เงินกำลังจะหมุนไป กำลังหมุนไป สู่ประชาชน (Soft Loan)
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ส.ค. 23, 2012 9:53 pm
ถ้าใครจำได้ว่าตอนวิกฤติเศรษฐกิจมีโฆษณาชุดหนึ่งของธนาคารสีฟ้า ออกมาในชุดที่เรียกว่า
อัศวินม้าขาว ทำนองนี้ และมีเนื้อเพลง ว่าเงินกำลังจะหมุนไป เงินกำลังหมุนไป สู่ประชาชน
ซึ่งเป็นวลีเด็ดของภาพยนต์โฆษณาชุดนี้ มันย้ำุึถึงตอนห่วงเวลานั้น ประเทศไทยอยู่ในมาตราการ IMF
รัฐต้องรัดเข็มขัดทุกอย่าง ขึ้นภาษี ลดค่าใช้จ่ายลง ส่วนภาคเอกชน โดนกำจัด OD ไม่มีการปล่อยกู้
หนี้ดีกลายเป็นหนี้เน่า ต้องขายสินทรัพย์ที่ยึดมาได้ในราคาต่ำ ตอนนั้นมีวาทะดังว่า เจ้าสัว Yesterday เกิดขึ้น
ภายในวันนั้นคือ รัฐไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรได้เลย เพราะโดน IMF บีบ จนกระทั่ง เริ่มออกมาตราการหลายต่อหลายอย่างออกมาจนกระทั่งออกมาตราการให้ธนาคารรัฐและธนาคารัฐวิสาหกิจเป็นมือไม้ในการปล่อยกู้ เบื้องหลังเรื่องเหล่านี้ในปัจจุบันได้เดินย้อนรอยในอดีต แต่รอบนี้เป็นในชื่อของ Soft Load สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ จากน้ำท่วม หรือ นอกเหนือจากนั้น (ไม่ขอนับเรื่องสินเชื่อการเกษตรและอื่นๆ)
การที่สามารถปล่อยกู้เงินได้ในตอนนี้ (ตามกฏของบาเซิล 2) ธนาคารต้องมีทุนเพียงพอในการทำธุรกรรม และกั้นเงินฝากบ้างส่วนไว้ เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีที่มีคนถอนเงิน (แต่มาตราการนี้ได้โดนท้าทายไปแล้วในช่วงที่เกิด แฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่ผ่านมา)
ดังนั้น ถ้าหากธนาคารของรัฐหรือธนาคารรัฐวิสาหกิจต้องการปล่อยกู้เพิ่ม ต้องระดมทุนจากช่องทางต่างๆ ถ้าระดมเงินผ่านช่องทางต่างๆไม่ได้ก็พึ่งพาการเิ่พิ่มทุนจากรัฐ แล้วหากรัฐไม่ได้เตรียมทำงบประมาณไว้ก่อนล่วงหน้าในการเพิ่มทุนธนาคารดังกล่าวแล้ว งานนี้ต้องหางบมาลงให้ได้ แล้วยิ่งถ้าหากรายรับของรัฐบาล(จากภาษี จากอากรต่างๆ จากภาษีสรรพาสามิตต่างๆ จากค่าบริการต่างๆของรัีฐ) ต่ำกว่ารายจ่ายของรัฐบาล (ทั้งรายจ่ายประจำและรายการลงทุน) ก็ต้องออกพันธบัตรรัฐบาลออกมาดูดสภาพคล่อง นั้นคือ เป็นการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐบาลโดยทางอ้อม จากรัฐ สู่ ธนาคารของรัฐหรือธนาคารัฐวิสาหกิจ สู่มือประชาชน โดยที่ข้ออ้างที่สมเหตุสมผล
เมื่อรัฐบาลออกพันธบัตรออกมาชดเชย ใครหนอเป็นผู้ซื้อ ใครหนอเป็นผู้ที่สามารถเพิ่มปริมาณเงินในระบบได้ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จำเป็นต้องเิพิ่มตัวเลขในระบบการเงินเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยก็ลดลง แต่ทำไมหนอดอกเบี้ยไม่ลดลง เพราะว่า รัฐยิ่งกู้ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ตัวเอง(ระดับความน่าเชื่อถือก็จะลดลงในอนาคต หากการเติบโตของประเทศไม่แข็งแกร่ง กู้มาแล้วไม่ได้สร้างความยั่งยืนในอนาคต) ไม่เีพียงเท่านั้น เงินในระบบมีคนระดมทุนไม่เพียงแค่รัฐเท่านั้นยังมี บริษัทเอกชนที่ออกพวกหุ้นกู้ ธนาคารที่ระดมเงินฝาก เป็นต้น ที่แบ่งส่วนเงินก้อนนี้ออกไปด้วย
