หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 28, 2014 1:45 pm
โดย Thai VI Article

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    เมื่ออายุผมผ่าน “วัยเกษียณ” ซึ่งในนิยามของคนทั่วไปก็คือ 60 ปี นั้น  ชีวิตและกิจวัตรประจำวันของผมก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย  มันไม่เหมือนคนกินเงินเดือนจำนวนมากที่พอถึงวันเกษียณ  ชีวิตก็เปลี่ยนไปมาก  เขาไม่ต้องแต่งตัวไปทำงานแต่เช้า  เขาไม่ต้องรับผิดชอบที่จะทำงานหรือสั่งงานลูกน้องหรือผู้ช่วย  เขาไม่ต้องประชุมกับเพื่อนร่วมงานที่ต้องทำมาเกือบตลอดชีวิตการทำงาน  เขาไม่มีเพื่อนที่จะนั่งคุยในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน  ไม่ต้องนั่งนินทาใครต่อใคร  เพราะทั้งหมดนั้น  ผมเลิกทำมันตั้งแต่ผมลาออกจากงานประจำเมื่อผมอายุประมาณ 50 ปี  จะเรียกว่าเป็นการเกษียณก่อนกำหนดก็ได้แต่จริง ๆ  แล้วไม่ใช่  เพราะหลังลาออกจากงานประจำในสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง  ผมก็ยังคงทำงานอยู่  นั่นก็คืองานเกี่ยวข้องกับการลงทุน  งานเขียนหนังสือ และงานสอนที่ผมทำพร้อม ๆ  กับการทำงานประจำอยู่แล้ว  การเลิกทำงานประจำที่ใช้เวลามากนั้น  ทำให้ผมมีเวลาไปทำงานอื่นที่ทำอยู่แล้วมากขึ้น  หลังจากนั้นผมก็เริ่มทำงานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงานเดิมที่ผมถนัดเช่น  การทำรายการวิทยุและทีวีเกี่ยวกับการลงทุน  การบรรยายในงานสัมมนา  การเยี่ยมชมกิจการบริษัทจดทะเบียนและอื่น ๆ   ในส่วนของสังคมนั้น  สังคมของผมก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป  คนที่ผมคบหากลายเป็นกลุ่มนักลงทุนแนว VI ที่มีอายุและพื้นเพหลากหลาย  เรื่องที่คุยก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องของการลงทุนและอื่น ๆ  อีกมาก  ชีวิตผมไม่ได้หยุดหลังจากเลิกทำงานประจำ  ว่าที่จริงมันเป็นการเริ่ม “เดินทางใหม่”

    การอ่านหนังสือและมีเวลาศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ  มากมายที่เกี่ยวข้องและอาจจะเกี่ยวข้องกับการลงทุน  รวมถึงการมี  “อิสรเสรี” ที่จะคิดหรือทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับแนวความคิดและธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ  ของสังคมที่เป็นทางการอย่างเช่นในบริษัทขนาดใหญ่นั้น  มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความเข้าใจ  ความเชื่อ  ความศรัทธา  และมุมมองในชีวิตต่าง ๆ  ของผมเปลี่ยนไปได้ง่ายขึ้น  กระบวนการ Evolution หรือวิวัฒนาการของผมเกิดเร็วขึ้นมาก  เมื่อคิดย้อนกลับไป  ผมคิดว่าถ้าผมยังทำงานเป็นลูกจ้างในบริษัทขนาดใหญ่จนถึงวันเกษียณ  ชีวิตผมคงไม่เหมือนอย่างทุกวันนี้  เพราะตลอดเวลาที่ทำงานเป็นลูกจ้างนั้น  ผมรู้สึกว่าความคิด  ความเชื่อ  และศรัทธาของผมเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก  เหตุผลใหญ่อย่างหนึ่งก็คือ  เราทำงานซ้ำ ๆ  อย่างเดิมทุกวัน  ที่เปลี่ยนไปก็ดูเหมือนแต่ชื่อลูกค้าและอุตสาหกรรมที่เขาทำเท่านั้นที่เปลี่ยนไป  อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ  การทำงานประจำที่ต้องใช้เวลามากนั้น  ทำให้เรามีเวลาอ่านหนังสือที่เป็นความรู้ที่หลากหลายน้อยมาก  Scope หรือแวดวงของความรู้ของเราจะถูกจำกัดมาก  นั่นก็คือ  เรารู้แต่เรื่องของธุรกิจ  ซึ่งนี่ก็เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนแต่มันไม่เพียงพอ  เพราะเรื่องของการลงทุนนั้น  มันเป็นศิลปะขั้นสูงที่ต้องใช้ความรู้ที่หลากหลายรอบด้าน  พูดง่าย ๆ  ต้องรู้จริง รู้กว้าง แต่อาจจะไม่จำเป็นต้องรู้ลึก

