หุ้นกู้แปลงสภาพ และหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์
โพสต์แล้ว: อังคาร มี.ค. 27, 2012 10:58 pm
ผู้ถือหุ้นกู้คือเจ้าหนี้ของบริษัท และเมื่อบริษัทล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้จะได้เงินคืนก่อน
หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)
หุ้นกู้แปลงสภาพคือ หุ้นกู้ที่ให้สิทธิผู้ลงทุนในการแปลงสภาพหุ้นกู้ที่ถืออยู่เป็นหุ้นสามัญ หุ้นกู้แปลงสภาพนี้มีลักษณะที่เหนือว่าหุ้นกู้ทั่วไปคือ ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาและบริษัทที่ออกหุ้นกู้ไม่มีผลประกอบการโดดเด่น ผู้ถือหุ้นกู้สามารถเลือกที่จะถือหุ้นกู้ต่อไปเพื่อรับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยและรับเงินต้นคืนเมื่อหุ้นกู้หมดอายุ แต่ในยามที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูและบริษัทที่ออกหุ้นกู้มีผลประกอบการดี ผู้ถือหุ้นกู้ก็สามารถใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญเมื่อการถือหุ้นสามัญให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผลหรือราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น
เรามาดูในส่วนของบริษัทที่ออกหุ้นกู้แปลงสภาพกันนะคะ
เมื่อบริษัทออกหุ้นกู้ บริษัทต้องบันทึกหุ้นกู้เป็นหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน เมื่อผู้ถือหุ้นกู้ใช้สิทธิแปลงสภาพ จำนวนหนี้สินของบริษัทจะลงลด ในขณะที่หุ้นสามัญจะเพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวนหุ้นกู้ที่ถูกแปลงสภาพ หุ้นสามัญที่เพิ่มขึ้นจากการแปลงสภาพนั้น ไม่ทำให้เงินสดของบริษัทเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่ประโยชน์ที่บริษัทได้รับจากการที่ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิแปลงสภาพคือ บริษัทจะเลิกจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง (ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น) อย่างไรก็ตาม บริษัทจะหันมาจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนในรูปของเงินปันผลแทนดอกเบี้ย ซึ่งในการจ่ายเงินปันผลนั้น บริษัทมีอำนาจตัดสินใจในระดับหนึ่งที่จะจ่ายเงินปันผลหรือไม่หรือจะจ่ายเท่าไรในแต่ละปี (ไม่เหมือนกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายด้วยจำนวนคงที่ทุกเดือน)
แต่ข้อเสียของหุ้นกู้แปลงสภาพคือ มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหุ้นกู้ชนิดอื่นๆ
แล้วหุ้นกู้ชนิดใดที่ให้ดอกเบี้ยสูง?
คำตอบก็คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ (Subordinate Debenture) หุ้นกู้ด้อยสิทธิคือ หุ้นกู้ที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือเรียกร้องความเสียหายจากบริษัทเป็นลำดับท้ายๆ ในกรณีที่บริษัทปิดกิจการลง ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะสามารถเรียกร้องเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากบริษัทหลังจากที่ผู้ถือหุ้นกู้ชนิดอื่นได้รับการชดใช้เรียบร้อยแล้ว (แต่สิทธิเรียกร้องดังกล่าวก็ยังถือว่าสูงกว่าผู้ถือหุ้นสามัญ) ในทางปฏิบัติ เราจะพบว่าหุ้นกู้ชนิดนี้ส่วนใหญ่มักออกโดยธนาคาร เนื่องจากหุ้นกู้ด้อยสิทธิถือเป็นกองทุนขั้นที่ 2 ตามข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ธนาคารสามารถนำมาใช้รับรองสินทรัพย์เสี่ยงรองจากหุ้นสามัญ
เมื่อเปรียบเทียบหุ้นกู้ทั้งสองชนิด เราจะเห็นว่า หุ้นแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง ลองเปรียบเทียบดูนะค่ะ ว่าหุ้นชนิดไหนเหมาะกับแผนการลงทุนของคุณ
ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ก็ถามมาได้นะค่ะ
หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)
หุ้นกู้แปลงสภาพคือ หุ้นกู้ที่ให้สิทธิผู้ลงทุนในการแปลงสภาพหุ้นกู้ที่ถืออยู่เป็นหุ้นสามัญ หุ้นกู้แปลงสภาพนี้มีลักษณะที่เหนือว่าหุ้นกู้ทั่วไปคือ ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาและบริษัทที่ออกหุ้นกู้ไม่มีผลประกอบการโดดเด่น ผู้ถือหุ้นกู้สามารถเลือกที่จะถือหุ้นกู้ต่อไปเพื่อรับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยและรับเงินต้นคืนเมื่อหุ้นกู้หมดอายุ แต่ในยามที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูและบริษัทที่ออกหุ้นกู้มีผลประกอบการดี ผู้ถือหุ้นกู้ก็สามารถใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญเมื่อการถือหุ้นสามัญให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผลหรือราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น
เรามาดูในส่วนของบริษัทที่ออกหุ้นกู้แปลงสภาพกันนะคะ
เมื่อบริษัทออกหุ้นกู้ บริษัทต้องบันทึกหุ้นกู้เป็นหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน เมื่อผู้ถือหุ้นกู้ใช้สิทธิแปลงสภาพ จำนวนหนี้สินของบริษัทจะลงลด ในขณะที่หุ้นสามัญจะเพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวนหุ้นกู้ที่ถูกแปลงสภาพ หุ้นสามัญที่เพิ่มขึ้นจากการแปลงสภาพนั้น ไม่ทำให้เงินสดของบริษัทเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่ประโยชน์ที่บริษัทได้รับจากการที่ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิแปลงสภาพคือ บริษัทจะเลิกจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง (ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น) อย่างไรก็ตาม บริษัทจะหันมาจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนในรูปของเงินปันผลแทนดอกเบี้ย ซึ่งในการจ่ายเงินปันผลนั้น บริษัทมีอำนาจตัดสินใจในระดับหนึ่งที่จะจ่ายเงินปันผลหรือไม่หรือจะจ่ายเท่าไรในแต่ละปี (ไม่เหมือนกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายด้วยจำนวนคงที่ทุกเดือน)
แต่ข้อเสียของหุ้นกู้แปลงสภาพคือ มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหุ้นกู้ชนิดอื่นๆ
แล้วหุ้นกู้ชนิดใดที่ให้ดอกเบี้ยสูง?
คำตอบก็คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ (Subordinate Debenture) หุ้นกู้ด้อยสิทธิคือ หุ้นกู้ที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือเรียกร้องความเสียหายจากบริษัทเป็นลำดับท้ายๆ ในกรณีที่บริษัทปิดกิจการลง ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะสามารถเรียกร้องเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากบริษัทหลังจากที่ผู้ถือหุ้นกู้ชนิดอื่นได้รับการชดใช้เรียบร้อยแล้ว (แต่สิทธิเรียกร้องดังกล่าวก็ยังถือว่าสูงกว่าผู้ถือหุ้นสามัญ) ในทางปฏิบัติ เราจะพบว่าหุ้นกู้ชนิดนี้ส่วนใหญ่มักออกโดยธนาคาร เนื่องจากหุ้นกู้ด้อยสิทธิถือเป็นกองทุนขั้นที่ 2 ตามข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ธนาคารสามารถนำมาใช้รับรองสินทรัพย์เสี่ยงรองจากหุ้นสามัญ
เมื่อเปรียบเทียบหุ้นกู้ทั้งสองชนิด เราจะเห็นว่า หุ้นแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง ลองเปรียบเทียบดูนะค่ะ ว่าหุ้นชนิดไหนเหมาะกับแผนการลงทุนของคุณ
ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ก็ถามมาได้นะค่ะ