HotNews: SECเผย กม.เชือดนักปั่น พร้อมใช้ ยึดทรัพย์-ห้ามเหยียบSET 5 ปี
ก.ล.ต. วิ่งตามกระแสโลก แก้ไขพ.ร.บ. หลักทรัพย์ใหม่ เอาผิดนักปั่นหุ้น ฐานใช้ข้อมูลภายใน งานนี้เอาผิดทั้งแพ่ง-อาญา ก่อนการฟ้องคดี ให้ศาล สามารถใช้ดุลยพินิจในการสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรได้ ห้ามคนผิด เทรดหุ้นในตลาดฯไม่เกิน 5 ปี
รายงาน ข่าวฝ่ายกฎหมายและพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ได้สรุปสาระสำคัญการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในส่วน ของการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ การบังคับใช้กฎหมาย และการเชื่อมโยงตลาดทุน หลังพบว่า สถิติของสำนักงานเกี่ยวกับการดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่ เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ปรากฏว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ มีคดีเพียงส่วนน้อยที่ศาลสั่งลงโทษผู้กระทำผิดได้
รายงานฯ ระบุว่า สาเหตุที่ ต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. หลักทรัพย์ มาจากการลงโทษส่วนใหญ่ เริ่มจากการลงโทษทางอาญา อาจไม่เหมาะกับการกระทำผิดในคดีหลักทรัพย์ที่หลักฐานส่วนใหญ่มักอยู่ในความ รับรู้และครอบครองผองผู้กระทำผิด ขณะที่ไม่มีการทิ้งร่องรอยการกระทำความผิดเหมือนคดีอาญาทั่วไป รวมทั้ง ต้องการให้ยืดหยุ่น สามารถรองรับการเชื่อมโยงตลาดทุนไทย กับตลาดทุนในภูมิภาคและโลก ก่อนเปิด AECในเร็วๆ นี้
ทั้ง นี้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมเงินทุนที่มีต้นทุนที่สมเหตุสมผลแก่ ภาคธุรกิจซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ การกำกับดูแลตลาดทุนให้ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสถียรภาพ และโปร่งใส รวมทั้งให้ความคุ้มครองและความเป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ จึงมีความจำเป็นต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน อันจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
หนึ่ง ในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ตลาดทุนมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่สนใจของผู้ลงทุน คือการบังคับใช้กฎหมาย ต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ผู้ลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าตนจะได้ รับความเป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจาก ผู้ที่กระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ หากมีการกระทำอันฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์ หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เป็นเหตุหรืออาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้ลงทุนหรือตลาดทุนจะต้องมีการดำเนินการต่อบุคคลดังกล่าวอย่างเหมาะสม ต่อไป
จาก ข้อมูลสถิติของสำนักงานเกี่ยวกับการดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการกระทำอัน ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ปรากฏว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ เท่าที่ควร โดยมีคดีเพียงส่วนน้อยที่สามารถเสนอต่อศาลและศาลมีคำวินิจฉัยลงโทษผู้กระทำ ผิด รายงานหลายฉบับได้ระบุถึงสาเหตุของปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายว่า มาจากมูลเหตุหลายประการ ดังนี้
1. มาตรฐานการพิสูจน์ เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ("พระราชบัญญัติหลักทรัพยฯ") กำหนดบทลงโทษไว้เฉพาะโทษทางอาญา จึงต้องมีมาตรฐานการพิสูจน์ที่สูงตามหลักการพิสูจน์จนสิ้นสงสัย (beyond reasonable doubt) ซึ่งอาจไม่เหมาะกับการกระทำผิดในคดีหลักทรัพย์ที่หลักฐานการกระทำความผิด ส่วนใหญ่มักอยู่ในความรับรู้และครอบครองของผู้กระทำผิด และไม่มีการทิ้งร่องรอยการกระทำความผิดเหมือนคดีอาญาทั่วไป จึงทำให้เป็นการยากที่โจทย์จะพิสูจน์ให้ได้ตามมาตรฐานดังกล่าว
2. ความซับซ้อนขององค์ประกอบความคิดเนื่องจากบทบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำอันไม่ เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ได้กำหนดองค์ประกอบความผิดในการกระทำความผิด ไว้หลายส่วน ซึ่งบางกรณียังมีความไม่ชัดเจน ก่อให้เกิดภาระในการพิสูจน์และปัญหาการตีความ
3. กระบวนการดำเนินคดีใช้ระยะเวลานานเนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวน การพิจารณามีหลายหน่วยงาน ทำให้ขั้นตอนและกระบวนการในการพิสูจน์ความผิดก่อนการฟ้องคดีใช้ระยะเวลานาน และการฟ้องคดีเกิดความล่าช้า รวมทั้งทำให้พยานหลักฐานในคดีสูญหายถูกทำลายได้ และพยานบุคคลอาจไม่สนใจที่จะให้ความร่วมมือในฐานะพยานอีกต่อไป อีกทั้งฐานความผิดบางกรณีมีอายุความสั้นเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดี
