MoneyTalk@SET22Sep18หุ้นเด่นโค้งหลังและย้อนวิกฤติพิชิตโอกาส
โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.ย. 22, 2018 10:49 pm
MoneyTalk@SET22Sep18
ช่วงที่ 1 “หุ้นเด่นไตรมาส 4 ปี 61”
1. นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ / บมจ. บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH)
2. คุณ บัณฑิต สะเพียรชัย / บมจ. บีซีพีจี (BCPG)
3. คุณ นที พานิชชีวะ / บมจ . ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ)
4. คุณ ชาญวิทย์ อนัคกุล / บมจ. พริมา มารีน (PRM)
อ. เสน่ห์ ศรีสุวรรณ และ นพ.ศุภศักดิ์ หล่อธนวณิชย์ ดำเนินรายการ
การดำเนินธุรกิจ
BCH
- ทำธุรกิจโรงพยาบาล รายได้จากลูกค้าทั่วไป 65% ที่เหลือระดับพื้นฐานแห่งรัฐ
ซึ่งส่วนใหญ่คือ ลูกค้าประกันสังคม
แต่ไม่มีกลุ่มที่เป็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค)
- พื้นฐานคนไทยมีสวัสดิการสุขภาพครบ 100%
ส่วนหนึ่งข้าราชการและผู้อาศัยสิทธิ์ 5-6 ล้านคน
, ประกันสังคม 13 ล้านคน ที่เหลืออยู่ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
- สัดส่วนรายได้จากเกษมราษฎร์ 80% แต่ละแห่งอายุโรงพยาบาลไม่เท่ากัน
, WMC ดำเนินการราว 4 ปีกว่า ปัจจุบันมีกำไรแล้ว
รายได้คิดเป็นสัดส่วน 11% การุณเวชย์ราว 9%
- WMC เป็นโรงพยาบาลที่ดำเนินการจบในตัวเองได้(tertiary care)
จะเป็น growth driver
- ฐานประกันสังคม มองว่าอีก 3 ปีที่กำลังสร้างโรงพยาบาลเพิ่มอีก 5 แห่ง
จะทำให้ฐานลูกค้าจาก 8 แสนเพิ่มเป็น 1 ล้านคน,
- โรงพยาบาลแห่งที่เก่าแก่ เช่น เกษมราษฎร์ บางแค ต้องปรับปรุงเทคโนโลยีเครื่องมือ
- สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือ 3P Physical กายภาพ ตึกอาคาร, People คน,
Process เอาเทคโนโลยีเข้ามาให้ speed ในการรักษา
มี turnover เร็วขึ้น เริ่มส่งผลบวกในต้นปีนี้
- ลูกค้าต่างประเทศ อันดับหนึ่งของไทยคือ เมียนมาร์ ไม่ใช่ตะวันออกกลาง
จะบินเข้ามาสุวรรณภูมิ,ดอนเมือง / ข้ามด่านแม่สาย,หนองแค
ซึ่งที่บางใหญ่เป็นอินเตอร์เนชันแนล บริษัทเตรียมสำหรับรับลูกค้า CLMV
- บุคลากรการแพทย์ของไทยขาดแคลน
WSO มีตัววัดประเทศไทย มีหมอ 4 คน ต่อประชากร 1 หมื่น
ในขณะที่สิงคโปร์เกิน 20 คน ถือว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
หมอ 1 คนใช้เวลา 6 ปี ถ้าเป็นเอกชนจบใหม่ก็ไม่รับยังไม่ใช่ผู้เขี่ยวชาญ
ก็ต้องใช้เวลา 10 ปี ได้หมอ 1 คน พยาบาลผลิตปีละ 8 พัน
เป็นตัวแปรสำคัญที่จะสร้างโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างๆ
จะมีคุณหมอที่จะเกษียณ ซึ่งไทยเปลี่ยนนโยบายให้เกษียณ 63 ปี
และมีคุณหมอจาก CLMV ที่มาเรียนที่ไทย
ก็จะดึงบริเวณที่เขาอยู่ใกล้ การย้ายระหว่างโรงพยาบาลเป็นเรื่องปกติ
- โรงพยาบาลที่เปิดใหม่ กว่าจะหาวิธีให้ได้กำไรได้ใน 4 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย
กว่าจะดึงลูกค้าจากต่างประเทศได้ และรักษาให้อยู่ในระบบ
- ประเด็นการขาดแคลนบุคลากร บริษัทจะสำรวจบุคลากรก่อนเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ
เช่น เกษมราษฐร์ อรัญประเทศ อีก 16 เดือนกำลังจะเปิด
สิ่งที่กังวล จะเลือกไปในจุดที่มีคนเพียงพอ
หมอประจำครบทุก field อย่างน้อย 20 ถึงจะตัดสินใจทำ
หรือที่ดินในพัทยาที่เคยซื้อมาถูกมาสมัยก่อน
เคยไปสำรวจและประเมินการ recruit หมอจะแข่งขันกันสูง จึงยังไม่เปิดโรงพยาบาล
- โรงพยาบาลที่กำลังจะเปิดที่ลาว บริษัทจะใช้หมอจากไทย บริษัทได้ส่งเสริมการลงทุน 7 ปี
ประหยัดภาษี Corporate tax ที่ลาว อัตรา22% และได้ขยายคนเป็น 45% ซึ่งมีหมอมาสมัครแล้ว
ฺBCPG
- เป็นบริษัทด้านไฟฟ้าของบางจาก เน้นพลังงานสีเขียว รวม 600 MW
มี โซลาร์, ลม, ความร้อนใต้พิภพ (โซลาร์/ลมในไทย, โซลาร์ญี่ปุ่น,
พลังงานลมที่ฟิลิปปินส์, พลังงานความร้อนใต้พิภพที่อินโดนิเซีย )
- ขยายความเรื่องพลังงานความร้อนใต้พิภพ
วิธีการผลิตไฟฟ้าปกติ คือ เอาไอน้ำปั่นใบพัด และไปตัดสนามแม่เหล็กออกมาเป็นไฟฟ้า
วัตถุดิบโรงไฟฟ้าคือไอน้ำ ซึ่งเกิดจากการต้มน้ำ โดยใช้ถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติมาเผา
ซึ่งใต้พื้นดินมีไอน้ำอยู่ร้อน ต้องไปหาแหล่งที่มีขนาดเพียงพอเหมือนขุดเจาะน้ำมัน
และเอาไอน้ำขึ้นมาปั่นเป็นไฟฟ้า
- เมื่อเจาะไปเจอแหล่งจะมีความดันพุ่งขึ้นมา ปรับความดันให้เหมาะสมกับใบพัด
โดยเข้า scrubber ทำความสะอาดก่อน และส่งไป generator เกิดไฟฟ้าขึ้นมา
ส่วนไอน้ำจะกลายตัวเป็นน้ำเหมือนเดิม ก็ทำความสะอาดและอัดกลับไปใต้ดิน
เป็นพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ยังมีฝนตกลงไปเป็นน้ำใต้ดินอีก
- แหล่งความร้อนที่ใช้ผลิตไฟฟ้าไม่เหมือนแหล่งน้ำพุร้อนแบบเชียงใหม่
ที่มีปริมาณน้อย ความร้อนไม่มาก จะต้องมีความร้อนสูง 200-300 องศาเซลเซียส
เพื่อให้มีความดันมากพอ จะอยู่กระจายตามประเทศที่เป็น ring of fire
ถ้าโซนเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์, ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย
โซนอเมริกา แคลิฟอเนีย, ยุโรป – ไอซ์แลนด์
- การลงทุนที่อินโดนิเซีย เป็นสัมปทานระยะเวลา 50 ปี
ตอนนี้เหลืออีก 30 กว่าปี ถือหุ้น 30% มี partner เป็นอินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น และบริษัทในไทย
- พลังงานโซลาร์ ทำงาน 4-5 ชม., ลมทำงาน 8-10 ชม.,
