หน้า 1 จากทั้งหมด 1

รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: จันทร์ พ.ค. 27, 2013 10:17 am
โดย syj
รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี ชี้ห้างกระทบ โชห่วยได้อานิสงส์

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ผลพวงจากนโยบายรถคันแรกในปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบให้ผู้บริโภคมีกำลังการซื้อลดลง และชะลอการซื้อสินค้าในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา รวมถึงยังพบว่ากำลังการซื้อในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ตั้งแต่เดือนเม.ย.-พ.ค. ยังไม่ฟื้นตัว

นอกจากนี้ คาดว่ากำลังการซื้อของผู้บริโภคจะยังคงซบต่อเนื่องลากยาวจนถึงสิ้นปีนี้ หากภาครัฐไม่มีนโยบายหรือมาตรการใดๆ ออกมากระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค หลังจากผู้บริโภคลดการจับจ่ายลงเนื่องจากต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้จ่ายค่างวดรถคันแรก

ขณะเดียวกัน นอกจากผลของรถคันแรกแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลงทั้งการส่งออกและกระทบถึงราคาจำหน่ายในประเทศ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า

“ปีนี้กำลังการซื้อผู้บริโภคไม่ดีมาก แม้กระทั่งตลาดอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันยังได้รับผลกระทบ ทำให้บริษัทต้องปรับแผนการทำตลาด แต่ไม่เน้นการทำโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม” นายบุญชัย กล่าว

ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทต้องปรับลดเป้าหมายการเติบโตจากเดิมตั้งไว้ 18% เป็นเหลือ 12% จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 2.7 หมื่นล้านบาท

ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า กำลังการซื้อไตรมาส 2 ของผู้บริโภคยังไม่มีสัญญาณว่าจะฟื้นตัว โดยกลุ่มผู้บริโภคที่น่าจะเป็นห่วงคือ กลุ่มระดับกลาง-ล่าง จนถึงกลุ่มรากหญ้า และคาดว่าจะซบลากยาวกระทั่งถึงสิ้นปีนี้ หรืออาจซบต่อเนื่องถึงขั้น 5 ปี หรือจนกว่าจะผ่อนรถหมด ส่วนกลุ่มระดับกลาง-บน ยังมีกำลังการซื้อดีอยู่

จากการสำรวจสภาพการจับจ่ายของผู้บริโภคในปัจจุบัน พบว่า ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มที่จำหน่ายในศูนย์การค้า รวมไปถึงสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า คาดว่าจะเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบจากกำลังการซื้อที่ลดลงมากกว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค

อย่างไรก็ตาม พบว่าร้านค้าปลีกดั้งเดิมกลับได้รับอานิสงส์ในครั้งนี้ เนื่องจากผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าใกล้บ้านมากกว่าจะเดินทางไปซื้อในศูนย์การค้าและร้านค้าปลีกสมัยใหม่เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

http://feeds.posttoday.com/c/33101/f/59 ... tory01.htm

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: จันทร์ พ.ค. 27, 2013 10:20 am
โดย syj
ผลกระทบจากยอดจอง"รถคันแรก" ดันสต็อกรถใหม่ล้นตลาด ระบุตัวเลขเดือนเม.ย.โต 24.9% แต่เดือนพ.ค.เริ่มทรงตัว

สถานการณ์ตลาดรถยนต์ในช่วงกลางไตรมาสที่สอง หรือหลังจบแคมเปญรถคันแรกไป5เดือน ตลาดรถยนต์ยังคงผันผวน แม้ว่าปริมาณการส่งมอบ(ขายปลีกหน้าโชว์รูม)จะยังคงมีตัวเลขที่ดีแต่ผู้จำหน่ายรถยนต์ต่างยอมรับว่าความคึกคักในการเข้าโชว์รูมของลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่ปริมาณรถใหม่ล้นสต็อคทำให้ต้องปรับแผนกลยุทธ์ด้วยการออกไปหาและเข้าถึงลูกค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์เดือนเมษายนมีปริมาณการขาย 109,673 คัน สูงสุดเป็นสถิติใหม่ของยอดขายในเดือนเมษายน ด้วยอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 24.9% โดยตลาดรถยนต์นั่งมีปริมาณการขาย 47,511 คัน เพิ่มขึ้น 22.9% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีปริมาณการขาย 62,162 คัน เพิ่มขึ้น 26.5% เป็นผลจากการส่งมอบรถยนต์ค้างจองในโครงการรถยนต์คันแรก ในขณะที่ยอดขายของตลาดรถยนต์สะสม 4 เดือน มีปริมาณการขาย 522,929 คัน สูงสุดเป็นสถิติใหม่ของยอดขายสะสม 4 เดือนแรกด้วยอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 42.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 76.9% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 20.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทยอยส่งมอบรถยนต์ในโครงการรถยนต์คันแรก ประกอบกับความนิยมอย่างต่อเนื่องในรถยนต์รุ่นใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์นั่ง ทั้งนี้ สถิติการจำหน่ายรถยนต์4 เดือนแรกของปี(มกราคม - เมษายน 2556)พบว่า ตลาดรถยนต์ที่มีการขยยตัวสูงสุดคือ ตลาดรถยนต์ มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 76.9% (ปริมาณการขาย 249,653 คัน ) ตลาดที่เติบโตเป็นอันดับสองได้แก่ ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 273,276 คัน เพิ่มขึ้น 20.9% ส่วนลำดับสามคือตลาดรถกระบะ( Pure Pick up) ปริมาณการขาย 207,141 คัน เพิ่มขึ้น 17.3% ซึ่งสัดส่วนการเติบโตของรถยนต์นั่งแสดงให้เห็นว่า อิทธิพลของรถคันแรกที่ได้ส่งมอบยังคงมีผลต่อตลาดรถยนต์ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

ส่วนตลาดรถยนต์ในเดือน พฤษภาคม มีแนวโน้มทรงตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่จองรถยนต์เพื่อใช้สิทธิรถยนต์คันแรกตั้งแต่ปีที่ผ่านมาได้ทยอยรับรถเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ดีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของบริษัทรถยนต์ต่างๆ จะเป็นปัจจัยบวกในการกระตุ้นยอดขายรถยนต์

http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... นตลาด.html

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: จันทร์ พ.ค. 27, 2013 10:22 am
โดย syj
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) ทั้งระบบไตรมาส 1/2556 แยกตามประเภทธุรกิจรวมทั้งสิ้น 256,003 ล้านบาท คิดเป็น 2.17% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 1,788 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 270,004 ล้านบาท คิดเป็น 2.65% ต่อสินเชื่อรวม

