ท่าอากาศยานไทย จะรุ่งสมดังหวังมั้ยครับ เราจะเป็น Hub การบิน?
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.พ. 01, 2005 10:55 pm
http://www.businessthai.co.th/content.p ... 086_ข่าวปก
Who Winฮับการบินเอเชีย สุวรรณภูมิผนึกเครือข่ายโลกช่วงชิงผู้นำ
โดย business thai [27-1-2005]
ศึกการตลาดชิงการเป็นศูนย์กลางการบินเอเชียร้อนระอุ เมื่อ 5 ประเทศเอเชียขยับแผนการปรับปรุงและสร้างสนามบินครั้งใหญ่ หวังชิงเค้กผู้โดยสาร 400 ล้านคน ไทยช่วงชิงการนำไปก่อนด้วยการผนึกพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์เร่งปั้นเครือข่ายการบินระดับโลก Global Connectivity ให้สุวรรณภูมิ หากสำเร็จอุตสาหกรรมการบินไทยรายได้เพิ่มทันทีปีละ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็ทยอยออกแผนเพื่อให้สนามบินของตนได้ เป็นฮับของเอเชียเช่นกัน สิงคโปร์คลอดอาคารผู้โดยสารสายการบิน ต้นทุนต่ำ ด้านฮ่องกงสร้าง Sky Plaza สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และญี่ปุ่นควักเงินกว่าแสนล้านสร้างสนามบินใหม่ ส่วนเวียดนามเตรียมขยายขนาดสนามบิน
"Aviation Hub in Asia หรือ ศูนย์กลางการบินของเอเชีย คือ หนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของนโยบายการเป็นฮับทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยมีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของไทยที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 29 กันยายน ศกนี้ เป็นทั้ง จิ๊กซอว์ และ เดิมพัน ครั้งสำคัญ ที่จะเติมเต็มภาพของฮับทางอากาศไทยให้เกิดความสมบูรณ์
โดยหวังว่าศักยภาพของท่าอากาศยานสากลแห่งที่สองมูลค่า 1.2 แสนล้านบาทแห่งนี้ เมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบจะกลายเป็น สนามบินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึงปีละ 80 ล้านคน และรองรับเที่ยวบินได้ถึงปีละ 100,000 เที่ยวบิน
ทว่า...ความพยายามที่จะเป็น Wold Class Airport ของเมืองไทย กำลังจะพบกับความยากลำบาก เพราะเส้นทางการเป็น ดาวเด่นของสนามบินในเอเชีย ได้ทำให้เกิดความท้าทายกับกลุ่มผู้นำด้านสนามบินเดิมๆ รวมไปถึงสนามบิน ดาวรุ่ง ที่กำลังเร่งพัฒนาขึ้นมา
8 ประเทศชิงฮับการบินไทย
จากการประชุมของกลุ่มผู้ประกอบ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางอากาศ เมื่อปลายปี 2547 ที่ผ่านมา ในหัวข้อ อนาคตของสนามบินสุวรรณภูมิ คืออนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งประกอบไปด้วย สายการบินนานาชาติทั่วโลก, สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ, สมาคมผู้ค้าตั๋วโดยสาร, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และนักลงทุน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน
ทั้งหมดได้ลงความเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับคู่แข่งในเอเชียถึง 8 ประเทศ ที่ตั้งเป้าหมายต้องการเป็นฮับการบินเช่นเดียวกัน เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งผู้โดยสารจำนวนกว่า 400 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียแห่งนี้ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน, สิงคโปร์, ฮ่องกง, มาเลเซีย,ออสเตรเลีย, เวียดนาม, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และญี่ปุ่น