พลังงานความร้อนใต้พิภพทำงาน 24 ชม. 1 MW โซลาร์ผลิตได้น้อยกว่าลมราว ครึ่งเท่า
ตอนนี้เราเป็นผู้ผลิตพลังงานสีเขียวใหญ่สุดของเมืองไทย
- ผลกระทบจากไต้ฝุ่นมังคุดไม่ได้กระทบกับการผลิตพลังงานลมที่ฟิลิปปินส์
เพราะบริษัทเราอยู่ตอนใต้ จึงไม่ได้รับความเสียหาย
ได้ผลด้านบวก Performance ดีมาก ซึ่งตามระบบ ถ้าลมมาเกิน 20 m/s ระบบจะตัด
ซึ่งไต้ฝุ่นมังคุดที่ผ่านมาอยู่ระดับ 18-19 m/s
- การปรับลดการสนับสนุนพลังงานทางเลือกจากรัฐบาล
ทางบริษัทได้เห็นประเด็นก่อนแล้ว ทุกประเทศที่ทำพลังงานทางเลือก
รัฐบาลต้องให้เงินสนับสนุนเพราะเทคโนโลยียังแพงอยู่ และผลตอบแทนต่ำ
เมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น ค่าไฟฟ้าลดลง ถึงจุดที่รัฐบาลเห็นว่าต้นทุนแข่งขันได้กับ
โรงไฟฟ้า conventional อย่างในต่างประเทศ โซลาร์แข่งกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือแก๊สได้
จึงเป็นหน่วยมาช่วยผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ
สิ้นปีรัฐบาลจะประกาศว่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเท่าไร
โดยแนวเป็น hybrid คือโซลาร์ ผสม hydro หรือ biomass
เพื่อให้ supply แน่นอนขึ้น ราคาเฉลี่ย 2.5-3 บาท ซึ่งจะไม่ดีเหมือนเดิม
- ยังมีโอกาสส่วนอื่นที่จะดีกว่า คือ Retail เดิมผลิตขายให้การไฟฟ้า
Whole sale ได้ 2.5 บาท ดังนั้นถ้าขายตรงให้ บ้านเรือน 3 บาท
แทนที่ซื้อจากการไฟฟ้า 4 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ กฟผ,,กฟภ ต้องปรับตัว
อย่าง 3-4 ปีที่ผ่านมาพบว่ายอดขายการไฟฟ้าไม่เพิ่มขึ้น หรือลดลง
เพราะประชาชน หรือเอกชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้งานเอง
ต่อไป รัฐบาลจะประกาศให้ Prosumer (Consumer) ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้
และถ้าเหลือก็ขายคืนให้กับภาครัฐได้
- การขายคืนไฟฟ้าให้กับภาพรัฐ ปัจจุบันยังไม่มีรูปแบบการรับซื้อ
แต่บริษัทสามารถขายคืนกันเองได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่
และทำให้ทุกภาคส่วนให้ความสนใจ และกำลังปรับเปลี่ยนภาพของอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย
UNIQ
- สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อจะใหญ่ที่สุดในอาเซียน จะเริ่มใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า
และจะมีแผนขยายเพิ่ม จากเดิมที่ Link ต่างจังหวัดจะรวม
การ Link Mass transit ในกรุงเทพทั้งหมดที่มี 12 สาย
รวมถึงสนามบินทั้ง 3 สนามบินกับ EEC –
บริษัทรับงานรัฐบาลด้าน Infrastructure อย่างเดียว
สะพาน,ถนน,ระบบราง ไม่มีรับงานเอกชน
อดีตบริษัทเคยรับงานเอกชน แต่เจอวิกฤติปี 40
แล้วไม่ได้รับเงินจากทางเอกชน จึงปรับมารับเฉพาะงานรัฐบาล
- สถานการณ์งานของบริษัท เรื่อง infrastructure
มีการวางแผนตั้งแต่รัฐบาลก่อน สร้างเป็น network น้ำ,บก,อากาศ
งบประมาณ 2.2 ล้านบาท โดยรัฐบาลปัจจุบันมีการทบทวนใหม่
และปรับเพิ่มเป็น 3.3 ล้านบาท เป็นงบประมาณผูกพัน
ผลจากการทบทวนทำให้เกิดการล่าช้า เพิ่งมาเริ่มทำงานในช่วงหลังนี้
- งาน ระบบราง Double track (ระบบรางเดิม ไป-กลับใช้รางเดียว
จะปรับเป็นรางอีกคู่ทำให้วิ่งสวนได้โดยไม่ต้องรอกัน ระยะทาง 3,000 km
ทั่วประเทศไทย ซึ่งบริษัทได้งานส่วนหนึ่งที่ประมูลไปแล้ว
- ระบบ Mass transit 12 สายทยอยประมูล
บริษัทได้งานของ สายสีแดง,น้ำเงิน,เขียว,ส้ม
- อัตราทำกำไรของบริษัท เนื่องจากทำงานที่ยาก
จึงต้องมีการควบคุมที่ดี ทั้งต้นทุน และเวลาทำงาน
โดยดูเทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น สถานีกลางบางซื่อ
มีเปลี่ยนวิธีการทำงาน ซื้อที่ดินลพบุรี และผลิต Precast เป็นชิ้น
ใช้รถไฟขนลำเลียงเข้ามาต่อที่บางซื่อ ทำให้ต้นทุนดี
- งานรถไฟทางคู่ ที่เพิ่มราง 2 ชุด เป็นงานไม่ยาก
แต่ต้องมีเทคโนโลยีตัวรางที่มีการยึดติด
และอุปกรณ์ตัวรางมีแค่บางบริษัทที่ทำได้ ซึ่งบริษัทเป็นหนึ่งในนั้น
- เวลาประมูลโครงการทั้งสายราว 1 แสนล้านบาท
จะมีแบ่งสัญญาซอยย่อย 6-10 สัญญา ทั่วไป 1-2 หมื่นล้านบาท
เช่น สายสีแดง ได้ 3 หมื่นล้าน 3 ปีเสร็จ ปีที่แล้วได้รับรู้ 1.2 หมื่นล้านบาท
- ความพร้อมในการรับงาน ด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่บริษัทมี
น่าจะรับงานได้ปีละ 2 หมื่นล้านบาท
โดยปัจจัยแรงงานมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
เช่น precast ตรงนี้จะสามารถนำมาใช้กับการทำงานโครงการอื่นได้ด้วย
- บริษัททำหน้าที่เป็น Main contractor โดยจะมี Sub contractor ที่มาช่วยทำบางงาน
- การก่อสร้าง 3 สนามบิน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุน
ซึ่งเป็นรูปแบบ PPP จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ มองว่าควรต้องมี Partner ที่แข็งแรง
PRM
- บริษัทมีธุรกิจ 4 กลุ่ม
- 1. Trading ขนส่งน้ำมันจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง มีเรือขนาดตั้งแต่หลักพันจนถึงแสนตัน
- อีกประเภทคือ อัลฟ่าแม็ก ขนาด 3 แสนตัน เดินในภูมิภาคเอเชีย ไปถึงจีน ญี่ปุ่น ออสเตเรีย
- เรือขนส่ง รับน้ำมันสำเร็จรูปจาก TOP, IRPC, SPRC, PTTGC ส่งภาคใต้ สิงคโปร์,มาเล,กัมพูชา
- ขนส่งในประเทศมีสัญญาระยะยาว PTT,Shell,Exxon โดยมีค่าขนส่งเปลี่ยนตาม
ค่าเชื้อเพลิงพลังงาน กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 12%