ตัดภาพกลับมาที่ประชาชนที่ได้เงินสินเชื่อนั้น ประชาชนเองก็มีสินทรัพย์ที่เป็นตัวตนคือ ที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว มีความเสียหายจากน้ำท่วมหรือ ต้องการกู้เพื่อ refinance ดอกเบี้ย ดังนั้นเงินกู้นี้ก็จะหมุนเวียนในระบบ ยิ่งทำธุรกรรมบ่อยแค่ไหน จากเงิน 1 บาท ถ้าหากทำธุรกรรม 10 ครั้ง ก็ทำให้เกิดเงินไหลเวียนในระบบเป็นจำนวนเงิน 10 บาท เกิดขึ้น ยิ่งทำให้เงินหมุนเวียนคล่องแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองสามารถหามาและใช้ไปง่ายขึ้น สภาพความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นได้
แต่สิ่งที่ต้องระวังในอนาคตคืออะไร
ผมกังวลเรื่องของ การตั้งสำรองหนี้ ของธนาคารที่ปล่อยกู้
เรื่องต่อมาที่กังวลคือ ถ้าหากเกิดการใช้มาตราการ บาเซิล 3 เกิดขึ้นในปีหน้านี้ ธนาคารที่สนองนโยบายดังกล่าวต้องเพิ่มทุนเท่าไร
สิ่งที่กลัวคือ โปร่งใสหรือไม่ในการทำธุรกรรมต่างๆ
สิ่งสุดท้ายที่ผมกังวลคือ อาจจะทำให้เกิดการใช้จ่ายที่มากเกินไปกว่าที่ระบบเศรษฐกิจสามารถรองรับได้ เกินพื้นฐานของประเทศที่รองรับได้ (ฟองสบู่นั้นเอง)
ส่งท้าย
ผมหาหมวกกันน็อคก่อนละกัน
อัศวินม้าขาว ทำนองนี้ และมีเนื้อเพลง ว่าเงินกำลังจะหมุนไป เงินกำลังหมุนไป สู่ประชาชน
ซึ่งเป็นวลีเด็ดของภาพยนต์โฆษณาชุดนี้ มันย้ำุึถึงตอนห่วงเวลานั้น ประเทศไทยอยู่ในมาตราการ IMF
รัฐต้องรัดเข็มขัดทุกอย่าง ขึ้นภาษี ลดค่าใช้จ่ายลง ส่วนภาคเอกชน โดนกำจัด OD ไม่มีการปล่อยกู้
หนี้ดีกลายเป็นหนี้เน่า ต้องขายสินทรัพย์ที่ยึดมาได้ในราคาต่ำ ตอนนั้นมีวาทะดังว่า เจ้าสัว Yesterday เกิดขึ้น
ภายในวันนั้นคือ รัฐไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรได้เลย เพราะโดน IMF บีบ จนกระทั่ง เริ่มออกมาตราการหลายต่อหลายอย่างออกมาจนกระทั่งออกมาตราการให้ธนาคารรัฐและธนาคารัฐวิสาหกิจเป็นมือไม้ในการปล่อยกู้ เบื้องหลังเรื่องเหล่านี้ในปัจจุบันได้เดินย้อนรอยในอดีต แต่รอบนี้เป็นในชื่อของ Soft Load สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ จากน้ำท่วม หรือ นอกเหนือจากนั้น (ไม่ขอนับเรื่องสินเชื่อการเกษตรและอื่นๆ)
การที่สามารถปล่อยกู้เงินได้ในตอนนี้ (ตามกฏของบาเซิล 2) ธนาคารต้องมีทุนเพียงพอในการทำธุรกรรม และกั้นเงินฝากบ้างส่วนไว้ เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีที่มีคนถอนเงิน (แต่มาตราการนี้ได้โดนท้าทายไปแล้วในช่วงที่เกิด แฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่ผ่านมา)