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ เป็นที่น่าสังเกตว่า การอุปโภค-บริโภคส่วนบุคคล มียอดคงค้างเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ 60,204 ล้านบาท คิดเป็น 2.03% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 3,621 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน รองลงมาคือ การพาณิชย์มี 36,489 ล้านบาท คิดเป็น 2.36% เพิ่มขึ้น 1,710 ล้านบาท การก่อสร้างมี 10,154 ล้านบาท คิดเป็น 5.89% เพิ่มขึ้น 771 ล้านบาท โดยยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพของธุรกิจการอุปโภค-บริโภคส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 23.52% ต่อเอ็นพีแอล โดยเพิ่มขึ้นเป็นอันดับสอง รองลงมาจากการอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วน 34.25% ต่อเอ็นพีแอล

http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... 3&catid=03

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: จันทร์ พ.ค. 27, 2013 10:24 am
โดย syj
สศช.ชี้เงินเดือน 15,000 บาท ค่าแรง 300 มีผลทำให้คนรายได้น้อยจ่ายฟุ่มเฟือยเพิ่ม 15.85% เสี่ยงหนี้ครัวเรือนพุ่ง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะสังคมไตรมาส 1 ปี 2556 เปิดเผยว่า เงินเดือน 15,000 บาท และค่าแรง 300 บาท มีผลให้คนที่มีรายได้น้อย ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากขึ้นกว่า 15.85% ทำให้มีความเสี่ยงปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น

http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... นพุ่ง.html

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: จันทร์ พ.ค. 27, 2013 10:29 am
โดย syj
ส.อ.ท. เตรียมแผนรับมือทิ้งยอดจองรถ ชี้อาจปรับเป็นผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังติดตามยอดกำลังซื้อรถยนต์ของกลุ่มผู้บริโภค ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ว่า อาจมีการปรับตัวลดลงมาหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมา ถือว่า ยอดกำลังซื้อได้เติบโตขึ้น ส่วนสัญญาการทิ้งยอดใบจองรถยนต์และการเลื่อนรับรถในโครงการรถยนต์คันแรกนั้น หากอยู่ในสัดส่วนประมาณ 10-20% จะไม่ส่งผลกระทบมาก

โดยมองว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งถ้าหากจำนวนยอดทิ้งใบจองรถมีจำนวนสูงเกินที่คาดการณ์ และยอดขายในประเทศปรับตัวลดน้อยลง ก็จะมีมาตรการรองรับในการเพิ่มการผลิต เพื่อการส่งออกมากขึ้น

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดรถยนต์อีโคคาร์ที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต และกลุ่มรถที่มีขนาดไม่เกิน 1,500 ซีซี และขนาด 1,500 - 1,800 ซีซี ยังคงเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้บริโภคโดยมีสัดส่วนสูงถึง 90% ของยอดขายรถยนต์นั่ง เนื่องจากมีราคาไม่สูงมากและประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้สัดส่วนยอดการส่งออกของรถกระบะ ก็ได้เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 8%

http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... จองรถ.html

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: จันทร์ พ.ค. 27, 2013 11:16 am
โดย syj
คลังยอมรับหนี้ครัวเรือนพุ่ง จากสินเชื่ออุปโภคบริโภค ระบุหนี้เพิ่มมากกว่ารายได้ อยู่ที่ 0.82 เท่า แต่ยังไม่พบสัญญาณหนี้เสีย รถยนต์คันแรก

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.ได้ทำการประเมินสถานะหนี้ครัวเรือนในปัจจุบัน โดยดูจากฐานข้อมูลทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)และศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนขยายตัวได้ตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้ดี และปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า

"เมื่อพิจารณาข้อมูลสถานะการเงิน ยังไม่พบสัญญาณของปัญหาหนี้เสียจากหนี้ครัวเรือนในปัจจุบัน"

ทั้งนี้ ธปท.แสดงความกังวลต่อหนี้ครัวเรือนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และเป็นประเด็นที่นำมาโยงกับนโยบายอัตราดอกเบี้ย โดยเกรงว่าหากลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้สินเชื่อภาคครัวเรือนปรับสูงขึ้นไปอีก และกำลังวิตกว่าหากเศรษฐกิจมีปัญหาจะกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้

นายสมชัยกล่าวว่า เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างรายได้ทั้งประเทศและสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลพบว่า รายได้ทั้งประเทศในปี 2555 สามารถขยายตัวที่ 7.3% ขณะที่ สินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลขยายตัว 21.6% แสดงถึงประชาชนได้ก่อหนี้เพิ่มในอัตราที่มากกว่ารายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาหนี้สินต่อรายได้ในปีดังกล่าวพบว่า หนี้สินต่อรายได้อยู่ที่ 0.82 เท่า เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 0.74 เท่า

สินเชื่อรวมในปี 2555 นั้น ขยายตัว 15.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งมีสัดส่วนถึง 74.2% ของสินเชื่อรวมนั้น ขยายตัวได้ 13.2% และ สินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ที่มีสัดส่วน 25.8% ของสินเชื่อรวม ขยายตัวในระดับสูงที่ 21.6%


โครงการรถยนต์คันแรกดันหนี้พุ่ง

ในหมวดสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ขยายตัวดีมาจากสินเชื่อเพื่อการซื้อและเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นหลักที่ขยายตัว 33.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการรถยนต์คันแรกของภาครัฐที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคกรณีไม่รวมสินเชื่อเพื่อการซื้อหรือเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์พบว่า ขยายตัวลดลงอยู่ที่ 17.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนการขยายตัวของสินเชื่อเพื่ออสังหาริมทรัพย์ขยายตัวที่ 11.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งถือว่า อยู่ในระดับปกติ คือ ไม่ได้ขยายตัวมากจนน่าเป็นห่วง


ด้านข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้หรือหนี้เสียอยู่ที่ 2.3% ของสินเชื่อคงค้าง ขณะที่หนี้เสียในส่วนของสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีสัดส่วนที่ต่ำเพียง 0.5% ของสินเชื่อรวม ส่วนหนี้เสียของสินเชื่อบัตรเครดิตนั้น พบว่า อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.9% ของสินเชื่อบัตรเครดิต สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ครัวเรือนที่ดี ขณะที่ สินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวที่ 14.3% ด้านอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอสเรโช)ของระบบธนาคารพาณิชย์ในเดือนก.พ. 2556 อยู่ที่ 15.94% ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

หนี้เพิ่มต่อเนื่อง-ออมต่ำ

ทั้งนี้ สำหรับสถานะหนี้ครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาตินั้น เป็นข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2554 พบว่า ภาระหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 134,900 บาท โดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 5.8 เท่า ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ 6.4 เท่า

ส่วนสถานะหนี้ครัวเรือนตามข้อมูลของธปท.ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ได้จากธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับฝากเงินและอื่นๆ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ ธุรกิจนอนแบงก์ ซึ่งธปท.รายงานว่า หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยสินเชื่อครัวเรือนในปี 2555 คิดเป็น 77.7% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ 61.4% ต่อจีดีพี โดยหนี้สินครัวเรือนทั้งระบบมีจำนวน 8,818,217 ล้านบาท ทำให้ภาระหนี้สินเฉพาะต่อครัวเรือนอยู่ที่ 439,490 บาท จากจำนวนครัวเรือน ณ สิ้นปี 2555 อยู่ที่ 20.06 ล้านครัวเรือน