- ระยะเวลาสัญญามี 5,10, มากกว่า 10 ปี ลูกค้ารองๆจะเป็นสัญญาระยะสั้น 3-6 เดือน
หรือเช่าแบบเหมาเที่ยว ถ้าไม่จ่ายเงินจะไม่สูบน้ำมันขึ้น
- เรือขนาดใหญ่ค่าระวางเรือเป็นไปตาม demand, supply จากเรือที่ available และความต้องการสินค้า
- ธุรกิจเรือขนาดเล็กยังไปได้ดี แต่เรือขนาดใหญ่ยังไม่ค่อยแน่นอน
- 2. ถังกักเก็บน้ำมันลอยน้ำ(Floating storage) เป็น VLCC (Very Large Crude Carrier)
เรือขนาด 3 แสนตัน มี 4 ลำ อยู่ในน่านน้ำมาเลเซีย และสิงคโปร์
ขนาดยาว 3 สนามฟุตบอลครึ่ง กว้าง 60 เมตร สูง 50 เมตร อีก 1 ลำอยู่ที่เกาะสีชัง
เป็นการร่วมมือกับไทยออยล์ ชื่อ บงกชมารีนเซอร์วิซ
- เรือขนาดใหญ่ บริการให้ บางจาก ไม่ได้รับผลกระทบ เป็นไปตามสัญญา
- 4 ลำที่เหลือช่วงต้นปีสถานการณ์ไม่ดี ตอนนี้ปรับเรือที่มีอายุมากออก
ลดต้นทุน เอา volume มาเพิ่ม ทำให้ utilization ดี และเริ่มนิ่งขึ้น
- 3. ธุรกิจให้บริการ exploration เป็นเรือที่พักอาศัย ขนาด 300 เตียง
โดยมี contract จาก ปตท. และ Hosting storage of loading
ทำหน้าที่สูบน้ำมันจากใต้ภิพพขึ้นมาแยกน้ำและน้ำมันบนเรือ และให้ผู้ค้ามารับน้ำมันไป
น้ำที่แยกออกมาจากที่สูบน้ำมัน จะต้องขออนุญาตกรมอธิบดีสิ่งแวดล้อม
และใช้ปั๊มกลับลงไปที่หลุมว่างต่างๆ
- 4. Ship management บริหารคนเรือ ไปจนถึงกัปตันเรือ
ต้องได้รับการอบรมมี license ในแต่ละตำแหน่ง
- การขยายกองเรือเพิ่ม 1 เท่าตัว เข้าไป M&A กับ big sea
บริษัทเรือขนส่งลำดับ 2 ในประเทศ ประโยชน์ที่ได้
คือ ได้กำลังพลเพิ่ม 13 ลำ ลำละ 20 คน ถ้าต้อง training ใหม่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี
, ได้รับรู้รายได้ทันทีและได้กำลังการขนส่งเพิ่ม 4 หมื่นตัน
ซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์การลงทุนทางเรามองว่าคุ้มค่า
- อายุเฉลี่ยของเรือปัจจุบัน 19-20 ปี พอซื้อ big sea เข้ามาอยู่ที่ 17 ปี
และอีก 2 ปีข้างหน้าขยายกองเรืออายุเฉี่ยจะอยู่ที่ 9 ปี
เพราะมีการต่อเรือใหม่มาทดแทน ปกติเรือต่อญี่ปุ่นใช้งาน 25 ปี เรือต่อจีนใช้ 20 ปี
- การปลดระวางเรือ จะดูว่าราคาเหล็กเท่าไร คุ้มทุนไหม กำไรขาดทุนไหม
- การต่อเรือ คล้ายการต่อเครื่องบิน บริษัทไปสำรวจ ควบคุมการต่อเอง
เรือต้องถูกห่อหุ้มและทนสภาวะคลื่นลมได้
- เรือเล็กวิ่ง อ่าวไทย พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย เรือใหญ่ วิ่งไปถึง จีน,ญี่ปุ่น,ออสเตเรีย
- เรือเล็ก ค่าเฉลี่ยจมในน้ำไม่เกิน 5 เมตร, เรือใหญ่ ค่าเฉลี่ยจมในน้ำราว18 เมตร
ผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจ
BCH
- ช่วงที่ผ่านมากำไรโตมาก อยู่ในช่วงขยายธุรกิจ
จะไม่มีปัญหาเรือง รายได้เติบโต 2 digit 2-3 ปีก่อน Upgrade โรงพยาบาล
ครึ่งปี 61 รายได้โต 13-14% มากกว่าครึ่งปี 60 ที่โต 10-11%
แต่ถ้าหยุดขยายจะเหนื่อย เพราะในพื้นที่เดิมไม่โตเท่าต้นทุน
- ปัจจุบันกำลังขยายอีก 5 แห่ง อรัญประเทศใช้เวลา ก่อสร้าง 16 เดือน
,ปราจีนบุรี อยู่หน้านิคมฯ 304 , referral center ที่เพชรเกษม,
เวียงจันทร์ เดือนหน้าจะเปิด รามคำแหง
- ค่าเสื่อมราคา โรงพยาบาลบางแห่งที่ไม่ได้ลงทุนมาก
เพราะที่ดินราคาไม่เท่ากัน เช่น ที่ดินเวียงจันทร์ 3 hetra
ซื้อราคา 350 USD ต่อตารางเมตร, ที่อรัญประเทศยิ่งถูกกว่าอีก
- ช่วงเวลาในการเปิดโรงพยาบาลต้องเหมาะสม :
รามคำแหงเป็นการย้ายความฝั่ง, ปราจีน รับคนไข้ทั่วไปและผู้ประกันตน
มี 4 แสนคน ถ้าเปิดในวันเวลาที่ถูกต้อง ปีแรกก็ไม่ขาดทุนแล้ว ,
โรงเกลือ เป็นตลาดเงินสด ฝั่งปอยเปต มีประชากร ราว 1 ล้านคน
คนฐานกลางที่มีกำลังซื้อต้องการสะดวก
- ราคาเฉลี่ยในกลุ่มเกษมราษฏร์ OPD 2 พันกว่าบาท ไม่ได้สูงมาก
จำนวนคนไข้เติบโตตลอด ถ้าโรงพยาบาลที่ตั้งราคาสูงปรับราคาขึ้นตลอด คนไข้จะไม่โต
- อัตราการครองเตียง เช่น บางใหญ่ 100% เป็น High season หน้าฝน ต้องเข้าคิว
เพื่อรอเคลียร์ห้อง ที่ WMC รับได้ 150 เตียง Capacity 124 เตียง
โดยต้องขยายเพิ่มอีก 100 กว่าเตียง
- ธุรกิจศรัทธาต้องใช้เวลา เหมือนเปิดคลีนิควันแรกคนยังไม่รู้จัก
ก็ต้องสะสมความ ส่วนใหญ่บริษัทจะสร้างใหม่เอง โดยมีการซื้อกิจการเข้ามา 4 แห่ง
- กลยุทธ์บริษัทพยายามผลักดัน WMC และ เกษมราษฎร์อินเตอร์
โดยปรับปรุงตึก เพิ่มคน เพิ่ม เทคโนโลยี จะทำให้สัดส่วน cash เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 75-80%
- Successor planning ให้ลูกเรียนด้านที่เกี่ยวกับบริหารธุรกิจ/โรงพยาบาล ทั้งหมด
และแต่ละโรงพยาบาลจะมี Director 5 คน ต่อโรงพยาบาล
มี Gap ที่ห่างกัน 5-10 ปีที่จะทำให้ส่งต่อกันได้
BCPG
- โรงไฟฟ้าปี 2017 มี operation ที่ไทยและญี่ปุ่น ปี 2018
มีเพิ่ม ฟิลิปปินส์ กับ อินโดนีเซีย เป็น organic growth ที่มาตามแผน pipeline ของเรา
พลังงานที่ผลิตครึ่งปีแรกเปรียบเทียบปีก่อน เติบโต 5 เท่า
- Inorganic การเข้าซื้อกิจการพลังงานลมในภาคใต้เพิ่มราว 10 MW
- Retail การติดตั้ง rooftop สามารถ secure contract ที่ม.เชียงใหม่ 12 MW,
ที่ แสนสิริ 0.5 MW ไม่ใหญ่ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ประชาชนซื้อขายไฟฟ้าได้แบบ peer to peer
- รายได้/EBITDA โตเกือบ 2 เท่า โดยหักค่าใช้จ่ายลงทุน,
ค่าเสื่อมต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้กำไร drop ลงมานิดหน่อย
- Outlook ครึ่งปีหลัง นอกจากข้างต้นจะมี infra fund
