แชร์ประสบการณ์พยาบาลคนหนึ่งค่ะ(เล่นหุ้นแบบมนุษย์เงินเดือน)
โพสต์แล้ว: อาทิตย์ ก.ค. 31, 2011 7:23 pm
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนน่ะค่ะว่าไม่ได้เป็นคนเก่งอะไร เพียงแต่อยากจะแชร์ประสบการณ์ของการลงทุนในหุ้น แบบมนุษย์เงินเดือนตลอด 3 ปีที่ผ่านมาค่ะ เผื่อนักลงทุนน้องใหม่โดยเฉพาะผู้ที่จบใหม่อาจจะได้ประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อยค่ะ
ดิฉันเป็นพยาบาลคนหนึ่งที่ทำงานประจำ สมัยเรียนก็กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาเรียน (ตอนนี้ก็ใช้หนี้อย่างเคร่งครัดทุกปีค่ะ) จบมาก็ทำงานตามสายวิชาชีพที่ตัวเองเรียนมาไม่ได้มีเป้าหมายอะไร และไม่ได้มีวิธีการจัดการด้านการเงิน เนื่องจากไม่เคยทราบมาก่อนว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ จนกระทั่งช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แฟน (ซึ่งปัจจุบันเป็นคุณสามี) ได้พูดคุยถึงเรื่องหุ้น และได้ให้หนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการเงิน ของ อ.วรากรณ์ สามโกเศศ มาให้อ่าน (เงินต่อเงิน, เงินไหลมา, เงินทองของไม่หมู) จึงทำให้เริ่มเห็นอานุภาพของการออมและดอกเบี้ยทบต้น (ก่อนหน้าชอบอ่านหนังสือก๊อซซิบดารา และอื่น ๆ ) จนเริ่มเห็นว่าการเล่นหุ้นเป็นวิธีการหนึ่งของการลงทุน ตอนนั้นจำได้ว่ายังไม่เข้าใจอะไรเรื่องหุ้นเลย แต่แค่อยากลองจึงถามแฟนว่ามีหุ้นตัวไหนน่าสนใจบ้าง จำได้ว่าครั้งแรก ซื้อหุ้น TGCI ด้วยราคา 4,000 บาท ราคา ณ ตอนนั้นคือ 1.1-1.3 บาท ตอนนั้นซื้อเพราะเห็นว่าราคามันต่ำดี ไม่มีเหตุผลอื่นเลย ตอนนั้นซื้อไปได้สักระยะราคาก็เพิ่มขึ้นเป็น 1.6 บาท ทำให้ดีใจมาก จึงเป็นเหตุเริ่มต้นที่ทำให้ต้องขอหนังสือเกี่ยวกับหุ้น เล่มอื่น ๆ มาอ่าน
หนังสือช่วงแรก ๆ จะเป็นของ อ.เทพ รุ่งธนาภิรมย์ , ดร.นิเวศน์ และ ดร.อาภร หนังสือที่อ่านตอนนั้นเช่น กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ, ตีแตก, อ่านงบการเงินให้เป็น ฯลฯ ตอนนั้นอ่านเยอะมาก และช่วงนั้นมีแต่ข่าวร้ายว่าตลาดหุ้นจะลงไปอีก แต่ด้วยความมั่นใจจากการอ่านหนังสือ และคิดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะ จึงเริ่มใส่เงินเข้าไปอีกในแต่ละเดือน หุ้นตัวที่ 2 ที่ซื้อคือ cpall ซื้อที่ราคา 12-13 บาท เพราะแฟนและเพื่อนแฟน บอกว่าเป็นธุรกิจ 7-11 และเราก็ทำงานที่ ร.พ.แห่งหนึ่ง เห็นคนเข้าเซเว่นฯ ทั้งวันทั้งคืน อีซีโก บางวันขาดสต๊อก เลยค่อนข้างมั่นใจกับหุ้นตัวนี้ และซื้อเรื่อยมาเป็นประจำ พอเงินเดือนออกก็เจียดเงินมาซื้อ เริ่มมีความสุขกับการออมและการลงทุน พร้อมกับเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น ทั้งของบัฟเฟต และปีเตอร์ลินซ์ จากเงิน 4 หลัก ก็เพิ่มเป็น 5 หลัก และ 6 หลักในที่สุด