ด้านสถานะหนี้ครัวเรือนของสศช.ซึ่งใช้ข้อมูลของธปท.ในการศึกษา สรุปว่า ครัวเรือนมีการก่อนหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ การออมภาคครัวเรือนในปี 2554 อยู่ที่ 5.3% ของจีดีพี และ เมื่อพิจารณาความสามารถในการออมพบว่า มีครัวเรือนสูงถึง 45% ของครัวเรือนทั่วประเทศจำนวน 9.09 ล้านครัวเรือนที่ไม่มีความสามารถในการออม

สำหรับสถานะหนี้ครัวเรือนของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งใช้การสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง โดยสำรวจจากกลุ่มแรงงานล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2556 จากจำนวนตัวอย่าง 1,237 ราย พบว่า จำนวนหนี้ครัวเรือนและผ่านการชำระหนี้ในปี 2555 อยู่ที่ 168,517 บาทต่อคน เพิ่มขึ้น 5.7%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และส่วนใหญ่มีปัญหาในการชำระหนี้จากการที่มีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายถึง 79.8%

นายสมชัยกล่าวว่าต้นเดือนมิถุนายนนี้ สศค.จะจัดให้มีการสัมมนาในหัวข้อหนี้ครัวเรือน โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวิเคราะห์ถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนว่าอยู่ในระดับใด และ มีความน่าเป็นห่วงต่อประเด็นดังกล่าวตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้กังวลหรือไม่

http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... เรือน.html

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: อังคาร พ.ค. 28, 2013 10:24 am
โดย syj
นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ถือว่าชะลอตัวลง หลังจากหมดโครงการคืนเงินรถคันแรกของทางรัฐบาล แต่สำหรับรถปิกอัพและรถยนต์ซีเซ็กเมนต์หรือรถเก๋งขนาดกลาง อย่างเช่น มาสด้า 3 พบว่ากระเตื้องขึ้นมา ในขณะที่ปีที่แล้วตลาดทั้งสองกลุ่มนี้ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะรถเก๋งขนาดกลางโดนผลกระทบจากรถเก๋งขนาดเล็กในโครงการรถคันแรกในรุ่นท็อป แต่ขณะนี้ตลาดรถทั้งสองกลุ่มนี้มีแนวโน้มขยายตัวอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยอดยกเลิกการจองรถคันแรกมีเข้ามามากพอสมควร แบ่งเป็นยกเลิกจองประมาณ 40% ส่วนอีก 20% ยังไม่ได้บอกยกเลิก แต่ชะลอการออกรถออกไปก่อน เนื่องจากอารมณ์ซื้อรถคันแรกของลูกค้าแผ่วลง บางรายมองว่าอยากนำเงินจากการออกรถคันแรกไปใช้อย่างอื่นก่อน ส่วนรถคันแรกยังรอได้ ทางค่ายรถก็ไม่สามารถเร่งรัดลูกค้ากลุ่มนี้ได้

"ทางมาสด้าไม่มีนโยบายยึดเงินจองรถจากลูกค้าโดยไม่มีเหตุผล หากลูกค้าจองรถแล้วไม่พร้อมมารับก็ยินดีคืนเงินให้ ขณะนี้ได้เร่งทำจดหมายถึงลูกค้ากรณีที่รหัสของรถที่ผลิตออกมาแล้วตรงกับที่ลูกค้าจองไว้ แต่ยังไม่มารับรถ เพราะบางรายไม่มาติดตามความคืบหน้ารถที่จองไว้เลย" นางสาวสุรีทิพย์กล่าว

นางสาวสุรีทิพย์กล่าวว่า มาสด้ายังคงเน้นทำกิจกรรมเพื่อเสริมแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยจะออกรถใหม่มาเพิ่มในช่วงตลาดรถยนต์มีแนวโน้มหดตัวลง และเชื่อว่าทุกค่ายรถก็พยายามทำข้อเสนอที่ดีให้กับลูกค้าเช่นกัน เพราะขณะนี้แนวโน้มรถยนต์ผลิตออกมาเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะแต่ละค่ายเร่งกำลังการผลิตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันในแง่กลยุทธ์การตลาดรุนแรงขึ้น แต่ละค่ายมีข้อเสนอและแคมเปญให้กับลูกค้ามากพอสมควร มาสด้ามองว่าขณะนี้ลูกค้าใหม่ไม่ได้มองเรื่องรถคันแรกแล้ว แต่จะมองรถที่ตรงความต้องการใช้งานอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงแนะนำให้ผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) บริหารสต๊อกรถอย่างมีประสิทธิภาพ จากเดิมปีที่แล้วจะเก็บรถทุกสีทุกรุ่นให้ลูกค้าเลือก ปรับเป็นให้สต๊อกรถตรงรุ่นตรงสีตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

นางสาวสุรีทิพย์กล่าวว่า คาดว่าตลาดรถยนต์รวมปีนี้น่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แม้ว่าจะหมดโครงการรถคันแรกไปแล้ว หรือประมาณ 1 ล้านคัน บวกลบไม่เกิน 5% เพราะดูตัวเลขยอดขายแต่ละเดือนประมาณ 1 แสนคัน ส่วนยอดขายของมาสด้าเอง ยังคงไว้ที่ 7.5 หมื่นคัน เพราะจะมีรถยนต์รุ่นใหม่มาเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะทำยอดขายให้มาสด้าได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคัน โดยมาสด้า 2 ยังคงเป็นรถยนต์ที่สร้างยอดขายให้มาสด้ามากที่สุด รองลงมาก็คือปิกอัพ บีที 50

(ที่มา:มติชนรายวัน 28 พ.ค.2556)

http://www.prachachat.net/news_detail.p ... catid=0000

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มิ.ย. 06, 2013 3:44 pm
โดย syj
"มาสด้า"แจงลูกค้าที่จองรถโดยใช้สิทธิ์คืนภาษีในโครงการรถคันแรก ยกเลิกการจองไม่มาก เผยส่งมอบรถคันแรกแล้ว 70%

มาสด้า เปิดเผยว่า ลูกค้าที่จองรถโดยใช้สิทธิ์คืนภาษีในโครงการรถคันแรก ยกเลิกการจองไม่มาก และไม่ถึง 70% เหมือนที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนของข้อมูล

ปัจจุบัน มาสด้า สามารถส่งมอบรถให้กับลูกค้าในโครงการรถคันแรกได้แล้วมากกว่า 70% และคาดว่าจะส่งมอบภายใน 1-2 เดือนข้างหน้าอีกประมาณ 10%

ดังนั้นจึงเหลือลูกค้าที่ยังไม่กำหนดรับรถอีก 20% ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่รับรถ เพียงแต่อยู่ระหว่างการยืนยันเวลาในการรับรถเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขอใช้สิทธิได้โดยไม่ได้กำหนดเวลา ดังนั้น ลูกค้าจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาความพร้อมที่จะรับรถ ในประเด็นต่างๆ เช่น ช่วงเวลาที่เหมาะสม การเงิน และอื่นๆ

