสือเขียนในลัษณะฉุกเฉิน เขียนขึ้นมาในเวลานั้น ไม่ได้มีข้อความอะไรที่สำคัญเหมือนกับเพิ่งรีบเขียนและรีบทำในเวลาไม่กี่นาที ข้อความในนั้นอ่านดูแล้วไม่มีอะไรที่ได้สาระ
เมื่อถามว่า ไร้สาระใช่ไหม พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไร้สาระ
เมื่อถามอีกว่า เกรงหรือไม่ว่าทหารบางส่วนอาจจะไม่พอใจที่มีการกระทบกระทั่งนายกรัฐมนตรีมากเกินไป โดยเฉพาะเพื่อนที่คุมกำลังอยู่อาจจะไม่มีการปฏิบัติการตามคำสั่งของ ผบ.ทบ. พล.อ.สนธิ กล่าวยืนยันว่า ทหารมีวินัย ทหารในยุคปัจจุบันจะต้องฟังผู้บังคับบัญชา
เมื่อถามว่า บางคนมีความสัมพันธ์ในฐานะความเป็นเพื่อน พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่หรอก ทุกคนรู้ ได้เรียนกับสื่อตลอดเวลาว่า หากทำอย่างนั้นจะทำให้นายกรัฐมนตรีลำบากใจหนักยิ่งขึ้น
ต่อข้อถามว่า การที่นายสนธิพยายามดึงทหารเข้าร่วมด้วยเป็นการให้มีมวลชนเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า มันเป็นกุศโลบายในการสร้างพลังประชาชน พลังฝูงชน ซึ่งเป็นกฎกติกาและเป็นกฎเกณฑ์ ซึ่งเขาพยายามจะหา
เมื่อถามว่า จุดยืนของทหารจะไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม พล.อ.สนธิ กล่าวว่า แน่นอน เรามีวัตถุประสงค์ของกองทัพชัดเจน ซึ่งประชาชนสบายใจได้ ไม่ต้องห่วง
ต่อข้อถามว่า มีการหยิบยกสถาบันขึ้นมาจาบจ้วงเพื่อเอาประเด็นมาขยายผล กองทัพมีการประเมินว่าจะส่งผลกระทบอะไรหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า กองทัพจะต้องพิจารณาคำพูดต่าง ๆ เหล่านั้นว่า จะนำไปสู่ประโยชน์หรือโทษอย่างไรในเวลานี้ บอกตามตรงไม่อยากให้ใครเข้าไปจาบจ้วง หรือไปนำเพื่อนฝูงเข้ามา เพราะอาจจะมีปัญหากับตัวเอง ทั้งนี้ เห็นว่าควรจะเลิกกันได้เสียที หากรักชาติ รักแผ่นดิน รักพระเจ้าอยู่หัว ควรหยุดพูดเรื่องทั้งหมดได้แล้วไม่ควรจะหยิบลงมา ทั้งนี้ อยากเรียนประชาชนทุกคนว่าขอให้ไต่ตรองให้ดีว่าคำพูดในแต่ละเรื่องสามารถพิสูจน์ได้มากแค่ไหน เราต้องมาวิเคราะห์กันว่าสิ่งไหนเป็นไปได้และสิ่งไหนเป็นไปไม่ได้ เมื่อไตร่ตรองกันดีแล้วจะรู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ในอดีตอย่างพฤษภาทมิฬที่ทหารออกมาปฏิบัติการจะไม่มีแน่นอน พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่ต้องพูดถึงทหารดีกว่า ปัญหาทุกอย่างอยู่ที่ประชาชน ประชาชนจะเป็นตัวกำหนดว่าสถานการณ์จะเดินไปทางไหน ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่มากมาย ดูได้จากเวบไซต์หลายคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าทั้งหมดเป็นส่วนน้อยของคนที่คิดแค่นั้นเอง
เมื่อถามว่า ได้ฟังคำปราศรัยของนายสนธิแล้วรู้สึกอย่างไร พล.อ.สนธิ กล่าวว่า คิดว่ามันไม่ก่อประโยชน์ กับความรัก ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติมากนัก แต่อยากจะให้ทุกคนรักกัน สามัคคีกัน อยู่กันอย่างสงบและช่วยกันทำงานเพื่อพัฒนาประเทศ