บิสิเนสไทยได้สำรวจการขยับนโยบายทางด้านการบินของทั้ง 8 ประเทศ ผ่านเว็บไซต์ธุรกิจการบินและสนามบินทั่วโลก พบว่า มีอยู่ 5 ประเทศคือ ฮ่องกง, สิงคโปร์, เวียดนาม,สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และญี่ปุ่น ที่มีความเคลื่อนไหวต่อการพัฒนาสนามบินของตัวเอง เพื่อช่วงชิงตำแหน่งความเป็นฮับ ของเอเชียกันอย่างคึกคัก
เริ่มจาก การท่าอากาศยานของฮ่องกง (Hong Kong International Airport) เซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัท Chun Wo-Fujita Venture เพื่อก่อสร้าง SkyPlaza โดยใช้งบประมาณ 257 ล้านดอลลาร์สหรัฐและมีกำหนดเปิดใช้งานในปี 2549
SkyPlaza เป็นศูนย์เชื่อมระหว่างสนามบิน Chek Lap Kok และ Pearl River Delta ซึ่งจะมีพื้นที่ให้เช่าทำธุรกิจ, ร้านค้าและศูนย์รวมความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารและคนทั่วไป
ส่วนประเทศสิงคโปร์นั้น ทางรัฐบาลได้ว่าจ้างได้ว่าจ้างบริษัท Sanchoon Builders ให้ก่อสร้างอาคารสนามบินต้นทุนต่ำแห่งแรกในเอเชียด้วยงบประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 2.7 ล้านคนต่อปีและคาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปี 2549
ด้านประเทศเวียดนาม ได้วางแผน เชิงรุกพัฒนาเกาะฝูเกวื๊อก (Phu Quoc) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับชาติชั้นนำคล้ายกับเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย ให้เป็นปลายทาง การท่องเที่ยวระดับไฮเอ็นด์ภายในปี 2553 นี้เพื่อแข่งขันกับแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำในเอเชีย ด้วยการสร้างรีสอร์ตและโรงแรมขนาด 300 ห้อง สนามกอล์ฟ 36 หลุม และคาสิโนบนพื้นที่ 1,300 ไร่ รวมทั้งปรับปรุงสนามบินที่มีอยู่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม เพื่อรองรัเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ ซึ่งปัจจุบันสนามบินที่นี่รับรองได้เพียงเครื่องบินขนาดเล็กอย่าง ATR72
สำหรับประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้มอบหมายให้การบินพลเรือนของดูไบอนุมัติให้ก่อสร้างSheikh Rashid Terminal เฟส 2 เพิ่มเติม โดยใช้งบ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 2549 นอกจากนี้ ก็ยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการเมืองสนามบินใหม่ Jebel Ali Airport City เริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้
โครงการก่อสร้างเมืองสนามบิน Jebel Ali Airport กินพื้นที่ 140 ตารางกิโลเมตร โดยในเมืองที่มีสนามบินใหม่ตั้งอยู่กลางใจเมืองจะมีเมืองเล็กๆ หลายเมืองซึ่งสอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมการเงิน, บริการและการท่องเที่ยวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน
สนามบินที่เมือง Jebel Ali อยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติดูไบ 40 กิโลเมตร เฟสแรกจะใช้งบประมาณ 547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อสร้างเสร็จจะรองรับผู้โดยสารได้ 120 ล้านคน และขนส่งสินค้าได้ 12 ล้านตันต่อปี จะมีอุปกรณ์และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งสมารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ของแอร์บัส A380 ด้วย
ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ มีชื่อว่าสนามบิน Central Japan International Airport ในเมืองนาโกย่า โครงการก่อสร้างสนามบิน Central Japan International Airport หรือ Chubu International Airport ในเขตชูบุอยู่ในเขตการปกครองไอชิ ตั้งอยู่บนเกาะห่างจากชายฝั่งเมืองโตโกนาเมะ 2 กิโลเมตรซึ่งห่างออกไปทางตอนใต้ของเมืองนาโกย่า 35 กิโลเมตร และห่างจากกรุงโตเกียว 170 กิโลเมตร
