share หลักการขายหุ้นของพี่ๆใน TVI
โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.ค. 10, 2010 2:19 pm
หลักการที่ผมพอจะนึกออกคือ
1. เราคำนวณมูลค่ากิจการแล้ว ถ้ามูลค่ากิจการสูงกว่าราคาตลาด ณ ตอนนั้น และก็มี margin of safety พอสมควร เราก็เข้าไปซื้อ หลังจากซื้อแล้วก็ไม่สนใจตลาดและราคาตลาดว่าจะขึ้นหรือลง สนใจในตัวกิจการอย่างเดียว คอยตรวจสอบหรือประเมินกิจการ ถ้ากิจการยังดีอยู่ ก็ถือต่อ ถ้ากิจการแย่ลงและมีแนวโน้มในอนาคตจะแย่ลงเรื่อยๆ ก็ขายทิ้งโดยไม่สนใจราคาว่า ณ ตอนนั้นราคาเท่าไร สรุปก็คือจะดูราคาเฉพาะครั้งแรกที่ซื้อ หลังจากนั้นจะสนใจเฉพาะตัวกิจการอย่างเดียว
2. . เราคำนวณมูลค่ากิจการแล้ว ถ้ามูลค่ากิจการสูงกว่าราคาตลาด ณ ตอนนั้น และก็มี margin of safety พอสมควร เราก็เข้าไปซื้อ หลังจากนั้นก็คอยดูราคาว่ามันสูงกว่ามูลค่ากิจการที่เราคำนวณได้หรือยัง อาจจะมีบางเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างรวดเร็ว ถ้าสูงกว่าก็ขายทิ้ง ทั้งที่พื้นฐานของกิจการก็ยังดีอยู่ ถ้าเป็นแบบที่สอง เราต้องคำนวณทุกปีหรือเปล่าครับ เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่ากิจการน่าจะเพิ่มขึ้น ( เนื่องจากค่ากำไรตั้งต้นที่ใช้ในการคำนวณแบบ DCF เพิ่มขึ้น ) ทั้งที่กำไรก็เป็นไปตามที่เราคาดไว้ปีก่อนหน้านี้
อยากถามพี่ๆว่ามีหลักการขายหุ้นแบบไหน และแต่ละแบบมีข้อดี ข้อเสีย ยังไงครับ แล้วแบบไหนน่าจะให้ผลตอบแทนระยะยาวดีกว่ากัน
ส่วนตัวผมกำลังพยายามทำตามข้อหนึ่งอยู่ครับ
ข้อดี
1. ทำให้เราอยู่ห่างไกลจากตลาด เพราะถ้าเราอยู่ใกล้ตลาด ( กลิ่นมันจะเหม็น :lol: ล้อเล่นครับ ) คอยดูราคาขึ้นลงอาจทำให้เราตัดสินใจอะไรบางอย่างตามอารมณ์ของตลาด ทั้งกับหุ้นที่เราถืออยู่ และหุ้นที่เรากำลังศึกษาอยู่
2. อาจจะทำให้เราขายได้ในราคาสูงกว่าที่คำนวณไว้ เนื่องจากเราอาจจะประเมินมูลค่าของกิจการไว้ต่ำเกินไป หรือมีข้อมูลบางอย่างที่เราไม่รู้
และ 3. 4 ... 5 ....
ข้อเสีย
1.อาจทำให้เราเสียโอกาสและเสียเวลา ในกรณีที่อาจจะมีบางเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างรวดเร็วแล้วตกกลับมาที่ราคาพื้นฐาน แทนที่จะขายแล้ว มองหาหุ้นตัวอื่น
2. อาจจะทำให้เราขายได้ในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเราอาจจะประเมินมูลค่าของกิจการไว้ต่ำเกินไป หรือมีข้อมูลบางอย่างที่เราไม่รู้
และ 3. 4 ... 5 ....
ขอบคุณครับ
1. เราคำนวณมูลค่ากิจการแล้ว ถ้ามูลค่ากิจการสูงกว่าราคาตลาด ณ ตอนนั้น และก็มี margin of safety พอสมควร เราก็เข้าไปซื้อ หลังจากซื้อแล้วก็ไม่สนใจตลาดและราคาตลาดว่าจะขึ้นหรือลง สนใจในตัวกิจการอย่างเดียว คอยตรวจสอบหรือประเมินกิจการ ถ้ากิจการยังดีอยู่ ก็ถือต่อ ถ้ากิจการแย่ลงและมีแนวโน้มในอนาคตจะแย่ลงเรื่อยๆ ก็ขายทิ้งโดยไม่สนใจราคาว่า ณ ตอนนั้นราคาเท่าไร สรุปก็คือจะดูราคาเฉพาะครั้งแรกที่ซื้อ หลังจากนั้นจะสนใจเฉพาะตัวกิจการอย่างเดียว
2. . เราคำนวณมูลค่ากิจการแล้ว ถ้ามูลค่ากิจการสูงกว่าราคาตลาด ณ ตอนนั้น และก็มี margin of safety พอสมควร เราก็เข้าไปซื้อ หลังจากนั้นก็คอยดูราคาว่ามันสูงกว่ามูลค่ากิจการที่เราคำนวณได้หรือยัง อาจจะมีบางเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างรวดเร็ว ถ้าสูงกว่าก็ขายทิ้ง ทั้งที่พื้นฐานของกิจการก็ยังดีอยู่ ถ้าเป็นแบบที่สอง เราต้องคำนวณทุกปีหรือเปล่าครับ เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่ากิจการน่าจะเพิ่มขึ้น ( เนื่องจากค่ากำไรตั้งต้นที่ใช้ในการคำนวณแบบ DCF เพิ่มขึ้น ) ทั้งที่กำไรก็เป็นไปตามที่เราคาดไว้ปีก่อนหน้านี้
อยากถามพี่ๆว่ามีหลักการขายหุ้นแบบไหน และแต่ละแบบมีข้อดี ข้อเสีย ยังไงครับ แล้วแบบไหนน่าจะให้ผลตอบแทนระยะยาวดีกว่ากัน
ส่วนตัวผมกำลังพยายามทำตามข้อหนึ่งอยู่ครับ
ข้อดี
1. ทำให้เราอยู่ห่างไกลจากตลาด เพราะถ้าเราอยู่ใกล้ตลาด ( กลิ่นมันจะเหม็น :lol: ล้อเล่นครับ ) คอยดูราคาขึ้นลงอาจทำให้เราตัดสินใจอะไรบางอย่างตามอารมณ์ของตลาด ทั้งกับหุ้นที่เราถืออยู่ และหุ้นที่เรากำลังศึกษาอยู่
2. อาจจะทำให้เราขายได้ในราคาสูงกว่าที่คำนวณไว้ เนื่องจากเราอาจจะประเมินมูลค่าของกิจการไว้ต่ำเกินไป หรือมีข้อมูลบางอย่างที่เราไม่รู้
และ 3. 4 ... 5 ....
ข้อเสีย
1.อาจทำให้เราเสียโอกาสและเสียเวลา ในกรณีที่อาจจะมีบางเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างรวดเร็วแล้วตกกลับมาที่ราคาพื้นฐาน แทนที่จะขายแล้ว มองหาหุ้นตัวอื่น
2. อาจจะทำให้เราขายได้ในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเราอาจจะประเมินมูลค่าของกิจการไว้ต่ำเกินไป หรือมีข้อมูลบางอย่างที่เราไม่รู้
และ 3. 4 ... 5 ....
ขอบคุณครับ