เมื่อถามย้ำว่า เมื่อประชาชนมีการลุกฮือขึ้นมา ทหารจะพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เคียงข้างประชาชนแต่ประชาชนกลุ่มไหนจะต้องดูด้วย ถ้าประชาชนกลุ่มที่ถูกก็อยู่ข้างประชาชนที่ถูก สิ่งสำคัญเหตุการณ์นี้มีการปล่อยข่าวลือ อันนี้ขอให้ประชาชนฟังดูและไต่ตรองกันให้มาก ๆ
ต่อข้อถามว่า ได้มีการทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรี หรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ตอนแรกมีคนจะทำหนังสือชี้แจงกับนายกรัฐมนตรีให้ แต่ท่านบอกไม่ต้องแล้ว มีการติดต่อประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ไม่รู้สึกเป็นห่วงในเรื่องของการทำงาน
-
- Verified User
- โพสต์: 84
- ผู้ติดตาม: 0
สนธิน่าจะเป็นคนพาลนะ
โพสต์ที่ 38
นายสนธิ เป็นเพียง เสียงสะท้อนหนึ่งของความไม่สมบูรณ์ของระบบที่มีปัจจุบัน
หากแต่สิ่งที่นายสนธิแสดง มุ่งเน้นในการล้มล้างนายทักษิณ เป็นประเด็นใหญ่
เมื่อ เรามุ่งเน้นที่บุคคล ทำให้เนื้อหาที่พูดคุย ลืมเลือน ก็เหมือนกับคนเริ่มทะเลาะกัน อารมณ์ก็เป็นใหญ่
สิ่งที่เราควรมุ่งหวัง น่าจะต้องมีมากกว่า และดีกว่าที่นายสนธิคนเดียวจะคิดหรือจะทำ
มีคนมากมาย เข้าสนับสนุน นายสนธิ ก็เนื่องเพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่านายก ทำไม่ถูกต้อง
ในความคิดของนายก จะบอกและคิดอยู่เสมอว่าพวกนี้คือพวกโง่ ไม่มีปัญญา เป็นคนพาล
นั่น เป็นความคิดที่มีปัญหา และนำพาไปสู่ปัญหาหลายๆหลากที่เกิดขึ้น
นี่คือปัญหาที่นายกไม่ยอมรับ และปฏิเสธการตรวจสอบ และ ฟังความคิดของผู้อื่น
การกระทำ หรือความเคลื่อนไหวของนายก จึงถูกจับตามองทุกย่างก้าว
คำถามที่ไร้คำตอบ มากมาย จึงฝังใจในคนที่ต้องการคำตอบ
หาก นายกจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ นายกต้องโปร่งใส ยอมรับการตรวจสอบ และฟังความเห็นคนอื่นบ้าง
ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคนอื่นในท้ายที่สุด ความบริสุทธิ์ที่ตรวจสอบได้นี้ก็จะปกป้องนายกเอง
หากแต่ ในขณะนี้ นายก ไม่เพียงแต่ไม่ได้แสดงสิ่งเหล่านี้ ออกมา แถมยังแสดงอคติต่อสิ่งเหล่านี้อีกด้วย
ดังที่ทุกครั้ง นายกจะมีปฏิกริยารุนแรง ต่อความเห็น หรือคำวิจารณ์ต่างๆ
ในท้ายที่สุด ข้อกังคาก็ถูกละเลย ไม่มีคำตอบ และไม่มีช่องทางที่จะหาคำตอบได้ด้วยระบบที่บิดเบี้ยวในปัจจุบัน
หากนายกให้คำตอบที่สังคมต้องการ มอบการตรวจสอบที่โปร่งใสให้กับประชาชน
นายกก็ไม่ต้องไปไหน ประเทศไทยจะจ่ายสักแสนล้าน ก็คุ้มค่าการลงทุน
หากจะคิดในอีกมุมหนึ่ง ประเทศไทย จะต้องพึ่ง คนเพียงคนเดียวหรือ
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้ กำลังส่วนอื่นของประเทศไทยเป็นหง่อยเสียสิ้นแล้วหรือ
การเรียกร้องของนายสนธิ เป็นดั่งประหนึ่ง เอามีดมาถางวัชพืช
หากประสบความสำเร็จ ผืนดินก็จะดูดีขึ้น
แต่เมื่อรากเหง้าของวัชพืชไม่ได้ถูกขุดออก สักวันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว วัชพืชก็จะเติบโตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ดังนั้น ผลที่เราเห็นในปัจจุบัน จึงเป็นเพียงวัชพืชที่เติบโตกล้าแข็งเท่านั้น
หากเราไม่เข้าใจ และไม่กำจัดไปที่ต้นตอของปัญหา สิ่งเหล่านี้จะวนเวียนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
