เบื้อหลังปี40...หนูน้อยอยากรู้
โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.พ. 09, 2013 6:34 am
อ่านหนังสือเกี่ยวกับคดีธนาคารบีบีซีมา ใครผิดใครถูกเราไม่รู้หรอกเราไม่ใช่เปาบุ้นจิ้นเกิดไม่ทันอ่ะ
แต่ได้ข้อคิดว่า
1. อย่าไปยุ่งกะนักการเมืองดีกว่า …-99°C
2. ได้เห็นด้านมืดของ CEO ในองค์กรใหญ่ๆ ที่ประสบความล้มเหลว ทำให้นึกถึงเพลง Stars ใน Les Miserable ... “And if they fall as Lucifer fell, The flame, The sword!“… ตอนจบใหม่ๆฝันนักหนาอยากนั่งเก้าอี้CEO3แบงค์ใหญ่ ตอนนี้ให้เป็นไม่เอาดีกว่ามั้ง ไหนทำตามจะนโยบายเพิ่มๆลดๆดอกเบี้ย ลอยๆกดๆค่าเงิน ไหนจะต้องคอยรายงานตัวกับแบงค์ชาติ ไม่จ่ายปันผลผู้ถือหุ้นก็เอาเรื่อง จ่ายโบนัสน้อยพนักงานก็งอแงประท้วงหน้าตึกอีก คุ้นๆมะ >.<
มีข้อสังเกตุ3ข้อที่เราสงสัยจากการอ่าน
1. วิธีการแก้ปัญหาของCEOตั้งแต่ปี31-36 ฟังดูตามกฏทั่วๆไป ถึงจะมีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการแต่วิธีการไม่breakthroughแบบคุณตัน, คุณธนินท์...รึว่าในยุคนั้นวิธีนี้ดูทันสมัยที่สุดแล้ว เพิ่มทุน ยุคนี้ก็ยังเพิ่มกันอยู่นะ อ๊ะยังไง ธนาคารหารายได้จากค่าธรรมเนียม (ไหนรุ่นพี่ที่ทำงานเก่าบอกว่าเป็นวิธีใหม่ไง แต่นี่เค้าใช้กันตั้งแต่30ปีที่แล้วแล้วนะ เด็กงง?!?)
2. ตามความถูกต้องแบบที่ผู้เขียนเขียนว่าเวลาธุรกิจองค์กรอ่อนแอจะต้องปิดไว้เป็นความลับ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงเวลากวางหรือม้าลายอ่อนแอ อีเสือรีบวิ่งเข้ามาตะปบ ตามด้วยหมาในยืนน้ำาลายไหลอยู่ข้างๆ แถมอีแร้งลงทุนบินข้ามประเทศมาร่วมสะกำอย่างอดอยาก
3. อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านตรงๆ แต่เป็นข้อสงสัย บ่อยครั้งที่มีทฤษฏีและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ใหม่ๆขึ้นมา เป็นภาพซ้ำๆตั้งแต่ค.ศ.1200-2013 (ปีนี้) นักการเงิน นักเศษรฐศาสตร์ นักการธนาคาร ก็จะตื่นเต้นคุยฟุ้ง ยกย่องแจกโนเบลกันใหญ่ ...ไม่เกิน 10ปีให้หลังก็จะมีพาดหัวข่าวใหญ่ ชาวบ้านตาดำๆ กับ แมงเม่า กับ เหยื่อทั้งหลายเสียหายร่วม 10,000,000,000 ฿/$/¥/£/€ … OMG

แต่ได้ข้อคิดว่า
1. อย่าไปยุ่งกะนักการเมืองดีกว่า …-99°C
2. ได้เห็นด้านมืดของ CEO ในองค์กรใหญ่ๆ ที่ประสบความล้มเหลว ทำให้นึกถึงเพลง Stars ใน Les Miserable ... “And if they fall as Lucifer fell, The flame, The sword!“… ตอนจบใหม่ๆฝันนักหนาอยากนั่งเก้าอี้CEO3แบงค์ใหญ่ ตอนนี้ให้เป็นไม่เอาดีกว่ามั้ง ไหนทำตามจะนโยบายเพิ่มๆลดๆดอกเบี้ย ลอยๆกดๆค่าเงิน ไหนจะต้องคอยรายงานตัวกับแบงค์ชาติ ไม่จ่ายปันผลผู้ถือหุ้นก็เอาเรื่อง จ่ายโบนัสน้อยพนักงานก็งอแงประท้วงหน้าตึกอีก คุ้นๆมะ >.<
มีข้อสังเกตุ3ข้อที่เราสงสัยจากการอ่าน
1. วิธีการแก้ปัญหาของCEOตั้งแต่ปี31-36 ฟังดูตามกฏทั่วๆไป ถึงจะมีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการแต่วิธีการไม่breakthroughแบบคุณตัน, คุณธนินท์...รึว่าในยุคนั้นวิธีนี้ดูทันสมัยที่สุดแล้ว เพิ่มทุน ยุคนี้ก็ยังเพิ่มกันอยู่นะ อ๊ะยังไง ธนาคารหารายได้จากค่าธรรมเนียม (ไหนรุ่นพี่ที่ทำงานเก่าบอกว่าเป็นวิธีใหม่ไง แต่นี่เค้าใช้กันตั้งแต่30ปีที่แล้วแล้วนะ เด็กงง?!?)
2. ตามความถูกต้องแบบที่ผู้เขียนเขียนว่าเวลาธุรกิจองค์กรอ่อนแอจะต้องปิดไว้เป็นความลับ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงเวลากวางหรือม้าลายอ่อนแอ อีเสือรีบวิ่งเข้ามาตะปบ ตามด้วยหมาในยืนน้ำาลายไหลอยู่ข้างๆ แถมอีแร้งลงทุนบินข้ามประเทศมาร่วมสะกำอย่างอดอยาก
3. อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านตรงๆ แต่เป็นข้อสงสัย บ่อยครั้งที่มีทฤษฏีและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ใหม่ๆขึ้นมา เป็นภาพซ้ำๆตั้งแต่ค.ศ.1200-2013 (ปีนี้) นักการเงิน นักเศษรฐศาสตร์ นักการธนาคาร ก็จะตื่นเต้นคุยฟุ้ง ยกย่องแจกโนเบลกันใหญ่ ...ไม่เกิน 10ปีให้หลังก็จะมีพาดหัวข่าวใหญ่ ชาวบ้านตาดำๆ กับ แมงเม่า กับ เหยื่อทั้งหลายเสียหายร่วม 10,000,000,000 ฿/$/¥/£/€ … OMG
