Value Way
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ก.ย. 16, 2004 12:18 am
ตะแกรงร่อนหุ้น
โดย มนตรี นิพิฐวิทยา
การลงทุนทุกชนิดไม่ว่าจะลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ หรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งที่เราจะต้องทำเป็นประการแรกเลยก็คือการคัดสรรสินทรัพย์ที่เราจะลงทุน แน่นอนว่าหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เองก็ต้องผ่านการคัดสรรเช่นกัน
หากมองเข้าไปในการลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ทุกวันนี้ บริษัทโบรกเกอร์ต่างๆก็จะมีบริการบทวิจัยทั้งทางพื้นฐานและทางเทคนิคเอาไว้บริการนักลงทุนที่เป็นลูกค้าของตนอยู่มากมาย นักลงทุนหลายรายก็ใช้บริการบทวิจัยจากบริษัทโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการอยู่
สำหรับนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าหรือValue Investor แล้วอาจจะทำอะไรมากกว่านั้นอีกเล็กน้อย หลักปฏิบัติทั่วๆไปของ Value Investor ไม่ใช่แค่เพียงซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดี และถือไว้เป็นเวลานานๆหรือที่มักเรียกกันว่านักลงทุนระยะยาว แต่Value investor จะมีหลักปฏิบัติก่อนการตัดสินใจลงทุนในหุ้นของกิจการใดๆก็ตามดังนี้
หนึ่ง รู้จักและเข้าใจบริษัทที่จะลงทุนเป็นอย่างดี หลักปฏิบัติข้อนี้สำคัญมาก แค่เรารู้ว่าบริษัทนี้ผลิตและขายสินค้าหรือบริการอะไรแค่นั้นไม่พอครับ เราต้องรู้ให้ลึกเข้าไปอีกว่าธุรกิจที่บริษัทดำเนินอยู่มีความสามารถในการแข่งขันที่คงทนแค่ไหน มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร การแข่งขันรุนแรงมากน้อยเพียงใด ตลาดอยู่ที่ไหนและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างไร
สอง ผู้บริหารไว้ใจได้แค่ไหน หลักปฏิบัติข้อนี้ก็มีความสำคัญเช่นกันและเป็นข้อที่วิเคราะห์ได้ยากมาก สิ่งที่Value Investor มักจะใช้สำหรับประเมินผู้บริหารคือการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้บริหารผ่านข้อมูลต่างๆ เช่นข่าวจากสื่อต่างๆ งบการเงิน และรายงานประจำปี การประชุมผู้ถือหุ้น
สาม ตรวจสอบผลดำเนินงานที่ผ่านมาให้มากที่สุด เราสามารถตรวจสอบผ่านงบการเงินย้อนหลังเพื่อดูความแข็งแกร่งทางการเงิน ประวัติการจ่ายเงินปันผล ประวัติการลงทุน สินค้าคงคลัง ยอดขาย กำไร บริษัทที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งมักจะมีเงินสดในปริมาณพอเหมาะ ยอดขายเมื่อเทียบกับสินค้าคงคลังต้องเป็นสัดส่วนปกติทางธุรกิจ ไม่น้อยเกินไปจนอาจเกิดปัญหาสินค้าไม่พอขาย ไม่มากเกินไปจนเป็นภาระทางการเงินในการเก็บสินค้า กำไรต่อยอดขายควรมีสัดส่วนที่สูงขึ้นหรืออย่างน้อยต้องเท่าเดิม ข้อนี้จะเป็นดัชนีบอกให้รู้ว่าบริษัทมีความสามรถในการแข็งขันที่คงทน แม้ว่าจะมีการแข็งขันที่สูงขึ้นก็สามารถปรับตัวเพื่อให้สามารถแข็งขันได้และยังรักษาระดับกำไรได้ดี ลูกหนี้การค้า และหนี้สงสัยจะสูญก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบ เมื่อพบอะไรที่ผิดปกติเราจะต้องตรวจสอบในรายละเอียดให้มากเข้าไปอีก
