จงกลัวเมื่อถึงเวลาที่ควรกลัว อย่าพึ่งหวังในเวลาที่ยังไม่ควร
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.ย. 23, 2011 2:18 pm
เมื่อคืนลงในเวป หุ้นพรุ่งนี้(ภาษาอังกฤษ) โพสไว้เมื่อคืน เข้าบรรยากาศดี เลยอยากนำมาโพสที่นี่บ้าง... น่าจะช่วยแบ่งสาระเล็กน้อยให้ท่านที่สนใจกันได้บ้าง
จงกลัวเมื่อถึงเวลาที่ควรจะกลัว และ อย่าพึ่งหวังในเวลาที่ยังไม่ควรจะหวัง
ไม่ได้ซ้ำเติมใคร แต่ไม่อยากให้มองโลกในแง่ดีเกินไป
ลองอ่านนะครับ
จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว?? แน่นอนทุกคนทราบดีประโยคนี้ พูดแล้วมันก็ไม่ได้เท่อีกต่อไป เพราะใครๆก็รู้และพูดได้ แต่... ท่านรู้หรือไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะปฏิบัติตามคำพูดดังกล่าวนี้
ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนที่ตั้งถาม ทำไมยังมีหุ้นกันอีกมา หนึ่งอาทิตย์ คงได้คำตอบแล้วว่าทำไมไอ้บ้านี่มาตั้งกระทู้แช่งคนอื่น หรือ ถามคำถามแบบบ้าๆบอๆ บางคนก็ตอบว่า VI บ้าง กิจการดี ซื้อถือไปชิว...
จากที่สังเกตพฤติกรรมการแสดงความเห็นต่างๆ ทั่ว internet ผมสังเกตได้อย่าง และ ตรงกับกูรูหลายท่านที่ได้เตือนไว้ คือ ทุกคนไม่กลัว และ คิดว่าคนอื่นกลัว... และ จึงคิดว่าตัวเองควรจะโลภ...
ผมจึงอยากกล่าวว่า บางที timing ของการกลัวและการโลภนั้น มันอาจจะสำคัญกว่า การทำตัวให้กลัว หรือการทำตัวให้โลภ
ในเวลานี้ หุ้นก็ถล่ม ทางเทคนิคคือหลุดแนว ทำ Dead Cross แถมความรุนแรงก็กระจายไปทั่วโลก แต่สังเกตได้ว่านักลงทุนรุ่นใหม่ ที่เริ่มต้นการเทรด ศึกษาจากเวปต่างๆ facebook comment หนังสือหน้าใหม่ๆ กลับยังมีความหวัง มองเรื่องในอนาคตไปในทางเดียวกัน ถึงจุดสุดยอดของเอเชีย ประเทศไทย... ซึ่งกูรูบางท่านคิดว่าต้องเกิดแน่นอน และ ประกาศดั่งประดุจท่านเป็นนอสตราดามุสพูดเอง
ผมอยากจะให้ข้อสังเกตว่า ไม่ว่าท่านจะเม่า หรือเป็น วีไอเล็ก กลาง ใหญ่ เทพ หรือ นักเทคนิค ก็แล้วแต่ การพยายามวิเคราะห์อะไร โดยที่ฟันธง ระเบิดธง เข้าข้างตนเองจนเกิด Bias นั้น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามส่วนใหญ่จะกลับมามีผลทำร้ายตัวท่านเองในที่สุด ส่วนใหญ่แน่นอน ท่านฟังการวิเคราะห์มา อ่านหนังสือมา ดู comment มา ท่านจะเริ่มมีภาพในใจไปในทางเดียวกัน
ยกตัวอย่างง่ายๆ หุ้น Commod ปกติต้องเล่นเป็นรอบ แต่กิจการบางประเภทที่เป็น Commod กลับกลายเป็นถูกระบายภาพมองว่าเป็นหุ้น VI กิจการแข็งแกร่ง ควรถือยาวเป็นสิบปี ถ้าไม่ดี ก็กินปันผลไป...