โครงการใช้งบประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกำหนดเปิดใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ เป้าหมายเพื่อเป็นประตูสู่ภาคกลางของประเทศญี่ปุ่น สนามบินใหม่นี้จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสนามบินในญี่ปุ่นมีพื้นที่ในอาคารผู้โดยสารประมาณ 220,000 ตารางเมตร
Global Connectivity เครือข่ายศูนย์กลางการบินเอเชีย
จากความเคลื่อนไหวของประเทศคู่แข่ง ข้างต้น ได้ทำให้รัฐบาลเริ่มตระหนักถึงความสำคัญกลยุทธ์ทางด้านการตลาดที่จะช่วงชิงความได้เปรียบ นอกเหนือจากการเร่งสร้าง สนามบินให้เสร็จทันเวลา
นายกอบชัย ศรีวิลาศ รองกรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ฝ่ายวางแผนและงานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ดูแลโครงการ Global Connectivity Improvement ซึ่งเป็น กลยุทธ์ทางด้านการตลาดแบบฉับพลันเพื่อสร้างให้สนามบินสุวรรณภูมิมีเครือข่ายการบินมากที่สุดในเอเชีย เปิดเผยกับ บิสิเนสไทย ว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้การบินไทยกับพันธมิตรสายการบินกลุ่มสตาร์อัลไลแอนซ์ ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรทางการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 16 สายการบินด้วยกัน มาร่วมมือจัดทำโครงการลงทุนในอนาคต
ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงการขยายเครือข่ายตลาดการบินทั่วโลก โดยร่วมกันสร้างจุดขายให้กับสนามบินสุวรรณภูมิให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศอย่างแท้จริง ให้ทันกับการเริ่มเปิดสนามบินสุวรรณภูมิภายในวันที่ 29 กันยายน 2548
สตาร์อัลไลแอนซ์จะส่งเจ้าหน้าที่ นำระบบที่ใช้ในการวิเคราะห์การบิน มาวิเคราะห์ระบบการบินทั้งหมดของการบินไทย อาทิ ปริมาณผู้โดยสาร, การจัดเที่ยวบิน, การต่อเชื่อมของผู้โดยสาร, เครือข่ายและเส้นทางบิน จากนั้นจึงนำมาปรับระบบให้เข้ากัน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การเชื่อมต่อของเครือข่ายการบินทั้งหมดที่จะมาลงในเมืองไทยภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา
ตามแผนพัฒนาธุรกิจการบินฉบับนี้ ทางสตาร์อัลไลแอนซ์ได้ให้คำแนะนำ หากปรับเปลี่ยนโครงข่ายการบินทั้งหมดให้เป็นฮับได้ โดยใช้เที่ยวบินสตาร์อัลไลแอนซ์กับการบินไทยให้เต็มศักยภาพ ตั้งแต่ปี 2548 ไปจนจบกระบวนการแล้ว ประเทศไทยจะมีรายได้จากอุตสาหกรรมการบินในอนาคตเพิ่มขึ้นทันทีอย่างน้อยปีละ 20,000 ล้านบาททันที
ขั้นที่ 1 ร่วมกันปรับตารางเวลาการบิน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศของการบินไทยกับพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์ให้สอดคล้องกัน รายได้จะเพิ่มขึ้นทันทีปีละ 3,000 ล้านบาท
ขั้นที่ 2 การขยายเครือข่ายด้านบริการและความร่วมมือทางด้านการตลาดและการขาย จะเพิ่มรายได้อีกปีละ 5,000 ล้านบาท
ขั้นที่ 3 การจัดฝูงบินให้ใช้งานเต็มศักยภาพร่วมกันทั่วโลก จะเพิ่มรายได้ขึ้นอีกปีละ 12,000 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดมิติการบินแนวใหม่ ที่ตารางการบินในอนาคตจะกำหนดโครงสร้างเส้นทางบิน จำนวนเครื่องบินของการบินไทยกับสตาร์อัลไลแอนซ์ ให้สอดคล้องกับเวลาของทุกสายการบินที่จะเปิดเที่ยวบินไปยังประเทศปลายทางในทวีปเอเชียและอื่นๆ จนไปสู่การทำให้สนามบินสุวรรณภูมิกลายเป็นศูนย์กลางการบินไร้พรมแดนในที่สุด
