เหตุผลที่ "บัฟเฟตต์" บอกโลกว่าเป็นมะเร็ง
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. เม.ย. 19, 2012 2:46 pm
พราะทั้งที่ร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีพันล้าน "บัฟเฟตต์" กลับใช้ชีวิตแบบสามัญชน และไม่ใช่คนที่ชอบป่าวประกาศรายละเอียดในชีวิตให้ใครรู้ การประกาศให้โลกรู้ว่า เขาป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรก จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อย
เมื่อวันที่ 17 เมษายน บัฟเฟตต์ ส่งจดหมายถึงบรรดาผู้ถือหุ้นว่า เขาเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะเริ่มต้น และไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ เพราะไม่ได้เป็นภัยคุกคามชีวิต พร้อมกับยืนยันว่า จะยังนั่งบริหารอาณาจักรด้านการลงทุน "เบิร์กไชร์ แฮทอะเวย์" ต่อไป
ในขณะนี้ มหาเศรษฐีวัย 81 ปี อยู่ระหว่างการรักษาตัว และจะเริ่มฉายรังสีในราวกลางเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะทำเป็นประจำทุกวันตลอดระยะเวลา 2 เดือน
จากข้อมูลในวารสารสมาคมการแพทย์แห่งอเมริกัน พบว่า ราว 80% ของคนในวัย 80 ปี มักตรวจพบเซลล์มะเร็งในต่อมลูกหมาก ดังนั้น ด้วยอายุอานามขนาดนี้ เป็นไปได้มากที่บัฟเฟตต์ จะเสียชีวิตไปพร้อมกับมะเร็ง แทนที่จะตายเพราะมะเร็ง
เหตุผลที่ทำให้บัฟเฟตต์ ต้องออกโรงประกาศเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะต้องการสยบกระแสข่าวลือต่างๆ ที่อาจร้ายแรงกว่าความเป็นจริง การเปิดเผยเรื่องนี้ ให้คนรับรู้เกี่ยวกับความเป็นความตายมีน้ำหนักน้อยกว่าความดังของเขา เพราะในฐานะนักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จ ความเคลื่อนไหวทุกอย่างของบัฟเฟตต์ อาจถูกผู้คนทั่วโลกวิเคราะห์ไปในแง่มุมต่างๆ และเป็นไปได้ยากที่เขาจะเข้ารักษาด้วยรังสีบำบัดโดยไม่มีใครล่วงรู้
ยิ่งกว่านั้น ความตายที่อาจมาเยือนคนวัยนี้ รวมถึงแผนสืบทอดทายาทธุรกิจที่ไม่ว่าจะเตรียมไว้หรือไม่ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนจะคาดเดากันไปต่างๆ นานา สัญญาณใดๆ ที่สะท้อนว่า คุณปู่นักลงทุนไม่อยากกินเมนูโปรดอย่างสเต๊กและเชอร์รี่โค้ก อาจทำให้หุ้นของเบิร์กไชร์ฯ ร่วงลง หรือกรณีที่บัฟเฟตต์ ไม่อยากพูดเรื่องสุขภาพของตัวเอง
บัฟเฟตต์รู้ว่า เป็นการดีกว่า หากเขาสามารถควบคุมข้อมูลข่าวสาร แทนที่จะปล่อยให้ข่าวลือทำให้ตัวเองเป็นฝ่ายตั้งรับ
เปรียบเทียบกับกรณีของ "แอปเปิล" ซึ่งสะท้อนการจัดการที่ผิดพลาด เกี่ยวกับโรคมะเร็งและการปลูกถ่ายตับอ่อนของ "สตีฟ จ็อบส์" ผู้ก่อตั้งที่ล่วงลับไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และแม้จ็อบส์จะดูผ่ายผอมลงมากและขอลางานไปรักษาตัวหลายครั้ง แต่นักลงทุน ก็ยังถูกปิดบังข้อมูลอาการป่วยของจ็อบส์
แอปเปิล ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกถ่ายตับอ่อนของเขาในเดือนเมษายน 2552 กระทั่งนักลงทุนรู้ข่าวหลังจากนั้นหลายเดือน ซึ่งการที่แอปเปิล ไม่เปิดเผยอาการป่วยของบุคคลที่เชื่อมโยงกับบริษัทอย่างไม่อาจแยกจากกัน กลายเป็นบทเรียน ในตำราบริหารที่สะท้อนการไม่จัดการกับความเจ็บป่วยของซีอีโอ
