นายอินทร์คิดโค่นซีเอ็ดบุ๊ควางแผนเปิดร้าน H&C เพิ่ม
โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.ค. 03, 2004 4:31 pm
--------------------------------------------------------------------------------
ผู้จัดการรายวัน - อมรินทร์เตรียมเปิดมุมกาแฟ H&C เพิ่มอีก 2 สาขาที่เดอะมอลล์ บางกะปิและซีคอน รับกระแสสุขภาพที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ ด้านร้านนายอินทร์ตั้งเป้าปีนี้เปิดเพิ่ม 20 สาขา พร้อมทั้งคาดการณ์ภายใน 2 ปีนี้จะไต่อันดับขึ้นมาครองอันดับ 1 แทนซีเอ็ด บุ๊ค
นายระพี อุทกะพันธ์ ผู้อำนวยการสายงานค้าปลีก บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทฯ เปิดร้านอาหารและเบเกอร์รี่เพื่อสุขภาพ H&C ( ชื่อย่อของนิตยสาร HEALTH & CUISINE นิตยสารคุณภาพในเครืออมรินทร์) ภายในร้านนายอินทร์ ไปเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ตามแนวคิดของที่ว่า Food for Health - Books for Brains และเพื่อต้องการเติมเต็มให้กับร้านนายอินทร์ โดยร้านขายหนังสือในปัจจุบันไม่ได้เป็นสถานที่ขายหนังสืออย่างเดียว แต่เป็นทั้งจุดนัดพบ เป็นสถานที่พักผ่อนพูดคุยกัน และเป็นที่นั่งอ่านหนังสือ อีกทั้งกระแสในเรื่องของสุขภาพกำลังมาแรง สังเกตได้จากคนไทยมีการใส่ใจในเรื่องของการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีการออกกำลังกายกันมากขึ้น
ปัจจุบัน H&C มีในร้านนายอินทร์ทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ สาขาแรกที่ฟิวเจอร์ พาร์ครังสิต, สาขาเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, สาขาที่อีจีวี เมโทรโปลิศ ,อาคารสำนักพิมพ์ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ถนนอรุณอมรินทร์และสาขาล่าสุดโรงพยาบาลจักษุ รัตนิน
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดมุมกาแฟ H&C เพิ่มอีกที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ประมาณกลางเดือนกรกฎาคมนี้ และเดือนตุลาคมที่ห้างซีคอนสแควร์ ด้วยงบลงทุนแต่ละสาขาประมาณ 1 ล้านบาท นอกจากนี้มุมกาแฟH&C ยังรับจัดเลี้ยงงานนอกสถานที่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้า งานประชุม หรือโอกาสพิเศษต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ภายใต้ชื่อ H&C CATERING
สำหรับร้านนายอินทร์ขณะนี้มีทั้งหมด 58 สาขา โดยในปีนี้มีแผนที่จะขยายเพิ่มอีกประมาณ 20 สาขา โดยแบ่งเป็นร้านแฟรนไชส์ 10 สาขา ส่วนงบทางการตลาดบริษัทฯ มีงบประมาณปีละ 2-3 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมด้านการตลาดในรูปแบบต่างๆ เช่น การเปิดบูธในงานแฟร์, จัดเสวนา เป็นต้น
