Dr Niwet : การลงทุนในหุ้นง่ายนิดเดียว ตอน1
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
CSi Investment Rangsit University
เครดิตถอดความจากคลิปของลิงค์ด้านล่างนี้คับ
Source : แฟนเพจ DoctorweClub Link :
https://goo.gl/PdPe37
-ผมลงทุนมานานมากแล้ว ผ่านอะไรมาหลายอย่าง
-แล้ววันก่อนๆหุ้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวตกกันระนาว ตัวละ 6-7% ก็ซีดไปเหมือนกัน
-นักลงทุนไทย ยังมีความคิดแนวพื้นฐานน้อย
-หุ้นฟรีโฟลตน้อยๆ ตัวเล็กๆมันไม่ค่อยเกี่ยวกับพื้นฐาน เกี่ยวก็ไม่มาก เกี่ยวกับจิตวิทยาซะมากกว่า คอนโทรลได้
-หุ้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมีหลายกลุ่ม ผมก็มีถือไว้บ้างเหมือนกัน
-หุ้นสายการบิน เป็นหุ้นที่ไม่มีพื้นฐาน ไม่อยู่ในข่ายที่จะซื้อได้เลย ธุรกิจสู้กันไปตามยถากรรม เป็นเหมือนกันหมดทั่วโลก
-หุ้นกลุ่มโรงแรม ก็เป็นกลุ่มที่พื้นฐานกลางๆ average ไม่ได้เด่นอะไร หุ้นโรงแรมทั่วโลกก็ไม่ได้เด่นอะไร แบบนี้ value ไม่สูง
-โรงพยาบาล(บำรุงราษฏ์) ก็เกี่ยวกับการท่องเที่ยวบ้าง แต่ไม่ได้มากมาย มีรับต่างชาติบ้าง ผมก็มี ตัวนี้ตกหนักเหมือนกัน นักลงทุนคงตกใจว่าจะกระทบ
-หุ้นสนามบิน(AOTแหละ) ตัวนี้ผมก็มี ลงมาเร็วมากเหมือนกัน น่าตกใจ ตกวูบๆ
-ในแง่ valuation ของธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยว การบิน โรงแรม สนามบิน เราต้องมองทั้งช่วงที่ดีและแย่ (มองให้ยาวๆ ไม่ใช่มองแค่บางช่วง)
-เมื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวโตมากๆ ทุกคนก็ได้หมด สนามบินได้เต็มๆ สายการบินก็แบ่งๆกันไป โรงแรมก็ได้แบ่งๆกันไป
-แต่ถ้าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเริ่มแย่ เอาแบบไม่ต้องแย่มาก แค่โตลดลง โรงแรม สายการบิน ก็จะแย่เลย เพราะแข่งขันสูง
-ความเข้มแข็ง ความสามารถ ความคงทน จะทำให้ธุรกิจผ่านภาวะช่วงแย่ๆไปได้ อย่างสนามบินท่องเที่ยวซบเค้าก็ยังพออยู่ได้ ท่องเที่ยวดีก็ได้เต็มๆ
-สมัยก่อนๆที่หุ้นไทยแย่ๆ 2กลุ่มหุ้นที่ไม่มีใครเล่นเลยคือ หุ้นโรงแรม หุ้นโรงบาล เป็นธุรกิจที่ห่วยสุดๆ หุ้นก็เล่นยังไงก็ไม่ได้กำไร อย่าไปเข้า ซึ่งมองกันต่างจากสมัยนี้
-ความสามารถที่จะอยู่ไปได้เรื่อยๆของธุรกิจ โตช้าโตเร็วไม่เป็นไร ขอให้โตไปได้เรื่อยๆ ตรงนี้เราต้องให้ความสำคัญให้มากๆ แต่นักลงทุนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ
-เวลาดูมูลค่าของบริษัท อย่าไปดูแต่ growth โตเท่านั้นเท่านี้ value จะต้องมาจากความสามารถในการแข่งขัน การมีชัยเหนือคู่แข่งแบบสม่ำเสมอ
-ธุรกิจที่ดีๆจะโตไปได้สม่ำเสมอเรื่อยๆ ถ้าสถานการณ์ดีผมดีด้วย ถ้าแย่ผมก็อยู่ได้ นี่คือบริษัทที่คุณภาพดี ควรให้ value สูง
-Definition ของคำว่าคุณภาพ นักลงทุนต้องมองให้ถูกต้อง
-ในยามที่ตลาดหุ้นคึกคัก คนจะแห่ตามมองอะไรๆไปทางเดียวกัน คนที่ไม่ทำตามก็จะถูกมองว่าเป็นคนขี้ระแวงคิดมาก หุ้นบางตัวแค่เซนต์งาน กำไรป่าวไม่รู้ หุ้นวิ่งขึ้นไปแล้ว
-หุ้นบางตัวก็เล่นข่าวยาวนาน เดี๋ยวจะได้ 20เมก 30เมก พลังงานลม พลังงานแดด ยังงั้นยังงี้ หุ้นก็เลยไม่ตกนักลงทุนก็คล้อยตาม หุ้นพวกนี้มันอยู่ในมือเค้าหมดแล้ว จะเอาไปทางไหนก็ได้
-เวลาตลาดหุ้นดีๆ ข่าวจริงไม่จริงทุกคนก็พร้อมจะเชื่อ พอเชื่อเค้าก็ไม่ขายหุ้นออกมา แต่พอตลาดหุ้นไม่ดีตกกันหมด มันจะไม่ใช่ยังงั้น หุ้นที่ไม่มีกำไรซัพพอร์ตจะยืนอยู่ไม่ได้
-ตอนนี้ใกล้เวลานั้นแล้ว เวลาที่ข่าวต่างๆนักลงทุนจะไม่ฟัง ข่าวได้งาน ข่าวเทคโอเวอร์ ข่าวดีแค่ไหนคนก็เทขาย
-หุ้นที่ไม่มีกำไรที่มีเหตุมีผลมาสนับสนุน เวลาตลาดหุ้นลง หุ้นมันก็อาจลงได้แต่ไม่เยอะ เพราะมีกำไรมา support ต่างจากพวกหุ้นที่เล่นข่าวจะเน่าสนิท ที่ส่วนใหญ่ลงอย่างเดียว
-คนที่เกิดมาเจอแต่ช่วงเวลาดีๆมักจะมองอะไรแย่ๆไม่ค่อยออก ต่างจากคนสมัยก่อนที่เค้าเคยผ่านมา
-โรงแรมสมัยก่อน over supply มาก รายได้เลยตก ต้องลดราคาแข่งกัน แต่ต้นทุนคงที่ รายจ่ายเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ หุ้นโรงแรมสมัยนั้นโหดร้ายมากเล่นไงก็ไม่กำไร
-ลองสังเกตดูหุ้นของบริษัทที่คุณภาพดีๆ พีอีจะต้องสูง เราต้อง classify ให้ได้ว่าธุรกิจไหนมีคุณภาพต่ำหรือสูง ธุรกิจก็มีคุณภาพของมัน บริษัทก็มีคุณภาพของมัน
-ในธุรกิจที่คุณภาพต่ำก็อาจมีบริษัทบางบริษัทมีคุณภาพสูง หุ้นแบบนี้ก็พอมี ถ้าหาเจอก็น่าสนใจ
-ธุรกิจภัตตาคารก็ไม่ใช่ธุรกิจที่คุณภาพดี คือตัวธุรกิจภัตตาคารเองคู่แข่งเยอะมาก ใครๆก็ทำได้สรรหาแบรนด์นู้นนี้มาลงแห่กันมาเปิดสาขา แต่ถามว่ามีแบรนด์ไหนบ้างที่กำไร (ต้องวิเคราะห์5F)
-barriers of entry ให้ลองฝึกไล่นึกไปเรื่อยๆ เข้าง่ายออกยาก รึยังไง เราต้องหาธุรกิจที่เข้ายากๆออกง่ายๆ
-ที่ว่าสุดยอด Quality ในวันนี้ เราต้องดูดีๆ อย่าพึ่งไปเชื่อ พีอีสามสิบสี่สิบเท่า หุ้นห้างสรรพสินค้าทั่วโลกก็ไม่ได้ดีอะไร บัฟเฟตต์ก็เคยเจ๊งกับหุ้นศูนย์การค้ามาแล้ว