แต่แอปเปิล ไม่ใช่รายเดียวที่เดินทางนี้ "เบรนดา บาร์เนส" อดีตซีอีโอของ "ซาร่า ลี" ก็ไม่ได้บอกว่า ตัวเองเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ขึ้น หรือ "ชาร์ลี เบลล์" ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเข้ารับตำแหน่งซีอีโอ "แมคโดนัลด์" เมื่อปี 2547 และใช้เวลาต่อสู้กับโรคร้ายนานหลายเดือนก่อนลงจากตำแหน่ง แต่ก็เสียชีวิต หลังจากนั้นไม่นานด้วยวัยเพียง 44 ปี
แตกต่างกับกรณีของ "โรเบิร์ต เบนมอสช์" ซีอีโอของอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (เอไอจี) ที่ประกาศต่อสาธารณชนทันทีเมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็ง เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2553 แต่ปฏิเสธที่จะบอกว่าเป็นมะเร็งที่ใด รวมทั้งเอไอจี ยังร่างแผนผู้สืบทอดธุรกิจเตรียมไว้ ตลอดจนอัพเดทผลการรักษา ซึ่งจนถึงขณะนี้เบนมอสช์ยังนั่งเก้าอี้ซีอีโออยู่
แม้ว่า นักลงทุนจะทราบข่าวการป่วยของบัฟเฟตต์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสบายใจได้ เพราะหากอาการของบัฟเฟตต์ทรุดลง นักลงทุน ก็ยังไม่รู้แผนเกี่ยวกับทายาทที่จะสืบทอดธุรกิจต่อจากบัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับให้เกิดในบริษัทมหาชน ขณะเดียวกัน ผู้ที่จะรับไม้ต่อ ก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนเช่นกัน ถึงแม้บัฟเฟตต์ จะเคยแย้มพรายว่า เขาได้เลือกผู้ที่จะมาสานงานต่อไว้ในใจแล้วก็ตาม
http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... /news.html
เมื่อวันที่ 17 เมษายน บัฟเฟตต์ ส่งจดหมายถึงบรรดาผู้ถือหุ้นว่า เขาเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะเริ่มต้น และไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ เพราะไม่ได้เป็นภัยคุกคามชีวิต พร้อมกับยืนยันว่า จะยังนั่งบริหารอาณาจักรด้านการลงทุน "เบิร์กไชร์ แฮทอะเวย์" ต่อไป
ในขณะนี้ มหาเศรษฐีวัย 81 ปี อยู่ระหว่างการรักษาตัว และจะเริ่มฉายรังสีในราวกลางเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะทำเป็นประจำทุกวันตลอดระยะเวลา 2 เดือน
จากข้อมูลในวารสารสมาคมการแพทย์แห่งอเมริกัน พบว่า ราว 80% ของคนในวัย 80 ปี มักตรวจพบเซลล์มะเร็งในต่อมลูกหมาก ดังนั้น ด้วยอายุอานามขนาดนี้ เป็นไปได้มากที่บัฟเฟตต์ จะเสียชีวิตไปพร้อมกับมะเร็ง แทนที่จะตายเพราะมะเร็ง
เหตุผลที่ทำให้บัฟเฟตต์ ต้องออกโรงประกาศเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะต้องการสยบกระแสข่าวลือต่างๆ ที่อาจร้ายแรงกว่าความเป็นจริง การเปิดเผยเรื่องนี้ ให้คนรับรู้เกี่ยวกับความเป็นความตายมีน้ำหนักน้อยกว่าความดังของเขา เพราะในฐานะนักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จ ความเคลื่อนไหวทุกอย่างของบัฟเฟตต์ อาจถูกผู้คนทั่วโลกวิเคราะห์ไปในแง่มุมต่างๆ และเป็นไปได้ยากที่เขาจะเข้ารักษาด้วยรังสีบำบัดโดยไม่มีใครล่วงรู้
