บัญชีเดินสะพัด เดือนกุมภา เกินดุลย์ 16 ล้านเหรียญ
โพสต์แล้ว: พุธ มี.ค. 30, 2005 1:43 pm
ไตรมาสแรกส่อขาดดุลเดินสะพัด ก.พ.เกินแค่16ล.เหรียญ
โดย ผู้จัดการรายวัน 30 มีนาคม 2548 00:09 น.
ผวาดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ ปัจจัยหลักอยู่ที่ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวต่อเนื่องแถมบาทอ่อน ชี้แผ่นดินไหวในหมู่เกาะสุมาตราอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เตรียมเข้ามาเที่ยวในไทยชะลอการเดินทาง ฉุดรายได้จากภาคบริการลดลง เผยตัวเลขก.พ.เกินดุลแค่ 16 ล้านเหรียญสหรัฐ "หอการค้าไทย" ระบุเสี่ยงสูงหากส่งออกขยายตัวไม่ถึง 15% ส่วนแนวโน้มดุลการค้าทั้งปีติดลบ 4 พันล้านเหรียญ ส.อ.ท.เผยดัชนีความเชื่อมั่นเดือนก.พ.ต่ำสุดในรอบ 2 ปี
นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความเสี่ยงที่อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล เนื่องจากปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคมได้ทำสถิติสูงสุดที่ 56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าในเดือนกุมภาพันธ์ ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลเพียง 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงกับตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนมี.ค.
ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในหมู่เกาะสุมาตรา นายสาวอุสรา กล่าวว่า ส่งผลกระทบโดยตรงกับความมั่นใจในการเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย หลังจากที่ก่อนหน้านักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเที่ยวในหมู่เกาะชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งจะทำให้แนวโน้มรายได้จากภาคการท่องเที่ยวลดลงในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และทำให้แนวโน้มดุลบริการลดลงตาม เนื่องจากกว่า 60% ของดุลบริการมาจากภาคการท่องเที่ยว
นอกเหนือ จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมัน รายได้จากภาคการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ที่ขณะนี้มีแนวโน้มว่าธนาคารกลางสหรัฐจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่คาดการณ์ก่อนหน้า ซึ่งจุดนี้จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลอื่น และจะเป็นตัวกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยประเมินว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 39.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอกาค้าไทย กล่าวว่า แนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คาดว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดดุล เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงจาก 2 ตัวแปรที่สำคัญคือ ตัวเลขดุลการค้าที่เริ่มมีแนวโน้มขาดดุล และคาดว่าในปีนี้ดุลการค้าเฉลี่ยทั้งปีจะขาดดุลประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
"รัฐบาลจำเป็นต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภาคการส่งออก และการนำเข้าให้ดี เพื่อลดผลกระทบการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะหากตัวเลขการส่งออกในปีนี้ขยายตัวไม่ถึง 15% เชื่อว่าจะทำให้มีความเสี่ยงกับการตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด"
สำหรับตัวเลขเบื้องต้นที่มหาลัยหอกาค้าไทย ประเมินในปีนี้คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลประมาณ 917 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งอยู่บนสมมติฐานการส่งออกต้องขยายตัวเฉลี่ยสูงกว่า 15% ส่วนราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และแนวโน้มค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 38.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ไทยเสี่ยงต่อภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดคือ ปัญหาการนำเข้าที่มีสัดส่วนสูง โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมัน โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมายอดการนำเข้าสูงถึง 17.5% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทั้งหมด ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนมีการนำเข้าน้ำมันเพียง 14% ของมูลค่าการนำเข้า
นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เพื่อการส่งออกมีมูลค่ากว่า 50% ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าห่วง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงการพึ่งพาสินค้านำเข้าเพื่อการส่งออก และมีต้นทุนผันแปรตามค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหา โดยหันมาพึ่งพาสินค้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาขาดดุลการค้า
นายสมภพกล่าวว่า ตัวแปรที่จะเป็นอัศวินมาขาวในปีนี้คือ ภาคการท่องเที่ยว แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้ความเสี่ยงในการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีมากขึ้น เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวในทะเลชายฝั่งอันดามันลดลง
"รัฐบาลควรจัดทำแผนเชิงปฏิบัติการ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล โดยเร่งขยายตลาดส่งออก และเพิ่มรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยว และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้า"
**ความเชื่อมั่นอุตฯต่ำสุดรอบ 2 ปี
ขณะที่นายสันติ วิลาสศักดานนท์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนกุมภาพันธ์2548 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 483 ตัวอย่าง ครอบคลุมทั้ง 33 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท.พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 96.9 จาก 104.8 ในเดือนม.ค.48 ที่ผ่านมา ซึ่งค่าดัชนีต่ำกว่า 100 เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 ที่ผ่านมา และเป็นค่าดัชนีที่อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2546 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อภาวะการณ์อุตสาหกรรมในระดับที่ไม่ดีนัก
สำหรับสาเหตุหลักที่มีผลต่อดัชนีรวมลดต่ำลงกว่า 100 เนื่องจากขณะทำการสำรวจรัฐบาลได้มีนโยบายประกาศเปลี่ยนแปลงราคาดีเซลโดยปรับเพดานเพิ่มอีก 3 บาทต่อลิตรมา อยู่ที่ 18.19 บาทต่อลิตรจากเดิมอยู่ที่ 15.19 บาทต่อลิตร
"การที่ดีเซลปรับขึ้นอีก 3 บาทต่อลิตรในส่วนของภาคอุตสาหกรรมไม่มีผลต่อต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมมากนัก แต่จะไปมีผลทางอ้อมต่อค่าขนส่งสินค้ามากขึ้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวโรงงานขนาดใหญ่ส่วนมากจะมีการจำหน่ายราคาหน้าโรงงานบวกค่าขนส่งไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงและกระทรวงพาณิชย์ควรจะติดตามควรจะอยู่ที่ราคาสินค้าที่จะถึงมือผู้บริโภคมากกว่าเนื่องจากบรรดายี่ปั๊ว และซาปั๊วจะนำค่าขนส่งไปบวกเพิ่มเข้าไปและบางครั้งเกินความจริง"
โดย ผู้จัดการรายวัน 30 มีนาคม 2548 00:09 น.
ผวาดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ ปัจจัยหลักอยู่ที่ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวต่อเนื่องแถมบาทอ่อน ชี้แผ่นดินไหวในหมู่เกาะสุมาตราอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เตรียมเข้ามาเที่ยวในไทยชะลอการเดินทาง ฉุดรายได้จากภาคบริการลดลง เผยตัวเลขก.พ.เกินดุลแค่ 16 ล้านเหรียญสหรัฐ "หอการค้าไทย" ระบุเสี่ยงสูงหากส่งออกขยายตัวไม่ถึง 15% ส่วนแนวโน้มดุลการค้าทั้งปีติดลบ 4 พันล้านเหรียญ ส.อ.ท.เผยดัชนีความเชื่อมั่นเดือนก.พ.ต่ำสุดในรอบ 2 ปี
นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความเสี่ยงที่อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล เนื่องจากปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคมได้ทำสถิติสูงสุดที่ 56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าในเดือนกุมภาพันธ์ ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลเพียง 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงกับตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนมี.ค.
ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในหมู่เกาะสุมาตรา นายสาวอุสรา กล่าวว่า ส่งผลกระทบโดยตรงกับความมั่นใจในการเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย หลังจากที่ก่อนหน้านักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเที่ยวในหมู่เกาะชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งจะทำให้แนวโน้มรายได้จากภาคการท่องเที่ยวลดลงในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และทำให้แนวโน้มดุลบริการลดลงตาม เนื่องจากกว่า 60% ของดุลบริการมาจากภาคการท่องเที่ยว
นอกเหนือ จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมัน รายได้จากภาคการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ที่ขณะนี้มีแนวโน้มว่าธนาคารกลางสหรัฐจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่คาดการณ์ก่อนหน้า ซึ่งจุดนี้จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลอื่น และจะเป็นตัวกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยประเมินว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 39.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอกาค้าไทย กล่าวว่า แนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คาดว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดดุล เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงจาก 2 ตัวแปรที่สำคัญคือ ตัวเลขดุลการค้าที่เริ่มมีแนวโน้มขาดดุล และคาดว่าในปีนี้ดุลการค้าเฉลี่ยทั้งปีจะขาดดุลประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
"รัฐบาลจำเป็นต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภาคการส่งออก และการนำเข้าให้ดี เพื่อลดผลกระทบการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะหากตัวเลขการส่งออกในปีนี้ขยายตัวไม่ถึง 15% เชื่อว่าจะทำให้มีความเสี่ยงกับการตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด"
สำหรับตัวเลขเบื้องต้นที่มหาลัยหอกาค้าไทย ประเมินในปีนี้คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลประมาณ 917 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งอยู่บนสมมติฐานการส่งออกต้องขยายตัวเฉลี่ยสูงกว่า 15% ส่วนราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และแนวโน้มค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 38.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ไทยเสี่ยงต่อภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดคือ ปัญหาการนำเข้าที่มีสัดส่วนสูง โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมัน โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมายอดการนำเข้าสูงถึง 17.5% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทั้งหมด ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนมีการนำเข้าน้ำมันเพียง 14% ของมูลค่าการนำเข้า
นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เพื่อการส่งออกมีมูลค่ากว่า 50% ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าห่วง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงการพึ่งพาสินค้านำเข้าเพื่อการส่งออก และมีต้นทุนผันแปรตามค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหา โดยหันมาพึ่งพาสินค้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาขาดดุลการค้า
นายสมภพกล่าวว่า ตัวแปรที่จะเป็นอัศวินมาขาวในปีนี้คือ ภาคการท่องเที่ยว แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้ความเสี่ยงในการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีมากขึ้น เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวในทะเลชายฝั่งอันดามันลดลง
"รัฐบาลควรจัดทำแผนเชิงปฏิบัติการ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล โดยเร่งขยายตลาดส่งออก และเพิ่มรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยว และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้า"
**ความเชื่อมั่นอุตฯต่ำสุดรอบ 2 ปี
ขณะที่นายสันติ วิลาสศักดานนท์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนกุมภาพันธ์2548 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 483 ตัวอย่าง ครอบคลุมทั้ง 33 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท.พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 96.9 จาก 104.8 ในเดือนม.ค.48 ที่ผ่านมา ซึ่งค่าดัชนีต่ำกว่า 100 เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 ที่ผ่านมา และเป็นค่าดัชนีที่อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2546 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อภาวะการณ์อุตสาหกรรมในระดับที่ไม่ดีนัก
สำหรับสาเหตุหลักที่มีผลต่อดัชนีรวมลดต่ำลงกว่า 100 เนื่องจากขณะทำการสำรวจรัฐบาลได้มีนโยบายประกาศเปลี่ยนแปลงราคาดีเซลโดยปรับเพดานเพิ่มอีก 3 บาทต่อลิตรมา อยู่ที่ 18.19 บาทต่อลิตรจากเดิมอยู่ที่ 15.19 บาทต่อลิตร
"การที่ดีเซลปรับขึ้นอีก 3 บาทต่อลิตรในส่วนของภาคอุตสาหกรรมไม่มีผลต่อต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมมากนัก แต่จะไปมีผลทางอ้อมต่อค่าขนส่งสินค้ามากขึ้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวโรงงานขนาดใหญ่ส่วนมากจะมีการจำหน่ายราคาหน้าโรงงานบวกค่าขนส่งไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงและกระทรวงพาณิชย์ควรจะติดตามควรจะอยู่ที่ราคาสินค้าที่จะถึงมือผู้บริโภคมากกว่าเนื่องจากบรรดายี่ปั๊ว และซาปั๊วจะนำค่าขนส่งไปบวกเพิ่มเข้าไปและบางครั้งเกินความจริง"