"โดยปกติของธุรกิจรถยนต์ การยกเลิกการรับรถจะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10-20% โดยมีปัจจัยหลักเรื่องข้อจำกัดด้านการเงินของลูกค้า" มาสด้าระบุ

http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... ้ว-70.html

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: ศุกร์ มิ.ย. 07, 2013 1:43 pm
โดย syj
ธปท.– สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยไม่ห่วงหนี้เสียจากโครงการรถยนต์คันแรก เพราะสัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลยังจิ๊บๆ แนะให้รีบคุยกับไฟแนนซ์ อย่าให้รถถูกยึด เพราะจะโดน 2 เด้ง คือจ่ายหนี้ไฟแนนซ์และคืนเงินภาษีกลับรัฐ

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “โครงการรถยนต์คันแรกกับการผิดสัญญาเช่าซื้อ” จัดโดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้ว่า จากการติดตามภาวะสินเชื่อในการเช่าซื้อรถยนต์คันแรกถือว่าไม่น่าเป็นห่วง  เพราะสินเชื่อที่ให้แก่รถคันแรกมีสัดส่วนหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล เมื่อเดือน มี.ค.56 อยู่ที่ 0.12% ของสินเชื่อรถยนต์รวมทั้งระบบ ซึ่งถือว่าต่ำมาก แสดงว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ปล่อยสินเชื่อหละหลวม อย่างไรก็ตามสิ่งที่ ธปท.จะติดตามต่อไปคือ หนี้ครัวเรือนที่ขยายตัวเฉลี่ย 20.8% ซึ่งน่าระวัง เพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยช่วง 20 ปีขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 5% สินเชื่อควรโต 1-2 เท่าของการเติบโตของจีดีพี

นายอนุชาติ ดีประเสริฐ ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย กล่าวว่า หากถามว่าเป็นห่วงเรื่องการผ่อนค่างวดรถยนต์ในโครงการรถคันแรกหรือไม่  คงไม่เป็นห่วง เพราะต้องรอดูตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการที่ชัดเจนช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.นี้อีกครั้ง จากกรมสรรพสามิต ส่วนผู้ที่ผ่อนค่างวดรถยนต์ไม่ไหว ควรไปคุยกับสถาบันการเงิน ขอยืดหนี้ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพื่อไม่ให้รถถูกยึด เพราะถ้าถูกยึดโดน 2 เด้ง คือใช้หนี้ไฟแนนซ์ให้ครบ แล้วเอาเงินไปคืนให้รัฐอีก

นายฉลอง นิ่มเนียม ผู้อำนวยการส่วนคดี สำนักกฎหมาย กรมสรรพสามิต กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ใช้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกประมาณ 1.2 ล้านราย โดยล่าสุด ณ วันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา รัฐจ่ายภาษีคืนแก่ผู้ใช้สิทธิ์ไปแล้วประมาณ 250,000 ราย เป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 56 จะถึงรอบจ่ายเงินคืนภาษีในเดือน  ก.ย.นี้ประมาณ  270,000 ราย จำนวนเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท ที่เหลืออีกประมาณ 670,000 ราย จำนวนเงินประมาณ 51,000 ล้านบาท จะได้รับเงินในปีงบประมาณ 57 หรือตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ โครงการรถยนต์คันแรกกำหนดเงื่อนไข ที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องคืนเงินภาษีกลับสู่รัฐใน 4 กรณี ประกอบด้วย 1.ผู้ใช้สิทธิ์เข้าโครงการเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญากับสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อหรือไฟแนนซ์ โดยผู้ใช้สิทธิ์รับเงินภาษีคืนไปแล้ว ต้องนำเงินมาคืนรัฐ  2.กรณีไฟแนนซ์เป็นฝ่ายยึดรถ และนำรถไปขายทอดตลาดแล้ว เงินส่วนที่เหลือผู้ใช้สิทธิ์ต้องนำเงินภาษีที่ได้รับไปแล้วมาคืนรัฐเช่นกัน 3.กรณีที่รถของผู้ใช้สิทธิ์เสียหายสิ้นเชิง จน
ไม่สามารถใช้งานรถยนต์ได้อีกต่อไป ต้องนำเงินมาคืน และ 4.กรณีที่รถยนต์สูญหาย แม้ตามหาจนเจอภายใน 5 ปีที่เข้าร่วมโครงการ ก็ต้องนำเงินมาคืน เพราะรถถูกตัดเป็นสิทธิ์ของบริษัทประกันภัยแล้ว

“ส่วนกรณีที่ผู้ใช้สิทธิ์เสียชีวิต ตามขั้นตอนจะต้องมาตีความว่า จะต้องนำเงินภาษีมาคืนโครงการหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้น กรมฯถือว่าจะต้องเรียกเงินคืน เพราะถือว่าเป็นเงินหลวง แต่เมื่อวันนี้ข้อยุติของโครงการยังไม่ชัดเจน ผู้บริหารกรมสรรพสามิตจึงมอบนโยบายอย่างชัดเจนว่า จะต้องโอนเงินให้เป็นสิทธิ์แก่ผู้ใช้สิทธิ์ที่เข้าร่วมโครงการ”

นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ประจำสำนักงานประธานศาลฎีกา กล่าวว่า จำนวนคดีการผิดสัญญาเช่าซื้อที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล มีจำนวนมากน้อยในแต่ละปีสอดคล้องกับข้อมูลการจำหน่ายรถยนต์ในแต่ละปี ซึ่งในส่วนของศาลเมื่อเกี่ยวข้องกับคดีที่เกิดจากนโยบายรถยนต์คันแรก ศาลไม่มีนโยบายให้คุณและโทษกับใคร แต่จะเข้ามาคุ้มครองในกรณีที่มีการทำสัญญาที่เอาเปรียบ ซึ่งศาลจะพยายามไม่ให้ผู้ประกอบการใช้ศาลเป็นเครื่องมือ.

โดย: ทีมข่าวเศรษฐกิจ

http://www.thairath.co.th/content/eco/349650

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: ศุกร์ มิ.ย. 07, 2013 1:59 pm
โดย วรันศ์ บัฟเฟต
syj เขียน:"มาสด้า"แจงลูกค้าที่จองรถโดยใช้สิทธิ์คืนภาษีในโครงการรถคันแรก ยกเลิกการจองไม่มาก เผยส่งมอบรถคันแรกแล้ว 70%

มาสด้า เปิดเผยว่า ลูกค้าที่จองรถโดยใช้สิทธิ์คืนภาษีในโครงการรถคันแรก ยกเลิกการจองไม่มาก และไม่ถึง 70% เหมือนที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนของข้อมูล

ปัจจุบัน มาสด้า สามารถส่งมอบรถให้กับลูกค้าในโครงการรถคันแรกได้แล้วมากกว่า 70% และคาดว่าจะส่งมอบภายใน 1-2 เดือนข้างหน้าอีกประมาณ 10%

ดังนั้นจึงเหลือลูกค้าที่ยังไม่กำหนดรับรถอีก 20% ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่รับรถ เพียงแต่อยู่ระหว่างการยืนยันเวลาในการรับรถเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขอใช้สิทธิได้โดยไม่ได้กำหนดเวลา ดังนั้น ลูกค้าจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาความพร้อมที่จะรับรถ ในประเด็นต่างๆ เช่น ช่วงเวลาที่เหมาะสม การเงิน และอื่นๆ

