เส้นทางสาย VI
โพสต์แล้ว: อังคาร เม.ย. 06, 2010 10:44 am
วันนี้วันหยุด อยู่บ้านว่างๆครับ
ก็เลยลองเรียบเรียงชีวิตตัวเองตั้งแต่อ้อนแต่ออก มาจนถึงได้รู้จักกับ VI เสียหน่อย
ใครมีเส้นทางยังไงแจมกันได้นะครับ
: )
เส้นทางสาย VI
ทั้งหมดทั้งมวลควรจะเริ่มจากความฝัน
ความฝันมีพลังครับ
เพราะ... ความฝันในวันวาน คือความหวังในวันนี้ และจะกลายเป็นความจริงในวันพรุ่งนี้เสมอ
( ต้องวงเล็บต่อท้ายด้วยว่า หากไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน )
ตอนเด็กๆ คงไม่แปลกหากจะมีครู ญาติห่างๆ เพื่อนแม่ หรือ คนข้างบ้านสักคน ทะลึ่งถามเราว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร
เป็นหมอบ้างล่ะ เป็นครู เป็นทหาร เป็นตำรวจ เป็นนักวิทยาศาสตร์
นั่นเป็นคำตอบที่ออกจากปากเพื่อนร่วมชั้นเรียนของผมในวัยเด็ก
แต่เชื่อไหมครับว่า เจอคำถามประเภทนี้ทีไร
ทำให้ผมลำบากใจที่จะตอบทุกที
เป็นหมอ ก็กลัวเลือด
เป็นครู ก็เกลียดเด็ก
เป็นทหาร ก็ไม่อยากแบกปืนไปยิงใคร แถมดีไม่ดีต้องไปอยู่ชายแดนไกลบ้านด้วย
เป็นตำรวจ ก็ไม่อยากไปยืนโบกรถตอนเช้าๆ
เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่เอาดีกว่า หากฉลาดเกินไป อาจทำให้พวกก่อการร้ายจับตัวเราไปพัฒนาอาวุธร้ายแรงก็เป็นได้ ( ตอนเด็กๆดูไอ้มดแดงจนอินครับ )
สรุป ในวัยเด็กนั้นผมไม่มีอาชีพที่อยากเป็น
แต่การที่ผมไม่มีอาชีพที่อยากเป็นนั้น ใช่ว่าผมจะไม่มีความฝัน
ผมมีความฝันอย่างนึง
ฝันของผมคืออยากมีเงิน 100 ล้าน
ผมฝันเอาไว้เมื่อ 20 ปีก่อนครับ
เหตุผลที่ผมฝันอย่างนั้นก็คือ
เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็ก ผมจะมีกระป๋องสังกะสีอยู่ใบนึงครับ
ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นกระปุกออมสินที่เป็นของขวัญวันเด็กที่ได้จากธนาคารออมสิน
ซึ่งตอนเด็กๆผมจะนำเงินค่าขนมที่เหลือจากโรงเรียนมาหยอดไอ้เจ้ากระปุกนี้อยู่ทุกวี่วัน
หยอดไปหยอดมาพอมันใกล้จะเต็มกระปุก เงินกลับหายไปเกลี้ยงกระปุก เป็นอย่างนี้หลายครั้ง
ก็เริ่มจะสงสัยว่าเงินเราหายไปไหน ก็เลยไปถามแม่
พอถามแม่ แม่ก็บอกว่าเอาไปฝากธนาคาร
ผมก็เลยถามต่อไปว่า ทำไมต้องไปฝากธนาคารด้วย ผมอยากเก็บเงินไว้เองมากกว่า
แม่ก็ตอบว่าฝากไว้กับธนาคารปลอดภัยกว่า เค้าเก็บไว้ในตู้เซฟ แล้วแบงค์ก็ให้ดอกเบี้ยด้วย
แล้วแม่ก็อธิบายเรื่องดอกเบี้ยให้ผมฟัง
ประมาณว่าฝากไว้ 100 บาท เค้าจะให้ดอกเบี้ยเราปีละ 1 บาท ( ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดนะครับ เพราะเรื่องมันนานเหลือเกิน )
