เทมาเส็ก.... งานเข้า :ValueWay วิบูลย์ พึงประเสริฐ
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.ค. 24, 2009 8:40 am
Value Way ฉบับวันที่ 27 กรกฏาคม 2552
โดยวิบูลย์ พึงประเสริฐ
เทมาเส็ก...งานเข้า
เทมาเส็กเป็นกองทุนของประเทศสิงคโปร์ก่อตั้งเมื่อปี 1974 หรือกว่า 35 ปีที่แล้ว มีนโยบายในการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของสิงคโปร์ไปลงทุนเพื่อให้เกิดดอกผล ตลอดระยะเวลากว่าสามทศวรรษ เทมาเส็กทำผลตอบแทนต่อการลงทุนทบต้นได้ถึง 18% ต่อปีก่อนเกิดวิกฤตซัพไพร์ม ในช่วงแรกบริษัทที่เทมาเส็กเข้าไปลงทุนมักเป็นบริษัทแห่งชาติของสิงคโปร์เองเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์ สิงคโปร์เทเลคอม หรือธนาคารดีบีเอสเป็นต้น
หลังจากการลอยตัวค่าเงินบาทในปี 1997 ทำให้เศรษฐกิจในเอเชียล่มสลาย ธุรกิจต่างๆในประเทศอาเซียนต่างประกาศหาผู้ร่วมทุนต่างชาติเพื่อความอยู่รอด จึงเป็นโอกาสให้เทมาเส็กเข้าไปถือหุ้นในบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากในอินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน การเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทเหล่านี้ของเทมาเส็กกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เนื่องจากหลายประเทศมองว่าจะเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงของประชาชนอินโดนีเซียต่อการเข้าซื้อหุ้นของเทมาเส็กในบริษัทสื่อสารของประเทศ หรือการล้มล้างรัฐบาลทักษิณหลังจากที่ขายหุ้นบริษัทชินให้กับเทมาเส็กจนถึงกับต้องมีการรัฐประหารในเวลาต่อมา
ถึงแม้จะมีการประท้วงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เทมาเส็กยังเดินหน้าลงทุนในประเทศเอเซียต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง การเข้าถือหุ้นบริษัทสื่อสารในประเทศอินเดียและออสเตรเลียทำให้เทมาเส็กเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโทรคมนาคมระหว่างประเทศ
ในช่วงวิกฤตซัพไพร์มปี 2008 เทมาเส็กมองเห็นโอกาสในการขยายการลงทุนไปสู่สถาบันการเงินในประเทศตะวันตกอย่างบริษัทหลักทรัพย์เมอริลินซ์ (Merrill lynch) แต่การตัดสินใจซื้อหุ้นเมอริลินซ์ถือว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่เพราะหลังจากที่ลงทุนไปแล้ว เมอริลินซ์ต้องประสบกับปัญหาสภาพคล่องรุนแรงจนต้องควบรวมกิจการกับแบงค์ออฟอเมริกา เงินลงทุนของเทมาเส็กในเมอริลินซ์ต้องเกือบสูญเปล่า นอกเหนือจากนั้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญกับความตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราคาหุ้นทั่วโลกลดลงอย่างมาก ทำให้ในปี 2008 เทมาเส็กต้องขาดทุน 31% นับเป็นจำนวนเงินถึง 1.4 ล้านล้านบาท
หลังจากนั้นในช่วงต้นปี โฮ ชิง กรรมการผู้จัดการของเทมาเส็ก ซึ่งป็นลูกสะใภ้ของลี กวน ยิวได้ประกาศลาออกหลังจากรับตำแหน่งมา 7 ปี โดยไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนแต่คาดการณ์กันว่าอาจเนื่องมากจากการขาดทุนอย่างมากในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา คนที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจากโฮ ชิงคืออดีตผู้บริหารของบริษัทบีเฮชพี (BHP Billition) ชื่อ ชาร์ล กู้ดเยียร์ (Charles Goodyear) นับเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่เข้ามาในตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งของกองทุนแห่งนี้
การเข้ามาของกู้ดเยียร์ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมากของเทมาเส็ก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรแห่งนี้อย่างแน่นอน รวมทั้งความโปร่งใสในการดำเนินงานจะมีมากขึ้น แต่สุดท้ายสิ่งที่ทุกคนไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้นคือการลาออกของกู้ดเยียร์เมื่อเร็วๆนี้
มีผู้ให้ความเห็นว่าความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงกองทุนแห่งนี้ของกู้ดเยียร์ได้รับการต่อต้านอย่างมากจากภายในองค์กร เช่นเขามีความคิดที่จะลดสัดส่วนการลงทุนในสถาบันการเงินต่างๆของเทมาเส็กลง และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในบริษัทเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นซึ่งขัดแย้งกับนโยบายเดิม นอกเหนือจากนั้นเขายังเสนอที่จะทำการกู้ยืมเงินเพื่อนำมาลงทุนให้มากขึ้นเป็นการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งแตกต่างจากนโยบายที่เน้นการบริหารกองทุนด้วยเงินสดอย่างในปัจจุบัน รวมทั้งการพยายามพลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานของบริษัทที่เทมาเส็กเข้าไปถือหุ้นโดยผู้บริหารส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
การลาออกของกู้ดเยียร์ส่งผลภาพลบต่อเทมาเส็กในสายตาของประชาคมโลก โดยถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงรวมถึงการดำเนินงานที่ยังไม่ค่อยเปิดเผยต่อสาธารณชนมากนัก งานนี้ผู้บริหารของเทมาเส็กอาจต้องทำงานประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพื่อลบภาพเดิมๆของกองทุนออกจากจิตใจของผู้คนทั่วโลก มิฉะนั้นเทมาเส็กอาจเดินซ้ำรอยเหมือนการเข้าซื้อหุ้นชินในประเทศอื่นๆอีกก็เป็นได้