เนื่องจากต้องย้ายงานตามสามี เลยมีโอกาสได้ไปงานมีตติ้งภาคใต้ครั้งที่ 1 จำได้ว่าได้บอกกับพี่โจ ลูกอีสาน แบบซื่อ ๆ ณ ตอนนั้นว่า ยังไม่เคยขาดทุนกับหุ้นตัวไหนเลย ซึ่งมาคิดอีกทีดูเหมือนว่าจะพูดเกินไป เพราะทราบดีว่ายังไงเราคงต้องเจอบททดสอบอีกหลายอย่าง แม้ว่าผ่านมาหลายปีแล้วก็ยังยืนหยัดแบบคำพูดเดิมได้ (แต่ไม่เคยคิดชะล่าใจเลย) มาถึง ณ วันนี้ เริ่มรู้สึกว่าพฤติกรรมของตัวเองเปลี่ยนไป เริ่มชอบดูข่าวเศรษฐกิจ ดูช่อง money channel และชอบไปคลุกในมุมหนังสือด้านการลงทุน แทนที่จะเป็นหนังสือแบบก๊อซซิบ แบบเมื่อก่อน
หุ้นที่ดิฉันมอง มักจะเป็นหุ้นที่มีจุดเด่น มี brand หรืออย่างน้อยมีปันผลสม่ำเสมอ หุ้นที่ซื้อขายอาจจะมีไม่มาก และดิฉันพร้อมที่จะถือยาว เพราะถือว่าดิฉันไม่ได้กู้เงินมาลงทุน หุ้นที่สนใจที่ผ่านมาก็มี cpall, drt, global, bh, hmpro,, qlt, spali และอีกแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่หุ้นทุกตัวที่ซื้อก็ต้องมีการอ่านงบการเงิน การคาดการณ์ที่เหมาะสม อย่าง cpall ค่อนข้างมั่นใจมาโดยตลอด มีเหตุการณ์ก็เป็นโอกาสให้เราซื้อ
ผ่านมาถึงจุดนี้ ต้องบอกว่าอย่างน้อยดิฉันก็ได้กำไรอย่างมาก แม้ว่าตัวเงินอาจจะยังไม่มากนัก เพราะมีบางช่วงต้องนำเงินมาทำบ้านและปิดรถยนต์ รวมก็เกือบครึ่งล้าน (บัฟเฟตเคยบอกว่าสิ่งที่เป็นหนี้ได้คือ บ้านและการศึกษา เลยขอปิดรถยนต์เพื่อไม่ให้มีภาระหลายด้าน) ถึงแม้ตอนนี้ยังมีพอร์ตเพียงหกหลักเท่านั้น แต่ด้วยต้นทุนที่แทบจะติดลบ เพราะมีหนี้เงินกู้ กยศ. ก็ถือว่าตอนนี้มีความสุขกับการลงทุนมากค่ะ เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ กับน้อง ๆ โดยเฉพาะคนที่จบใหม่ ๆ ที่ยังมีโอกาสอีกเยอะมาก เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลงทุน ที่อาจจะไม่หวือหวามาก แต่รับรองว่าไม่เป็นทุกข์แน่นอน กับการเจียดเงินไม่กี่พันบาทมาลงทุน แต่อาจจะต้องลงทุนที่จะขวนขวายหาความรู้ มองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว จำได้ว่าตอนมาซื้อโครงการในเครือศุภาลัยที่หาดใหญ่ ยังถามถึงเรื่องกระเบื้องที่เขาเลือกใช้เลยค่า พอรู้ว่าเป็นกระเบื้องตราเพชร ของ drt เลยต้องไปดู แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูหุ้น spali ด้วยเพราะบ้านของเขา ณ ตอนนั้นสร้างไม่ทันและคนจองกว่าจะได้บ้านก็อีกเป็นปีเลยค่ะ
แม้ว่าหลายคนอาจจะคิดว่ายังไม่ได้พิสูจน์อะไรมากนักกับช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ก็อย่างที่บอกค่ะว่าดิฉันไม่เคยทุกข์เลยกับการลงทุนที่ผ่านมา แม้ในหลายช่วงเช่น มีการเผาใน กทม. หรือ ข่าวอัปมงคล อื่น ๆ ก็ยังรุ้สึกดีที่จะได้ซื้อหุ้นดี ๆ เพิ่มในราคาที่ถูกลงเพราะพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนอะไร ดิฉันคงไม่สามารถไปเปรียบเทียบกับพอร์ตของอีกหลาย ๆ คนที่มีจำนวนมากกว่าดิฉันเยอะ แต่ก็ยังยืนยันว่ามีความสุข ที่จะนำเงินเดือนเพียงส่วนหนึ่งมาลงทุนเรื่อย ๆ อย่างไม่หวั่นไหวค่ะ หากใครมีประสบการณ์อะไรที่จะเล่าสู่กันฟังเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็ยินดี น่ะค่ะ และเป็นกำลังใจสำหรับนักลงทุนใหม่ ๆ ให้เชื่อในหลักการของ VI อย่างเคร่งครัด อย่าหลงไปตามกระแส อะไรที่ได้มาง่ายอย่างรวดเร็วโดยไม่ลงทุนอะไรเลยนั้น เป็นไปได้ยากค่ะ ขอบคุณค่ะ