คือเม่าบางท่านก็มีความสุขที่ได้เสพหุ้นเหล่านี้ ที่ดอย ถือไว้ และ มีความหวังอันเต็มเปี่ยมที่ได้จากการวิเคราะห์ภาพอนาคต และลืมที่จะกลัว... แน่นอน โลภ เมื่อคนอื่น กลัว แต่ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเวลานั้นท่านอยู่ถูกฝั่ง ถูกข้างในการกลัวหรือโลภ?
คำแนะนำของกูรู หรือ comment ต่างๆ ที่ว่ากันไปตามกลุ่ม ตามหน้าเวป หน้า facebook นั้นๆ ถ้าเป็นผู้ที่โชกโชนตลาด ก็คงมีวิจารณญาณ วิเคราะห์ต่อได้ว่าควรจะเชื่อหรือไม่ แต่กับเม่าที่รับฟัง ที่ได้รับการอัดฉีดความหวัง ภาพอนาคตที่สวยงาม กลับกลายเป็นว่า ความหวังนั้นๆ เป็นยากระตุ้นลบความกลัว ให้มีแต่ความโลภทุกเวลา... ด้วยความรู้ประสบการณ์และ อารมณ์ที่ไม่เท่ากันกับท่านๆ ผู้รู้ทั้งหลาย ซึ่งจริงๆ ท่านผู้รู้ก็อาจจะไม่ได้รู้อะไรอย่างถ่องแท้ (เพราะบางท่านเข้าตลาดหลัง Sub Prime ซึ่งถือเป็นผลมาจากบุญกุศลส่วนบุคคล) ซึ่งแต่ละคนก็มีความ bias เช่นกัน
บางท่านอาจจะบอกว่า นักลงทุนหน้าใหม่ถ้าไม่เจ็บก่อนอาจจะไม่รู้ ของอย่างนี้สอนกันไม่ได้ แต่ท่านกูรูที่โชกโชนมาก่อนหรือจะพูดวิเคราะห์ราวกับมองเห็นอนาคตดั่งหมอดูแม่นๆ ก็ไม่ควรที่จะผลักดันส่งเสริมเม่าเหล่านี้ไปตายอยู่ดี (ภาษาลงทุนดีๆ ก็คือเผชิญความเสี่ยงอย่างรุนแรง) เพราะบอกตรงๆ ว่าได้เห็นการส่งเสริมในลักษณะ ซื้อแล้วถือไป ของดีราคาถูก... แบบนี้มานานตั้งแต่ Set ยังราคาแพงกว่านี้ ตอนบูมๆ ซึ่งผมบอกตรงๆ มันเป็นการอัดฉีด Hope ในช่วงที่ไม่น่าจะเป็นเวลาที่จะโลภ หรือ มีความหวังมากเกินพอดี...
ง่ายๆ เอาแค่การเดินทางของหุ้น ตั้งแต่การลงครั้งรุนแรงครั้งแรกของปี กว่าจะบรรจบหลุดทำ Dead Cross ทางเทคนิคทั้งๆ ที่มีแนวโน้มมานาน จาก bearish diver มาหลายครั้ง กินเวลาเป็นเดือนกว่าจะเผาจริง ฉันใด การเดินทางกลับมาเป็นขาขึ้น และรวมถึงกิจการที่จะพิสูจน์ตนเองในสนามรบของเศรษฐกิจโลกที่วันดีคืนดีจะเกิดอะไรบ้าบอมาอีกในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ยังต้องใช้เวลา ฉันนั้น เผลออาจจะยาวนานกว่าที่กูรู มิราเคิลหลายท่านคิด เพราะท่านเหล่านี้เห็นการฟื้นตัวของตลาดแค่ในรูป V-Shape แค่ครั้งเดียว... เห็นวิกฤตต่างๆ ในอดีต แค่คำบอกเล่า ตัวหนังสือ และ ภาพกราฟ ความทรมาน ความสิ้นหวัง และการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจที่เงินก้อนของนักลงทุน ต้องจมอยู่กับความผิดหวังที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อเศรษฐกิจภาพรวม เป็นแค่ตัวเลขในพอร์ตที่นับวันจะลดลงๆ
ซึ่งหลายท่านอาจจะบอกว่าก็ความคิดนี้ก็ถูก แต่ในความเป็นจริงและโดยทั่วไปแล้ว มันถูกแค่บางส่วนสำหรับการเป็น VI โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องส่วนลดราคาของกิจการ ได้ถูกบิดเบือนไปจนกลายเป็นว่า ซื้อที่ไหนก็ถูก...