นอก จากนี้ ยังมีความจำเป็นต้องปรับปรุงบทบัญญัติบางประการในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นสามารถรองรับการเชื่อมโยงตลาดทุนไทย กับตลาดทุนในภูมิภาคและโลก ท่ามกลางกระเเสของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ที่จะมาถึงในเร็ววันนี้
เหตุผลประกอบการแก้ไข
เนื่อง จากทฤษฎีการลงโทษส่วนใหญ่เริ่มจากการลงโทษทางอาญา เดิมจึงไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับการนำมาตรการลงโทษอื่นนอกจากโทษทางอาญามาใช้ บังคับ แต่ต่อมาเมื่อสภาพเศรษฐกิจสังคมเปลี่ยนแปลงไป รัฐพบว่าการบังคับใช้โทษทางอาญาสำหรับการกระทำความผิดบางอย่าง เช่น ความผิดทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น องค์ประกอบความผิด ภาระการพิสูจน์และระยะเวลาในการดำเนินคดี ดังนั้น จึงได้มีแนวคิดที่จะหามาตรการลงโทษอื่น เช่น การกำหนดมาตรการลงโทษอื่น เช่น การกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งเป็นมาตรการในเชิงการลงโทษอย่างหนึ่งซึ่งนำ ลักษณะสำคัญของโทษทางอาญา (Criminal Sanction) ในการกำหนดมาตรการซึ่งเป็นผลร้ายต่อผู้กระทำผิด ได้แก่ โทษปรับ มาผสมผสานกับลักษณะสำคัญของการชดเชยความเสียหาย (Compensate) ตามกฎหมายแพ่ง โดยใช้กระบวนการทางแพ่งและมาตรฐานการพิสูจน์ทางแพ่ง โดยในต่างประเทศได้มีการนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้กับความผิดเกี่ยวกับหลัก ทรัพย์ เช่น เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี และประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งที่มาของการหันมาใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับความผิดที่เกี่ยวกับหลัก ทรัพย์ แทนมาตรการทางอาญาที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ ปัญหาภาระการพิสูจน์การกระทำความผิดที่ต้องพิสูจน์สิ้นสงสัย พยานหลักฐานมีจำกัด องค์ประกอบความผิดที่พิสูจน์เจตนายาก และต้องมีการเพิ่มเครื่องมือให้กับผู้บังคับใช้กฎหมาย
รายงานข่าวฝ่ายกฎหมายและพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต.) ระบุว่า การแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เพื่อ ให้การบังคับใช้กฏหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอันจะส่งผลอย่างมากต่อความเชื่อ มั่นของผู้ลงทุน ประกอบกับการลดข้อจำกัดทางกฎหมายในการเชื่อมโยงตลาดทุนไทยกับตลาดทุนโลก อันจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ สำนักงานจึงเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ในส่วนของการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ การบังคับใช้กฎหมาย และการเชื่อมโยงตลาดทุน โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์
1.1 ปรับปรุงองค์ประกอบความผิดในส่วนของการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อ ขายหลักทรัพย์ให้ง่ายไม่ซับซ้อน และชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งกำหนดฐานความผิดที่พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ยังขาดอยู่ เช่น เพิ่มฐานความผิดของ tippee ซึ่งนำข้อมูภายในที่ตนได้รับต่อมาไปใช้ซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นต้น
1.2 เพิ่มบทสันนิษฐาน เช่น กรณีบุคคลที่มีโอกาสอย่างมากที่จะรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน และเพิ่มบทสันนิษฐานของการกระทำที่เป็นผลให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสภาพ การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
1.3 เพิ่มโทษปรับสำหรับความผิดในส่วนของการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อ ขายหลักทรัพย์ในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
2. การบังคับใช้กฎหมาย
2.1 เพิ่มกระบวนการบังคับใช้กฎหมายด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งให้เป็นมาตรการทาง เลือก เพื่อให้รัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติหลัก ทรัพย์ฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนอกเหนือจากการบังคับใช้กฎหมายผ่านกระบวนการลง โทษทางอาญา โดยมาตรการลงโทษทางแพ่ง หมายถึง
(ก) การกำหนดให้ผู้กระทำผิดชำระค่าปรับทางแพ่ง (Monetary Penalty)
(ข) การกำหนดให้ผู้กระทำผิดคืนผลประโยชน์ที่ได้จากการกระทำผิด (Disgorgement)
(ค) การกำหนดให้ผู้กระทำผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบคืนให้กับสำนักงาน (Reimbursement of Investigation Cost)
(ง) การห้ามผู้กระทำผิดเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่เกิน 5 ปี
ทั้ง นี้ เงินที่ผู้กระทำผิดชำระเป็นค่าปรับทางแพ่ง หรือเพื่อคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดจะถูกนำส่งต่อกระทรวงการคลัง เป็นรายได้แผ่นดิน ส่วนเงินที่ผู้กระทำผิดชำระเพื่อชดใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบของสำนักงาน ซึ่งคำนวณตามค่าใช้จ่ายจริงของสำนักงาน ก็จะคืนให้กับสำนักงาน