ซึ่งก็ต้องยกประโยชน์ให้แม่ผม ที่อธิบายเรื่องดอกเบี้ยให้ผมซึ่งอายุไม่น่าจะเกิน 6 ขวบ เข้าใจได้อย่างง่ายๆ
ผมก็คิดคำนวนในใจ 100 บาท ได้ 1 บาท
ด้วยความที่ผมเป็นเด็กที่ชอบคิดอะไรซนๆอยู่แล้ว ผมจึงคิดเติมหลักล้านเข้าไปในจำนวนเงินหนึ่งร้อยเมื่อครู่
ถ้าเราฝากเงินไว้ 100ล้าน เราก็จะได้ดอกเบี้ยจากธนาคารปีละถึง 1ล้าน เลยนี่หว่า
ล้านนึงเนี่ยพ่อกับแม่ก็ไม่ต้องคอยทำงานหนักแล้ว เพราะกินดอกเบี้ยก็เหลือเฟือ
นับตั้งแต่วันนั้นตัวเลข 100ล้าน มันฝังอยู่ในใจผมมาตลอด
ถ้าจะเรียกว่ารวยต้องมีอย่างน้อยๆ 100ล้าน
ความฝันของผมจึงกลายเป็น อยากมีเงิน 100ล้าน ให้ได้
ผมฝันของผมอย่างนั้น...
จากนั้น ด.ช.เอ๋ ก็ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเล็กผสมน้อย
หยอดกระปุกใบเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า เงินฝากธนาคารก็เพิ่มพูนโดยไม่รู้ตัว
จากหลักร้อยเป็นหลักพัน หลักพันกลายเป็นหลักหมื่น
ซึ่งในระหว่างนั้นแม่ผมก็ได้เอาเงินไปลงทุนในการลงทุนรูปแบบต่างๆครับ ( ที่ความเสี่ยงต่ำๆ )
ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากปลอดภาษี 72 เดือนบ้าง ประกันชีวิตบ้าง
แต่มันก็ยังห่างไกลจาก 100ล้าน อยู่ดี
มันก็เหมือนกับการเดินทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ นั้นแหละครับ
ถ้าถามว่าเดินไป หรือนั่งเกวียน เทียมช้าง หรือขี่ม้าไป อย่างคนสมัยเก่า มันจะไปถึงไหม ?
มันก็ไปถึงเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามันเหนื่อยและใช้เวลานานกว่ามาก
นั่งรถ นั่งเครื่องไป ก็ไวกว่า เพราะมันรถยนต์และเครื่องบินมันทุ่นแรงเราไปได้เยอะ
เทียบแล้วความรู้ด้านการลงทุนของครอบครัวผมก็เหมือนกับการเดินเท้าหรือนั่งเกวียนนั่นแหละครับ
ก้าวเนิบๆ อาจจะใกล้เป้าหมายขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็ต้องใช้เวลาอีกนานมากๆๆๆ ( ซึ่งไอ้คำว่ามากๆ อาจจะหมายถึงอินฟินิตี้ก็เป็นได้ )
ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะก้าวไวนะครับ
แต่เป็นเพราะไม่รู้ว่ามันมีวิธีอื่นๆ ก็เลยได้แต่เดินทางด้วยวิธีเดิมๆ
ชีวิตช่วงนั้นของผมก็เป็นเด็กธรรมดาทั่วไป
เรียน , เรียนพิเศษ ปิดเทอมก็ช่วยที่บ้านทำมาค้าขายบ้าง
เงินออมบางส่วนก็ให้พ่อกับปู่เอาไปลงทุนในสินค้าของร้าน
โดยถ้ามีกำไรก็จะได้ส่วนแบ่งมาให้เป็นค่าเทอม หรือค่าใช้จ่ายในการเรียนของผม โดยแม่เป็นผู้จัดการให้