แล้วเม่าที่ไม่เจนสนาม ก็นำภาพความหวังเหล่านั้นฝังใจ เปรียบเหมือนกันถูกอัดฉีดความหวังเข้าสู่เส้นเลือด ทำให้คิดว่าแน่นอนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันจะกลับมา มันจะดี เอเชียปาฏิหารย์ต่างๆนานา... ทุกครั้งที่หุ้นตก ก็จะมีกระบอกฉีดยากระบอกใหม่มาแปะให้ท่านทั้งหลายได้นำไปเสพต่อประทังชีวิตว่า ภาพใหญ่ดี ภาพใหญ่ไป... ถูกแล้วยิ่งน่าซื้อ... ตลอดช่วงเวลาก่อนที่จะมาตกแบบกระหน่ำล่าสุดเมื่อวาน
แค่อยากถามว่าแน่ใจหรือว่ามันคุ้มค่ากับภาพรวมเศรษฐกิจ หรือต่อตัวท่านเม่าเอง?
การลงทุนทำมาหากินของเม่าต่างๆ ที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ใช้เงินออม มาลงหุ้น เพียงเพราะเดินผ่านร้านหนังสือ เล่น facebook internet แล้วได้เห็นภาพความคาดหวัง Hope ต่างๆ ที่ถูกอัดฉีดเข้าเส้นเลือดตั้งแต่เข้าตลาดจนมองโลกในแง่ดีจนสุดโต่งและ คิดว่าสิ่งที่ถูกวาดไว้คือ อนาคตที่ลิขิตไว้แล้วของประเทศไทย หรือของเอเชีย... ถ้าอะไรมันเป็น 100% แล้วจะบอกทำไมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง?
แน่นอนไม่มีอะไรที่ไม่มีความเสี่ยง ทำไมไม่มีใครถามว่า ถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้นล่ะ? หรือยังไม่ถึงเวลาที่จะฟันธงในสิ่งเหล่านั้นล่ะ? การอัดฉีดความหวังนั้นๆ ไม่ใช่เป็นการกระทำที่ผิดเวลาหรือ? ในเมื่อตอนนี้ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคนิคของ Set แน่นอนพื้นฐานคงไม่มีใครจะเถียงมากมายว่าประเทศไทยนับว่ามีอนาคต แต่ในเมื่อมันเป็นเรื่องในอนาคต ท่านจะส่งเม่าเหล่านี้เข้าไปรับหุ้นในราคาที่แทบจะไม่ค่อยมี MOS แล้วบอกให้เขาถือไว้ โดยอัดฉีด Hope เข้าไปทีละระลอกๆ?
บอกกันตามตรงนักลงทุนหน้าใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ และ บางทีก็เรียกตัวเองว่าเล่นหุ้น ไม่ได้ลงทุนนั้น ส่วนมากก็คิดอะไรกันไม่เป็นไปในเชิงเหตุผลในการลงทุนสักเท่าไหร่ เนื่องจากเข้ามาเพราะแสงไฟ การฟื้นตัวจาก Sub Prime ที่ก่อให้เกิดกูรู เซเลบหน้าใหม่มากมาย รวมถึง ถูกอัดมาด้วยความหวัง ทั้งสื่อต่างๆที่ทันสมัย Social Network Internet
ทำให้มีความคิดที่ว่า เข้าๆ ไปเถอะ (แน่นอนไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ แต่คนที่เสพความคาดหวังล้วนเห็นภาพคำนี้) เงินเย็น สักวันมันจะมา ไม่มาก็กินปันผลนั้น ซึ่งผิดเพี้ยนวิถีการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลไปมาก และ ในส่วนรวมทำให้เงินออมในประเทศ ในทางเศรษฐศาสตร์ เกิดการเสียโอกาสในการลงทุนทางธุรกิจที่จับต้องได้มากมาย เงินสด เงินออมกลับต้องถูกนำมาซื้อ asset ในราคาที่ไม่ถูก และทิ้งไว้เฉยๆโดยที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เพราะขาดทุน... (แต่อาจจะถูกในสายตานอสตราดามุสบางท่าน)
แทนที่เงินเหล่านี้จะถูกนำไปลงทุนในธุรกิจที่เป็นเนื้อเป็นหนัง ค้าขาย หรือทำมาหากินไปตามความฝัน เกิดเป็นความสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ แต่กลับนำเข้ามาสู่ภาคการเงินในการซื้อ asset ที่ไม่ได้ราคาที่น่าสนใจ เมื่อท่านจมเงินลงไป มันอยู่ในพอร์ต และไม่ได้นำไปทำให้เกิดความเจริญทีเป็นห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง และ อีกทั้งยังก่อให้เกิดสภาพทางจิตใจที่เป็นโรค ดอยริซึ่ม ความเครียด ต่างๆมากมาย ซึ่งไม่น่าจะมีความสุขนักในการใช้ชีวิตของเม่าทั้งหลายไปอีกนานแสนนาน (ในกรณีที่ตลาดซบเซาไปอีกนาน)...
