หน้า 1 จากทั้งหมด 1

สาเหตุของวิกฤติ : ValueWay วิบูลย์ พึงประเสริฐ

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.ค. 17, 2009 2:44 pm
โดย PERFECT LUCKY
Value Way ฉบับวันที่ 20 กรกฏาคม 2552
โดยวิบูลย์ พึงประเสริฐ
สาเหตุของวิกฤติ

ในวิชาเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิม สมมุติฐานของทฤษฏีมักอยู่บนความเชื่อที่่ว่า สิ่งต่างๆได้รับการจัดสรรทรัพยากรอย่างสมดุลตามหลักของอุปสงค์และอุปทาน มนุษย์สามารถใช้ตรรกะเหตุผลในการตัดสินใจเรื่องต่างๆได้อย่างเหมาะสม ราคาของสิ่งของเป็นราคาที่พอดีถูกต้องตามหลักของเศรษฐศาสตร์ ถ้ามีคนต้องการมากกว่าคนขาย ราคาของสิ่งนั้นจะสูงขึ้น เมื่อกำไรเป็นที่น่าสนใจจะดึงดูดให้เกิดคู่แข่งขึ้น ทำให้อุปทานมีมากขึ้น ราคาสินค้านั้นจะลดลง

หลักการดังกล่าวถูกนำมาใช้อธิบายราคาของสิ่งต่างๆมากมาย เช่น ตลาดหุ้น ตลาดโภคภัณท์หรือแม้แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์มานานเป็นเวลาหลายสิบปี แต่เมื่อเกิดวิกฤติซัพไพร์มรอบล่าสุด ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องราคาเหมาะสมที่ถูกกำหนดโดยตลาดได้ถูกต้องอยู่ตลอดเวลาเริ่มสั่นคลอน เพราะถ้าราคาสิ่งของต่างถูกต้องอยู่ตลอดเวลาแล้ว ทำไมจึงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น สาเหตุของวิกฤติเกิดจากอะไร

จะเห็นว่าเศรษฐศาตร์แนวเชิงพฤติกรรม (Behavioral Economic) ได้รับการยอมรับมากขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลักการของเศรษฐศาตร์เชิงพฤติกรรมอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าการรับรู้ของมนุษย์นั้นมีข้อจำกัด มนุษย์ไม่สามารถตัดสินใจอยู่บนเหตุผลได้ตลอดเวลาเพราะมีเรื่องของอารมณ์และพฤติกรรมสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นราคาของสิ่งต่างๆอาจเปลี่ยนแปลงได้จากสมดุลเมื่อมนุษย์ตัดสินใจอย่างผิดๆจากสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น

ริชาร์ด เทเลอร์ (Richard Thaler) นักเศรษฐศาตร์เชิงพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้กล่าวถึงสาเหตุของวิกฤติซัพไพร์มในรอบนี้ว่าเริ่มต้นจากฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของอเมริกา ในช่วงปี 1997 ถึงปี 2006 ราคาบ้านในอเมริกาเพิ่มสูงขึ้นมาก จนทุกคนมองว่าการซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไรเป็นหนทางของความร่ำรวยอย่างง่ายดาย สุดท้ายฟองสบู่ก็แตกจนลามมาถึงสถาบันการเงินและภาคเศรษฐกิจจริงในที่สุด เทเลอร์กล่าวว่าสาเหตุของซัพไพร์มมาจากพฤติกรรมของมนุษย์สามอย่างคือการใช้เหตุผลที่จำกัด การควบคุมตนเองและพฤติกรรมสังคม

ข้อแรกการใช้เหตุผลที่จำกัด นักเศรษฐศาตร์เชิงพฤติกรรมเน้นอยู่เสมอว่าเมื่อสิ่งต่างๆมีความซับซ้อนมากขึ้น มนุษย์มักจะเกิดอาการงง สับสนและไม่เข้าใจในสิ่งนั้นดีพอก่อนการตัดสินใจ สมัยก่อนการกู้ซื้อบ้านนั้นไม่วุ่นวายมากนัก มีเพียงเงินกู้ระยะยาว 20-30 ปีให้เลือกเท่านั้น สิ่งที่ลูกค้าต้องตัดสินใจคือธนาคารไหนคิดดอกเบี้ยถูกกว่ากัน แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เงินกู้ซื้อบ้านเริ่มมีตัวเลือกมากขึ้น การซื้อบ้านแบบไม่ต้องมีเงินดาวน์ หรือการผ่อนชำระน้อยๆในช่วงปีแรกๆทำให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดในเรื่องของเงินกู้ที่ต้องจ่ายทั้งหมดว่ามันมากน้อยเพียงใด ผู้ซื้อจำนวนมากไม่เข้าใจเงื่อนไขต่างๆของการกู้ดีพอ

