สามสี่ปีมานี้แทบไม่เคยได้ยินใครบอกว่าตลาดหุ้นโดยรวมจะตก
มีแต่บอกว่าถือหุ้นระยะยาวยังไงก็กำไร
ซึ่งถ้าคิดตั้งต้นจากปี 2008 (6 ปี) มันก็น่าจะจริง
รายย่อยต่างลงทุนผ่านทั้งกองทุน ทั้งลงทุนเอง มาโดยยตลอด
นี่อาจเป็นเหตุผลนึงที่ทำไมหุ้นราคาสมเหตุสมผล (ในความคิดผม) แทบจะหาไม่เจอ
ไม่แน่วันนึงตลาดบ้านเราอาจเหมือนประเทศญี่ปุ่นที่พีอีสูงลิ่วเหมือนที่ปีเตอร์ลินซ์เคยเจอ
ข้อนึงที่ประเทศเราไม่เหมือนอย่าง อเมริกา ซึ่งหนังสือหลายเล่มชอบเอาประวัติศาสตร์การลงทุนระยะยาวจากประเทศนี้มาอ้างอิง คือ
อเมริกาเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมแทบทุกด้าน บริษัทต่างๆมีการพัฒนา ขยายฐานตลาดแบบโกลบอล มานานมาก
แต่ประเทศเรา แม้แต่ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูลแบบเก่า รถยนต์ซึ่งมีโรงงานในไทยมาหลายปี ทั้งสองอุตสาหกรรมนี้ก็ยังเป็นแค่ฐานประกอบ
ที่ทำได้ดีของเราคือเกษตร ส่งออกนู่นนี่นั่นเป็นที่หนึ่งบ้าง ห้าอันดับแรกบ้าง (ของโลก)
หาพวกนวัตกรรม ไม่ได้เลย ซื้อเค้าตลอด ยิ่งพอมาเจอจีน ยิ่งขาดดุลหนัก เพราะหลายอย่างที่เคยไทยทำไทยใช้ก็ไปเอาจากจีนมาขาย
ดร นิเวศน์ มักจะพูดซํ้าแทบจะเป็นแผ่นเสียงตกร่องในทุกครั้งที่มีคนรุมแกหลังอัดรายการมันนี่ทอล์คว่า หุ้นไทยตอนนี้แพงมากแล้ว
หุ้นที่พอจะไปได้ ก็คงเป็นพวกค้าปลีก แต่จะไปหวังเกนโตปีละสิบห้าเปอร์เซ็นต์คงยาก
สุดท้ายท่าน lipton ลองทบทวนดูว่าท่านจะถือยาวแค่ไหน และมีหนทางอื่นอีกมั้ยที่จะชดเชยภาษีที่จะเสียไปกับเกนที่อาจจะได้
ผมว่าตลาดตอนนี้มันไม่เหมือนวันวาน หากเรามีช่องเอาเงินไปลงทุนทางอื่น ผมว่าบางทีอาจจะดีกว่า
ปล ผมไม่ซื้อหุ้นมาเกือบสองปี เพราะสายตาสั้น หาของราคาเหมาะสมไม่เจอ