เอา asset บางตัวที่ญี่ปุ่นขายเข้ากองทุน ได้เงินมาปลดหนี้
และได้กำไรจาก equity เป็นรายการเสริม bottom line บริษัท
- ติดตั้ง rooftop สิ่งที่เราต่างกับเจ้าอื่น เรามี ธุรกิจ battery
ถ้าเราเอาไปติดตั้งในชุมชน เช่น มีลูกค้า 4 คน ทุกเสี้ยงวินาทีนี้หากมี ไฟฟ้าเหลือ
จะขายเอาไปเก็บใน battery ของบริษัท ซึ่งหากไฟฟ้าขาดจะซื้อกลับจาก battery ได้
และ ธุรกิจPlatform ลูกบ้านขายไฟฟ้า ทุก transaction ที่ซื้อขายขอเก็บเงิน
ถ้ามองศักยภาพหลังคาทั้งประเทศมี 20 GW มี Opportunity ปีละ 500 MW
- เรากำลัง roll out program สร้างตลาดใหม่ อย่างที่เชียงใหม่เห็นได้ชัด
ที่ประมูลได้ 12 MW มีคู่แข่งหลายเจ้าที่ประมูลและต้องลดค่าไฟฟ้า
แต่เราแทบไม่ต้องลด เพราะมี value added ทำให้ได้ประโยชน์มากกว่า
ทั้งภาครัฐบาล และ regulator ก็กำลังเขียนบทกำกับอยู่
UNIQ
- 1-2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทบทวนโครงการทำให้เกิดความล่าช้า
จึงกระทบรายรับของบริษัทก่อสร้าง และ งานรัฐบาลงวดสุดท้ายจะใช้เวลานาน
เพราะมีระบบตรวจสอบแน่นหนา จึงเริ่มจ่ายเงินให้ บางงานใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้รับ
คิดว่า งานที่ค้างปลายปีนี้จะเริ่มทยอยออกมาให้ประมูลมากขึ้น
และเป็นรายรับปีถัดไป รายได้ปีนี้จึงน่าจะทรงๆ
- กลุ่มที่จะประมูลจากรัฐได้จะมี 4 รายหลัก
ส่วนต่างชาติจะเข้ามาได้เป็น JV
- Backlog 3.3 หมื่นล้านบาท ปกติจะมีทยอยเพิ่มจากการได้งานใหม่
ตอนนี้อยู่ระหว่างช่วงกลางๆมีทั้งที่กำลังเริ่มทำ และกำลังจะเสร็จ
- ความล่าช้าในการรับเงิน เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งถ้าไม่มีตัวนี้
การรับรู้รายได้งานช่วงต้นหรือท้าย ไม่ได้ทำให้กำไรต่างกัน
- เรื่องการบริหารต้นทุนไม่ได้กังวล แต่เรื่อง PPP ที่มีความซับซ้อน
และวิธีการคิดที่ไม่เหมือนเดิม ต้องมีการลงทุนเอง จัดเก็บรายได้ และแบ่งให้รัฐบาล
เคยประเมินเช่น สายสีชมพู,เหลือง ตัวเลขยาวมากกว่าจะคืนทุน
- D/E เกือบ 3 เท่า เนื่องจากช่วงรับงานมี advance payment
ได้รับเงินล่วงหน้า บันทึกเป็นหนี้สิน จึงทำให้ก้อนนี้สูง (3-4 พันล้านบาท)
ถ้าตัดก้อนนี้ออกจะเหลือ 2 เท่ากว่า ถ้าจะประมูลโครงการก็ต้องใช้เงินทุนเพิ่ม
ตอนนี้บริษัทมีมีการขอมติที่ประชุมเพื่อออกหุ้นกู้
PRM
- ปลายปีก่อน บริษัทเจอปัญหา Floating storage unit สินค้าที่จีนพวกน้ำมันเตา
เอาไปเข้าโรงกลั่น โดยรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายให้ Teapot refinery นำเข้าน้ำมันเองได้
จึงทำให้ธุรกิจนี้มีปัญหา ซึ่งตอนนี้เราได้ปรับเปลี่ยนขายเรือเก่าออกไป
รับรู้ในไตรมาส 3 (ขาย 2 ลำจาก 6 ลำ) ทำให้ได้ utilization เพิ่มขึ้นเป็น 95%
และกลับมาทำกำไรได้
- เรือขนาดเล็ก มีข้อจำกัดในการเข้าร่องน้ำ
เมื่อก่อนซื้อเรือมือสองญี่ปุ่น กินน้ำลึก บรรทุกได้ราว 2 ล้านลิตร
แต่เรือรุ่นใหม่ที่มาทดแทนซื้อกินน้ำตื้นขึ้น บรรทุกได้ราว 3 ล้านลิตร
รวมแล้วบรรทุกเพิ่มได้ราว 50% โครงสร้างค่าขนส่งไทยเป็น Flat
ค่าขนส่งเท่าเดิม แต่ Volume ได้เพิ่มขึ้นเป็น
ช่วงปลายปีนี้จะรับเรือ 3 ล้านลิตรอีก 1 ลำ ปีหน้า รับเพิ่ม 4 ลำ
และ เรือเคมิคอลรับ 1 ลำ และกำลังจะรับเรือ 5 พันตันอีกลำ ทดแทนเรือเก่าที่อายุมาก
- สรุปเรือขนาดเล็กทั้งหมด เพิ่ม 5 ลำ จาก 15 ลำ เป็น 18 ลำ
ทดแทนของเก่า 2 ลำ(ไม่รวม big sea)
- เรือใหญ่ลดต้นทุน เดิมวิ่ง Spot จ้างในราคาที่น้ำมันเชื้อเพลิง
ภาระท่าเรือ เป็นของบริษัท แต่พอค่าขนส่งตกต่ำจึงเกิดความเสียหาย
โดยบริษัทเปลี่ยนจาก Spot เป็น Time charter คือ จ้างเหมาเฉพาะเรือและคนประจำเรือ
จึงไม่ต้องรับภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าภาระท่า
ส่งผลให้อัตรากำไรบางมาก แต่ไม่ต้องแบกรับโอกาสขาดทุน
- แนวโน้มค่าระวางเรือ มองว่าราคาเหล็กดีขึ้น
เรือขนาดใหญ่จะถูกตัดออกไปเยอะ แต่ก็มีเรือต่อใหม่ขึ้นมาเยอะเช่นกัน จึงมองเรือขนาดเล็กมากกว่า
- การเติบโตมาจากการขยายกองเรือ, การบริหารจัดการต้นทุน ยังไม่มี inorganic growth
- เรือทุกลำที่วิ่งในทะเล ต้องใช้ Sulphur ในน้ำมันต่ำกว่า 0.5%
ปัจจุบัน 3% น้ำมันเตา 2% เป็นโอกาส ถ้ากฏข้อบังคับนี้มา floating storage จะเติบโตขึ้น
เพราะน้ำมันเตาทั่วโลก ไม่ถึง 1% ที่จะทำเตา Sulphur ต่ำได้
จึงต้องไปเก็บใน Floating storage ซึ่งเรายัง blend น้ำมันได้ด้วย
ปิดท้ายรายการ
การลงทุนมีความเสี่ยง ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
กำไรขาดทุนเป็นของตัวเอง การสัมมนาเป็นการให้ข้อมูล
ช่วงที่ 2 ทางพี่อมรจะเป็นผู้แชร์ ขอบคุณมากครับ
ขอขอบพระคุณ อ.ไพบูลย์ อ.นิเวศน์ อ.เสน่ห์ พี่หมอเค ทีมงาน Moneytalk
รวมถึงแขกรับเชิญ ผู้บริหารทุกท่านที่ร่วมสัมมนาให้ความรู้ในการลงทุน
หากข้อมูลที่บันทึกมีความคลาดเคลื่อนอย่างไร ขออภัยไว้ที่นี้ด้วยครับ
สามารถติดตาม VDO ฉบับเต็มได้ทางทีวี หรือทาง fb,youtube ย้อนหลังครับ
Money talk@SET ครั้งต่อไป เสาร์ที่ 20 ตุลาคม 61 เปิดจองเสาร์ที่ 13
ช่วงที่ 1 ยุค AI เรียนต่อ ป.โทอะไรดี ดร.นิเวศน์,
คุณณัฐ ตราฐิติพันธุ์ ที่ปรึกษาการจัดการความเสี่ยง Deloitte,
คุณอภิวัฒน์ Project manager aCommerce,
คุณเจนจิรา ศรีดี ที่ปรึกษาอิสระ Digital Marketing,
รศ.ดร.ธัชวรรณ รองคณบดีฯ NIDA
ช่วงที่ 2 กลยุทธ์ลงทุนของรุ่นเก๋า ดร.นิเวศน์,คุณวัชระ เสี่ยป๋อง, คุณเจษฏา FINOMENA, คุณเคน โสรัช