"โดยปกติของธุรกิจรถยนต์ การยกเลิกการรับรถจะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10-20% โดยมีปัจจัยหลักเรื่องข้อจำกัดด้านการเงินของลูกค้า" มาสด้าระบุ

http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... ้ว-70.html

แสดงว่าข่าวก่อนหน้านี้เป็นข่าวเท็จนะสิ สร้างตัวเลขขึ้นมาถึง 2 ครั้งไม่น่าจะใช่เรื่องสื่อสารผิดแล้วนะ
ตัวเลข 40% ครั้งที่สองมาจากไหนคนเขียนข่าว
บิดเบือนข้อมูลมันผิดจรรยาบรรณนะ

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: ศุกร์ มิ.ย. 07, 2013 4:26 pm
โดย Little Duck
ครั้งที่ 2 อาจเป็น white lie ก็ได้ครับ เอิ๊ก ๆ

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: ศุกร์ มิ.ย. 07, 2013 8:41 pm
โดย airazoc
ไปเยี่ยมพี่โดมที่เพิร์ทมา พบว่าที่นั่นโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์พากันปิด แล้วย้ายมาสั่งผลิตจากไทยเป็นจำนวนมาก กิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยอาจจะน่าลงทุนก็ได้ครับ ยิ่งตลาดมองกลุ่มรถยนต์ไม่ดี อาจจะมีโอกาสได้ของดีราคาถูก ลองติดต่อ IR หรือไป วิสิทดูนะครับ :mrgreen:

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: เสาร์ มิ.ย. 08, 2013 10:23 am
โดย syj
อาจจะเป็นเพราะ FORD ประกาศแล้วว่าจะเลิกผลิตรถยนต์
ในออสซี่ หลังจากดำเนินการมาเป็นร้อยปี !!! ค่าแรงค่า
ครองชีพในออสซี่สูงมากๆ ครับ สูงกว่าญี่ปุ่นเสียอีก ... แต่
Economy of Scale ไม่มี (คนน้อยเกินไป)

ดังนั้น หายไปหนึ่งเจ้า จาก สามเจ้าที่ผลิตรถยนต์ในออสซี่
(ที่เหลือคือ GM กับ Toyota) ก็จะกระทบมากๆ กับ Supply-
Chain ทั้งหมด ... มีโอกาสอย่างสูงที่ หลังจากนี้ออสซี่
จะไม่มีโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศอีกต่อไป ...

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: อาทิตย์ มิ.ย. 09, 2013 8:17 am
โดย investor9000
รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี
กับ
สศช.ชี้เงินเดือน 15,000 บาท ค่าแรง 300 มีผลทำให้คนรายได้น้อยจ่ายฟุ่มเฟือยเพิ่ม
ทำไมมันสวนทางกันแบบนี้ บทความนี้ได้กลิ่นการเมืองชัดมาก บ่งบอกว่ามี Hidden Agenda อย่างใดอย่างหนึ่ง

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: อาทิตย์ มิ.ย. 09, 2013 8:22 am
โดย naphas12
ตัวเลขยอดขายของค้าปลีก และ Modern Trade ก็ไม่ได้ลดลงเลย
การเสพข่าวยุคนี้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งทีเดียว

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: จันทร์ มิ.ย. 10, 2013 1:11 pm
โดย syj
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

เดือนมิถุนายนเข้าสู่โหมดกลางปี 2556 แล้ว เวลาไม่คอยใครจริง ๆ สิ่งที่หนักอกชาวบ้านในเวลานี้คงไม่พ้นปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งแซงค่าแรง 300 บาทไปแล้ว แม้แต่ราคาไข่ไก่ก็แพงหูฉี่ ในบางพื้นที่ไต่ระดับขึ้นไปเกือบจะทะลุฟองละ 5 บาทแล้ว 

ผู้ที่เกี่ยวข้องบางคนออกมาแจกแจงเหตุผลว่า ไข่แพง เพราะสภาพอากาศร้อน แม่ไก่ออกไข่ได้น้อยลง ทำให้ซัพพลายไข่ไก่ในตลาดหายไป และยังเป็นช่วงเปิดเทอมพอดี เด็ก ๆ หันมาบริโภคไข่กันมากขึ้น 

ฟังดูก็เหมือนมีเหตุมีผล แต่ตอนนี้ในระดับเสนาบดีผู้กุมชะตาประเทศก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า มีการเก็บสต๊อกไข่อยู่ในห้องเย็นมากน้อยเท่าไหร่ 

ในจังหวะขาขึ้นเช่นนี้ ถ้าใครปล่อยไข่ออกสู่ตลาดได้ก็จะโกยรายได้ไปเต็ม ๆ ข้าวไข่เจียว เมนูของคนมีรายได้น้อยขยับชั้นขึ้นเป็นเมนูผู้มีตังค์ไปแล้ว 

อีกเรื่องที่เป็นวาระร้อน "รถคันแรกเอฟเฟ็กต์" เมื่อปีที่แล้วผู้ผลิตรถยนต์และผู้บริโภคต่างดีอกดีใจกับนโยบายประชานิยมการลดภาษีรถคันแรก 

แท้ที่จริงแล้วในช่วงเวลานั้น ตลาดรถยนต์เมืองไทยก็อยู่ในช่วงขาขึ้นมาก ๆ อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายรถคันแรกนี้มา

กระตุ้นตลาดก็ได้ เพราะทำให้กลไกตลาดบิดเบือน เนื่องจากไปดึงแรงซื้อหรือดีมานด์ในอนาคตมารวมกันไว้ภายในปีเดียว 

ในแง่นโยบายถือว่าบรรลุผลสำเร็จเกินเป้า เพราะหลังปิดโครงการรถคันแรกสิ้นปี 2555 กรมสรรพสามิตสรุปยอดขอคืนภาษีทะลุ 1,254,854 ล้านคัน ต้องเตรียมจ่ายเงินคืนประชาชนกว่า 9 หมื่นล้านบาท

แต่วันนี้ นาทีนี้ สถานการณ์พลิกกลับทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งพอจะประมวลสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นให้เห็น ดังนี้ 

1.การจราจรอัมพาต ตอนนี้เกิดปัญหารถติดอย่างหนัก ผลพวงจากยอดจองรถคันแรกถล่มทลายกว่า 1 ล้านคัน ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งขณะนี้ปริมาณรถใหม่ป้ายแดงทะลักออกมาแล้ว แต่พื้นผิวถนนมีอยู่เท่าเดิม ด้วยเหตุนี้รถจะไม่ติดได้อย่างไร 

นอกจากการจราจรอัมพาตในกรุงเทพฯแล้ว ในหัวเมืองใหญ่ก็กำลังเผชิญชะตากรรมนี้เช่นกัน เพราะในต่างจังหวัดก็แห่ใช้สิทธิ์ซื้อรถคันแรกจังหวัดละหลายหมื่นคัน ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ โคราช ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง เมืองพัทยา เป็นต้น 