ยิ่งกว่านั้น ความตายที่อาจมาเยือนคนวัยนี้ รวมถึงแผนสืบทอดทายาทธุรกิจที่ไม่ว่าจะเตรียมไว้หรือไม่ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนจะคาดเดากันไปต่างๆ นานา สัญญาณใดๆ ที่สะท้อนว่า คุณปู่นักลงทุนไม่อยากกินเมนูโปรดอย่างสเต๊กและเชอร์รี่โค้ก อาจทำให้หุ้นของเบิร์กไชร์ฯ ร่วงลง หรือกรณีที่บัฟเฟตต์ ไม่อยากพูดเรื่องสุขภาพของตัวเอง
บัฟเฟตต์รู้ว่า เป็นการดีกว่า หากเขาสามารถควบคุมข้อมูลข่าวสาร แทนที่จะปล่อยให้ข่าวลือทำให้ตัวเองเป็นฝ่ายตั้งรับ
เปรียบเทียบกับกรณีของ "แอปเปิล" ซึ่งสะท้อนการจัดการที่ผิดพลาด เกี่ยวกับโรคมะเร็งและการปลูกถ่ายตับอ่อนของ "สตีฟ จ็อบส์" ผู้ก่อตั้งที่ล่วงลับไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และแม้จ็อบส์จะดูผ่ายผอมลงมากและขอลางานไปรักษาตัวหลายครั้ง แต่นักลงทุน ก็ยังถูกปิดบังข้อมูลอาการป่วยของจ็อบส์
แอปเปิล ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกถ่ายตับอ่อนของเขาในเดือนเมษายน 2552 กระทั่งนักลงทุนรู้ข่าวหลังจากนั้นหลายเดือน ซึ่งการที่แอปเปิล ไม่เปิดเผยอาการป่วยของบุคคลที่เชื่อมโยงกับบริษัทอย่างไม่อาจแยกจากกัน กลายเป็นบทเรียน ในตำราบริหารที่สะท้อนการไม่จัดการกับความเจ็บป่วยของซีอีโอ
แต่แอปเปิล ไม่ใช่รายเดียวที่เดินทางนี้ "เบรนดา บาร์เนส" อดีตซีอีโอของ "ซาร่า ลี" ก็ไม่ได้บอกว่า ตัวเองเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ขึ้น หรือ "ชาร์ลี เบลล์" ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเข้ารับตำแหน่งซีอีโอ "แมคโดนัลด์" เมื่อปี 2547 และใช้เวลาต่อสู้กับโรคร้ายนานหลายเดือนก่อนลงจากตำแหน่ง แต่ก็เสียชีวิต หลังจากนั้นไม่นานด้วยวัยเพียง 44 ปี
แตกต่างกับกรณีของ "โรเบิร์ต เบนมอสช์" ซีอีโอของอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (เอไอจี) ที่ประกาศต่อสาธารณชนทันทีเมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็ง เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2553 แต่ปฏิเสธที่จะบอกว่าเป็นมะเร็งที่ใด รวมทั้งเอไอจี ยังร่างแผนผู้สืบทอดธุรกิจเตรียมไว้ ตลอดจนอัพเดทผลการรักษา ซึ่งจนถึงขณะนี้เบนมอสช์ยังนั่งเก้าอี้ซีอีโออยู่
แม้ว่า นักลงทุนจะทราบข่าวการป่วยของบัฟเฟตต์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสบายใจได้ เพราะหากอาการของบัฟเฟตต์ทรุดลง นักลงทุน ก็ยังไม่รู้แผนเกี่ยวกับทายาทที่จะสืบทอดธุรกิจต่อจากบัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับให้เกิดในบริษัทมหาชน ขณะเดียวกัน ผู้ที่จะรับไม้ต่อ ก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนเช่นกัน ถึงแม้บัฟเฟตต์ จะเคยแย้มพรายว่า เขาได้เลือกผู้ที่จะมาสานงานต่อไว้ในใจแล้วก็ตาม
http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... /news.html