อ.เสน่ห์ และ อ.ไพบูลย์ดำเนินรายการ
ช่วงที่ 1 “หุ้นเด่นไตรมาส 4 ปี 61”
1. นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ / บมจ. บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH)
2. คุณ บัณฑิต สะเพียรชัย / บมจ. บีซีพีจี (BCPG)
3. คุณ นที พานิชชีวะ / บมจ . ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ)
4. คุณ ชาญวิทย์ อนัคกุล / บมจ. พริมา มารีน (PRM)
อ. เสน่ห์ ศรีสุวรรณ และ นพ.ศุภศักดิ์ หล่อธนวณิชย์ ดำเนินรายการ
การดำเนินธุรกิจ
BCH
- ทำธุรกิจโรงพยาบาล รายได้จากลูกค้าทั่วไป 65% ที่เหลือระดับพื้นฐานแห่งรัฐ
ซึ่งส่วนใหญ่คือ ลูกค้าประกันสังคม
แต่ไม่มีกลุ่มที่เป็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค)
- พื้นฐานคนไทยมีสวัสดิการสุขภาพครบ 100%
ส่วนหนึ่งข้าราชการและผู้อาศัยสิทธิ์ 5-6 ล้านคน
, ประกันสังคม 13 ล้านคน ที่เหลืออยู่ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
- สัดส่วนรายได้จากเกษมราษฎร์ 80% แต่ละแห่งอายุโรงพยาบาลไม่เท่ากัน
, WMC ดำเนินการราว 4 ปีกว่า ปัจจุบันมีกำไรแล้ว
รายได้คิดเป็นสัดส่วน 11% การุณเวชย์ราว 9%
- WMC เป็นโรงพยาบาลที่ดำเนินการจบในตัวเองได้(tertiary care)
จะเป็น growth driver
- ฐานประกันสังคม มองว่าอีก 3 ปีที่กำลังสร้างโรงพยาบาลเพิ่มอีก 5 แห่ง
จะทำให้ฐานลูกค้าจาก 8 แสนเพิ่มเป็น 1 ล้านคน,
- โรงพยาบาลแห่งที่เก่าแก่ เช่น เกษมราษฎร์ บางแค ต้องปรับปรุงเทคโนโลยีเครื่องมือ
- สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือ 3P Physical กายภาพ ตึกอาคาร, People คน,
Process เอาเทคโนโลยีเข้ามาให้ speed ในการรักษา
มี turnover เร็วขึ้น เริ่มส่งผลบวกในต้นปีนี้
- ลูกค้าต่างประเทศ อันดับหนึ่งของไทยคือ เมียนมาร์ ไม่ใช่ตะวันออกกลาง
จะบินเข้ามาสุวรรณภูมิ,ดอนเมือง / ข้ามด่านแม่สาย,หนองแค
ซึ่งที่บางใหญ่เป็นอินเตอร์เนชันแนล บริษัทเตรียมสำหรับรับลูกค้า CLMV
- บุคลากรการแพทย์ของไทยขาดแคลน
WSO มีตัววัดประเทศไทย มีหมอ 4 คน ต่อประชากร 1 หมื่น
ในขณะที่สิงคโปร์เกิน 20 คน ถือว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
หมอ 1 คนใช้เวลา 6 ปี ถ้าเป็นเอกชนจบใหม่ก็ไม่รับยังไม่ใช่ผู้เขี่ยวชาญ
ก็ต้องใช้เวลา 10 ปี ได้หมอ 1 คน พยาบาลผลิตปีละ 8 พัน
เป็นตัวแปรสำคัญที่จะสร้างโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างๆ
จะมีคุณหมอที่จะเกษียณ ซึ่งไทยเปลี่ยนนโยบายให้เกษียณ 63 ปี
และมีคุณหมอจาก CLMV ที่มาเรียนที่ไทย
ก็จะดึงบริเวณที่เขาอยู่ใกล้ การย้ายระหว่างโรงพยาบาลเป็นเรื่องปกติ
- โรงพยาบาลที่เปิดใหม่ กว่าจะหาวิธีให้ได้กำไรได้ใน 4 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย
กว่าจะดึงลูกค้าจากต่างประเทศได้ และรักษาให้อยู่ในระบบ
- ประเด็นการขาดแคลนบุคลากร บริษัทจะสำรวจบุคลากรก่อนเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ
เช่น เกษมราษฐร์ อรัญประเทศ อีก 16 เดือนกำลังจะเปิด
สิ่งที่กังวล จะเลือกไปในจุดที่มีคนเพียงพอ
หมอประจำครบทุก field อย่างน้อย 20 ถึงจะตัดสินใจทำ
หรือที่ดินในพัทยาที่เคยซื้อมาถูกมาสมัยก่อน
เคยไปสำรวจและประเมินการ recruit หมอจะแข่งขันกันสูง จึงยังไม่เปิดโรงพยาบาล
- โรงพยาบาลที่กำลังจะเปิดที่ลาว บริษัทจะใช้หมอจากไทย บริษัทได้ส่งเสริมการลงทุน 7 ปี
ประหยัดภาษี Corporate tax ที่ลาว อัตรา22% และได้ขยายคนเป็น 45% ซึ่งมีหมอมาสมัครแล้ว
ฺBCPG
- เป็นบริษัทด้านไฟฟ้าของบางจาก เน้นพลังงานสีเขียว รวม 600 MW
มี โซลาร์, ลม, ความร้อนใต้พิภพ (โซลาร์/ลมในไทย, โซลาร์ญี่ปุ่น,
พลังงานลมที่ฟิลิปปินส์, พลังงานความร้อนใต้พิภพที่อินโดนิเซีย )
- ขยายความเรื่องพลังงานความร้อนใต้พิภพ
วิธีการผลิตไฟฟ้าปกติ คือ เอาไอน้ำปั่นใบพัด และไปตัดสนามแม่เหล็กออกมาเป็นไฟฟ้า
วัตถุดิบโรงไฟฟ้าคือไอน้ำ ซึ่งเกิดจากการต้มน้ำ โดยใช้ถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติมาเผา
ซึ่งใต้พื้นดินมีไอน้ำอยู่ร้อน ต้องไปหาแหล่งที่มีขนาดเพียงพอเหมือนขุดเจาะน้ำมัน
และเอาไอน้ำขึ้นมาปั่นเป็นไฟฟ้า
- เมื่อเจาะไปเจอแหล่งจะมีความดันพุ่งขึ้นมา ปรับความดันให้เหมาะสมกับใบพัด
โดยเข้า scrubber ทำความสะอาดก่อน และส่งไป generator เกิดไฟฟ้าขึ้นมา
ส่วนไอน้ำจะกลายตัวเป็นน้ำเหมือนเดิม ก็ทำความสะอาดและอัดกลับไปใต้ดิน
เป็นพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ยังมีฝนตกลงไปเป็นน้ำใต้ดินอีก
- แหล่งความร้อนที่ใช้ผลิตไฟฟ้าไม่เหมือนแหล่งน้ำพุร้อนแบบเชียงใหม่
ที่มีปริมาณน้อย ความร้อนไม่มาก จะต้องมีความร้อนสูง 200-300 องศาเซลเซียส
เพื่อให้มีความดันมากพอ จะอยู่กระจายตามประเทศที่เป็น ring of fire
ถ้าโซนเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์, ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย
โซนอเมริกา แคลิฟอเนีย, ยุโรป – ไอซ์แลนด์
- การลงทุนที่อินโดนิเซีย เป็นสัมปทานระยะเวลา 50 ปี
ตอนนี้เหลืออีก 30 กว่าปี ถือหุ้น 30% มี partner เป็นอินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น และบริษัทในไทย
- พลังงานโซลาร์ ทำงาน 4-5 ชม., ลมทำงาน 8-10 ชม.,
พลังงานความร้อนใต้พิภพทำงาน 24 ชม. 1 MW โซลาร์ผลิตได้น้อยกว่าลมราว ครึ่งเท่า