ไม่อยากจะบอกว่าจนถึง ณ วันนี้(เขียนเมื่อคืน คือหลังจากพึ่งลงแรงๆ วันแรก) ขนาดพึ่งถล่มกันแดงเดือดหยกๆ ความคาดหวังก็ยังบังเกิดไปทั่วฟ้า เมืองเม่าของประเทศไทย
บอกตรงๆ คำว่า miracle กับคำว่า เพ้อฝัน... บางครั้งมันก็ต่างกันแค่ว่า สิ่งที่ได้รับการอัดฉีด Hope น่ะ มันมาจริงหรือไม่ หรือ มันใช้เวลานานแค่ไหนในการมา ซึ่งเม่าไร้ประสบการณ์จะรอได้สักกี่คน ถึงมา ก็อาจจะไปบรรจบที่ราคาดอยที่เข้า เพราะขาด MOS และซื้อในราคาที่สูงลิ่ว
ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็แค่อยากจะเตือนว่า คนเราบางครั้งต้องแยกแยะตัวเอง นักวิเคราะห์ คนที่พูดให้ท่านฟัง ไม่ว่าจะน่าฟังแค่ไหน ให้เกิดความหวังแค่ไหน ท่านต้องหันกลับมามองตนเอง ว่าตัวเองพร้อมหรือไม่ที่จะรับความเสี่ยงจากการไปรับอัดฉีดความคาดหวังนั้นๆ มา เพราะเงินของท่าน ก็คือเงินของท่าน เสียเขาไม่ได้มาเสียกับท่าน
คนพวกนี้ นักวิเคราะห์ ผู้รู้ ฮีโร่พวกนี้ ไม่ได้ซื้อที่ยอดดอยซับไพรม์ ไม่ได้ซื้อที่ยอดดอยต้มยำกุ้ง ไม่งั้นคงมาโม้ให้ท่านฟังไม่ได้ในวันนี้ แต่คนพวกนี้ ซื้อของถูกที่เม่าที่ตายไปในหลายๆ รอบที่แล้วคายออกมาที่ก้นบึ้งแห่งความทรมาน ไม่ว่าจะหลังต้มยำกุ้ง หรือ หลังซับไพรม์ ดังนั้น ดูแลตัวท่านเอง และไปถ้ำกระบอก เลิกยาเสพติดความหวังที่ท่านมีอยู่เต็มสายเลือด และ กลับมามองโลกในความเป็นจริงซะ อย่าทำร้ายตัวเองด้วยความหวังที่มากเกินไป
เรียนรู้ที่จะใช้ประโยคจงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว ให้มันถูกเวลาซะ ไม่ใช่ใช้มันทุกครั้งที่หุ้นตก หรือกูรูบางท่านบอกว่ามันน่าซื้อ
และต้องฉุกคิดด้วยว่า ผู้ที่อัดฉีดความหวังให้ท่าน เขาอยู่ในสถานะเดียวกับท่านหรือไม่ เป็นชาวดิน ดอย สวน หรือลูกเศรษฐีหรืออย่างไร? ท่านต้องดูแลตัวเอง ไม่งั้นสุดท้าย ท่านจะเป็นได้แค่คนฝันกลางวัน เพ้อฝัน เนื่องจาก เสพความหวังมากเกินไป เร็วเกินไป ในเวลาที่ยังไม่ควรจะรีบหวัง และ ตายแบบเม่าที่ตายไปในทุกรอบของการขึ้นลงในตลาด แห่งความกลัวและความหวัง
จงกลัวเมื่อถึงเวลาที่ควรจะกลัว และ อย่าพึ่งหวังในเวลาที่ยังไม่ควรจะหวัง
ไม่ได้ซ้ำเติมใคร แต่ไม่อยากให้มองโลกในแง่ดีเกินไป
ลองอ่านนะครับ
จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว?? แน่นอนทุกคนทราบดีประโยคนี้ พูดแล้วมันก็ไม่ได้เท่อีกต่อไป เพราะใครๆก็รู้และพูดได้ แต่... ท่านรู้หรือไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะปฏิบัติตามคำพูดดังกล่าวนี้
ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนที่ตั้งถาม ทำไมยังมีหุ้นกันอีกมา หนึ่งอาทิตย์ คงได้คำตอบแล้วว่าทำไมไอ้บ้านี่มาตั้งกระทู้แช่งคนอื่น หรือ ถามคำถามแบบบ้าๆบอๆ บางคนก็ตอบว่า VI บ้าง กิจการดี ซื้อถือไปชิว...
จากที่สังเกตพฤติกรรมการแสดงความเห็นต่างๆ ทั่ว internet ผมสังเกตได้อย่าง และ ตรงกับกูรูหลายท่านที่ได้เตือนไว้ คือ ทุกคนไม่กลัว และ คิดว่าคนอื่นกลัว... และ จึงคิดว่าตัวเองควรจะโลภ...
ผมจึงอยากกล่าวว่า บางที timing ของการกลัวและการโลภนั้น มันอาจจะสำคัญกว่า การทำตัวให้กลัว หรือการทำตัวให้โลภ
ในเวลานี้ หุ้นก็ถล่ม ทางเทคนิคคือหลุดแนว ทำ Dead Cross แถมความรุนแรงก็กระจายไปทั่วโลก แต่สังเกตได้ว่านักลงทุนรุ่นใหม่ ที่เริ่มต้นการเทรด ศึกษาจากเวปต่างๆ facebook comment หนังสือหน้าใหม่ๆ กลับยังมีความหวัง มองเรื่องในอนาคตไปในทางเดียวกัน ถึงจุดสุดยอดของเอเชีย ประเทศไทย... ซึ่งกูรูบางท่านคิดว่าต้องเกิดแน่นอน และ ประกาศดั่งประดุจท่านเป็นนอสตราดามุสพูดเอง
ผมอยากจะให้ข้อสังเกตว่า ไม่ว่าท่านจะเม่า หรือเป็น วีไอเล็ก กลาง ใหญ่ เทพ หรือ นักเทคนิค ก็แล้วแต่ การพยายามวิเคราะห์อะไร โดยที่ฟันธง ระเบิดธง เข้าข้างตนเองจนเกิด Bias นั้น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามส่วนใหญ่จะกลับมามีผลทำร้ายตัวท่านเองในที่สุด ส่วนใหญ่แน่นอน ท่านฟังการวิเคราะห์มา อ่านหนังสือมา ดู comment มา ท่านจะเริ่มมีภาพในใจไปในทางเดียวกัน
ยกตัวอย่างง่ายๆ หุ้น Commod ปกติต้องเล่นเป็นรอบ แต่กิจการบางประเภทที่เป็น Commod กลับกลายเป็นถูกระบายภาพมองว่าเป็นหุ้น VI กิจการแข็งแกร่ง ควรถือยาวเป็นสิบปี ถ้าไม่ดี ก็กินปันผลไป...
คือเม่าบางท่านก็มีความสุขที่ได้เสพหุ้นเหล่านี้ ที่ดอย ถือไว้ และ มีความหวังอันเต็มเปี่ยมที่ได้จากการวิเคราะห์ภาพอนาคต และลืมที่จะกลัว... แน่นอน โลภ เมื่อคนอื่น กลัว แต่ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเวลานั้นท่านอยู่ถูกฝั่ง ถูกข้างในการกลัวหรือโลภ?