ดังนั้น ถ้าหากธนาคารของรัฐหรือธนาคารรัฐวิสาหกิจต้องการปล่อยกู้เพิ่ม ต้องระดมทุนจากช่องทางต่างๆ ถ้าระดมเงินผ่านช่องทางต่างๆไม่ได้ก็พึ่งพาการเิ่พิ่มทุนจากรัฐ แล้วหากรัฐไม่ได้เตรียมทำงบประมาณไว้ก่อนล่วงหน้าในการเพิ่มทุนธนาคารดังกล่าวแล้ว งานนี้ต้องหางบมาลงให้ได้ แล้วยิ่งถ้าหากรายรับของรัฐบาล(จากภาษี จากอากรต่างๆ จากภาษีสรรพาสามิตต่างๆ จากค่าบริการต่างๆของรัีฐ) ต่ำกว่ารายจ่ายของรัฐบาล (ทั้งรายจ่ายประจำและรายการลงทุน) ก็ต้องออกพันธบัตรรัฐบาลออกมาดูดสภาพคล่อง นั้นคือ เป็นการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐบาลโดยทางอ้อม จากรัฐ สู่ ธนาคารของรัฐหรือธนาคารัฐวิสาหกิจ สู่มือประชาชน โดยที่ข้ออ้างที่สมเหตุสมผล
เมื่อรัฐบาลออกพันธบัตรออกมาชดเชย ใครหนอเป็นผู้ซื้อ ใครหนอเป็นผู้ที่สามารถเพิ่มปริมาณเงินในระบบได้ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จำเป็นต้องเิพิ่มตัวเลขในระบบการเงินเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยก็ลดลง แต่ทำไมหนอดอกเบี้ยไม่ลดลง เพราะว่า รัฐยิ่งกู้ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ตัวเอง(ระดับความน่าเชื่อถือก็จะลดลงในอนาคต หากการเติบโตของประเทศไม่แข็งแกร่ง กู้มาแล้วไม่ได้สร้างความยั่งยืนในอนาคต) ไม่เีพียงเท่านั้น เงินในระบบมีคนระดมทุนไม่เพียงแค่รัฐเท่านั้นยังมี บริษัทเอกชนที่ออกพวกหุ้นกู้ ธนาคารที่ระดมเงินฝาก เป็นต้น ที่แบ่งส่วนเงินก้อนนี้ออกไปด้วย
ตัดภาพกลับมาที่ประชาชนที่ได้เงินสินเชื่อนั้น ประชาชนเองก็มีสินทรัพย์ที่เป็นตัวตนคือ ที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว มีความเสียหายจากน้ำท่วมหรือ ต้องการกู้เพื่อ refinance ดอกเบี้ย ดังนั้นเงินกู้นี้ก็จะหมุนเวียนในระบบ ยิ่งทำธุรกรรมบ่อยแค่ไหน จากเงิน 1 บาท ถ้าหากทำธุรกรรม 10 ครั้ง ก็ทำให้เกิดเงินไหลเวียนในระบบเป็นจำนวนเงิน 10 บาท เกิดขึ้น ยิ่งทำให้เงินหมุนเวียนคล่องแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองสามารถหามาและใช้ไปง่ายขึ้น สภาพความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นได้
แต่สิ่งที่ต้องระวังในอนาคตคืออะไร
ผมกังวลเรื่องของ การตั้งสำรองหนี้ ของธนาคารที่ปล่อยกู้
เรื่องต่อมาที่กังวลคือ ถ้าหากเกิดการใช้มาตราการ บาเซิล 3 เกิดขึ้นในปีหน้านี้ ธนาคารที่สนองนโยบายดังกล่าวต้องเพิ่มทุนเท่าไร
สิ่งที่กลัวคือ โปร่งใสหรือไม่ในการทำธุรกรรมต่างๆ
สิ่งสุดท้ายที่ผมกังวลคือ อาจจะทำให้เกิดการใช้จ่ายที่มากเกินไปกว่าที่ระบบเศรษฐกิจสามารถรองรับได้ เกินพื้นฐานของประเทศที่รองรับได้ (ฟองสบู่นั้นเอง)
ส่งท้าย
ผมหาหมวกกันน็อคก่อนละกัน