ตอนนี้เราเป็นผู้ผลิตพลังงานสีเขียวใหญ่สุดของเมืองไทย
- ผลกระทบจากไต้ฝุ่นมังคุดไม่ได้กระทบกับการผลิตพลังงานลมที่ฟิลิปปินส์
เพราะบริษัทเราอยู่ตอนใต้ จึงไม่ได้รับความเสียหาย
ได้ผลด้านบวก Performance ดีมาก ซึ่งตามระบบ ถ้าลมมาเกิน 20 m/s ระบบจะตัด
ซึ่งไต้ฝุ่นมังคุดที่ผ่านมาอยู่ระดับ 18-19 m/s
- การปรับลดการสนับสนุนพลังงานทางเลือกจากรัฐบาล
ทางบริษัทได้เห็นประเด็นก่อนแล้ว ทุกประเทศที่ทำพลังงานทางเลือก
รัฐบาลต้องให้เงินสนับสนุนเพราะเทคโนโลยียังแพงอยู่ และผลตอบแทนต่ำ
เมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น ค่าไฟฟ้าลดลง ถึงจุดที่รัฐบาลเห็นว่าต้นทุนแข่งขันได้กับ
โรงไฟฟ้า conventional อย่างในต่างประเทศ โซลาร์แข่งกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือแก๊สได้
จึงเป็นหน่วยมาช่วยผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ
สิ้นปีรัฐบาลจะประกาศว่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเท่าไร
โดยแนวเป็น hybrid คือโซลาร์ ผสม hydro หรือ biomass
เพื่อให้ supply แน่นอนขึ้น ราคาเฉลี่ย 2.5-3 บาท ซึ่งจะไม่ดีเหมือนเดิม
- ยังมีโอกาสส่วนอื่นที่จะดีกว่า คือ Retail เดิมผลิตขายให้การไฟฟ้า
Whole sale ได้ 2.5 บาท ดังนั้นถ้าขายตรงให้ บ้านเรือน 3 บาท
แทนที่ซื้อจากการไฟฟ้า 4 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ กฟผ,,กฟภ ต้องปรับตัว
อย่าง 3-4 ปีที่ผ่านมาพบว่ายอดขายการไฟฟ้าไม่เพิ่มขึ้น หรือลดลง
เพราะประชาชน หรือเอกชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้งานเอง
ต่อไป รัฐบาลจะประกาศให้ Prosumer (Consumer) ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้
และถ้าเหลือก็ขายคืนให้กับภาครัฐได้
- การขายคืนไฟฟ้าให้กับภาพรัฐ ปัจจุบันยังไม่มีรูปแบบการรับซื้อ
แต่บริษัทสามารถขายคืนกันเองได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่
และทำให้ทุกภาคส่วนให้ความสนใจ และกำลังปรับเปลี่ยนภาพของอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย
UNIQ
- สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อจะใหญ่ที่สุดในอาเซียน จะเริ่มใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า
และจะมีแผนขยายเพิ่ม จากเดิมที่ Link ต่างจังหวัดจะรวม
การ Link Mass transit ในกรุงเทพทั้งหมดที่มี 12 สาย
รวมถึงสนามบินทั้ง 3 สนามบินกับ EEC –
บริษัทรับงานรัฐบาลด้าน Infrastructure อย่างเดียว
สะพาน,ถนน,ระบบราง ไม่มีรับงานเอกชน
อดีตบริษัทเคยรับงานเอกชน แต่เจอวิกฤติปี 40
แล้วไม่ได้รับเงินจากทางเอกชน จึงปรับมารับเฉพาะงานรัฐบาล
- สถานการณ์งานของบริษัท เรื่อง infrastructure
มีการวางแผนตั้งแต่รัฐบาลก่อน สร้างเป็น network น้ำ,บก,อากาศ
งบประมาณ 2.2 ล้านบาท โดยรัฐบาลปัจจุบันมีการทบทวนใหม่
และปรับเพิ่มเป็น 3.3 ล้านบาท เป็นงบประมาณผูกพัน
ผลจากการทบทวนทำให้เกิดการล่าช้า เพิ่งมาเริ่มทำงานในช่วงหลังนี้
- งาน ระบบราง Double track (ระบบรางเดิม ไป-กลับใช้รางเดียว
จะปรับเป็นรางอีกคู่ทำให้วิ่งสวนได้โดยไม่ต้องรอกัน ระยะทาง 3,000 km
ทั่วประเทศไทย ซึ่งบริษัทได้งานส่วนหนึ่งที่ประมูลไปแล้ว
- ระบบ Mass transit 12 สายทยอยประมูล
บริษัทได้งานของ สายสีแดง,น้ำเงิน,เขียว,ส้ม
- อัตราทำกำไรของบริษัท เนื่องจากทำงานที่ยาก
จึงต้องมีการควบคุมที่ดี ทั้งต้นทุน และเวลาทำงาน
โดยดูเทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น สถานีกลางบางซื่อ
มีเปลี่ยนวิธีการทำงาน ซื้อที่ดินลพบุรี และผลิต Precast เป็นชิ้น
ใช้รถไฟขนลำเลียงเข้ามาต่อที่บางซื่อ ทำให้ต้นทุนดี
- งานรถไฟทางคู่ ที่เพิ่มราง 2 ชุด เป็นงานไม่ยาก
แต่ต้องมีเทคโนโลยีตัวรางที่มีการยึดติด
และอุปกรณ์ตัวรางมีแค่บางบริษัทที่ทำได้ ซึ่งบริษัทเป็นหนึ่งในนั้น
- เวลาประมูลโครงการทั้งสายราว 1 แสนล้านบาท
จะมีแบ่งสัญญาซอยย่อย 6-10 สัญญา ทั่วไป 1-2 หมื่นล้านบาท
เช่น สายสีแดง ได้ 3 หมื่นล้าน 3 ปีเสร็จ ปีที่แล้วได้รับรู้ 1.2 หมื่นล้านบาท
- ความพร้อมในการรับงาน ด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่บริษัทมี
น่าจะรับงานได้ปีละ 2 หมื่นล้านบาท
โดยปัจจัยแรงงานมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
เช่น precast ตรงนี้จะสามารถนำมาใช้กับการทำงานโครงการอื่นได้ด้วย
- บริษัททำหน้าที่เป็น Main contractor โดยจะมี Sub contractor ที่มาช่วยทำบางงาน
- การก่อสร้าง 3 สนามบิน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุน
ซึ่งเป็นรูปแบบ PPP จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ มองว่าควรต้องมี Partner ที่แข็งแรง
PRM
- บริษัทมีธุรกิจ 4 กลุ่ม
- 1. Trading ขนส่งน้ำมันจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง มีเรือขนาดตั้งแต่หลักพันจนถึงแสนตัน
- อีกประเภทคือ อัลฟ่าแม็ก ขนาด 3 แสนตัน เดินในภูมิภาคเอเชีย ไปถึงจีน ญี่ปุ่น ออสเตเรีย
- เรือขนส่ง รับน้ำมันสำเร็จรูปจาก TOP, IRPC, SPRC, PTTGC ส่งภาคใต้ สิงคโปร์,มาเล,กัมพูชา
- ขนส่งในประเทศมีสัญญาระยะยาว PTT,Shell,Exxon โดยมีค่าขนส่งเปลี่ยนตาม
ค่าเชื้อเพลิงพลังงาน กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 12%
- ระยะเวลาสัญญามี 5,10, มากกว่า 10 ปี ลูกค้ารองๆจะเป็นสัญญาระยะสั้น 3-6 เดือน