    การที่จะรู้กว้างและรู้จักโลกโดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งนั้น  วิธีที่ดีที่สุดก็คือ  ทำตัวเป็น  “นักศึกษา”  ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาทางสังคมศาสตร์ จิตวิทยา  และเรื่องต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต  โดยรหัสของวิชาที่เรียนก็คือเริ่มต้นจากเลข 1 เช่น  เศรษฐศาสตร์ 101 หรือ 102 ซึ่งสอนวิชาที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ และวิชาอื่น ๆ  เป็นต้น   การเรียนวิชาเหล่านั้นโดยไม่ต้องสอบจะทำให้เราเข้าใจหลักการสำคัญของมันโดยไม่ต้องใส่ใจกับรายละเอียดมากนัก  และนั่นจะทำให้เราสามารถนำมาใช้ได้ในการวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ  เมื่อถึงเวลาต้องทำ

    ผมเคยย้อนคิดถึงชีวิตสมัยที่เป็นนักศึกษาปริญญาตรีแล้วก็พบว่าชีวิตเพียง 4 ปี นั้นได้เปลี่ยนโลกทัศน์ของตนเองไปแค่ไหนก็พบว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีสีสันมากมาย  มันไม่ใช่แค่เรื่องของวิชาการที่ใช้ในการทำมาหากิน  แต่รวมไปถึงเรื่องแนวคิดในด้านต่าง ๆ  ทางจิตวิทยา สังคมและการเมือง  แต่หลังจากเรียนจบไปทำงานในโรงงานนั้น  นอกจากความรู้เรื่องทางการผลิตและวิศวกรรมแล้ว  อย่างอื่นก็แทบจะหยุดหมด  เวลาผ่านไป 6-7 ปีนั้น  ผมเปลี่ยนไปน้อยมาก  ความรู้ใหม่ ๆ แทบไม่เกิดขึ้นนอกจากความชำนาญในการผลิต  การเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจเองนั้น  ทำให้เรามีมุมมองใหม่ขึ้นทางธุรกิจแต่ก็เป็นเรื่องทางทฤษฎีที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ที่ไหน   เช่นเดียวกับการเรียนปริญญาเอกทางการเงินโดยเฉพาะทางด้านการลงทุนเองนั้น  มันไม่ได้สอนให้รู้จักการลงทุนที่ดีและจะเปลี่ยนชีวิตเราได้  มันแค่สอนให้รู้ว่า  เราจะทำผลตอบแทนได้เท่ากับค่าเฉลี่ยอย่างไรโดยที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด  อย่างไรก็ตาม  การเรียนในแบบของ  “นักศึกษา”  นั้น  มันมีประสิทธิภาพสูงกว่าการทำงานในการเปลี่ยนตัวเราไปในทางที่ดีขึ้นอยู่ดี

    มองย้อนหลังกลับไป  ผมคิดว่าผมคิดถูกต้องมากที่ลาออกจากงานประจำในวัย 50 ปี  ชีวิตหลังลาออกจากงานของผมคล้าย ๆ  กับการกลับมาเป็นนักศึกษาปริญญาตรีใหม่  สิ่งที่ผมทำส่วนใหญ่คล้าย ๆ  กับการทำ  “กิจกรรมนักศึกษา”  นั่นคือ เป็นเรื่องที่ทำเพราะเราอยากเรียนรู้  ทำเพราะรู้สึกสนุกสนาน  ทำเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีและตรงกับทัศนะของเราและทั้งหมดนั้น  ไม่ได้ต้องการเงิน!  แม้แต่เพื่อนและสังคมเองก็เปลี่ยนแปลงไป  ในช่วงที่ทำงานประจำนั้น  ทุกคนมี  “ชนชั้น”  เป็นนาย  เป็นลูกน้อง  เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นผู้ใหญ่ และอีกร้อยแปด  แต่ในสังคมของการลงทุนนั้น  ทุกคนดูเหมือนจะเป็นเพื่อนกันแม้ว่าจะต่างอายุและฐานะทางสังคมอื่น ๆ  ว่าที่จริง ไม่มีใครมีสถานะทางสังคมเป็นพิเศษอยู่แล้ว  และอายุเองก็ไม่มีความหมาย  นี่อาจจะทำให้เรารู้สึกแก่ช้าลงและอาจจะทำให้เราเข้าใจ  “โลกยุคใหม่” ได้ดีขึ้น  ซึ่งทั้งหมดนั้น  ช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนได้ดีขึ้น

    Evolution หรือการวิวัฒนาการของผมหลังจากลาออกจากงานประจำนั้นผมคิดว่าเร็วและดีขึ้นมาก  ผมนึกไม่ออกว่าตนเองจะเป็นอย่างไรถ้ายังทำงานอยู่จนถึงอายุเกษียณที่ 60 ปี  แต่ผมเชื่อว่าผมคงเป็นคนที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมที่ไม่สามารถเข้าใจความนึกคิดของคนรุ่นใหม่ได้มากนัก  เหตุผลอาจจะเป็นเพราะผมคงไม่ได้อ่านหนังสือและศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ  ที่เป็น  “ธรรมชาติ”  ของชีวิตและสังคมที่จะต้องดำเนินไปตามวิวัฒนาการที่ควรจะเป็นของคนไทย