สี่ ราคาเป็นสิ่งสุดท้ายที่Value Investorจะดู ในขณะที่นักลงทุนอื่นมักจะดูราคาเป็นอย่างแรก เมื่อเราคัดสรรหุ้นได้ตามสามข้อแรกแล้วเรากลับมาดูที่ราคาว่า ณ ราคาปัจจุบันน่าสนใจซื้อหรือไม่ Value Investor มักจะคำนวณมูลค่าที่แท้จริงหรือ Intrinsic Value เพื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้นเสมอ ทั้งนี้เพื่อหาส่วนต่างความปลอดภัยหรือ Margin of safety ในบางครั้งหุ้นที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าเป็นหุ้นที่ดีแต่ราคามีส่วนต่างความปลอดภัยต่ำหรือไม่มีเลย Value Investorจะคอยหาจังหวะลงทุนเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงจนมีส่วนต่างความปลอยภัยที่เหมาะสม เพราะหุ้นที่ดีไม่ได้เป็นการลงทุนที่ดีเสมอไป
ห้า สิ่งสุดท้ายที่ Value Investor ปฏิบัติคือ ถือหุ้นให้นานที่สุดเพื่อให้บริษัทที่ถืออยู่แสดงศักยภาพในระยะยาวออกมา Phillip Fisher บอกเอาไว้ว่าต้องถือหุ้นอย่างน้อย 3 ปี ระยะเวลาที่ต่ำกว่านั้นจะไม่พอสำหรับโครงการหรือสิ่งต่างๆที่บริษัททำอยู่จะแสดงผลระยะยาวออกมา
หลักปฏิบัติทั้งหมดนี้เป็นหลักง่ายๆที่นำไปใช้ปฏิบัติกันได้ในการลงทุนทุกรูปแบบ แม้กระทั่งในการดำเนินชีวิตประจำวัน ในการซื้อสินค้าทั่วๆไปเรามักจะเลือกและเปรียบเทียบราคากับความคุมค่าของสินค้านั้นๆเสมอ หากสามารถต่อรองราคาได้เราก็จะทำกัน แม้แต่ซื้อผลไม้ตามตลาดเรายังคัดสรรเปรียบเทียบและต่อราคากันเลยครับ แต่นี่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของเราทำไมเราจะไม่ทำล่ะครับ
โดย มนตรี นิพิฐวิทยา
การลงทุนทุกชนิดไม่ว่าจะลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ หรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งที่เราจะต้องทำเป็นประการแรกเลยก็คือการคัดสรรสินทรัพย์ที่เราจะลงทุน แน่นอนว่าหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เองก็ต้องผ่านการคัดสรรเช่นกัน
หากมองเข้าไปในการลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ทุกวันนี้ บริษัทโบรกเกอร์ต่างๆก็จะมีบริการบทวิจัยทั้งทางพื้นฐานและทางเทคนิคเอาไว้บริการนักลงทุนที่เป็นลูกค้าของตนอยู่มากมาย นักลงทุนหลายรายก็ใช้บริการบทวิจัยจากบริษัทโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการอยู่
สำหรับนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าหรือValue Investor แล้วอาจจะทำอะไรมากกว่านั้นอีกเล็กน้อย หลักปฏิบัติทั่วๆไปของ Value Investor ไม่ใช่แค่เพียงซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดี และถือไว้เป็นเวลานานๆหรือที่มักเรียกกันว่านักลงทุนระยะยาว แต่Value investor จะมีหลักปฏิบัติก่อนการตัดสินใจลงทุนในหุ้นของกิจการใดๆก็ตามดังนี้
หนึ่ง รู้จักและเข้าใจบริษัทที่จะลงทุนเป็นอย่างดี หลักปฏิบัติข้อนี้สำคัญมาก แค่เรารู้ว่าบริษัทนี้ผลิตและขายสินค้าหรือบริการอะไรแค่นั้นไม่พอครับ เราต้องรู้ให้ลึกเข้าไปอีกว่าธุรกิจที่บริษัทดำเนินอยู่มีความสามารถในการแข่งขันที่คงทนแค่ไหน มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร การแข่งขันรุนแรงมากน้อยเพียงใด ตลาดอยู่ที่ไหนและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างไร