หรือเช่าแบบเหมาเที่ยว ถ้าไม่จ่ายเงินจะไม่สูบน้ำมันขึ้น
- เรือขนาดใหญ่ค่าระวางเรือเป็นไปตาม demand, supply จากเรือที่ available และความต้องการสินค้า
- ธุรกิจเรือขนาดเล็กยังไปได้ดี แต่เรือขนาดใหญ่ยังไม่ค่อยแน่นอน
- 2. ถังกักเก็บน้ำมันลอยน้ำ(Floating storage) เป็น VLCC (Very Large Crude Carrier)
เรือขนาด 3 แสนตัน มี 4 ลำ อยู่ในน่านน้ำมาเลเซีย และสิงคโปร์
ขนาดยาว 3 สนามฟุตบอลครึ่ง กว้าง 60 เมตร สูง 50 เมตร อีก 1 ลำอยู่ที่เกาะสีชัง
เป็นการร่วมมือกับไทยออยล์ ชื่อ บงกชมารีนเซอร์วิซ
- เรือขนาดใหญ่ บริการให้ บางจาก ไม่ได้รับผลกระทบ เป็นไปตามสัญญา
- 4 ลำที่เหลือช่วงต้นปีสถานการณ์ไม่ดี ตอนนี้ปรับเรือที่มีอายุมากออก
ลดต้นทุน เอา volume มาเพิ่ม ทำให้ utilization ดี และเริ่มนิ่งขึ้น
- 3. ธุรกิจให้บริการ exploration เป็นเรือที่พักอาศัย ขนาด 300 เตียง
โดยมี contract จาก ปตท. และ Hosting storage of loading
ทำหน้าที่สูบน้ำมันจากใต้ภิพพขึ้นมาแยกน้ำและน้ำมันบนเรือ และให้ผู้ค้ามารับน้ำมันไป
น้ำที่แยกออกมาจากที่สูบน้ำมัน จะต้องขออนุญาตกรมอธิบดีสิ่งแวดล้อม
และใช้ปั๊มกลับลงไปที่หลุมว่างต่างๆ
- 4. Ship management บริหารคนเรือ ไปจนถึงกัปตันเรือ
ต้องได้รับการอบรมมี license ในแต่ละตำแหน่ง
- การขยายกองเรือเพิ่ม 1 เท่าตัว เข้าไป M&A กับ big sea
บริษัทเรือขนส่งลำดับ 2 ในประเทศ ประโยชน์ที่ได้
คือ ได้กำลังพลเพิ่ม 13 ลำ ลำละ 20 คน ถ้าต้อง training ใหม่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี
, ได้รับรู้รายได้ทันทีและได้กำลังการขนส่งเพิ่ม 4 หมื่นตัน
ซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์การลงทุนทางเรามองว่าคุ้มค่า
- อายุเฉลี่ยของเรือปัจจุบัน 19-20 ปี พอซื้อ big sea เข้ามาอยู่ที่ 17 ปี
และอีก 2 ปีข้างหน้าขยายกองเรืออายุเฉี่ยจะอยู่ที่ 9 ปี
เพราะมีการต่อเรือใหม่มาทดแทน ปกติเรือต่อญี่ปุ่นใช้งาน 25 ปี เรือต่อจีนใช้ 20 ปี
- การปลดระวางเรือ จะดูว่าราคาเหล็กเท่าไร คุ้มทุนไหม กำไรขาดทุนไหม
- การต่อเรือ คล้ายการต่อเครื่องบิน บริษัทไปสำรวจ ควบคุมการต่อเอง
เรือต้องถูกห่อหุ้มและทนสภาวะคลื่นลมได้
- เรือเล็กวิ่ง อ่าวไทย พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย เรือใหญ่ วิ่งไปถึง จีน,ญี่ปุ่น,ออสเตเรีย
- เรือเล็ก ค่าเฉลี่ยจมในน้ำไม่เกิน 5 เมตร, เรือใหญ่ ค่าเฉลี่ยจมในน้ำราว18 เมตร
ผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจ
BCH
- ช่วงที่ผ่านมากำไรโตมาก อยู่ในช่วงขยายธุรกิจ
จะไม่มีปัญหาเรือง รายได้เติบโต 2 digit 2-3 ปีก่อน Upgrade โรงพยาบาล
ครึ่งปี 61 รายได้โต 13-14% มากกว่าครึ่งปี 60 ที่โต 10-11%
แต่ถ้าหยุดขยายจะเหนื่อย เพราะในพื้นที่เดิมไม่โตเท่าต้นทุน
- ปัจจุบันกำลังขยายอีก 5 แห่ง อรัญประเทศใช้เวลา ก่อสร้าง 16 เดือน
,ปราจีนบุรี อยู่หน้านิคมฯ 304 , referral center ที่เพชรเกษม,
เวียงจันทร์ เดือนหน้าจะเปิด รามคำแหง
- ค่าเสื่อมราคา โรงพยาบาลบางแห่งที่ไม่ได้ลงทุนมาก
เพราะที่ดินราคาไม่เท่ากัน เช่น ที่ดินเวียงจันทร์ 3 hetra
ซื้อราคา 350 USD ต่อตารางเมตร, ที่อรัญประเทศยิ่งถูกกว่าอีก
- ช่วงเวลาในการเปิดโรงพยาบาลต้องเหมาะสม :
รามคำแหงเป็นการย้ายความฝั่ง, ปราจีน รับคนไข้ทั่วไปและผู้ประกันตน
มี 4 แสนคน ถ้าเปิดในวันเวลาที่ถูกต้อง ปีแรกก็ไม่ขาดทุนแล้ว ,
โรงเกลือ เป็นตลาดเงินสด ฝั่งปอยเปต มีประชากร ราว 1 ล้านคน
คนฐานกลางที่มีกำลังซื้อต้องการสะดวก
- ราคาเฉลี่ยในกลุ่มเกษมราษฏร์ OPD 2 พันกว่าบาท ไม่ได้สูงมาก
จำนวนคนไข้เติบโตตลอด ถ้าโรงพยาบาลที่ตั้งราคาสูงปรับราคาขึ้นตลอด คนไข้จะไม่โต
- อัตราการครองเตียง เช่น บางใหญ่ 100% เป็น High season หน้าฝน ต้องเข้าคิว
เพื่อรอเคลียร์ห้อง ที่ WMC รับได้ 150 เตียง Capacity 124 เตียง
โดยต้องขยายเพิ่มอีก 100 กว่าเตียง
- ธุรกิจศรัทธาต้องใช้เวลา เหมือนเปิดคลีนิควันแรกคนยังไม่รู้จัก
ก็ต้องสะสมความ ส่วนใหญ่บริษัทจะสร้างใหม่เอง โดยมีการซื้อกิจการเข้ามา 4 แห่ง
- กลยุทธ์บริษัทพยายามผลักดัน WMC และ เกษมราษฎร์อินเตอร์
โดยปรับปรุงตึก เพิ่มคน เพิ่ม เทคโนโลยี จะทำให้สัดส่วน cash เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 75-80%
- Successor planning ให้ลูกเรียนด้านที่เกี่ยวกับบริหารธุรกิจ/โรงพยาบาล ทั้งหมด
และแต่ละโรงพยาบาลจะมี Director 5 คน ต่อโรงพยาบาล
มี Gap ที่ห่างกัน 5-10 ปีที่จะทำให้ส่งต่อกันได้
BCPG
- โรงไฟฟ้าปี 2017 มี operation ที่ไทยและญี่ปุ่น ปี 2018
มีเพิ่ม ฟิลิปปินส์ กับ อินโดนีเซีย เป็น organic growth ที่มาตามแผน pipeline ของเรา
พลังงานที่ผลิตครึ่งปีแรกเปรียบเทียบปีก่อน เติบโต 5 เท่า
- Inorganic การเข้าซื้อกิจการพลังงานลมในภาคใต้เพิ่มราว 10 MW
- Retail การติดตั้ง rooftop สามารถ secure contract ที่ม.เชียงใหม่ 12 MW,
ที่ แสนสิริ 0.5 MW ไม่ใหญ่ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ประชาชนซื้อขายไฟฟ้าได้แบบ peer to peer
- รายได้/EBITDA โตเกือบ 2 เท่า โดยหักค่าใช้จ่ายลงทุน,
ค่าเสื่อมต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้กำไร drop ลงมานิดหน่อย
- Outlook ครึ่งปีหลัง นอกจากข้างต้นจะมี infra fund
เอา asset บางตัวที่ญี่ปุ่นขายเข้ากองทุน ได้เงินมาปลดหนี้