คำแนะนำของกูรู หรือ comment ต่างๆ ที่ว่ากันไปตามกลุ่ม ตามหน้าเวป หน้า facebook นั้นๆ ถ้าเป็นผู้ที่โชกโชนตลาด ก็คงมีวิจารณญาณ วิเคราะห์ต่อได้ว่าควรจะเชื่อหรือไม่ แต่กับเม่าที่รับฟัง ที่ได้รับการอัดฉีดความหวัง ภาพอนาคตที่สวยงาม กลับกลายเป็นว่า ความหวังนั้นๆ เป็นยากระตุ้นลบความกลัว ให้มีแต่ความโลภทุกเวลา... ด้วยความรู้ประสบการณ์และ อารมณ์ที่ไม่เท่ากันกับท่านๆ ผู้รู้ทั้งหลาย ซึ่งจริงๆ ท่านผู้รู้ก็อาจจะไม่ได้รู้อะไรอย่างถ่องแท้ (เพราะบางท่านเข้าตลาดหลัง Sub Prime ซึ่งถือเป็นผลมาจากบุญกุศลส่วนบุคคล) ซึ่งแต่ละคนก็มีความ bias เช่นกัน
บางท่านอาจจะบอกว่า นักลงทุนหน้าใหม่ถ้าไม่เจ็บก่อนอาจจะไม่รู้ ของอย่างนี้สอนกันไม่ได้ แต่ท่านกูรูที่โชกโชนมาก่อนหรือจะพูดวิเคราะห์ราวกับมองเห็นอนาคตดั่งหมอดูแม่นๆ ก็ไม่ควรที่จะผลักดันส่งเสริมเม่าเหล่านี้ไปตายอยู่ดี (ภาษาลงทุนดีๆ ก็คือเผชิญความเสี่ยงอย่างรุนแรง) เพราะบอกตรงๆ ว่าได้เห็นการส่งเสริมในลักษณะ ซื้อแล้วถือไป ของดีราคาถูก... แบบนี้มานานตั้งแต่ Set ยังราคาแพงกว่านี้ ตอนบูมๆ ซึ่งผมบอกตรงๆ มันเป็นการอัดฉีด Hope ในช่วงที่ไม่น่าจะเป็นเวลาที่จะโลภ หรือ มีความหวังมากเกินพอดี...
ง่ายๆ เอาแค่การเดินทางของหุ้น ตั้งแต่การลงครั้งรุนแรงครั้งแรกของปี กว่าจะบรรจบหลุดทำ Dead Cross ทางเทคนิคทั้งๆ ที่มีแนวโน้มมานาน จาก bearish diver มาหลายครั้ง กินเวลาเป็นเดือนกว่าจะเผาจริง ฉันใด การเดินทางกลับมาเป็นขาขึ้น และรวมถึงกิจการที่จะพิสูจน์ตนเองในสนามรบของเศรษฐกิจโลกที่วันดีคืนดีจะเกิดอะไรบ้าบอมาอีกในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ยังต้องใช้เวลา ฉันนั้น เผลออาจจะยาวนานกว่าที่กูรู มิราเคิลหลายท่านคิด เพราะท่านเหล่านี้เห็นการฟื้นตัวของตลาดแค่ในรูป V-Shape แค่ครั้งเดียว... เห็นวิกฤตต่างๆ ในอดีต แค่คำบอกเล่า ตัวหนังสือ และ ภาพกราฟ ความทรมาน ความสิ้นหวัง และการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจที่เงินก้อนของนักลงทุน ต้องจมอยู่กับความผิดหวังที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อเศรษฐกิจภาพรวม เป็นแค่ตัวเลขในพอร์ตที่นับวันจะลดลงๆ
ซึ่งหลายท่านอาจจะบอกว่าก็ความคิดนี้ก็ถูก แต่ในความเป็นจริงและโดยทั่วไปแล้ว มันถูกแค่บางส่วนสำหรับการเป็น VI โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องส่วนลดราคาของกิจการ ได้ถูกบิดเบือนไปจนกลายเป็นว่า ซื้อที่ไหนก็ถูก...