รถติดกลายเป็นปัญหาใหญ่ ผู้คนเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน และเสียสุขภาพจิต เผาผลาญน้ำมันวันละหลายชั่วโมง เงินในกระเป๋าถูกสูบไปโดยไม่ก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนค่าเดินทางสูงมาก อีกทั้งยังเกิดอุบัติเหตุถี่ขึ้นทุกวัน มือใหม่หัดขับเต็มไปหมด ชีวิตของผู้คนเสี่ยงสุด ๆ บนท้องถนน

2.ผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ ทั้งรถใหม่และรถมือสอง ตอนนี้ยอดขายรถใหม่ก็เริ่มแผ่วตามคาดการณ์ของค่ายรถ แต่ปรากฏการณ์ที่น่าห่วงก็คือขณะนี้มีลูกค้าแห่ทิ้งใบจองหรือเลิกใช้สิทธิ์จากทั่วประเทศไปแล้วกว่า 4 พันคัน 

แม้ว่าผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จะออกมาระบุว่า การทิ้งใบจองรถยนต์ และการเลื่อนรับรถคันแรก หากอยู่ในสัดส่วน 10-20% จะไม่ส่งผลกระทบมากนัก 

แต่ที่แน่ ๆ ดีมานด์เทียมโผล่เป็นทิวแถวแล้ว 

ตอนนี้ดีลเลอร์หลายรายกำลังกุมขมับ ก่อนหน้านี้เจอปัญหาด้านซัพพลายส่งมอบรถให้ลูกค้าไม่ทัน แต่วันนี้ต้องมาแบกสต๊อกรถทิ้งดาวน์ ทิ้งใบจอง เลื่อนรับรถออกไป ต้องควักกระเป๋าอัดโปรโมชั่นแรง ๆ เรียกลูกค้า เพื่อเร่งระบายสต๊อกที่เป็นต้นทุนจมจำนวนมหาศาล

ส่วนตลาดรถมือสองก็แจ็กพอตไปด้วย ทำให้ราคาตก 5-10% เพราะคนเห่อไปใช้รถใหม่กันหมด ในฟากธุรกิจลีสซิ่งก็หืดจับไม่แพ้กัน คนเริ่มมีปัญหาส่งงวดรถ 

แม้แต่ดีลเลอร์รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ในภาคใต้ ใจก็ตุ้ม ๆ ต่อม ๆ รอลุ้นว่าราคายางพารา ปาล์มน้ำมันจะดีดตัวสูงขึ้นในเร็ววัน เพราะตอนนี้กลุ่มลูกค้าเกษตรกรหายไปเยอะ เซลส์รถยนต์ต้องหันไปจับตลาดข้าราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีเงินเดือนประจำแทนเศรษฐีสวนยางที่เคยอู้ฟู่เมื่อ 2 ปีก่อน

3.ผลสะเทือนต่อกำลังซื้อ เพราะการซื้อรถคันแรกได้ "ดูดกำลังซื้อ" ไปหมด นักธุรกิจในหัวเมืองให้ข้อมูลตรงกันว่า ช่วงนี้บรรยากาศการจับจ่ายในต่างจังหวัดเริ่มเงียบเหงา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน 

สาเหตุหลัก ๆ มาจากรถคันแรกเอฟเฟ็กต์ เพราะแทบทุกครัวเรือนต้องแบ่งเงินก้อนใหญ่เอาไว้ผ่อนรถทุกเดือน จึงทำให้เงินสดในมือเหลือน้อยลง กำลังซื้อหดหาย ต้องรัดเข็มขัด และเลือกที่จะจับจ่ายเฉพาะสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเท่านั้น 

เรียกได้ว่า สะเทือนกันไปทั้งระบบ...! 

http://www.prachachat.net/news_detail.p ... catid=0200

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: จันทร์ มิ.ย. 10, 2013 2:41 pm
โดย วรันศ์ บัฟเฟต
syj เขียน:คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

เดือนมิถุนายนเข้าสู่โหมดกลางปี 2556 แล้ว เวลาไม่คอยใครจริง ๆ สิ่งที่หนักอกชาวบ้านในเวลานี้คงไม่พ้นปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งแซงค่าแรง 300 บาทไปแล้ว แม้แต่ราคาไข่ไก่ก็แพงหูฉี่ ในบางพื้นที่ไต่ระดับขึ้นไปเกือบจะทะลุฟองละ 5 บาทแล้ว 

ผู้ที่เกี่ยวข้องบางคนออกมาแจกแจงเหตุผลว่า ไข่แพง เพราะสภาพอากาศร้อน แม่ไก่ออกไข่ได้น้อยลง ทำให้ซัพพลายไข่ไก่ในตลาดหายไป และยังเป็นช่วงเปิดเทอมพอดี เด็ก ๆ หันมาบริโภคไข่กันมากขึ้น 

ฟังดูก็เหมือนมีเหตุมีผล แต่ตอนนี้ในระดับเสนาบดีผู้กุมชะตาประเทศก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า มีการเก็บสต๊อกไข่อยู่ในห้องเย็นมากน้อยเท่าไหร่ 

ในจังหวะขาขึ้นเช่นนี้ ถ้าใครปล่อยไข่ออกสู่ตลาดได้ก็จะโกยรายได้ไปเต็ม ๆ ข้าวไข่เจียว เมนูของคนมีรายได้น้อยขยับชั้นขึ้นเป็นเมนูผู้มีตังค์ไปแล้ว 

อีกเรื่องที่เป็นวาระร้อน "รถคันแรกเอฟเฟ็กต์" เมื่อปีที่แล้วผู้ผลิตรถยนต์และผู้บริโภคต่างดีอกดีใจกับนโยบายประชานิยมการลดภาษีรถคันแรก 

แท้ที่จริงแล้วในช่วงเวลานั้น ตลาดรถยนต์เมืองไทยก็อยู่ในช่วงขาขึ้นมาก ๆ อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายรถคันแรกนี้มา

กระตุ้นตลาดก็ได้ เพราะทำให้กลไกตลาดบิดเบือน เนื่องจากไปดึงแรงซื้อหรือดีมานด์ในอนาคตมารวมกันไว้ภายในปีเดียว 

ในแง่นโยบายถือว่าบรรลุผลสำเร็จเกินเป้า เพราะหลังปิดโครงการรถคันแรกสิ้นปี 2555 กรมสรรพสามิตสรุปยอดขอคืนภาษีทะลุ 1,254,854 ล้านคัน ต้องเตรียมจ่ายเงินคืนประชาชนกว่า 9 หมื่นล้านบาท

แต่วันนี้ นาทีนี้ สถานการณ์พลิกกลับทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งพอจะประมวลสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นให้เห็น ดังนี้ 

1.การจราจรอัมพาต ตอนนี้เกิดปัญหารถติดอย่างหนัก ผลพวงจากยอดจองรถคันแรกถล่มทลายกว่า 1 ล้านคัน ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งขณะนี้ปริมาณรถใหม่ป้ายแดงทะลักออกมาแล้ว แต่พื้นผิวถนนมีอยู่เท่าเดิม ด้วยเหตุนี้รถจะไม่ติดได้อย่างไร