อย่างไรก็ตาม โครงการที่กลุ่มสตาร์อัลไลแอนซ์สามารถดำเนินการได้ทันทีในขณะนื้คือ นำเครือข่ายเส้นทางบินที่มีวันละ 14,320 เที่ยว 772 จุดบินใน 133 ประเทศ เชื่อมโยงการขนส่งเข้ามายังสนามบินนานาชาติกรุงเทพ ในช่วงที่จะย้ายไปสุวรรณภูมิ โดยจะนำร่อง 3 โครงการใหญ่เพื่อ ร่วมมือกับการบินไทยส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้แก่
1.ตั๋วราคาพิเศษ ที่เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วชั้นประหยัด เพื่อเดินทางเข้าและออกเมืองไทยไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคดังกล่าว โดยราคาตั๋วจะเริ่มต้นที่ 3 จุดบิน จ่ายเพียง 6,760 บาท หากต้องการเดินทางมากกว่านี้ แต่ไม่เกิน 8 จุดบิน/คน ก็เพิ่มเงินอีกเพียงจุดละ 2,360 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเดินทางและพักอยู่ในเมืองไทยไม่เกิน 3 เดือน ส่วนต่างชาติที่พำนักในเมืองไทยใช้สิทธิ์นี้ไม่ได้
2.คอร์ปอเรตพลัส หรือ การสะสมไมล์ที่ร่วมสร้างรายได้ผ่านโครงการสตาร์อัลไลแอนซ์ใช้ได้มาแล้วเมื่อปี 2547 มียอดสูงถึง 79,500 ล้านบาท โดยรูปแบบจะเพิ่มความสะดวกสบายในการจัดการเดินทางให้สมาชิก ซึ่งเป็นองค์กรและบริษัทระหว่างประเทศ และสถาบันนานาชาติชั้นนำของโลกกว่า 35 บริษัท สามารถรับสิทธิประโยชน์ต่างจากผู้โดยสารทั่วไป
3.นำระบบการจัดทำตั๋วโดยสารอัตโนมัติ แลกเปลี่ยนการขายให้สายการบินพันธมิตรด้วยกัน โดยเทคโนโลยีจะสมบูรณ์แบบใช้เงินภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารสามารถใช้ตั๋วออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องพกคูปองเป็นเล่มให้ยุ่งยาก
อนึ่ง เมื่อปลายปี 2547 ที่ผ่านมาทาง สตาร์อัลไลแอนซ์ได้เคยยื่นเสนอกลยุทธ์ต่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และการบินไทย ดำเนินการปรับตารางการบิน โดยจัดเวลาเชื่อมต่อเที่ยวบินกรุงเทพฯไปยังเอเชียให้พร้อมขนถ่ายผู้โดยสารจาก 16 สายการบินพันธมิตร ด้วยการควบคุมไม่ให้ใช้เวลาแวะพักนานเกิน 4 ชั่วโมง ซึ่งจะส่งผลดีต่อต้นทุนและหากดำเนินการได้ตามแผน เพียงปีแรกรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติประมาณ 3,200 ล้านบาท จนถึง 8,000 ล้านบาทในปีที่สาม
ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจการบินรายหนึ่งชี้ว่า ก่อนหน้านี้โครงสร้างตลาดการบินของเมืองไทยตลอด 44 ปีที่ผ่านมา มุ่งพัฒนาประเทศปลายทางสำหรับกลุ่มนักเดินทางพักผ่อนทั่วไป แต่ในยุคของพรรคไทยรักไทยได้ปรับนโยบายสนามบินเป็นฮับทางการขนส่งทางอากาศ กลยุทธ์ทางการค้าจึงต้องเปลี่ยนไปใช้เกมเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
ดังนั้นถ้าการบินไทยสามารถนำโครงการ Global Connectivity Improvement กับ แผนการ นำสุวรรณภูมิให้ฮับการบิน มาพัฒนาร่วมกับสตาร์อัลไลแอนซ์จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษจากที่เคยจัดทำไว้ในแผนวิสาหกิจ 5 ปี (2548-2552) เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนใหม่ 20,000 ล้านบาท
เพียงแต่จะต้องสร้างความแตกต่างจากกลยุทธ์เดิม ด้วยการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและเรียงลำดับความสำคัญของลูกค้า ทั้งสายการบินและผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้ามาแยก เป็นตลาดหลัก ตลาดรอง โดยใช้ศักยภาพของสายการบินพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์ วางเครือข่ายเที่ยวบินให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และไฮเทค มากที่สุด เพื่อดึงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มมากที่สุด โดยทำข้อตกลงร่วมทางการค้า ทั้งตั๋วโดยสาร การแลกเปลี่ยนที่นั่งผู้โดยสารแก่กันและกัน ตามขนาดของเครื่องบินและปริมาณผู้โดยสารในแต่ละเส้นทางบิน