ตลาดธุรกิจร้านหนังสือในปัจจุบันซีเอ็ด บุ๊คเป็นผู้นำตลาด ตามด้วยร้านนายอินทร์อยู่ในอันดับ 2 ส่วน B2S อยู่ในอันดับ 3 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าว่าภายใน 2 ปีนี้จะขึ้นมาครองอันดับ 1 ให้ได้ ส่วนยอดรายได้ในปีนี้บริษัทฯตั้งเป้าไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ในขณะที่ปีที่ผ่านมามียอดรวมประมาณ 700-800 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการจัดจำหน่ายหนังสือ 70% และรายได้จากร้านนายอินทร์และมุมกาแฟ H&C 30%
บทความนี้เอามาจากเวปกระทิงคุณค่าครับ
ผมคิดว่ากลยุทธ์ที่ทางaprintใช้อยู่นี้ ไม่น่าจะเป็นการหวังที่จะขึ้นมาครองอันดับ1แทนse-edหรอกครับ แต่น่าจะเป็นการดิ้นรนเพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดจากที่2มากกว่าน่ะครับ เพราะการไปเปิดร้านกาแฟเลียนแบบร้านB2S ก็เพื่อที่จะแข่งกับB2Sมากกว่าจะมาแข่งกับse-ed น่ะ ประมาณว่าไม่ให้B2S โผล่ออกจากถ้ำของตัวเองได้ง่ายๆนั่นแหละ
ยกตัวอย่างง่ายๆคือ ในห้างซีคอน มีทั้งร้านse-ed และนายอินทร์ เปิดอยู่แล้ว ถ้ามีร้านอย่างB2S ที่มีลักษณะของร้านคล้ายๆกันมาเปิดอีก ผมว่าคนที่จะไม่รอดคือ ไม่ร้านนายอินทร์ก็b2Sที่จะมาเปิดใหม่นั่นแหละ แต่การที่ร้านนายอินทร์เปิดกลยุทธ์คล้ายb2s แบบนี้น่าจะเป็นการตีกันร้านb2sไม่ให้เข้ามาเปิดเพิ่มในพื้นที่ที่ตนเปิดอยู่แล้วมากกว่า ถ้าคิดจะเปิดเพิ่มคงต้องคิดหนักหน่อยหละทีนี้
กลยุทธ์ของaprintนี้ ผมว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อร้านse-edสักเท่าไหร่เลยครับ แต่เป็นการต่อสู้กันระหว่างที่2กับที่3มากกว่าน่ะผมว่า เพราะโลกแห่งการแข่งขัน ผู้ที่จะอยู่รอดได้ดีมักเป็นที่1กับที่2 ถ้าหลุดจากนี้อาจจะแย่ได้
ผมว่าแนวทางของร้านนายอินทร์ที่ทำอยู่ตอนนี้น่าจะเป็นผลดี ต่อทั้งร้านse-ed และร้านนายอินทร์เองมากกว่า ที่ไม่ให้อันดับ3 โผล่หัวขึ้นมาได้ง่ายๆ
ร้านหนังสือที่ดีสำหรับคนไทย น่าจะอยู่ในทำเลที่ดีที่หาได้สะดวก จัดร้านได้น่าเข้า และพอเข้าไปในร้านแล้วหาหนังสือที่ต้องการได้ง่าย และมีหนังสือหลากหลายตอบสนองความต้องการของได้ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม มีส่วนลดเยอะบ่อยๆ(อันนี้ผมอยากได้เอง) และอื่นๆ มากกว่าที่จะเป็นร้านหนังสือ+ที่นั่งกินกาแฟ ผมคิดว่าน่ะ
ผมว่าร้านse-ed ก็เหมือนร้านสุกี้mkนั่นแหละ ทำไมคนถึงต้องกินสุกี้เอ็มเค ทั้งๆที่ ร้านสุกี้ชื่อดังอื่นๆก็มีให้เลือกมากมายเป็นสินค้าทดแทนอยู่ แต่ทำไมคนถึงอยากเข้าไปกินในร้านเอ็มเคมากกว่าที่อื่นด้วยหละ
ร้านหนังสือก็เหมือนกันดูเหมือนว่าใครๆก็น่าจะเปิดแล้วรุ่งได้ง่าย แต่ปรากฏว่าคนที่มาเปิดเจ๊งไปแล้วไม่รู้กี่ราย อย่าว่าแต่รายใหม่เจ๊งเลย เจ้าเก่าอย่างดอกหญ้ายังเจ๊งมาแล้วเลยครับ
ผมคิดว่าผู้บริหารทั้ง2 เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าของตน มากกว่าผู้บริหารจากคู่แข่ง ทำให้ร้านทั้ง2โดดเด่นขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจด้านที่ตัวเองทำอยู่ได้หนะครับ
สรุปผมคิดว่าใครที่อยากจะมาแบ่งแชร์ตรงนี้คิดให้ดีๆหน่อยก็แล้วกันน่ะ555
