นักลงทุนในดวงใจ:Value Way วิบูลย์ พึงประเสริฐ
โพสต์แล้ว: พุธ พ.ค. 05, 2010 10:53 pm
Value Way ฉบับวันที่ 3 พฤษภาคม 2553
โดยวิบูลย์ พึงประเสริฐ
นักลงทุนในดวงใจ
สำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) บุคคลที่เป็นนักลงทุนต้นแบบอีกคนคือปีเตอร์ ลินซ์ (Peter Lynch) ลินซ์มีความคิดว่านักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะวิเคราะห์หุ้นได้มีประสิทธิภาพกว่ามืออาชีพหลายๆ คน รวมทั้งสามารถเลือกที่จะซื้อหรือขายได้อย่างชาญฉลาดกว่า เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนต้องรับฟังความเห็นของคณะกรรมการการลงทุนของบริษัท
ลินซ์ ทำงานที่กองทุนรวมฟิเดลิตี้ (Fidelity) เป็นที่แรกและที่เดียว เริ่มงานในตำเหน่งนักวิเคราะห์ในปี1969 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยในปี1974 และเข้ารับตำเหน่งผู้จัดการกองทุนแมคเจลแลน (Fidelity Magellan)ในปี1977
ในขณะนั้นมูลค่าของกองทุนประมาณ 22ล้านเหรียญ ในปี1990ซึ่งเป็นปีที่เขาตัดสินใจเกษียณอายุงานเพื่อให้เวลาแก่ครอบครัวมากขึ้น มูลค่าของกองทุนได้เพิ่มขึ้นเป็น 14พันล้านเหรียญ ไม่เคยมีผู้จัดการกองทุนคนใดทำได้อย่างเขามาก่อน ลินซ์รักษาชื่อเสียงในการเป็นผู้จัดการกองทุนที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ระหว่างที่เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่ Fidelity Magellan fund ระหว่างปี 1977 ถึง 1990
ความ ลับในการบริหารกองทุนของเขาคือการทำงานหนัก เขาทำงานหกวันหรือบางครั้งเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้สามารถพูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทต่างๆที่เขาลงทุน เขาพูดคุยกับนักวิเคราะห์ทุกวัน เขามีผู้ช่วยในงานวิเคราะห์เพียงแค่สองคน โดยบริหารหุ้นทั้งหมดเกือบ1,400 บริษัทในพอร์ต ระหว่างที่เขาบริหารกองทุนนั้น เขาสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 29%ทบต้นต่อปีเป็นระยะเวลา13ปีติดต่อกันถือว่าสูงที่สุดในวงการกองทุนรวมของสหรัฐ
ความสำเร็จที่สำคัญของลินซ์ที่เขาเขียนไว้ในหนังสือมักจะเป็นการลงทุนในบริษัทเล็กๆแต่มีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงในตอนที่ลงทุน แนวคิดหลักของลินซ์คือ เราสามารถเลือกลงทุนได้จากสิ่งรอบตัวเราหรือจากงานที่เราทำอยู่ เช่นถ้าเราเลือกที่จะสนใจในสิ่งที่เรารู้และเข้าใจอยู่แล้ว อาจจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า หรือแม้แต่การสังเกตเพื่อนบ้านที่กำลังถอยรถใหม่ออกมา หรือเห็นโรงงานข้างทางกำลังขยายโรงงาน สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นตัวช่วยให้เราเลือกลงทุนกับบริษัทเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม เพราะเราคุ้นเคยกับธุรกิจ รวมทั้งสามารถเข้าใจลูกค้าและอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เช่นหากคุณเป็นแพทย์ คุณจะเข้าใจในธุรกิจโรงพยาบาล เข้าใจผู้ป่วย และบริษัทเวชภัณฑ์ว่าลูกค้าต้องการอะไร หรือรู้ว่าโรงพยาบาลและบริษัทเวชภัณฑ์ไหนสามารถสนองความต้องการของผู้ป่วยได้ดีกว่ากัน บางครั้งข้อมูลในการลงทุนอาจได้มาจากครอบครัวของคุณและของเพื่อน พวกเขามีงานและงานอดิเรกซึ่งนักลงทุนสามารถสอบถามข้อมูลได้เป็นอย่างดี
ลินซ์แบ่งบริษัทต่างๆในการลงทุนได้ 6 ประเภทหลักๆ ดังนี้
1. ประเภทอุ้ยอ้าย (Slow growers) การเติบโตของกำไรจะสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเล็กน้อย ประมาณ 2-4% ต่อปี
2. ประเภทแข็งแกร่ง(Stalwarts) บริษัทที่ดีมีอัตราการเติบโตประมาณ 10-20% ต่อปี
3. ประเภทโตเร็ว (Fast growers) บริษัทเล็กๆที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากประมาณ 20 -25% ต่อปี
4. ประเภทขึ้นลงตามวัฎจักร (Cyclicals) บริษัทที่กำไรขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจ
5. ประเภทเริ่มฟื้นตัว (Turnarounds) บริษัทที่ประสบปัญหา แต่มีสัญญาณแห่งการฟื้นตัวที่ชัดเจน
6. ประเภท สินทรัพย์แฝง (Asset plays) บริษัทที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ หรือมูลค่าตามบัญชีที่เราทราบแต่อีกหลายคนในตลาดยังไม่ทราบ เช่นที่ดินที่มีอยู่อาจมีมูลค่าสูงมาก ในบริษัทประกันภัยที่ตั้งสำรองเงินประกันสูงๆ
ลินซ์กล่าวว่านักลงทุนไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาด แต่ให้ใช้เหตุผลในการซื้อขายเท่านั้น จำไว้เสมอว่ากำไรขาดทุนที่จะได้รับไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมแต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาดหุ้น นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าในเมืองไทยจำนวนมากดำเนินตามรอยลินซ์ในการลงทุนและส่วนใหญ่มักประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ที่มา: www.Thaivi.com