Who Winฮับการบินเอเชีย สุวรรณภูมิผนึกเครือข่ายโลกช่วงชิงผู้นำ
โดย business thai [27-1-2005]
ศึกการตลาดชิงการเป็นศูนย์กลางการบินเอเชียร้อนระอุ เมื่อ 5 ประเทศเอเชียขยับแผนการปรับปรุงและสร้างสนามบินครั้งใหญ่ หวังชิงเค้กผู้โดยสาร 400 ล้านคน ไทยช่วงชิงการนำไปก่อนด้วยการผนึกพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์เร่งปั้นเครือข่ายการบินระดับโลก Global Connectivity ให้สุวรรณภูมิ หากสำเร็จอุตสาหกรรมการบินไทยรายได้เพิ่มทันทีปีละ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็ทยอยออกแผนเพื่อให้สนามบินของตนได้ เป็นฮับของเอเชียเช่นกัน สิงคโปร์คลอดอาคารผู้โดยสารสายการบิน ต้นทุนต่ำ ด้านฮ่องกงสร้าง Sky Plaza สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และญี่ปุ่นควักเงินกว่าแสนล้านสร้างสนามบินใหม่ ส่วนเวียดนามเตรียมขยายขนาดสนามบิน
"Aviation Hub in Asia หรือ ศูนย์กลางการบินของเอเชีย คือ หนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของนโยบายการเป็นฮับทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยมีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของไทยที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 29 กันยายน ศกนี้ เป็นทั้ง จิ๊กซอว์ และ เดิมพัน ครั้งสำคัญ ที่จะเติมเต็มภาพของฮับทางอากาศไทยให้เกิดความสมบูรณ์
โดยหวังว่าศักยภาพของท่าอากาศยานสากลแห่งที่สองมูลค่า 1.2 แสนล้านบาทแห่งนี้ เมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบจะกลายเป็น สนามบินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึงปีละ 80 ล้านคน และรองรับเที่ยวบินได้ถึงปีละ 100,000 เที่ยวบิน
ทว่า...ความพยายามที่จะเป็น Wold Class Airport ของเมืองไทย กำลังจะพบกับความยากลำบาก เพราะเส้นทางการเป็น ดาวเด่นของสนามบินในเอเชีย ได้ทำให้เกิดความท้าทายกับกลุ่มผู้นำด้านสนามบินเดิมๆ รวมไปถึงสนามบิน ดาวรุ่ง ที่กำลังเร่งพัฒนาขึ้นมา
8 ประเทศชิงฮับการบินไทย
จากการประชุมของกลุ่มผู้ประกอบ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางอากาศ เมื่อปลายปี 2547 ที่ผ่านมา ในหัวข้อ อนาคตของสนามบินสุวรรณภูมิ คืออนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งประกอบไปด้วย สายการบินนานาชาติทั่วโลก, สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ, สมาคมผู้ค้าตั๋วโดยสาร, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และนักลงทุน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน
ทั้งหมดได้ลงความเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับคู่แข่งในเอเชียถึง 8 ประเทศ ที่ตั้งเป้าหมายต้องการเป็นฮับการบินเช่นเดียวกัน เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งผู้โดยสารจำนวนกว่า 400 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียแห่งนี้ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน, สิงคโปร์, ฮ่องกง, มาเลเซีย,ออสเตรเลีย, เวียดนาม, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และญี่ปุ่น
บิสิเนสไทยได้สำรวจการขยับนโยบายทางด้านการบินของทั้ง 8 ประเทศ ผ่านเว็บไซต์ธุรกิจการบินและสนามบินทั่วโลก พบว่า มีอยู่ 5 ประเทศคือ ฮ่องกง, สิงคโปร์, เวียดนาม,สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และญี่ปุ่น ที่มีความเคลื่อนไหวต่อการพัฒนาสนามบินของตัวเอง เพื่อช่วงชิงตำแหน่งความเป็นฮับ ของเอเชียกันอย่างคึกคัก