เหมือนไข้กลับซ้ำ หากให้ยาไม่ครบ เชื้อโรคจะยิ่งแข็งแรงขึ้น จนรักษาไม่หาย
ประเทศไทย เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง แล้วหรือ
ความอ่อนแอ แข็งแกร่ง ไม่อาจวัดได้เฉพาะ สิ่งที่เห็นมาจากภายนอก
ภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจจะแสดงออก ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
นี่คือปัญหาที่เราเผชิญ ในสภาวะสังคมที่นับถือความเจริญทางวัตถุ มากกว่าจิตใจ
ขณะนี้ วัฒนธรรมและค่านิยมของเรา เดินไปในทิศทางใด
คุณค่าของไทย กับ คุณค่าของตะวันตก
... เราให้ความนิยมสิ่งใดมากกว่า
... เราคิดว่าลูกหลานเราในปัจจุบันคิดเช่นไร
... เราจะปลูกฝังลูกหลานเราเช่นไร
... เราปลูกฝังค่านิยมอะไรให้กับลูกหลานเรา
... เราคิดว่าอนาคตของลูกหลานเราจะเป็นเช่นไร
คิดดูทีหรือว่า
... เด็กที่ถูกสอนให้ติดสินบนตั้งแต่เข้าอนุบาล
... เด็กที่ถูกวัดค่าที่การชิงดีชิงเด่น เล่นพรรคเล่นพวก
... เด็กที่ถูกสอนให้นับถือความสำเร็จ มากกว่าวิถีของการกระทำ
... เด็กที่ถูกสอนให้บริโภควัฒนธรรมตะวันตก
... เด็กที่หาความสุขจากการใช้เงินหามา
... เด็กที่ถูกมอมเมาจากสื่อต่างๆ
เด็กๆของเรา จะนำชาติไปสู่ทิศทางใดหรือ
ดีเลว ถูกผิด อย่างไรก็พิจารณาเอาเถิด
มองช่วงเวลาไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เราคงประเมินได้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบตัวเรา
เราคงเห็นแล้วว่า กรรมนั้นตามมาเร็ว ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า
กรรมใดที่เราก่อ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามมาทันแล้ว
กรรมใดที่เราก่อ ณ.บัดนี้ ก็จะส่งผลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เป็นผลกรรมที่เราพึงพอใจหรือไม่ ลองพิจารณาดูเองเถิด
เต่าโบราณในกะลา ... ก้มหน้ารับกรรม
หากแต่สิ่งที่นายสนธิแสดง มุ่งเน้นในการล้มล้างนายทักษิณ เป็นประเด็นใหญ่
เมื่อ เรามุ่งเน้นที่บุคคล ทำให้เนื้อหาที่พูดคุย ลืมเลือน ก็เหมือนกับคนเริ่มทะเลาะกัน อารมณ์ก็เป็นใหญ่
สิ่งที่เราควรมุ่งหวัง น่าจะต้องมีมากกว่า และดีกว่าที่นายสนธิคนเดียวจะคิดหรือจะทำ
มีคนมากมาย เข้าสนับสนุน นายสนธิ ก็เนื่องเพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่านายก ทำไม่ถูกต้อง
ในความคิดของนายก จะบอกและคิดอยู่เสมอว่าพวกนี้คือพวกโง่ ไม่มีปัญญา เป็นคนพาล
นั่น เป็นความคิดที่มีปัญหา และนำพาไปสู่ปัญหาหลายๆหลากที่เกิดขึ้น
นี่คือปัญหาที่นายกไม่ยอมรับ และปฏิเสธการตรวจสอบ และ ฟังความคิดของผู้อื่น
การกระทำ หรือความเคลื่อนไหวของนายก จึงถูกจับตามองทุกย่างก้าว
คำถามที่ไร้คำตอบ มากมาย จึงฝังใจในคนที่ต้องการคำตอบ
หาก นายกจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ นายกต้องโปร่งใส ยอมรับการตรวจสอบ และฟังความเห็นคนอื่นบ้าง
ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคนอื่นในท้ายที่สุด ความบริสุทธิ์ที่ตรวจสอบได้นี้ก็จะปกป้องนายกเอง