และได้กำไรจาก equity เป็นรายการเสริม bottom line บริษัท
- ติดตั้ง rooftop สิ่งที่เราต่างกับเจ้าอื่น เรามี ธุรกิจ battery
ถ้าเราเอาไปติดตั้งในชุมชน เช่น มีลูกค้า 4 คน ทุกเสี้ยงวินาทีนี้หากมี ไฟฟ้าเหลือ
จะขายเอาไปเก็บใน battery ของบริษัท ซึ่งหากไฟฟ้าขาดจะซื้อกลับจาก battery ได้
และ ธุรกิจPlatform ลูกบ้านขายไฟฟ้า ทุก transaction ที่ซื้อขายขอเก็บเงิน
ถ้ามองศักยภาพหลังคาทั้งประเทศมี 20 GW มี Opportunity ปีละ 500 MW
- เรากำลัง roll out program สร้างตลาดใหม่ อย่างที่เชียงใหม่เห็นได้ชัด
ที่ประมูลได้ 12 MW มีคู่แข่งหลายเจ้าที่ประมูลและต้องลดค่าไฟฟ้า
แต่เราแทบไม่ต้องลด เพราะมี value added ทำให้ได้ประโยชน์มากกว่า
ทั้งภาครัฐบาล และ regulator ก็กำลังเขียนบทกำกับอยู่
UNIQ
- 1-2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทบทวนโครงการทำให้เกิดความล่าช้า
จึงกระทบรายรับของบริษัทก่อสร้าง และ งานรัฐบาลงวดสุดท้ายจะใช้เวลานาน
เพราะมีระบบตรวจสอบแน่นหนา จึงเริ่มจ่ายเงินให้ บางงานใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้รับ
คิดว่า งานที่ค้างปลายปีนี้จะเริ่มทยอยออกมาให้ประมูลมากขึ้น
และเป็นรายรับปีถัดไป รายได้ปีนี้จึงน่าจะทรงๆ
- กลุ่มที่จะประมูลจากรัฐได้จะมี 4 รายหลัก
ส่วนต่างชาติจะเข้ามาได้เป็น JV
- Backlog 3.3 หมื่นล้านบาท ปกติจะมีทยอยเพิ่มจากการได้งานใหม่
ตอนนี้อยู่ระหว่างช่วงกลางๆมีทั้งที่กำลังเริ่มทำ และกำลังจะเสร็จ
- ความล่าช้าในการรับเงิน เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งถ้าไม่มีตัวนี้
การรับรู้รายได้งานช่วงต้นหรือท้าย ไม่ได้ทำให้กำไรต่างกัน
- เรื่องการบริหารต้นทุนไม่ได้กังวล แต่เรื่อง PPP ที่มีความซับซ้อน
และวิธีการคิดที่ไม่เหมือนเดิม ต้องมีการลงทุนเอง จัดเก็บรายได้ และแบ่งให้รัฐบาล
เคยประเมินเช่น สายสีชมพู,เหลือง ตัวเลขยาวมากกว่าจะคืนทุน
- D/E เกือบ 3 เท่า เนื่องจากช่วงรับงานมี advance payment
ได้รับเงินล่วงหน้า บันทึกเป็นหนี้สิน จึงทำให้ก้อนนี้สูง (3-4 พันล้านบาท)
ถ้าตัดก้อนนี้ออกจะเหลือ 2 เท่ากว่า ถ้าจะประมูลโครงการก็ต้องใช้เงินทุนเพิ่ม
ตอนนี้บริษัทมีมีการขอมติที่ประชุมเพื่อออกหุ้นกู้
PRM
- ปลายปีก่อน บริษัทเจอปัญหา Floating storage unit สินค้าที่จีนพวกน้ำมันเตา
เอาไปเข้าโรงกลั่น โดยรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายให้ Teapot refinery นำเข้าน้ำมันเองได้
จึงทำให้ธุรกิจนี้มีปัญหา ซึ่งตอนนี้เราได้ปรับเปลี่ยนขายเรือเก่าออกไป
รับรู้ในไตรมาส 3 (ขาย 2 ลำจาก 6 ลำ) ทำให้ได้ utilization เพิ่มขึ้นเป็น 95%
และกลับมาทำกำไรได้
- เรือขนาดเล็ก มีข้อจำกัดในการเข้าร่องน้ำ
เมื่อก่อนซื้อเรือมือสองญี่ปุ่น กินน้ำลึก บรรทุกได้ราว 2 ล้านลิตร
แต่เรือรุ่นใหม่ที่มาทดแทนซื้อกินน้ำตื้นขึ้น บรรทุกได้ราว 3 ล้านลิตร
รวมแล้วบรรทุกเพิ่มได้ราว 50% โครงสร้างค่าขนส่งไทยเป็น Flat
ค่าขนส่งเท่าเดิม แต่ Volume ได้เพิ่มขึ้นเป็น
ช่วงปลายปีนี้จะรับเรือ 3 ล้านลิตรอีก 1 ลำ ปีหน้า รับเพิ่ม 4 ลำ
และ เรือเคมิคอลรับ 1 ลำ และกำลังจะรับเรือ 5 พันตันอีกลำ ทดแทนเรือเก่าที่อายุมาก
- สรุปเรือขนาดเล็กทั้งหมด เพิ่ม 5 ลำ จาก 15 ลำ เป็น 18 ลำ
ทดแทนของเก่า 2 ลำ(ไม่รวม big sea)
- เรือใหญ่ลดต้นทุน เดิมวิ่ง Spot จ้างในราคาที่น้ำมันเชื้อเพลิง
ภาระท่าเรือ เป็นของบริษัท แต่พอค่าขนส่งตกต่ำจึงเกิดความเสียหาย
โดยบริษัทเปลี่ยนจาก Spot เป็น Time charter คือ จ้างเหมาเฉพาะเรือและคนประจำเรือ
จึงไม่ต้องรับภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าภาระท่า
ส่งผลให้อัตรากำไรบางมาก แต่ไม่ต้องแบกรับโอกาสขาดทุน
- แนวโน้มค่าระวางเรือ มองว่าราคาเหล็กดีขึ้น
เรือขนาดใหญ่จะถูกตัดออกไปเยอะ แต่ก็มีเรือต่อใหม่ขึ้นมาเยอะเช่นกัน จึงมองเรือขนาดเล็กมากกว่า
- การเติบโตมาจากการขยายกองเรือ, การบริหารจัดการต้นทุน ยังไม่มี inorganic growth
- เรือทุกลำที่วิ่งในทะเล ต้องใช้ Sulphur ในน้ำมันต่ำกว่า 0.5%
ปัจจุบัน 3% น้ำมันเตา 2% เป็นโอกาส ถ้ากฏข้อบังคับนี้มา floating storage จะเติบโตขึ้น
เพราะน้ำมันเตาทั่วโลก ไม่ถึง 1% ที่จะทำเตา Sulphur ต่ำได้
จึงต้องไปเก็บใน Floating storage ซึ่งเรายัง blend น้ำมันได้ด้วย
ปิดท้ายรายการ
การลงทุนมีความเสี่ยง ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
กำไรขาดทุนเป็นของตัวเอง การสัมมนาเป็นการให้ข้อมูล
ช่วงที่ 2 ทางพี่อมรจะเป็นผู้แชร์ ขอบคุณมากครับ
ขอขอบพระคุณ อ.ไพบูลย์ อ.นิเวศน์ อ.เสน่ห์ พี่หมอเค ทีมงาน Moneytalk
รวมถึงแขกรับเชิญ ผู้บริหารทุกท่านที่ร่วมสัมมนาให้ความรู้ในการลงทุน
หากข้อมูลที่บันทึกมีความคลาดเคลื่อนอย่างไร ขออภัยไว้ที่นี้ด้วยครับ
สามารถติดตาม VDO ฉบับเต็มได้ทางทีวี หรือทาง fb,youtube ย้อนหลังครับ
Money talk@SET ครั้งต่อไป เสาร์ที่ 20 ตุลาคม 61 เปิดจองเสาร์ที่ 13
ช่วงที่ 1 ยุค AI เรียนต่อ ป.โทอะไรดี ดร.นิเวศน์,
คุณณัฐ ตราฐิติพันธุ์ ที่ปรึกษาการจัดการความเสี่ยง Deloitte,
คุณอภิวัฒน์ Project manager aCommerce,
คุณเจนจิรา ศรีดี ที่ปรึกษาอิสระ Digital Marketing,
รศ.ดร.ธัชวรรณ รองคณบดีฯ NIDA
ช่วงที่ 2 กลยุทธ์ลงทุนของรุ่นเก๋า ดร.นิเวศน์,คุณวัชระ เสี่ยป๋อง, คุณเจษฏา FINOMENA, คุณเคน โสรัช
อ.เสน่ห์ และ อ.ไพบูลย์ดำเนินรายการ