เริ่มจาก การท่าอากาศยานของฮ่องกง (Hong Kong International Airport) เซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัท Chun Wo-Fujita Venture เพื่อก่อสร้าง SkyPlaza โดยใช้งบประมาณ 257 ล้านดอลลาร์สหรัฐและมีกำหนดเปิดใช้งานในปี 2549
SkyPlaza เป็นศูนย์เชื่อมระหว่างสนามบิน Chek Lap Kok และ Pearl River Delta ซึ่งจะมีพื้นที่ให้เช่าทำธุรกิจ, ร้านค้าและศูนย์รวมความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารและคนทั่วไป
ส่วนประเทศสิงคโปร์นั้น ทางรัฐบาลได้ว่าจ้างได้ว่าจ้างบริษัท Sanchoon Builders ให้ก่อสร้างอาคารสนามบินต้นทุนต่ำแห่งแรกในเอเชียด้วยงบประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 2.7 ล้านคนต่อปีและคาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปี 2549
ด้านประเทศเวียดนาม ได้วางแผน เชิงรุกพัฒนาเกาะฝูเกวื๊อก (Phu Quoc) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับชาติชั้นนำคล้ายกับเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย ให้เป็นปลายทาง การท่องเที่ยวระดับไฮเอ็นด์ภายในปี 2553 นี้เพื่อแข่งขันกับแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำในเอเชีย ด้วยการสร้างรีสอร์ตและโรงแรมขนาด 300 ห้อง สนามกอล์ฟ 36 หลุม และคาสิโนบนพื้นที่ 1,300 ไร่ รวมทั้งปรับปรุงสนามบินที่มีอยู่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม เพื่อรองรัเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ ซึ่งปัจจุบันสนามบินที่นี่รับรองได้เพียงเครื่องบินขนาดเล็กอย่าง ATR72
สำหรับประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้มอบหมายให้การบินพลเรือนของดูไบอนุมัติให้ก่อสร้างSheikh Rashid Terminal เฟส 2 เพิ่มเติม โดยใช้งบ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 2549 นอกจากนี้ ก็ยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการเมืองสนามบินใหม่ Jebel Ali Airport City เริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้
โครงการก่อสร้างเมืองสนามบิน Jebel Ali Airport กินพื้นที่ 140 ตารางกิโลเมตร โดยในเมืองที่มีสนามบินใหม่ตั้งอยู่กลางใจเมืองจะมีเมืองเล็กๆ หลายเมืองซึ่งสอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมการเงิน, บริการและการท่องเที่ยวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน
สนามบินที่เมือง Jebel Ali อยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติดูไบ 40 กิโลเมตร เฟสแรกจะใช้งบประมาณ 547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อสร้างเสร็จจะรองรับผู้โดยสารได้ 120 ล้านคน และขนส่งสินค้าได้ 12 ล้านตันต่อปี จะมีอุปกรณ์และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งสมารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ของแอร์บัส A380 ด้วย
ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ มีชื่อว่าสนามบิน Central Japan International Airport ในเมืองนาโกย่า โครงการก่อสร้างสนามบิน Central Japan International Airport หรือ Chubu International Airport ในเขตชูบุอยู่ในเขตการปกครองไอชิ ตั้งอยู่บนเกาะห่างจากชายฝั่งเมืองโตโกนาเมะ 2 กิโลเมตรซึ่งห่างออกไปทางตอนใต้ของเมืองนาโกย่า 35 กิโลเมตร และห่างจากกรุงโตเกียว 170 กิโลเมตร