ปล.มุมมองผมอาจเป็นมุมมองที่มีอคติได้ เพราะผมถือหุ้นอยู่ทั้งse-ed และaprint ขอรับ
ผู้จัดการรายวัน - อมรินทร์เตรียมเปิดมุมกาแฟ H&C เพิ่มอีก 2 สาขาที่เดอะมอลล์ บางกะปิและซีคอน รับกระแสสุขภาพที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ ด้านร้านนายอินทร์ตั้งเป้าปีนี้เปิดเพิ่ม 20 สาขา พร้อมทั้งคาดการณ์ภายใน 2 ปีนี้จะไต่อันดับขึ้นมาครองอันดับ 1 แทนซีเอ็ด บุ๊ค
นายระพี อุทกะพันธ์ ผู้อำนวยการสายงานค้าปลีก บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทฯ เปิดร้านอาหารและเบเกอร์รี่เพื่อสุขภาพ H&C ( ชื่อย่อของนิตยสาร HEALTH & CUISINE นิตยสารคุณภาพในเครืออมรินทร์) ภายในร้านนายอินทร์ ไปเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ตามแนวคิดของที่ว่า Food for Health - Books for Brains และเพื่อต้องการเติมเต็มให้กับร้านนายอินทร์ โดยร้านขายหนังสือในปัจจุบันไม่ได้เป็นสถานที่ขายหนังสืออย่างเดียว แต่เป็นทั้งจุดนัดพบ เป็นสถานที่พักผ่อนพูดคุยกัน และเป็นที่นั่งอ่านหนังสือ อีกทั้งกระแสในเรื่องของสุขภาพกำลังมาแรง สังเกตได้จากคนไทยมีการใส่ใจในเรื่องของการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีการออกกำลังกายกันมากขึ้น
ปัจจุบัน H&C มีในร้านนายอินทร์ทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ สาขาแรกที่ฟิวเจอร์ พาร์ครังสิต, สาขาเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, สาขาที่อีจีวี เมโทรโปลิศ ,อาคารสำนักพิมพ์ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ถนนอรุณอมรินทร์และสาขาล่าสุดโรงพยาบาลจักษุ รัตนิน
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดมุมกาแฟ H&C เพิ่มอีกที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ประมาณกลางเดือนกรกฎาคมนี้ และเดือนตุลาคมที่ห้างซีคอนสแควร์ ด้วยงบลงทุนแต่ละสาขาประมาณ 1 ล้านบาท นอกจากนี้มุมกาแฟH&C ยังรับจัดเลี้ยงงานนอกสถานที่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้า งานประชุม หรือโอกาสพิเศษต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ภายใต้ชื่อ H&C CATERING
สำหรับร้านนายอินทร์ขณะนี้มีทั้งหมด 58 สาขา โดยในปีนี้มีแผนที่จะขยายเพิ่มอีกประมาณ 20 สาขา โดยแบ่งเป็นร้านแฟรนไชส์ 10 สาขา ส่วนงบทางการตลาดบริษัทฯ มีงบประมาณปีละ 2-3 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมด้านการตลาดในรูปแบบต่างๆ เช่น การเปิดบูธในงานแฟร์, จัดเสวนา เป็นต้น
ตลาดธุรกิจร้านหนังสือในปัจจุบันซีเอ็ด บุ๊คเป็นผู้นำตลาด ตามด้วยร้านนายอินทร์อยู่ในอันดับ 2 ส่วน B2S อยู่ในอันดับ 3 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าว่าภายใน 2 ปีนี้จะขึ้นมาครองอันดับ 1 ให้ได้ ส่วนยอดรายได้ในปีนี้บริษัทฯตั้งเป้าไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ในขณะที่ปีที่ผ่านมามียอดรวมประมาณ 700-800 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการจัดจำหน่ายหนังสือ 70% และรายได้จากร้านนายอินทร์และมุมกาแฟ H&C 30%