แหม คล้ายๆกับการซื้อหุ้นปันผลเลยเนอะ
ก็เลยลองเรียบเรียงชีวิตตัวเองตั้งแต่อ้อนแต่ออก มาจนถึงได้รู้จักกับ VI เสียหน่อย
ใครมีเส้นทางยังไงแจมกันได้นะครับ
: )
เส้นทางสาย VI
ทั้งหมดทั้งมวลควรจะเริ่มจากความฝัน
ความฝันมีพลังครับ
เพราะ... ความฝันในวันวาน คือความหวังในวันนี้ และจะกลายเป็นความจริงในวันพรุ่งนี้เสมอ
( ต้องวงเล็บต่อท้ายด้วยว่า หากไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน )
ตอนเด็กๆ คงไม่แปลกหากจะมีครู ญาติห่างๆ เพื่อนแม่ หรือ คนข้างบ้านสักคน ทะลึ่งถามเราว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร
เป็นหมอบ้างล่ะ เป็นครู เป็นทหาร เป็นตำรวจ เป็นนักวิทยาศาสตร์
นั่นเป็นคำตอบที่ออกจากปากเพื่อนร่วมชั้นเรียนของผมในวัยเด็ก
แต่เชื่อไหมครับว่า เจอคำถามประเภทนี้ทีไร
ทำให้ผมลำบากใจที่จะตอบทุกที
เป็นหมอ ก็กลัวเลือด
เป็นครู ก็เกลียดเด็ก
เป็นทหาร ก็ไม่อยากแบกปืนไปยิงใคร แถมดีไม่ดีต้องไปอยู่ชายแดนไกลบ้านด้วย
เป็นตำรวจ ก็ไม่อยากไปยืนโบกรถตอนเช้าๆ
เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่เอาดีกว่า หากฉลาดเกินไป อาจทำให้พวกก่อการร้ายจับตัวเราไปพัฒนาอาวุธร้ายแรงก็เป็นได้ ( ตอนเด็กๆดูไอ้มดแดงจนอินครับ )
สรุป ในวัยเด็กนั้นผมไม่มีอาชีพที่อยากเป็น
แต่การที่ผมไม่มีอาชีพที่อยากเป็นนั้น ใช่ว่าผมจะไม่มีความฝัน
ผมมีความฝันอย่างนึง
ฝันของผมคืออยากมีเงิน 100 ล้าน
ผมฝันเอาไว้เมื่อ 20 ปีก่อนครับ
เหตุผลที่ผมฝันอย่างนั้นก็คือ
เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็ก ผมจะมีกระป๋องสังกะสีอยู่ใบนึงครับ
ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นกระปุกออมสินที่เป็นของขวัญวันเด็กที่ได้จากธนาคารออมสิน
ซึ่งตอนเด็กๆผมจะนำเงินค่าขนมที่เหลือจากโรงเรียนมาหยอดไอ้เจ้ากระปุกนี้อยู่ทุกวี่วัน
หยอดไปหยอดมาพอมันใกล้จะเต็มกระปุก เงินกลับหายไปเกลี้ยงกระปุก เป็นอย่างนี้หลายครั้ง
ก็เริ่มจะสงสัยว่าเงินเราหายไปไหน ก็เลยไปถามแม่
พอถามแม่ แม่ก็บอกว่าเอาไปฝากธนาคาร
ผมก็เลยถามต่อไปว่า ทำไมต้องไปฝากธนาคารด้วย ผมอยากเก็บเงินไว้เองมากกว่า
แม่ก็ตอบว่าฝากไว้กับธนาคารปลอดภัยกว่า เค้าเก็บไว้ในตู้เซฟ แล้วแบงค์ก็ให้ดอกเบี้ยด้วย
แล้วแม่ก็อธิบายเรื่องดอกเบี้ยให้ผมฟัง
ประมาณว่าฝากไว้ 100 บาท เค้าจะให้ดอกเบี้ยเราปีละ 1 บาท ( ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดนะครับ เพราะเรื่องมันนานเหลือเกิน )