โครงการใช้งบประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกำหนดเปิดใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ เป้าหมายเพื่อเป็นประตูสู่ภาคกลางของประเทศญี่ปุ่น สนามบินใหม่นี้จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสนามบินในญี่ปุ่นมีพื้นที่ในอาคารผู้โดยสารประมาณ 220,000 ตารางเมตร
Global Connectivity เครือข่ายศูนย์กลางการบินเอเชีย
จากความเคลื่อนไหวของประเทศคู่แข่ง ข้างต้น ได้ทำให้รัฐบาลเริ่มตระหนักถึงความสำคัญกลยุทธ์ทางด้านการตลาดที่จะช่วงชิงความได้เปรียบ นอกเหนือจากการเร่งสร้าง สนามบินให้เสร็จทันเวลา
นายกอบชัย ศรีวิลาศ รองกรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ฝ่ายวางแผนและงานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ดูแลโครงการ Global Connectivity Improvement ซึ่งเป็น กลยุทธ์ทางด้านการตลาดแบบฉับพลันเพื่อสร้างให้สนามบินสุวรรณภูมิมีเครือข่ายการบินมากที่สุดในเอเชีย เปิดเผยกับ บิสิเนสไทย ว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้การบินไทยกับพันธมิตรสายการบินกลุ่มสตาร์อัลไลแอนซ์ ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรทางการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 16 สายการบินด้วยกัน มาร่วมมือจัดทำโครงการลงทุนในอนาคต
ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงการขยายเครือข่ายตลาดการบินทั่วโลก โดยร่วมกันสร้างจุดขายให้กับสนามบินสุวรรณภูมิให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศอย่างแท้จริง ให้ทันกับการเริ่มเปิดสนามบินสุวรรณภูมิภายในวันที่ 29 กันยายน 2548
สตาร์อัลไลแอนซ์จะส่งเจ้าหน้าที่ นำระบบที่ใช้ในการวิเคราะห์การบิน มาวิเคราะห์ระบบการบินทั้งหมดของการบินไทย อาทิ ปริมาณผู้โดยสาร, การจัดเที่ยวบิน, การต่อเชื่อมของผู้โดยสาร, เครือข่ายและเส้นทางบิน จากนั้นจึงนำมาปรับระบบให้เข้ากัน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การเชื่อมต่อของเครือข่ายการบินทั้งหมดที่จะมาลงในเมืองไทยภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา
ตามแผนพัฒนาธุรกิจการบินฉบับนี้ ทางสตาร์อัลไลแอนซ์ได้ให้คำแนะนำ หากปรับเปลี่ยนโครงข่ายการบินทั้งหมดให้เป็นฮับได้ โดยใช้เที่ยวบินสตาร์อัลไลแอนซ์กับการบินไทยให้เต็มศักยภาพ ตั้งแต่ปี 2548 ไปจนจบกระบวนการแล้ว ประเทศไทยจะมีรายได้จากอุตสาหกรรมการบินในอนาคตเพิ่มขึ้นทันทีอย่างน้อยปีละ 20,000 ล้านบาททันที
ขั้นที่ 1 ร่วมกันปรับตารางเวลาการบิน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศของการบินไทยกับพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์ให้สอดคล้องกัน รายได้จะเพิ่มขึ้นทันทีปีละ 3,000 ล้านบาท
ขั้นที่ 2 การขยายเครือข่ายด้านบริการและความร่วมมือทางด้านการตลาดและการขาย จะเพิ่มรายได้อีกปีละ 5,000 ล้านบาท
ขั้นที่ 3 การจัดฝูงบินให้ใช้งานเต็มศักยภาพร่วมกันทั่วโลก จะเพิ่มรายได้ขึ้นอีกปีละ 12,000 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดมิติการบินแนวใหม่ ที่ตารางการบินในอนาคตจะกำหนดโครงสร้างเส้นทางบิน จำนวนเครื่องบินของการบินไทยกับสตาร์อัลไลแอนซ์ ให้สอดคล้องกับเวลาของทุกสายการบินที่จะเปิดเที่ยวบินไปยังประเทศปลายทางในทวีปเอเชียและอื่นๆ จนไปสู่การทำให้สนามบินสุวรรณภูมิกลายเป็นศูนย์กลางการบินไร้พรมแดนในที่สุด
