โบรกฯย้ำต่างชาติอาจขายไปถึงสิ้นปี
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.ย. 05, 2008 2:23 pm
โบรกฯย้ำต่างชาติอาจขายไปถึงสิ้นปี
โบรกเกอร์มองตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติไปถึงสิ้นปี เหตุกังวล"พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน"คาดต่างชาติขายอีก 2-3 หมื่นล้านใน 1-2 เดือนข้างหน้าแนะช่วงนี้ซื้อหุ้นพื้นฐานดี SCB KANA MINT CK IRP
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ช่วงที่กลุ่มพันธมิตรฯยึดทำเนียบ เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติยังไม่กังวลว่าสถานการณ์จะรุนแรงแต่เมื่อรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งก่อนหน้าวันประกาศ มีเหตุการณ์รุนแรงด้วยทำให้กระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ ที่ลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นไทย
"พอประกาศออกมา และมีเหตุการณ์ปะทะกันด้วย ก็กระทบความเชื่อมั่น ปฏิกริยาที่ออกมาก็คือการปรับลดพอร์ตการลงทุน"
ทั้งนี้ การที่ต้นทุนการระดมทุนจากต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าต่างประเทศต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองที่เพิ่มขึ้น
นายโกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ยูโอบีเคย์เฮียน(ประเทศไทย)กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยมากขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมามองว่าเป็นเรื่องความกังวลจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
"ไม่ว่าประเทศไหน ถ้าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมันเป็นเหมือนตัวสะท้อนถึงแนวโน้มความเสี่ยง"
ทั้งนี้มองว่า การประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นซึ่งกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และในที่สุดก็จะกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศด้วย
นายโกสินทร์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้วิตกมากนัก กรณีที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเนื่องจากพบเห็นได้ในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้บางครั้งกลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนเป็นแสนคน
"ต่างชาติไม่ได้กลัวเรื่องผู้ชุมนุม เพราะต่างประเทศเขาก็มี บางทีมีคนมาชุมนุมเป็นแสนมากกว่าบ้านเราอีก แต่ที่เขา)กลัว คือ การใช้พ.ร.ก.และมีความรุนแรงเกิดขึ้น" นายอดิพงษ์ ภัทรวิกรม ผู้ช่วยกรรมการจัดการ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติที่เป็นลูกค้าโบรกเกอร์ต่างชาติที่ตั้งอยู่ในไทย อาจไม่กังวลกับสถานการณ์การเมืองหรือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมากนัก เนื่องจากมีคนไทยและต่างชาติที่ใกล้ชิดเหตุการณ์คอยเขียนรายงานให้
"เชื่อว่านักลงทุนที่เป็นกองทุน หรือกลุ่มผู้จัดการกองทุน ที่ไม่ได้ใกล้ชิดเหตุการณ์กลุ่มนี้จะมีความกังวลค่อนข้างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"
นายโกสินทร์ กล่าวเสริมว่าา นักลงทุนต่างชาติจะยังขายหุ้นไทยต่อเนื่อง หลังจากตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ขายสุทธิไปแล้วราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากในปี 50 มียอดซื้อสุทธิราว 5.5 หมื่นล้านบาท และในปี 49 มียอดซื้อสุทธิ 8.3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นคาดว่านักลงทุนต่างชาติ ยังสามารถขายหุ้นไทยได้อีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
"ดูคร่าวๆ เขายังน่าจะขายได้อีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท"
โดยหากรัฐบาลประกาศยกเลิกการใช้พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินนักลงทุนต่างชาติที่เป็นเฮดจ์ฟันด์ น่าจะกลับเข้ามาเก็งกำไรช่วงสั้น แต่สำหรับนักลงทุนที่เป็นกองทุนลงทุนระยะยาวจะยังไม่เข้าซื้อ เนื่องจากต้องการรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองก่อน
