วิกฤตน้ำท่วม vs ขอบข่ายของ"ความรู้" (circle of competence)
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 27, 2011 10:02 am
ในช่วงเวลา 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีผู้รู้หรือพยายามรู้เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกันเพิ่มสูงมาก ทั้งๆ ที่การแก้ไขอย่างบูรณาการเป็นเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกและประสบการณ์ที่สูงมาก ซึ่งสาเหตุคงมีด้วยกันหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นระดับปัญหาที่ใหญ่กระจายวงกว้างจนเป็น talk of the town และการรับรู้ข่าวสาร รวมถึงการแสดงออกผ่านทาง social network
ข้อดี คือ ทำให้เกิดการเรียนรู้และปรับตัวให้ทันสถานการณ์ รวมถึงมีการแชร์ข้อมูลและไอเดียการแก้ไขปัญหาในวงกว้าง
ข้อเสีย อยู่ในข้อดี เพราะ การเรียนรู้ปัญหาระดับนี้ ต้องมี learning curve หมายความว่า ต้องเก็บสะสมและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนตกผลึก แต่ครั้งนี้ หลายๆ คนที่ผมได้รับรู้ ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน ก็คิดว่าตนเองมีความรู้ความสามารถมากพอ มากพอในระดับที่สามารถออกมาวิจารณ์ผู้เชี่ยวชาญได้ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยง
ทำให้เห็นภาพเปรียบเทียบกับการลงทุนได้เป็นอย่างดี นักลงทุนบางท่านใช้เวลาเพียงน้อยนิดวิเคราะห์บริษัททั้งบริษัทภายในเวลาอันสั้น ก็เข้าใจไปเองหรือเชื่ออย่างสนิทใจว่า เราเข้าใจมันมากเพียงพอแล้ว แล้วก็กระโดดเข้าไปลงทุนทันที และโดยเฉพาะ ในกรณีที่เป็นบริษัทที่เราไม่เคยมีความรู้หรือประสบการณ์มาก่อนด้วยแล้ว ถือเป็นหายนะทางการลงทุนชั้นดี โดยเฉพาะ VI ฝึกหัด
สำหรับนักลงทุน ความเสียหายคงจบลงเพียงแค่ตัวเลขกำไรหรือขาดทุน แต่สำหรับกรณีน้ำท่วม และปัญหาต่อสังคม การกระจายความคิดที่ไม่กลั่นกรองผ่านการวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีการไตร่ตรอง ความเสียหายคงมากกว่า ทั้งต่อการรับรู้ข้อมูลผ่านสื่อ ปลูกฝังความคิดแบบผิดๆ และสุดท้ายจะกระทบกับสังคมในหลายภาคส่วนอย่างเป็นวงกว้าง
ก็ขอให้ทุกๆ คนใช้เวที social network อย่างรอบคอบ เพราะทุกๆ ความเห็นอาจมีผลต่อคนในวงกว้างทั้งที่คุณรู้ตัวและไม่รู้ตัว ผู้รู้ก็ยังควรออกมาเปิดเผยแนวคิดและข้อมูล ผู้ที่ไม่รู้ก็ควรติดตามและใช้เวลาศึกษาเก็บความรู้กันต่อไป
ขอให้ทุกคนโชคดีและปลอดภัยทุกท่านครับ
ข้อดี คือ ทำให้เกิดการเรียนรู้และปรับตัวให้ทันสถานการณ์ รวมถึงมีการแชร์ข้อมูลและไอเดียการแก้ไขปัญหาในวงกว้าง
ข้อเสีย อยู่ในข้อดี เพราะ การเรียนรู้ปัญหาระดับนี้ ต้องมี learning curve หมายความว่า ต้องเก็บสะสมและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนตกผลึก แต่ครั้งนี้ หลายๆ คนที่ผมได้รับรู้ ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน ก็คิดว่าตนเองมีความรู้ความสามารถมากพอ มากพอในระดับที่สามารถออกมาวิจารณ์ผู้เชี่ยวชาญได้ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยง
ทำให้เห็นภาพเปรียบเทียบกับการลงทุนได้เป็นอย่างดี นักลงทุนบางท่านใช้เวลาเพียงน้อยนิดวิเคราะห์บริษัททั้งบริษัทภายในเวลาอันสั้น ก็เข้าใจไปเองหรือเชื่ออย่างสนิทใจว่า เราเข้าใจมันมากเพียงพอแล้ว แล้วก็กระโดดเข้าไปลงทุนทันที และโดยเฉพาะ ในกรณีที่เป็นบริษัทที่เราไม่เคยมีความรู้หรือประสบการณ์มาก่อนด้วยแล้ว ถือเป็นหายนะทางการลงทุนชั้นดี โดยเฉพาะ VI ฝึกหัด
สำหรับนักลงทุน ความเสียหายคงจบลงเพียงแค่ตัวเลขกำไรหรือขาดทุน แต่สำหรับกรณีน้ำท่วม และปัญหาต่อสังคม การกระจายความคิดที่ไม่กลั่นกรองผ่านการวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีการไตร่ตรอง ความเสียหายคงมากกว่า ทั้งต่อการรับรู้ข้อมูลผ่านสื่อ ปลูกฝังความคิดแบบผิดๆ และสุดท้ายจะกระทบกับสังคมในหลายภาคส่วนอย่างเป็นวงกว้าง
ก็ขอให้ทุกๆ คนใช้เวที social network อย่างรอบคอบ เพราะทุกๆ ความเห็นอาจมีผลต่อคนในวงกว้างทั้งที่คุณรู้ตัวและไม่รู้ตัว ผู้รู้ก็ยังควรออกมาเปิดเผยแนวคิดและข้อมูล ผู้ที่ไม่รู้ก็ควรติดตามและใช้เวลาศึกษาเก็บความรู้กันต่อไป
ขอให้ทุกคนโชคดีและปลอดภัยทุกท่านครับ