ดิฉันเป็นพยาบาลคนหนึ่งที่ทำงานประจำ สมัยเรียนก็กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาเรียน (ตอนนี้ก็ใช้หนี้อย่างเคร่งครัดทุกปีค่ะ) จบมาก็ทำงานตามสายวิชาชีพที่ตัวเองเรียนมาไม่ได้มีเป้าหมายอะไร และไม่ได้มีวิธีการจัดการด้านการเงิน เนื่องจากไม่เคยทราบมาก่อนว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ จนกระทั่งช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แฟน (ซึ่งปัจจุบันเป็นคุณสามี) ได้พูดคุยถึงเรื่องหุ้น และได้ให้หนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการเงิน ของ อ.วรากรณ์ สามโกเศศ มาให้อ่าน (เงินต่อเงิน, เงินไหลมา, เงินทองของไม่หมู) จึงทำให้เริ่มเห็นอานุภาพของการออมและดอกเบี้ยทบต้น (ก่อนหน้าชอบอ่านหนังสือก๊อซซิบดารา และอื่น ๆ ) จนเริ่มเห็นว่าการเล่นหุ้นเป็นวิธีการหนึ่งของการลงทุน ตอนนั้นจำได้ว่ายังไม่เข้าใจอะไรเรื่องหุ้นเลย แต่แค่อยากลองจึงถามแฟนว่ามีหุ้นตัวไหนน่าสนใจบ้าง จำได้ว่าครั้งแรก ซื้อหุ้น TGCI ด้วยราคา 4,000 บาท ราคา ณ ตอนนั้นคือ 1.1-1.3 บาท ตอนนั้นซื้อเพราะเห็นว่าราคามันต่ำดี ไม่มีเหตุผลอื่นเลย ตอนนั้นซื้อไปได้สักระยะราคาก็เพิ่มขึ้นเป็น 1.6 บาท ทำให้ดีใจมาก จึงเป็นเหตุเริ่มต้นที่ทำให้ต้องขอหนังสือเกี่ยวกับหุ้น เล่มอื่น ๆ มาอ่าน
หนังสือช่วงแรก ๆ จะเป็นของ อ.เทพ รุ่งธนาภิรมย์ , ดร.นิเวศน์ และ ดร.อาภร หนังสือที่อ่านตอนนั้นเช่น กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ, ตีแตก, อ่านงบการเงินให้เป็น ฯลฯ ตอนนั้นอ่านเยอะมาก และช่วงนั้นมีแต่ข่าวร้ายว่าตลาดหุ้นจะลงไปอีก แต่ด้วยความมั่นใจจากการอ่านหนังสือ และคิดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะ จึงเริ่มใส่เงินเข้าไปอีกในแต่ละเดือน หุ้นตัวที่ 2 ที่ซื้อคือ cpall ซื้อที่ราคา 12-13 บาท เพราะแฟนและเพื่อนแฟน บอกว่าเป็นธุรกิจ 7-11 และเราก็ทำงานที่ ร.พ.แห่งหนึ่ง เห็นคนเข้าเซเว่นฯ ทั้งวันทั้งคืน อีซีโก บางวันขาดสต๊อก เลยค่อนข้างมั่นใจกับหุ้นตัวนี้ และซื้อเรื่อยมาเป็นประจำ พอเงินเดือนออกก็เจียดเงินมาซื้อ เริ่มมีความสุขกับการออมและการลงทุน พร้อมกับเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น ทั้งของบัฟเฟต และปีเตอร์ลินซ์ จากเงิน 4 หลัก ก็เพิ่มเป็น 5 หลัก และ 6 หลักในที่สุด
เนื่องจากต้องย้ายงานตามสามี เลยมีโอกาสได้ไปงานมีตติ้งภาคใต้ครั้งที่ 1 จำได้ว่าได้บอกกับพี่โจ ลูกอีสาน แบบซื่อ ๆ ณ ตอนนั้นว่า ยังไม่เคยขาดทุนกับหุ้นตัวไหนเลย ซึ่งมาคิดอีกทีดูเหมือนว่าจะพูดเกินไป เพราะทราบดีว่ายังไงเราคงต้องเจอบททดสอบอีกหลายอย่าง แม้ว่าผ่านมาหลายปีแล้วก็ยังยืนหยัดแบบคำพูดเดิมได้ (แต่ไม่เคยคิดชะล่าใจเลย) มาถึง ณ วันนี้ เริ่มรู้สึกว่าพฤติกรรมของตัวเองเปลี่ยนไป เริ่มชอบดูข่าวเศรษฐกิจ ดูช่อง money channel และชอบไปคลุกในมุมหนังสือด้านการลงทุน แทนที่จะเป็นหนังสือแบบก๊อซซิบ แบบเมื่อก่อน