นอกจากการจราจรอัมพาตในกรุงเทพฯแล้ว ในหัวเมืองใหญ่ก็กำลังเผชิญชะตากรรมนี้เช่นกัน เพราะในต่างจังหวัดก็แห่ใช้สิทธิ์ซื้อรถคันแรกจังหวัดละหลายหมื่นคัน ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ โคราช ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง เมืองพัทยา เป็นต้น


รถติดกลายเป็นปัญหาใหญ่ ผู้คนเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน และเสียสุขภาพจิต เผาผลาญน้ำมันวันละหลายชั่วโมง เงินในกระเป๋าถูกสูบไปโดยไม่ก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนค่าเดินทางสูงมาก อีกทั้งยังเกิดอุบัติเหตุถี่ขึ้นทุกวัน มือใหม่หัดขับเต็มไปหมด ชีวิตของผู้คนเสี่ยงสุด ๆ บนท้องถนน

2.ผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ ทั้งรถใหม่และรถมือสอง ตอนนี้ยอดขายรถใหม่ก็เริ่มแผ่วตามคาดการณ์ของค่ายรถ แต่ปรากฏการณ์ที่น่าห่วงก็คือขณะนี้มีลูกค้าแห่ทิ้งใบจองหรือเลิกใช้สิทธิ์จากทั่วประเทศไปแล้วกว่า 4 พันคัน 

แม้ว่าผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จะออกมาระบุว่า การทิ้งใบจองรถยนต์ และการเลื่อนรับรถคันแรก หากอยู่ในสัดส่วน 10-20% จะไม่ส่งผลกระทบมากนัก 

แต่ที่แน่ ๆ ดีมานด์เทียมโผล่เป็นทิวแถวแล้ว 

ตอนนี้ดีลเลอร์หลายรายกำลังกุมขมับ ก่อนหน้านี้เจอปัญหาด้านซัพพลายส่งมอบรถให้ลูกค้าไม่ทัน แต่วันนี้ต้องมาแบกสต๊อกรถทิ้งดาวน์ ทิ้งใบจอง เลื่อนรับรถออกไป ต้องควักกระเป๋าอัดโปรโมชั่นแรง ๆ เรียกลูกค้า เพื่อเร่งระบายสต๊อกที่เป็นต้นทุนจมจำนวนมหาศาล

ส่วนตลาดรถมือสองก็แจ็กพอตไปด้วย ทำให้ราคาตก 5-10% เพราะคนเห่อไปใช้รถใหม่กันหมด ในฟากธุรกิจลีสซิ่งก็หืดจับไม่แพ้กัน คนเริ่มมีปัญหาส่งงวดรถ 

แม้แต่ดีลเลอร์รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ในภาคใต้ ใจก็ตุ้ม ๆ ต่อม ๆ รอลุ้นว่าราคายางพารา ปาล์มน้ำมันจะดีดตัวสูงขึ้นในเร็ววัน เพราะตอนนี้กลุ่มลูกค้าเกษตรกรหายไปเยอะ เซลส์รถยนต์ต้องหันไปจับตลาดข้าราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีเงินเดือนประจำแทนเศรษฐีสวนยางที่เคยอู้ฟู่เมื่อ 2 ปีก่อน

3.ผลสะเทือนต่อกำลังซื้อ เพราะการซื้อรถคันแรกได้ "ดูดกำลังซื้อ" ไปหมด นักธุรกิจในหัวเมืองให้ข้อมูลตรงกันว่า ช่วงนี้บรรยากาศการจับจ่ายในต่างจังหวัดเริ่มเงียบเหงา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน 

สาเหตุหลัก ๆ มาจากรถคันแรกเอฟเฟ็กต์ เพราะแทบทุกครัวเรือนต้องแบ่งเงินก้อนใหญ่เอาไว้ผ่อนรถทุกเดือน จึงทำให้เงินสดในมือเหลือน้อยลง กำลังซื้อหดหาย ต้องรัดเข็มขัด และเลือกที่จะจับจ่ายเฉพาะสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเท่านั้น 

เรียกได้ว่า สะเทือนกันไปทั้งระบบ...! 

http://www.prachachat.net/news_detail.p ... catid=0200

ตัวเลขเคยเอามาลงแล้วว่าในกรุงเทพไม่ได้เยอะนะครับ เทียบกับทั้งประเทศ
และตอนนี้รถก็ยังส่งมอบไม่ถึงไหน จะไปโทษแต่รถคันแรกได้ยังไง
แล้วเรื่องใช้สอย คนไทยมีกี่คน รถคันแรกมีกี่คันเอง
อือหือ แทบทุกครัวเรือนเลยนะที่มีปัญหา
ผมว่ามันตีความรวมไปนะเรื่องผูกรถคันแรกกับกำลังซื้อโดยรวมเนี่ย เขียนกันออกมาไม่ขาดสาย
ถ้าไม่มีตัวเลขประกอบ ต้องใช้วิจารณญาณมากๆ อ่านพวกนี้ ใส่ไข่

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: จันทร์ มิ.ย. 10, 2013 3:32 pm
โดย syj
มาสด้าแจงส่งมอบรถคันแรกแล้ว 70% ชี้ ลูกค้ายังไม่ยกเลิกการของ แค่ชะลอดูความพร้อมส่วนตัวเล็กน้อย ด้านเชฟโรเลตเผยยอดถอนจอง 25%

มาสด้าแจงส่งมอบรถคันแรกแล้ว 70% ชี้ ลูกค้ายังไม่ยกเลิกการของ แค่ชะลอดูความพร้อมส่วนตัวเล็กน้อย ด้านเชฟโรเลตเผยยอดถอนจอง 25% แต่ไม่ส่งผลกระทบสต็อก ผลิต หลังแคมเปญ อีเวนท์ ดันยอดขายใหม่พุ่ง

แม้ว่าโครงการรถคันแรกจะจบไปแล้วกว่า 5 เดือน แต่สิ่งที่เกี่ยวพันกับโครงการ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเลิกจอง การชะลอรับรถ หรือว่าผลต่อการสต็อกรถ การวางแผนการผลิต แตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวเป็นระยะ

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด รายงานว่า ลูกค้าที่จองรถโดยใช้สิทธิ์คืนภาษีในโครงการรถคันแรก มีการยกเลิกไม่มาก ส่วนข่าวที่ปรากฏก่อนหน้านี้ว่ามีลูกค้ายังไม่รับรถสูงถึง 70% นั้น

เป็นความคลาดเคลื่อนของข้อมูล แต่ในความจริงแล้ว มาสด้า สามารถส่งมอบรถให้กับลูกค้าในโครงการรถคันแรกแล้วมากกว่า 70% และคาดว่าภายใน 1-2 เดือนข้างหน้าจะส่งมอบได้อีกประมาณ 10%