บทความนี้เอามาจากเวปกระทิงคุณค่าครับ
ผมคิดว่ากลยุทธ์ที่ทางaprintใช้อยู่นี้ ไม่น่าจะเป็นการหวังที่จะขึ้นมาครองอันดับ1แทนse-edหรอกครับ แต่น่าจะเป็นการดิ้นรนเพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดจากที่2มากกว่าน่ะครับ เพราะการไปเปิดร้านกาแฟเลียนแบบร้านB2S ก็เพื่อที่จะแข่งกับB2Sมากกว่าจะมาแข่งกับse-ed น่ะ ประมาณว่าไม่ให้B2S โผล่ออกจากถ้ำของตัวเองได้ง่ายๆนั่นแหละ
ยกตัวอย่างง่ายๆคือ ในห้างซีคอน มีทั้งร้านse-ed และนายอินทร์ เปิดอยู่แล้ว ถ้ามีร้านอย่างB2S ที่มีลักษณะของร้านคล้ายๆกันมาเปิดอีก ผมว่าคนที่จะไม่รอดคือ ไม่ร้านนายอินทร์ก็b2Sที่จะมาเปิดใหม่นั่นแหละ แต่การที่ร้านนายอินทร์เปิดกลยุทธ์คล้ายb2s แบบนี้น่าจะเป็นการตีกันร้านb2sไม่ให้เข้ามาเปิดเพิ่มในพื้นที่ที่ตนเปิดอยู่แล้วมากกว่า ถ้าคิดจะเปิดเพิ่มคงต้องคิดหนักหน่อยหละทีนี้
กลยุทธ์ของaprintนี้ ผมว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อร้านse-edสักเท่าไหร่เลยครับ แต่เป็นการต่อสู้กันระหว่างที่2กับที่3มากกว่าน่ะผมว่า เพราะโลกแห่งการแข่งขัน ผู้ที่จะอยู่รอดได้ดีมักเป็นที่1กับที่2 ถ้าหลุดจากนี้อาจจะแย่ได้
ผมว่าแนวทางของร้านนายอินทร์ที่ทำอยู่ตอนนี้น่าจะเป็นผลดี ต่อทั้งร้านse-ed และร้านนายอินทร์เองมากกว่า ที่ไม่ให้อันดับ3 โผล่หัวขึ้นมาได้ง่ายๆ
ร้านหนังสือที่ดีสำหรับคนไทย น่าจะอยู่ในทำเลที่ดีที่หาได้สะดวก จัดร้านได้น่าเข้า และพอเข้าไปในร้านแล้วหาหนังสือที่ต้องการได้ง่าย และมีหนังสือหลากหลายตอบสนองความต้องการของได้ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม มีส่วนลดเยอะบ่อยๆ(อันนี้ผมอยากได้เอง) และอื่นๆ มากกว่าที่จะเป็นร้านหนังสือ+ที่นั่งกินกาแฟ ผมคิดว่าน่ะ
ผมว่าร้านse-ed ก็เหมือนร้านสุกี้mkนั่นแหละ ทำไมคนถึงต้องกินสุกี้เอ็มเค ทั้งๆที่ ร้านสุกี้ชื่อดังอื่นๆก็มีให้เลือกมากมายเป็นสินค้าทดแทนอยู่ แต่ทำไมคนถึงอยากเข้าไปกินในร้านเอ็มเคมากกว่าที่อื่นด้วยหละ
ร้านหนังสือก็เหมือนกันดูเหมือนว่าใครๆก็น่าจะเปิดแล้วรุ่งได้ง่าย แต่ปรากฏว่าคนที่มาเปิดเจ๊งไปแล้วไม่รู้กี่ราย อย่าว่าแต่รายใหม่เจ๊งเลย เจ้าเก่าอย่างดอกหญ้ายังเจ๊งมาแล้วเลยครับ
ผมคิดว่าผู้บริหารทั้ง2 เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าของตน มากกว่าผู้บริหารจากคู่แข่ง ทำให้ร้านทั้ง2โดดเด่นขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจด้านที่ตัวเองทำอยู่ได้หนะครับ
สรุปผมคิดว่าใครที่อยากจะมาแบ่งแชร์ตรงนี้คิดให้ดีๆหน่อยก็แล้วกันน่ะ555
ปล.มุมมองผมอาจเป็นมุมมองที่มีอคติได้ เพราะผมถือหุ้นอยู่ทั้งse-ed และaprint ขอรับ