    มองย้อนหลังกลับไปตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาผมพบว่า  ผมเปลี่ยนไปไม่น้อยในด้านต่าง ๆ   ผมจำความคิด  ความเชื่อและความศรัทธาสมัยที่เป็นเด็กในมหาวิทยาลัย  เป็นพนักงานและผู้บริหารในบริษัทได้และมันไม่เหมือนกับในปัจจุบัน  แม้แต่การลงทุนของผมเองก็มีการเปลี่ยนแปลงไประหว่างช่วงที่ผมยังเทรดหุ้นเป็นรายหลายวันหรือรายเดือน  ระหว่างช่วงที่เป็น VI ใหม่ ๆ   และในปัจจุบัน   นอกจากนั้น  ผมยังคิดอีกว่าอนาคตผมก็ยังอาจจะเปลี่ยนไปอีก   ชาร์ลี มังเกอร์ คู่หู วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า   บัฟเฟตต์เองนั้น  มีวิวัฒนาการดีขึ้นเรื่อย ๆ  ในการลงทุนแม้ว่าอายุจะ 70-80 ปีขึ้นไปแล้วเขาก็ยังพัฒนาไปได้ต่อเนื่อง  ผมเองก็หวังว่าผมก็จะไม่หยุด  ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่คนจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิต  ผมพบเพื่อนหลายคนของผมตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีนั้น  เคยมีความโดดเด่นมากแต่หลังจากหลายสิบปีผ่านไปไม่ได้มีการพัฒนาหรือปรับตัวมากนัก  ผลก็คือความก้าวหน้าก็หยุดลงและกลายเป็นคนที่ล้าหลังเพื่อนที่เคยไม่โดดเด่นแต่ปรับตัวเองมาตลอด

    เขียนมายืดยาวถึงเรื่อง “ความหลัง” ตั้งแต่เด็กก็เพื่อที่จะบอกว่า  การเรียนรู้ ปรับตัว  และพัฒนาไปเรื่อย ๆ  ไม่หยุดนั้น  เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในชีวิต  คนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงหรือมีความสามารถโดดเด่นในช่วงเวลาหนึ่งแต่แล้ว  “ติด” อยู่กับสิ่งเดิมและไม่เรียนรู้เพิ่มเติมนั้น  ไม่มีทางจะประสบความสำเร็จเท่าคนที่ “วิวัฒนาการ” ไปเรื่อย ๆ ซึ่งถึงแม้ว่าจะไปอย่างช้า ๆ  แต่การไม่หยุดนั้น  ย่อมทำให้สุดท้ายแล้วจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า
[/size]

Re: เรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 28, 2014 2:54 pm
โดย ลูกหิน
ขอบคุณมากครับ

Re: เรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 28, 2014 5:04 pm
โดย Red24
เห็นด้วยครับ อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง มันไม่ใช้เรื่องยาก ค่อยๆลองทำทีละนิด อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่นมากและบ่อยเกินไป มีเป้าหมายของเราเป็นระยะ ผมว่ามันสนุกดีด้วยซำ... ในทุกๆเรืองนะครับ ไม่ใช้เฉพาะการลงทุน

Re: เรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 28, 2014 6:18 pm
โดย vim
ขอบคุณครับ เห็นด้วยที่สุดเลย

Re: เรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 28, 2014 7:16 pm
โดย Nevercry.boy
ก่อนอื่นเลยทำความเข้าใจกันก่อน ถ้าดูผลตอบแทน สิบปี ล่าสุดเปรียบเทียบกับผลงานในช่วงกลาง ๆ คือช่วงปี ๒๕๑๗ - ๒๕๒๗ จะพบว่า สิบปีหลังมานี่ ผลงานของปู่จะเทียบกับช่วงนั้นไม่ได้ ต่างกันอย่างมีนัยยะ

ความหมายของการปรับตัวไม่ได้หมายความว่า เงิน เราเพิ่มขึ้น เราเก่งขึ้น ทางโลก แต่เพียงอย่างเดียว

ผมพบว่าสิบปีระยะหลัง บัฟเฟตต์เน้นเรื่องการทำบุญ มากขึ้น (สมัยก่อนแกก็ทำ) แต่แกพูดและเน้นและมาได้เป็นบัดดี้กับบิล เกตต์ และมีกิจกรรมสาธารณะที่ดูแล้วน่ารัก น่ารักมากขึ้น ในขณะที่ผลตอบแทนจากหุ้นแกดูจะกลาง ๆ แต่คำปฏิญาณของแก และที่พยายามจะชักชวนคนรวยทั่วโลกนำเงินมาใช้เห็นเป็นจิตสาธารณะ ดูจะเป็นอีกเรื่องที่ ปู่บัฟเฟตต์ เรียนรู้ที่จะทำมันอย่างจริงจัง

เซอร์จอห์น เทมพลีตัน ก็เป็นอีกท่านหนึ่ง เมื่อช่วงปลายชีวิตท่านเขียนหนังสือเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรม และการสอนลูกสอนหลานให้รู้จักเรื่องความดีงาม (ไม่เห็นเน้นเรื่องเงินทอง)

ขันต์ห้า เป็นของหนักเน้อ ดูเหมือนวอร์เรน จะเริ่มเรียนรู้เรื่องดังกล่าว

รูปภาพ