2.2 ความผิดประเภทที่สามารถบังคับใช้กฎหมายด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งได้เป็นความ ผิดที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยต่อความน่าเชื่อถือ และโปร่งใสของตลาดทุนไทย จึงเป็นบทบัญญัติที่ต้องการสัมฤทธิ์ผลของการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด ในระดับสูง ได้แก่
(ก) ความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง
(ข) ความผิดเกี่ยวกับหน้าที่ของกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวัง
(ค) ความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์
2.3 ผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งเพื่อบังคับใช้กับผู้กระทำผิด คือ คณะกรรมการกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง หรือเรียกโดยย่อว่า "คณะกรรมการ ก.ม.พ." ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่มีความเป็นอิสระจากสำนักงานและรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง โดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการคัดเลือกซึ่งคณะกรรมการ ก.ม.พ. จะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านหลักทรัพย์ บัญชี หรือการเงิน
2.4 ในกรณีที่ผู้กระทำผิดโต้แย้งคำสั่งของคณะกรรมการ ก.ม.พ. ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ และเมื่อผู้กระทำผิดได้ปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งครบถ้วนแล้ว ให้โทษทางอาญาที่มีมูลเหตุการดำเนินคดีมาจากข้อเท็จจริงเดียวกันนั้นระงับไป ด้วย
2.5 อายุความในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งจะมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่สำนักงานรู้ถึงการกระทำอันเป็นความผิดแต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่เกิดการกระทำผิด หรือหากเป็นกรณีที่มีการลงโทษผู้กระทำผิดทางอาญาก่อน การบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้มีมาตรการการลงโทษทางแพ่งจะต้องดำเนินการภายใน 2 ปี นับแต่วันที่คดีอาญาถึงที่สุด
2.6 ปรับปรุงบทบัญญัติเพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในทางอาญา ดังนี้
(ก) เพิ่มบทบัญญัติเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการค้นหาและรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งจะทำให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง เอกสาร และหลักฐานต่างๆ ที่สำนักงานส่งมอบในการกล่าวโทษเป็นสำนวนคดีโดยไม่ต้องมีการสอบสวนซ้ำ แต่ไม่เป็นการตัดอำนาจพนักงานสอบสวนที่จะสอบสวนเพิ่มเติมอีก
(ข) ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการฟ้องคดี โดยให้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจในการสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามระยะเวลาที่ ศาลเห็นสมควรได้ รวมทั้งให้อำนาจสำนักงานในการร้องขอให้ศารกำหนดมาตรการในการสั่งการเพิ่ม เติมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่างๆ
(ค) เพิ่มบทบัญญัติเพื่อกำหนดอายุความสำหรับความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หากมิได้ฟ้องคดีต่อศาลหรือมิได้มีการเปรียบเทียบโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบ ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่สำนักงานตรวจพบการกระทำความผิดหรือภายใน 5 ปีนับแต่วันที่มีการกระทำความผิด ให้ความผิดนั้นเป็นอันขาดอายุความ
3. การเชื่อมโยงตลาดทุน
3.1 เพิ่มความยืดหยุ่นให้บริษัทต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ ที่ออกใหม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายต่างประเทศที่กำกับดูแลบริษัทดังกล่าวใน เรื่องการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง การบริหารกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ และการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ หากมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ลงทุนตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุน ประกาศหนด
3.2 กำหนดให้การกระทำผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ในต่างประเทศสามารถลงโทษในประเทศได้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นผลให้ผู้ลงทุนหรือตลาดทุนในประเทศได้รับผลกระทบ แต่จะลงโทษผู้กระทำผิดอีกไม่ได้ ถ้าศาลต่างประเทศได้พิพากษาปล่อยตัวผู้นั้น หรือมีคำพิพากษาของศาลลต่างประเทศให้ลงโทษ โดยผู้นั้นได้รับโทษจนครบถ้วนแล้ว
วันที่ : 20 กันยายน พ.ศ. 2556
ขอบคุณที่มาของข่าวจาก...
http://www.hooninside.com/news-detail.php?id=224941