แล้วเม่าที่ไม่เจนสนาม ก็นำภาพความหวังเหล่านั้นฝังใจ เปรียบเหมือนกันถูกอัดฉีดความหวังเข้าสู่เส้นเลือด ทำให้คิดว่าแน่นอนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันจะกลับมา มันจะดี เอเชียปาฏิหารย์ต่างๆนานา... ทุกครั้งที่หุ้นตก ก็จะมีกระบอกฉีดยากระบอกใหม่มาแปะให้ท่านทั้งหลายได้นำไปเสพต่อประทังชีวิตว่า ภาพใหญ่ดี ภาพใหญ่ไป... ถูกแล้วยิ่งน่าซื้อ... ตลอดช่วงเวลาก่อนที่จะมาตกแบบกระหน่ำล่าสุดเมื่อวาน
แค่อยากถามว่าแน่ใจหรือว่ามันคุ้มค่ากับภาพรวมเศรษฐกิจ หรือต่อตัวท่านเม่าเอง?
การลงทุนทำมาหากินของเม่าต่างๆ ที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ใช้เงินออม มาลงหุ้น เพียงเพราะเดินผ่านร้านหนังสือ เล่น facebook internet แล้วได้เห็นภาพความคาดหวัง Hope ต่างๆ ที่ถูกอัดฉีดเข้าเส้นเลือดตั้งแต่เข้าตลาดจนมองโลกในแง่ดีจนสุดโต่งและ คิดว่าสิ่งที่ถูกวาดไว้คือ อนาคตที่ลิขิตไว้แล้วของประเทศไทย หรือของเอเชีย... ถ้าอะไรมันเป็น 100% แล้วจะบอกทำไมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง?
แน่นอนไม่มีอะไรที่ไม่มีความเสี่ยง ทำไมไม่มีใครถามว่า ถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้นล่ะ? หรือยังไม่ถึงเวลาที่จะฟันธงในสิ่งเหล่านั้นล่ะ? การอัดฉีดความหวังนั้นๆ ไม่ใช่เป็นการกระทำที่ผิดเวลาหรือ? ในเมื่อตอนนี้ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคนิคของ Set แน่นอนพื้นฐานคงไม่มีใครจะเถียงมากมายว่าประเทศไทยนับว่ามีอนาคต แต่ในเมื่อมันเป็นเรื่องในอนาคต ท่านจะส่งเม่าเหล่านี้เข้าไปรับหุ้นในราคาที่แทบจะไม่ค่อยมี MOS แล้วบอกให้เขาถือไว้ โดยอัดฉีด Hope เข้าไปทีละระลอกๆ?
บอกกันตามตรงนักลงทุนหน้าใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ และ บางทีก็เรียกตัวเองว่าเล่นหุ้น ไม่ได้ลงทุนนั้น ส่วนมากก็คิดอะไรกันไม่เป็นไปในเชิงเหตุผลในการลงทุนสักเท่าไหร่ เนื่องจากเข้ามาเพราะแสงไฟ การฟื้นตัวจาก Sub Prime ที่ก่อให้เกิดกูรู เซเลบหน้าใหม่มากมาย รวมถึง ถูกอัดมาด้วยความหวัง ทั้งสื่อต่างๆที่ทันสมัย Social Network Internet
ทำให้มีความคิดที่ว่า เข้าๆ ไปเถอะ (แน่นอนไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ แต่คนที่เสพความคาดหวังล้วนเห็นภาพคำนี้) เงินเย็น สักวันมันจะมา ไม่มาก็กินปันผลนั้น ซึ่งผิดเพี้ยนวิถีการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลไปมาก และ ในส่วนรวมทำให้เงินออมในประเทศ ในทางเศรษฐศาสตร์ เกิดการเสียโอกาสในการลงทุนทางธุรกิจที่จับต้องได้มากมาย เงินสด เงินออมกลับต้องถูกนำมาซื้อ asset ในราคาที่ไม่ถูก และทิ้งไว้เฉยๆโดยที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เพราะขาดทุน... (แต่อาจจะถูกในสายตานอสตราดามุสบางท่าน)
แทนที่เงินเหล่านี้จะถูกนำไปลงทุนในธุรกิจที่เป็นเนื้อเป็นหนัง ค้าขาย หรือทำมาหากินไปตามความฝัน เกิดเป็นความสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ แต่กลับนำเข้ามาสู่ภาคการเงินในการซื้อ asset ที่ไม่ได้ราคาที่น่าสนใจ เมื่อท่านจมเงินลงไป มันอยู่ในพอร์ต และไม่ได้นำไปทำให้เกิดความเจริญทีเป็นห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง และ อีกทั้งยังก่อให้เกิดสภาพทางจิตใจที่เป็นโรค ดอยริซึ่ม ความเครียด ต่างๆมากมาย ซึ่งไม่น่าจะมีความสุขนักในการใช้ชีวิตของเม่าทั้งหลายไปอีกนานแสนนาน (ในกรณีที่ตลาดซบเซาไปอีกนาน)...