-อย่าง CPN คนมองว่ามันดี ต้องเทรดพีอีสูงๆ เราต้องอย่าพึ่งเชื่อ เราต้องคิดเลยว่า valuation มันสูงขนาดนั้นจริงเหรอ มันดีเพราะสถานการณ์พาไปรึป่าว อนาคตอาจไม่ใช่ก็ได้
-พอเห็นว่าขยายสาขาเยอะ พรึบพรับ คนก็มาไล่ซื้อหุ้นศูนย์การค้า ก็พวกนักลงทุนสถาบัน วีไอ หรือพวกวิเคราะห์แนวพื้นฐานทั้งนั้น ราคามันเลยขึ้นไปสูง เราลองมาดูดีๆซิ
-ศูนย์การค้า ไม่ได้มี barriers อะไร เดี๋ยวนี้คนมีตังเยอะแยะ จ้างทำจ้างออกแบบ มีที่ทางก็สามารถสร้างได้ คนทำศูนย์การค้าเดิมๆจะไปห้ามยังไง
-พอเปิดเยอะก็จะเริ่มดึง market share กัน คนช้อปปิ้งมันก็ไปได้หมด ถ้ามีโปรโมชั่น ราคาถูกคนก็แห่ไปที่ใหม่
-ราคาค่าเช่าที่บอกว่าจะขึ้นทุกปี ปีละ5% จะทำไปได้กี่ปี เพราะผู้เช่าอยู่ไม่ได้ ขนาดไม่ได้ขึ้นค่าเช่าคนเดินยังเหงาๆเลย สุดท้ายผู้เช่าก็ต้องมาขอลดราคากัน
-Good company ใน bad industry มี แต่น้อยมาก มันจะมี character บางอย่าง เช่น ต้นทุนต่ำมากกว่าคู่แข่ง เพราะสาขาเยอะกว่าคู่แข่งเลยมี EOS ซึ่งไซส์ต้องใหญ่มาก KFC McDonald MK
-ฐานะทางการเงิน ก็ต้องควรดู ง่ายๆเลย ธุรกิจที่คุณภาพดีๆจะ Cash ดี ยิ่งทำยิ่งได้เงินสดเยอะ ยิ่งมีกำไรยิ่งเงินสดเยอะ ไม่ใช่ยิ่งทำยิ่งขยายเงินสดก็ยิ่งหมด
-พวก Wholesale ลองดูเลย ยิ่งขยายเงินสดยิ่งหาย เพราะต้องให้เครดิตคนอื่นเยอะ แต่พอตัวเองซื้อสินค้ามา ส่วนมากเป็นนำเข้าก็ต้อง L/C จ่ายเงินสด ยิ่งทำยิ่งเหนื่อย
-พวกค้าปลีกใหญ่ๆยิ่งขยายยิ่งดี ยิ่งทำมากยิ่งสบาย เพราะซัพพลายเออร์ยอมให้เครดิตยาวๆ เศรษฐกิจแย่ก็ยืนอยู่ได้ สามารถขยายสาขาออกไปได้ไม่จำกัด
-ส่วนพวกโรงงานคือธุรกิจที่คุณภาพต่ำ โรงแรมก็คุณภาพต่ำเพราะขยายทีต้องลงทุนสูง ใช้จ่ายอะไรก็เงินสด ต้องปรับปรุงซ่อมแซมเสมอๆเพื่อรักษาฐานลูกค้า เค้าไม่ทำคนอื่นก็ทำ เลยต้องแข่งกัน
-ธุรกิจโรงแรม ไม่มีลูกค้าหรือไม่มีลูกค้า สามปีห้าปีก็ต้องปรับเปลี่ยนปรับปรุงตลอด จ่ายเงินทั้งนั้น มัน sensitive มากขนาดนั้น เพราะกลัวลูกค้าหาย
-ภาระค่าใช้จ่ายของบริษัทที่คุณภาพต่ำจะเยอะ มีรายจ่ายตลอด ธุรกิจที่สุดยอดแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลยในการขยายกิจการ
-เซเว่น ไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลยเพราะเช่าระยะยาว รีโนเวทอะไรก็ไม่ค่อยมี พอเค้าตั้งสาขาได้เสร็จ เอาของซัพพลายเออร์มาลง รายได้เข้าทันที สามสี่เดือนค่อยจ่ายหนี้ เงินไม่ค่อยไหลออก