หุ้นที่ดิฉันมอง มักจะเป็นหุ้นที่มีจุดเด่น มี brand หรืออย่างน้อยมีปันผลสม่ำเสมอ หุ้นที่ซื้อขายอาจจะมีไม่มาก และดิฉันพร้อมที่จะถือยาว เพราะถือว่าดิฉันไม่ได้กู้เงินมาลงทุน หุ้นที่สนใจที่ผ่านมาก็มี cpall, drt, global, bh, hmpro,, qlt, spali และอีกแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่หุ้นทุกตัวที่ซื้อก็ต้องมีการอ่านงบการเงิน การคาดการณ์ที่เหมาะสม อย่าง cpall ค่อนข้างมั่นใจมาโดยตลอด มีเหตุการณ์ก็เป็นโอกาสให้เราซื้อ
ผ่านมาถึงจุดนี้ ต้องบอกว่าอย่างน้อยดิฉันก็ได้กำไรอย่างมาก แม้ว่าตัวเงินอาจจะยังไม่มากนัก เพราะมีบางช่วงต้องนำเงินมาทำบ้านและปิดรถยนต์ รวมก็เกือบครึ่งล้าน (บัฟเฟตเคยบอกว่าสิ่งที่เป็นหนี้ได้คือ บ้านและการศึกษา เลยขอปิดรถยนต์เพื่อไม่ให้มีภาระหลายด้าน) ถึงแม้ตอนนี้ยังมีพอร์ตเพียงหกหลักเท่านั้น แต่ด้วยต้นทุนที่แทบจะติดลบ เพราะมีหนี้เงินกู้ กยศ. ก็ถือว่าตอนนี้มีความสุขกับการลงทุนมากค่ะ เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ กับน้อง ๆ โดยเฉพาะคนที่จบใหม่ ๆ ที่ยังมีโอกาสอีกเยอะมาก เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลงทุน ที่อาจจะไม่หวือหวามาก แต่รับรองว่าไม่เป็นทุกข์แน่นอน กับการเจียดเงินไม่กี่พันบาทมาลงทุน แต่อาจจะต้องลงทุนที่จะขวนขวายหาความรู้ มองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว จำได้ว่าตอนมาซื้อโครงการในเครือศุภาลัยที่หาดใหญ่ ยังถามถึงเรื่องกระเบื้องที่เขาเลือกใช้เลยค่า พอรู้ว่าเป็นกระเบื้องตราเพชร ของ drt เลยต้องไปดู แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูหุ้น spali ด้วยเพราะบ้านของเขา ณ ตอนนั้นสร้างไม่ทันและคนจองกว่าจะได้บ้านก็อีกเป็นปีเลยค่ะ
แม้ว่าหลายคนอาจจะคิดว่ายังไม่ได้พิสูจน์อะไรมากนักกับช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ก็อย่างที่บอกค่ะว่าดิฉันไม่เคยทุกข์เลยกับการลงทุนที่ผ่านมา แม้ในหลายช่วงเช่น มีการเผาใน กทม. หรือ ข่าวอัปมงคล อื่น ๆ ก็ยังรุ้สึกดีที่จะได้ซื้อหุ้นดี ๆ เพิ่มในราคาที่ถูกลงเพราะพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนอะไร ดิฉันคงไม่สามารถไปเปรียบเทียบกับพอร์ตของอีกหลาย ๆ คนที่มีจำนวนมากกว่าดิฉันเยอะ แต่ก็ยังยืนยันว่ามีความสุข ที่จะนำเงินเดือนเพียงส่วนหนึ่งมาลงทุนเรื่อย ๆ อย่างไม่หวั่นไหวค่ะ หากใครมีประสบการณ์อะไรที่จะเล่าสู่กันฟังเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็ยินดี น่ะค่ะ และเป็นกำลังใจสำหรับนักลงทุนใหม่ ๆ ให้เชื่อในหลักการของ VI อย่างเคร่งครัด อย่าหลงไปตามกระแส อะไรที่ได้มาง่ายอย่างรวดเร็วโดยไม่ลงทุนอะไรเลยนั้น เป็นไปได้ยากค่ะ ขอบคุณค่ะ