อย่างไรก็ตาม โครงการที่กลุ่มสตาร์อัลไลแอนซ์สามารถดำเนินการได้ทันทีในขณะนื้คือ นำเครือข่ายเส้นทางบินที่มีวันละ 14,320 เที่ยว 772 จุดบินใน 133 ประเทศ เชื่อมโยงการขนส่งเข้ามายังสนามบินนานาชาติกรุงเทพ ในช่วงที่จะย้ายไปสุวรรณภูมิ โดยจะนำร่อง 3 โครงการใหญ่เพื่อ ร่วมมือกับการบินไทยส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้แก่
1.ตั๋วราคาพิเศษ ที่เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วชั้นประหยัด เพื่อเดินทางเข้าและออกเมืองไทยไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคดังกล่าว โดยราคาตั๋วจะเริ่มต้นที่ 3 จุดบิน จ่ายเพียง 6,760 บาท หากต้องการเดินทางมากกว่านี้ แต่ไม่เกิน 8 จุดบิน/คน ก็เพิ่มเงินอีกเพียงจุดละ 2,360 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเดินทางและพักอยู่ในเมืองไทยไม่เกิน 3 เดือน ส่วนต่างชาติที่พำนักในเมืองไทยใช้สิทธิ์นี้ไม่ได้
2.คอร์ปอเรตพลัส หรือ การสะสมไมล์ที่ร่วมสร้างรายได้ผ่านโครงการสตาร์อัลไลแอนซ์ใช้ได้มาแล้วเมื่อปี 2547 มียอดสูงถึง 79,500 ล้านบาท โดยรูปแบบจะเพิ่มความสะดวกสบายในการจัดการเดินทางให้สมาชิก ซึ่งเป็นองค์กรและบริษัทระหว่างประเทศ และสถาบันนานาชาติชั้นนำของโลกกว่า 35 บริษัท สามารถรับสิทธิประโยชน์ต่างจากผู้โดยสารทั่วไป
3.นำระบบการจัดทำตั๋วโดยสารอัตโนมัติ แลกเปลี่ยนการขายให้สายการบินพันธมิตรด้วยกัน โดยเทคโนโลยีจะสมบูรณ์แบบใช้เงินภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารสามารถใช้ตั๋วออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องพกคูปองเป็นเล่มให้ยุ่งยาก
อนึ่ง เมื่อปลายปี 2547 ที่ผ่านมาทาง สตาร์อัลไลแอนซ์ได้เคยยื่นเสนอกลยุทธ์ต่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และการบินไทย ดำเนินการปรับตารางการบิน โดยจัดเวลาเชื่อมต่อเที่ยวบินกรุงเทพฯไปยังเอเชียให้พร้อมขนถ่ายผู้โดยสารจาก 16 สายการบินพันธมิตร ด้วยการควบคุมไม่ให้ใช้เวลาแวะพักนานเกิน 4 ชั่วโมง ซึ่งจะส่งผลดีต่อต้นทุนและหากดำเนินการได้ตามแผน เพียงปีแรกรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติประมาณ 3,200 ล้านบาท จนถึง 8,000 ล้านบาทในปีที่สาม
ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจการบินรายหนึ่งชี้ว่า ก่อนหน้านี้โครงสร้างตลาดการบินของเมืองไทยตลอด 44 ปีที่ผ่านมา มุ่งพัฒนาประเทศปลายทางสำหรับกลุ่มนักเดินทางพักผ่อนทั่วไป แต่ในยุคของพรรคไทยรักไทยได้ปรับนโยบายสนามบินเป็นฮับทางการขนส่งทางอากาศ กลยุทธ์ทางการค้าจึงต้องเปลี่ยนไปใช้เกมเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
ดังนั้นถ้าการบินไทยสามารถนำโครงการ Global Connectivity Improvement กับ แผนการ นำสุวรรณภูมิให้ฮับการบิน มาพัฒนาร่วมกับสตาร์อัลไลแอนซ์จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษจากที่เคยจัดทำไว้ในแผนวิสาหกิจ 5 ปี (2548-2552) เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนใหม่ 20,000 ล้านบาท
เพียงแต่จะต้องสร้างความแตกต่างจากกลยุทธ์เดิม ด้วยการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและเรียงลำดับความสำคัญของลูกค้า ทั้งสายการบินและผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้ามาแยก เป็นตลาดหลัก ตลาดรอง โดยใช้ศักยภาพของสายการบินพันธมิตรสตาร์อัลไลแอนซ์ วางเครือข่ายเที่ยวบินให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และไฮเทค มากที่สุด เพื่อดึงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มมากที่สุด โดยทำข้อตกลงร่วมทางการค้า ทั้งตั๋วโดยสาร การแลกเปลี่ยนที่นั่งผู้โดยสารแก่กันและกัน ตามขนาดของเครื่องบินและปริมาณผู้โดยสารในแต่ละเส้นทางบิน