หากแต่ ในขณะนี้ นายก ไม่เพียงแต่ไม่ได้แสดงสิ่งเหล่านี้ ออกมา แถมยังแสดงอคติต่อสิ่งเหล่านี้อีกด้วย
ดังที่ทุกครั้ง นายกจะมีปฏิกริยารุนแรง ต่อความเห็น หรือคำวิจารณ์ต่างๆ
ในท้ายที่สุด ข้อกังคาก็ถูกละเลย ไม่มีคำตอบ และไม่มีช่องทางที่จะหาคำตอบได้ด้วยระบบที่บิดเบี้ยวในปัจจุบัน
หากนายกให้คำตอบที่สังคมต้องการ มอบการตรวจสอบที่โปร่งใสให้กับประชาชน
นายกก็ไม่ต้องไปไหน ประเทศไทยจะจ่ายสักแสนล้าน ก็คุ้มค่าการลงทุน
หากจะคิดในอีกมุมหนึ่ง ประเทศไทย จะต้องพึ่ง คนเพียงคนเดียวหรือ
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้ กำลังส่วนอื่นของประเทศไทยเป็นหง่อยเสียสิ้นแล้วหรือ
การเรียกร้องของนายสนธิ เป็นดั่งประหนึ่ง เอามีดมาถางวัชพืช
หากประสบความสำเร็จ ผืนดินก็จะดูดีขึ้น
แต่เมื่อรากเหง้าของวัชพืชไม่ได้ถูกขุดออก สักวันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว วัชพืชก็จะเติบโตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ดังนั้น ผลที่เราเห็นในปัจจุบัน จึงเป็นเพียงวัชพืชที่เติบโตกล้าแข็งเท่านั้น
หากเราไม่เข้าใจ และไม่กำจัดไปที่ต้นตอของปัญหา สิ่งเหล่านี้จะวนเวียนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
เหมือนไข้กลับซ้ำ หากให้ยาไม่ครบ เชื้อโรคจะยิ่งแข็งแรงขึ้น จนรักษาไม่หาย
ประเทศไทย เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง แล้วหรือ
ความอ่อนแอ แข็งแกร่ง ไม่อาจวัดได้เฉพาะ สิ่งที่เห็นมาจากภายนอก
ภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจจะแสดงออก ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
นี่คือปัญหาที่เราเผชิญ ในสภาวะสังคมที่นับถือความเจริญทางวัตถุ มากกว่าจิตใจ
ขณะนี้ วัฒนธรรมและค่านิยมของเรา เดินไปในทิศทางใด
คุณค่าของไทย กับ คุณค่าของตะวันตก
... เราให้ความนิยมสิ่งใดมากกว่า
... เราคิดว่าลูกหลานเราในปัจจุบันคิดเช่นไร
... เราจะปลูกฝังลูกหลานเราเช่นไร
... เราปลูกฝังค่านิยมอะไรให้กับลูกหลานเรา
... เราคิดว่าอนาคตของลูกหลานเราจะเป็นเช่นไร
คิดดูทีหรือว่า
... เด็กที่ถูกสอนให้ติดสินบนตั้งแต่เข้าอนุบาล
... เด็กที่ถูกวัดค่าที่การชิงดีชิงเด่น เล่นพรรคเล่นพวก
... เด็กที่ถูกสอนให้นับถือความสำเร็จ มากกว่าวิถีของการกระทำ
... เด็กที่ถูกสอนให้บริโภควัฒนธรรมตะวันตก
... เด็กที่หาความสุขจากการใช้เงินหามา
... เด็กที่ถูกมอมเมาจากสื่อต่างๆ
เด็กๆของเรา จะนำชาติไปสู่ทิศทางใดหรือ
ดีเลว ถูกผิด อย่างไรก็พิจารณาเอาเถิด
มองช่วงเวลาไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เราคงประเมินได้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบตัวเรา
เราคงเห็นแล้วว่า กรรมนั้นตามมาเร็ว ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า
กรรมใดที่เราก่อ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามมาทันแล้ว
กรรมใดที่เราก่อ ณ.บัดนี้ ก็จะส่งผลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เป็นผลกรรมที่เราพึงพอใจหรือไม่ ลองพิจารณาดูเองเถิด
เต่าโบราณในกะลา ... ก้มหน้ารับกรรม