ข้อสองการควบคุมตนเอง มนุษย์มักหักห้ามใจในเรื่องที่ตนต้องการไม่ได้โดยเฉพาะการได้เงินมาอย่างง่ายๆ ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติซัพไพร์ม ผู้กู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่มักจะนำบ้านไปรีไฟแนนซ์หรือไปจดจำนองใหม่ เพราะอัตราดอกเบี้ยลดลงอยู่ในระดับต่ำ เงินที่กู้รอบใหม่มักจะมากกว่าเงินค้างชำระเดิม ดังนั้นเงินกู้ส่วนเกินจึงถูกนำมาใช้จ่ายมากกว่าที่จะนำไปลงทุน ขณะที่ในสมัยก่อนผู้ซื้อมักจะหาทางปลดจำนองเงินกู้บ้านมากกว่า
ข้อสามพฤติกรรมสังคม ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาราคาบ้านได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนผู้คนคิดว่าราคาบ้านมีแต่จะสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆในอนาคต การกู้บ้านเพื่อซื้อมาขายไปเป็นสิ่งที่ทำกำไรได้มาก เมื่อมนุษย์เห็นคนอื่นๆรวยขึ้นจากการเก็งกำไรบ้าน จึงหาหนทางที่จะทำเงินแบบเดียวกันบ้าง ผสมกับการปล่อยกู้อย่างหละหลวมของสถาบันการเงิน ทำให้ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ใหญ่ขึ้นจนวันหนึ่งเมื่อราคาบ้านลดลงและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เพียงเท่านี้ก็พอที่จะทำให้ฟองสบู่แตกได้      

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าในความเป็นจริง มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมีผลอยู่ตลอดเวลาเหมือนอย่างวิชาเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิมได้กล่าวไว้ อารมณ์และพฤติกรรมหมู่มีผลต่อการควบคุมตนเองและการใช้เหตุผลของมนุษย์เป็นอย่างมาก ซึ่งได้นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่ขณะนี้

สาเหตุของวิกฤติ : ValueWay วิบูลย์ พึงประเสริฐ

โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.ค. 18, 2009 9:10 am
โดย Tibular
ผมว่าเราแก้ได้ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าคับ
Value Investing เป็นการลงทุนที่ใช้หลักเหตุผล การควบคุมอารมณ์ และการไม่แห่ทำตามคนส่วนใหญ๋ จึงเป็นกลยุทธิ์การลงทุนที่สมเหตุสมผลมาก

สาเหตุของวิกฤติ : ValueWay วิบูลย์ พึงประเสริฐ

โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.ค. 18, 2009 9:14 am
โดย sattaya
ขอบคุณครับ
พฤติกรรมของมนุษย์สามอย่างคือการใช้เหตุผลที่จำกัด การควบคุมตนเองและพฤติกรรมสังคม
คงไม่ใช่เพียงการซื้อขายบ้านและที่ดิน การเล่นหุ้นถ้าตกอยู่ในวังวนของพฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่พ้นต้องเป็นแมงเม่าตลอดไป

ถ้าผมจำไม่ผิดเมื่อ 10 กว่าปีก่อนตอนที่บ้านเราเกิดวิกฤติฟองสบู่แตก ก็เป็นในรูปแบบคล้ายๆกันนี้ แล้วก็จำได้ว่าตอนที่เรียน MBA อาจารย์เคยบอกว่าเมกาเอาเราเป็น case study ให้นักศึกษาได้เรียน เค้าคงคิดว่าสาเหตุที่บ้านเราฟองสบูแตกเพราะประเทศเราเล็ก ระบบศก.เราเล็กนิดเดียว หากไม่มีเงินต่อเงินแล้วสุดท้ายก็พัง ส่วนบ้านเค้า consumption ในศก.มีมากมายเหลือเกิน โดยมิได้คิดว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ใหญ่เกินโลก จึงทำให้เกิดวิกฤตซัพพลามขึ้น