ซึ่งก็ต้องยกประโยชน์ให้แม่ผม ที่อธิบายเรื่องดอกเบี้ยให้ผมซึ่งอายุไม่น่าจะเกิน 6 ขวบ เข้าใจได้อย่างง่ายๆ
ผมก็คิดคำนวนในใจ 100 บาท ได้ 1 บาท
ด้วยความที่ผมเป็นเด็กที่ชอบคิดอะไรซนๆอยู่แล้ว ผมจึงคิดเติมหลักล้านเข้าไปในจำนวนเงินหนึ่งร้อยเมื่อครู่
ถ้าเราฝากเงินไว้ 100ล้าน เราก็จะได้ดอกเบี้ยจากธนาคารปีละถึง 1ล้าน เลยนี่หว่า
ล้านนึงเนี่ยพ่อกับแม่ก็ไม่ต้องคอยทำงานหนักแล้ว เพราะกินดอกเบี้ยก็เหลือเฟือ
นับตั้งแต่วันนั้นตัวเลข 100ล้าน มันฝังอยู่ในใจผมมาตลอด
ถ้าจะเรียกว่ารวยต้องมีอย่างน้อยๆ 100ล้าน
ความฝันของผมจึงกลายเป็น อยากมีเงิน 100ล้าน ให้ได้
ผมฝันของผมอย่างนั้น...
จากนั้น ด.ช.เอ๋ ก็ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเล็กผสมน้อย
หยอดกระปุกใบเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า เงินฝากธนาคารก็เพิ่มพูนโดยไม่รู้ตัว
จากหลักร้อยเป็นหลักพัน หลักพันกลายเป็นหลักหมื่น
ซึ่งในระหว่างนั้นแม่ผมก็ได้เอาเงินไปลงทุนในการลงทุนรูปแบบต่างๆครับ ( ที่ความเสี่ยงต่ำๆ )
ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากปลอดภาษี 72 เดือนบ้าง ประกันชีวิตบ้าง
แต่มันก็ยังห่างไกลจาก 100ล้าน อยู่ดี
มันก็เหมือนกับการเดินทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ นั้นแหละครับ
ถ้าถามว่าเดินไป หรือนั่งเกวียน เทียมช้าง หรือขี่ม้าไป อย่างคนสมัยเก่า มันจะไปถึงไหม ?
มันก็ไปถึงเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามันเหนื่อยและใช้เวลานานกว่ามาก
นั่งรถ นั่งเครื่องไป ก็ไวกว่า เพราะมันรถยนต์และเครื่องบินมันทุ่นแรงเราไปได้เยอะ
เทียบแล้วความรู้ด้านการลงทุนของครอบครัวผมก็เหมือนกับการเดินเท้าหรือนั่งเกวียนนั่นแหละครับ
ก้าวเนิบๆ อาจจะใกล้เป้าหมายขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็ต้องใช้เวลาอีกนานมากๆๆๆ ( ซึ่งไอ้คำว่ามากๆ อาจจะหมายถึงอินฟินิตี้ก็เป็นได้ )
ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะก้าวไวนะครับ
แต่เป็นเพราะไม่รู้ว่ามันมีวิธีอื่นๆ ก็เลยได้แต่เดินทางด้วยวิธีเดิมๆ
ชีวิตช่วงนั้นของผมก็เป็นเด็กธรรมดาทั่วไป
เรียน , เรียนพิเศษ ปิดเทอมก็ช่วยที่บ้านทำมาค้าขายบ้าง
เงินออมบางส่วนก็ให้พ่อกับปู่เอาไปลงทุนในสินค้าของร้าน
โดยถ้ามีกำไรก็จะได้ส่วนแบ่งมาให้เป็นค่าเทอม หรือค่าใช้จ่ายในการเรียนของผม โดยแม่เป็นผู้จัดการให้
แหม คล้ายๆกับการซื้อหุ้นปันผลเลยเนอะ