ดังนั้นจึงเหลือลูกค้าอีก 20% แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รับรถ เพียงแต่อยู่ระหว่างการยืนยันเวลาในการรับรถที่แน่นอนเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถรับรถได้โดยไม่ได้กำหนดเวลา ดังนั้น ลูกค้าจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาความพร้อมที่จะรับรถ ในประเด็นต่างๆ เช่น ช่วงเวลาที่เหมาะสม การเงิน และอื่นๆ

"โดยปกติของธุรกิจรถยนต์ การยกเลิกการรับรถจะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10-20% โดยมีปัจจัยหลักคือข้อจำกัดด้านการเงินของลูกค้า" มาสด้าระบุ


สำหรับยอดขายมาสด้าโดยรวมช่วง ม.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา ทำได้ 2.2 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว โดยรถที่มียอดขายสูงสุดคือ มาสด้า 2 ซึ่งเป็นรถที่อยู่ในโครงการรถคันแรก 1.09 หมื่นคัน ลดลงเล็กน้อย 11% ตามมาด้วย ปิกอัพ บีที-50 โปร 9,418 คัน เพิ่มขึ้น 68% มาสด้า 3 ทำได้ 1,700 คัน เพิ่มขึ้น 63%

ด้าน บริษัท เชฟโรเลตเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งว่า เชฟโรเลต มียอดจองจากโครงการรถคันแรก 6,031 แบ่งเป็นรถปิกอัพ โคโลราโด 890 คัน และรถยนต์นั่ง โซนิค 5,141 คัน โดยขณะนี้สามารถส่งมอบได้แล้ว 2,828 คัน คิดเป็นสัดส่วน 55% ส่วนการยกเลิกการจองพบว่าอยู่ที่ 25% ส่วนผู้ที่ขอเลื่อนการรับรถออกไป มีประมาณ 20% ซึ่งส่วนใหญ่มีเหตุผลด้านสถานภาพทางการเงิน

การยกเลิกการจอง และเลื่อนรับรถ มีผลกระทบต่อบริษัทเล็กน้อย ในด้านการประเมินสินค้าคงคลัง และการคาดการณ์ยอดขาย แต่อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ บริษัทสามารถสร้างยอดจองใหม่เพิ่มขึ้นได้มาก จากการสร้างแรงจูงใจผ่านแคมเปญ รวมไปถึงความสำเร็จในงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ งานยูเอส แฟร์ เป็นต้น

"เราเชื่อมั่นว่าจะมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และยอดขายจะเติบโตทั่วประเทศ โดยแคมเปญเหล่านี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 จากนั้นจะประเมินสินค้าคงคลังของเรา และตำแหน่งการขายเพื่อกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ต่อไป"

ด้านการผลิต บริษัทจะยังคงเดินหน้าไปตามแผนงานเดิมที่กำหนดไว้ โดยปัจจุบันโรงงานเชฟโรเลตเดินสายการผลิต 2 กะ เพื่อรองรับการจำหน่ายในประเทศและตลาดต่างประเทศ ซึ่งเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทมีตลาดมียอดการส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์

"เชฟโรเลต มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปี ประสบการณ์วงจรอุตสาหกรรมมามากมาย ได้รับผลกระทบจากทุกปัจจัย ตั้งแต่สภาพเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ ทำให้สามารถวางแผนและวิเคราะห์วงจรอุตสาหกรรม และสามารถปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้"

ในส่วนของผู้ผลิตชิ้นส่วนซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบบ้างปัจจัยการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่สามารถคาดเดาได้ บริษัทจะปรับการดำเนินงานและการทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประสบการณ์ของผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน และมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม อีกทั้งมีการพัฒนากระบวนการผลิต รวมไปถึงเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรับมือกับการปรับแผนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว

http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... แรก80.html

Re: รถคันแรกซัดกำลังซื้อไตรมาส 2 ยังซบ คาดลากยาวตลอดปี

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มิ.ย. 13, 2013 1:46 pm
โดย syj
(ที่มา:มติชนรายวัน 13 มิ.ย.2556)



แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น หอการค้าญี่ปุ่น (เจซีซี) สภาหอการค้าญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ตัวเลขยอดขายรถยนต์เดือนพฤษภาคมมีจำนวนทั้งสิ้น 111,556 คัน แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนที่ผ่านมาที่มียอดขายจำนวน 109,673 คัน แต่พบว่าเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วที่มียอดขาย 115,943 คัน ถือว่ามีอัตราเติบโตลดลง และนับเป็นเดือนแรกที่ตลาดรถยนต์ในประเทศมีอัตราเติบโตที่ถดถอย หลังจากมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด 16 เดือนที่ผ่านมา สาเหตุเนื่องจากที่ผ่านมามีโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาลมาช่วยกระตุ้นตลาด แต่เมื่อหมดระยะเวลาโครงการเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2555 แม้ว่าจะยังช่วยกระตุ้นตลาดต่อเนื่องมาจนถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพราะยังมียอดค้างส่งมอบ แต่ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวลงแล้ว นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากการย่างเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ถือเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของตลาดรถยนต์ด้วย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ค่ายรถที่มียอดขายรวมเป็นอันดับ 1 ได้แก่ โตโยต้า 38,024 คัน รองลงมาคือ ฮอนด้า 21,079 คัน และอีซูซุ 18,647 คัน (ดูตารางประกอบ) สำหรับตลาดรถเก๋งค่ายฮอนด้ายังคงรักษาแชมป์ไว้ได้ด้วยยอดขาย 21,709 คัน รองลงมาคือ โตโยต้า 16,328 คัน และนิสสัน 3,393 คัน (ดูตารางประกอบ) ส่วนตลาดรถอีโคคาร์อันดับ 1 ได้แก่ ซูซูกิ สวิฟท์ 3,293 คัน รองลงมาคือ มิตซูบิชิ มิราจ 2,763 คัน และฮอนด้า บริโอ้ อเมซ 2,171 คัน เป็นที่น่าสังเกตว่า ซูซูกิ สวิฟท์ สามารถรั้งอันดับผู้นำในยอดขายอีโคคาร์เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ เปิดเผยว่า ซูซูกิ สวิฟท์ ยังคงครองแชมป์ยอดขายอีโคคาร์ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง หลังจากได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องจากโครงการรถคันแรกตั้งแต่ปีที่แล้ว นอกจากนี้ ซูซูกิ

สวิฟท์ ยังมียอดยกเลิกจองรถคันแรกน้อยมาก คิดเป็น 10% ของยอดทั้งหมด และสาเหตุที่ยกเลิกไม่ได้มาจากลูกค้าหันไปซื้อยี่ห้ออื่น แต่เป็นเพราะลูกค้าเปลี่ยนใจยังไม่มีความพร้อมมากกว่า อย่างไรก็ตาม ซูซูกิ สวิฟท์ จะเร่งส่งมอบลูกค้าเร็วขึ้น หลังจากมีการปรับปรุงกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น ส่วนจะเร็วขึ้นเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละดีลเลอร์
http://www.prachachat.net/news_detail.p ... catid=0000