ไม่อยากจะบอกว่าจนถึง ณ วันนี้(เขียนเมื่อคืน คือหลังจากพึ่งลงแรงๆ วันแรก) ขนาดพึ่งถล่มกันแดงเดือดหยกๆ ความคาดหวังก็ยังบังเกิดไปทั่วฟ้า เมืองเม่าของประเทศไทย
บอกตรงๆ คำว่า miracle กับคำว่า เพ้อฝัน... บางครั้งมันก็ต่างกันแค่ว่า สิ่งที่ได้รับการอัดฉีด Hope น่ะ มันมาจริงหรือไม่ หรือ มันใช้เวลานานแค่ไหนในการมา ซึ่งเม่าไร้ประสบการณ์จะรอได้สักกี่คน ถึงมา ก็อาจจะไปบรรจบที่ราคาดอยที่เข้า เพราะขาด MOS และซื้อในราคาที่สูงลิ่ว
ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็แค่อยากจะเตือนว่า คนเราบางครั้งต้องแยกแยะตัวเอง นักวิเคราะห์ คนที่พูดให้ท่านฟัง ไม่ว่าจะน่าฟังแค่ไหน ให้เกิดความหวังแค่ไหน ท่านต้องหันกลับมามองตนเอง ว่าตัวเองพร้อมหรือไม่ที่จะรับความเสี่ยงจากการไปรับอัดฉีดความคาดหวังนั้นๆ มา เพราะเงินของท่าน ก็คือเงินของท่าน เสียเขาไม่ได้มาเสียกับท่าน
คนพวกนี้ นักวิเคราะห์ ผู้รู้ ฮีโร่พวกนี้ ไม่ได้ซื้อที่ยอดดอยซับไพรม์ ไม่ได้ซื้อที่ยอดดอยต้มยำกุ้ง ไม่งั้นคงมาโม้ให้ท่านฟังไม่ได้ในวันนี้ แต่คนพวกนี้ ซื้อของถูกที่เม่าที่ตายไปในหลายๆ รอบที่แล้วคายออกมาที่ก้นบึ้งแห่งความทรมาน ไม่ว่าจะหลังต้มยำกุ้ง หรือ หลังซับไพรม์ ดังนั้น ดูแลตัวท่านเอง และไปถ้ำกระบอก เลิกยาเสพติดความหวังที่ท่านมีอยู่เต็มสายเลือด และ กลับมามองโลกในความเป็นจริงซะ อย่าทำร้ายตัวเองด้วยความหวังที่มากเกินไป
เรียนรู้ที่จะใช้ประโยคจงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว ให้มันถูกเวลาซะ ไม่ใช่ใช้มันทุกครั้งที่หุ้นตก หรือกูรูบางท่านบอกว่ามันน่าซื้อ
และต้องฉุกคิดด้วยว่า ผู้ที่อัดฉีดความหวังให้ท่าน เขาอยู่ในสถานะเดียวกับท่านหรือไม่ เป็นชาวดิน ดอย สวน หรือลูกเศรษฐีหรืออย่างไร? ท่านต้องดูแลตัวเอง ไม่งั้นสุดท้าย ท่านจะเป็นได้แค่คนฝันกลางวัน เพ้อฝัน เนื่องจาก เสพความหวังมากเกินไป เร็วเกินไป ในเวลาที่ยังไม่ควรจะรีบหวัง และ ตายแบบเม่าที่ตายไปในทุกรอบของการขึ้นลงในตลาด แห่งความกลัวและความหวัง