สอง ผู้บริหารไว้ใจได้แค่ไหน หลักปฏิบัติข้อนี้ก็มีความสำคัญเช่นกันและเป็นข้อที่วิเคราะห์ได้ยากมาก สิ่งที่Value Investor มักจะใช้สำหรับประเมินผู้บริหารคือการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้บริหารผ่านข้อมูลต่างๆ เช่นข่าวจากสื่อต่างๆ งบการเงิน และรายงานประจำปี การประชุมผู้ถือหุ้น
สาม ตรวจสอบผลดำเนินงานที่ผ่านมาให้มากที่สุด เราสามารถตรวจสอบผ่านงบการเงินย้อนหลังเพื่อดูความแข็งแกร่งทางการเงิน ประวัติการจ่ายเงินปันผล ประวัติการลงทุน สินค้าคงคลัง ยอดขาย กำไร บริษัทที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งมักจะมีเงินสดในปริมาณพอเหมาะ ยอดขายเมื่อเทียบกับสินค้าคงคลังต้องเป็นสัดส่วนปกติทางธุรกิจ ไม่น้อยเกินไปจนอาจเกิดปัญหาสินค้าไม่พอขาย ไม่มากเกินไปจนเป็นภาระทางการเงินในการเก็บสินค้า กำไรต่อยอดขายควรมีสัดส่วนที่สูงขึ้นหรืออย่างน้อยต้องเท่าเดิม ข้อนี้จะเป็นดัชนีบอกให้รู้ว่าบริษัทมีความสามรถในการแข็งขันที่คงทน แม้ว่าจะมีการแข็งขันที่สูงขึ้นก็สามารถปรับตัวเพื่อให้สามารถแข็งขันได้และยังรักษาระดับกำไรได้ดี ลูกหนี้การค้า และหนี้สงสัยจะสูญก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบ เมื่อพบอะไรที่ผิดปกติเราจะต้องตรวจสอบในรายละเอียดให้มากเข้าไปอีก
สี่ ราคาเป็นสิ่งสุดท้ายที่Value Investorจะดู ในขณะที่นักลงทุนอื่นมักจะดูราคาเป็นอย่างแรก เมื่อเราคัดสรรหุ้นได้ตามสามข้อแรกแล้วเรากลับมาดูที่ราคาว่า ณ ราคาปัจจุบันน่าสนใจซื้อหรือไม่ Value Investor มักจะคำนวณมูลค่าที่แท้จริงหรือ Intrinsic Value เพื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้นเสมอ ทั้งนี้เพื่อหาส่วนต่างความปลอดภัยหรือ Margin of safety ในบางครั้งหุ้นที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าเป็นหุ้นที่ดีแต่ราคามีส่วนต่างความปลอดภัยต่ำหรือไม่มีเลย Value Investorจะคอยหาจังหวะลงทุนเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงจนมีส่วนต่างความปลอยภัยที่เหมาะสม เพราะหุ้นที่ดีไม่ได้เป็นการลงทุนที่ดีเสมอไป
ห้า สิ่งสุดท้ายที่ Value Investor ปฏิบัติคือ ถือหุ้นให้นานที่สุดเพื่อให้บริษัทที่ถืออยู่แสดงศักยภาพในระยะยาวออกมา Phillip Fisher บอกเอาไว้ว่าต้องถือหุ้นอย่างน้อย 3 ปี ระยะเวลาที่ต่ำกว่านั้นจะไม่พอสำหรับโครงการหรือสิ่งต่างๆที่บริษัททำอยู่จะแสดงผลระยะยาวออกมา
หลักปฏิบัติทั้งหมดนี้เป็นหลักง่ายๆที่นำไปใช้ปฏิบัติกันได้ในการลงทุนทุกรูปแบบ แม้กระทั่งในการดำเนินชีวิตประจำวัน ในการซื้อสินค้าทั่วๆไปเรามักจะเลือกและเปรียบเทียบราคากับความคุมค่าของสินค้านั้นๆเสมอ หากสามารถต่อรองราคาได้เราก็จะทำกัน แม้แต่ซื้อผลไม้ตามตลาดเรายังคัดสรรเปรียบเทียบและต่อราคากันเลยครับ แต่นี่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของเราทำไมเราจะไม่ทำล่ะครับ