-ธุรกิจสนามบินจะหนักตอนลงทุนสร้าง แต่พอถึงเวลาทำธุรกิจจะรับเงินสด ได้เงินเร็ว ปรับปรุงอะไรก็ไม่ได้มาก ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใช้ได้ แต่จะหนักก็ตอนลงทุนใหม่ๆ
-สุวรรณภูมิเฟส2 ก็ระวังตอนแรกๆที่ก่อสร้าง เพราะตอนเปิดใหม่ๆจะมีค่าเสื่อมเป็นค่าใช้จ่ายสูง แล้วลูกค้าจะยังไม่เข้ามามาก ต้องรอให้ capacity มากขึ้นเรื่อยๆ
-เกษมราษฎ์ เปิดที่ใหม่กำไรวูบเลย เพราะลูกค้าใหม่จะมาช้า พฤติกรรมของคนใช้บริการจะมีโรงบาลประจำของตัวเอง ฐานลูกค้าจะโตช้าในหุ้นกลุ่มนี้ กว่าจะกำไรก็5ปี7ปี
-สิบปีก่อนก็พวก รพ. แบบนี้คือรายได้เพิ่มช้า แล้วแรกๆลงทุนสูง รายได้โตไม่ทันเลยไม่มีกำไร แล้วเศรษฐกิจดีก็แย่งกันมาเปิดรพ.อีก ซัพพลายล้น
-หุ้นรพ.ในต่างประเทศหลายแห่งก็ไม่ได้ดีอะไร เราต้องระวังจุดนี้
-หุ้นโรงงานส่วนใหญ่จะคุณภาพไม่ดี การเงินก็ไม่ค่อยดี มักจะผลิตให้แบรนด์ใหญ่ๆ แล้วต้องขายเงินเชื่อ อำนาจต่อรองกับเจ้าของแบรนด์ต่ำ
-ธุรกิจที่ออกยากจะไม่ดี เพราะแย่ัยังไงบริษัทก็ต้องทนทำ มันเลยไม่ลดคู่แข่งออกไปซักที
-IRC STANLY เป็นบริษัทโรงงานที่คุณภาพดี แต่ cash ก็ไม่ได้ดีมาก
-SNC ก็เป็นโรงงานที่ดี เพราะรับจ้างผลิตท่อแอร์ แล้วสั่งทองแดงมาเยอะ เป็นรายใหญ่ของซัพพลายเออร์ ก็เลยได้เครดิต ช่วงนั้นกำไรล้นเลย cash ก็มาเต็มๆ แต่ตอนนี้ไปทำไรเยอะแยะ คุณภาพก็เลยงั้นๆ
-บริษัทที่ดี หนี้แทบจะไม่มี ดูหนี้สถาบันการเงินเป็นหลัก ไม่ใช่หนี้การค้า เรื่องหนี้สินของกิจการเราก็ต้องประเมิน
-อย่าง CPALL จากที่ไม่มีหนี้เลย แล้วพอไปกู้ซื้อแมคโคร 1.8 แสนล้าน ฝรั่งขายหุ้นหนักเลยเพราะกังวลเรื่องหนี้ กลายเป็นบริษัทที่มีหนี้มากสุดในประเทสไทย ราคาหุ้นเลยลง
-พีอีต้องสอดคล้องกับคุณภาพ ถ้าพีอีไม่สอดคล้องกับคุณภาพเราต้องระวัง ถ้าพีอีสูงเราก็ขายอย่างเดียวไม่มีซื้อ ถ้าบริษัทไม่ได้ดีไรมากแค่ average พีอีอยู่แค่ ~10 เท่า ก็พอแล้ว
-สี่ห้าปีที่ผ่านมา หรือแม้แต่ยี่สิบปีที่ผ่านมา ผมซื้อหุ้นไปไม่เกิน 20 ตัว แล้วเราทนได้ ค่อยๆไปแบบเต่่าก็รวยได้เหมือนกัน
-เป็นเต่าไม่ใช่ไม่เหนื่อย ต้องทนดูราคาขึ้นลง พอร์ตยุบลงไปแล้วกว่าจะขึ้นมาใหม่ ใจไม่หนักแน่นทำไม่ได้ การอยู่เฉยๆเป็นอะไรที่ยากที่สุด
ฟังไปพิมพ์ไป ผิดพลาดตกหล่นต้องขออภัยคับ smile emoticon
เดี๋ยวมาต่อตอนที่2
Credit SEHJU Research Center