นายเทิดศักดิ์ มีความเห็นเช่นกันว่า แนวโน้มนักลงทุนต่างชาติยังจะขายหุ้นไทยต่อ และประมาณการตัวเลขการขายของต่างชาติที่ระดับประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะประกาศยกเลิกการใช้พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่หากปัญหากลุ่มผู้ชุมนุมยังแก้ไขไม่ได้ก็เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติน่าจะยังไม่กลับเข้ามาซื้อหุ้น
"ถ้ายกเลิกพ.ร.ก.ก็เหมือนกับการเปลี่ยนวิธีแก้ แต่ถ้าปัญหานั้นยังแก้ไม่ได้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ตอนนี้ขอแค่ให้มีความชัดเจน เห็นช่องทางแก้ปัญหา ตลาดก็ดีใจแล้ว โดยแนวทางการแก้ปัญหากลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงด้วย"
นายอดิพงศ์ กล่าวว่า โดยปกติแล้วนักลงทุนต่างชาติจะเข้าซื้อหุ้นเริ่มตั้งแต่เดือนก.ย.และช่วงก่อนวันหยุดยาวในช่วงปลายปี คือก่อนเดือนธ.ค.และม.ค.ของทุกปี แต่สถานการณ์ในขณะนี้ถือว่าไม่อยู่ในภาวะปกติ โดยมีประเด็นด้านการเมืองเข้ามาเป็นตัวแปร ดังนั้นการที่ต่างชาติจะซื้อก็คงต้องรอให้ปัญหาการเมืองในประเทศ มีความชัดเจนก่อน
ทั้งนี้มองว่าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ที่ระดับ 3 พันล้านบาทต่อวันไม่ได้ถือว่ามากนัก และไม่ได้น่ากังวลแต่อย่างใด
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้าฝ่ายลูกค้าส่วนบุคคล และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค(รักษาการ) บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 3 จะมีแต่ข่าวร้ายเข้ามา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนต่างชาติเชื่อว่า ยังเทขายอยู่ในช่วง 1-2 เดือนนี้ น่าจะเทขายอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท"
"นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์และความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศซึ่งยังเป็นปัจจัยที่กดดันให้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอ่อนตัวลงได้อยู่โดยเชื่อว่าตลาดมีโอกาสปรับลงมาทดสอบแนวรับที่บริเวณ 630-640 แต่หากสถานการณ์การเมืองมีความยืดเยื้อ ดัชนีก็มีโอกาสจะหลุดลงไปถึงระดับ600-580"
หากมีความชัดเจนในเรื่องการยุบสภา เชื่อว่าแนวรับที่บริเวณ 630-640 จุดจะยังรองรับได้ และหากมีการประกาศยุบสภา เชื่อว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 2 วัน
นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตลาดหุ้นไทยยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัว และปัญหาซับไพร์ม ซึ่งอาจทำให้ธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐและยุโรปอาจจะต้องเพิ่มทุนเป็นจำนวนมาก และธนาคารขนาดเล็กอาจจะต้องทยอยปิดตัวลงขณะที่มองว่าอาจมีแรงกดดันจากการขายหุ้นของกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วเอเชียด้วย
"เชื่อว่า หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าไปแล้วก็อาจจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/51 หลังมองว่าหุ้นไทยมีราคาถูกและสถานการณ์ภายในประเทศมีความชัดเจนแล้ว"
โดยทิสโก้ แนะนำให้ซื้อหุ้น ที่มีพื้นฐานดีในช่วงนี้ เช่น KBANK, SCB, BANPU ,IRP,HANA,MINT, LPN และ CK
วันที่ 05 ก.ย. 2551 แสดงข่าวมาแล้ว 4ช.ม. 39นาที
SCB Price %Change High Low P/E BV
73.00 -3.31 % 74.00 72.50 12.55 2.17
MINT Price %Change High Low P/E BV
11.20 -5.88 % 11.60 11.20 21.18 3.68
CK Price %Change High Low P/E BV
4.32 -1.37 % 4.32 4.30 N.A. 1.33
IRP Price %Change High Low P/E BV
9.40 0.00 % 9.50 9.40 6.04 1.90
KBANK Price %Change High Low P/E BV
68.00 -2.16 % 68.50 67.50 10.56 1.58
BANPU Price %Change High Low P/E BV
342.00 -2.84 % 344.00 340.00 11.85 2.55
HANA Price %Change High Low P/E BV
17.50 -1.13 % 17.70 17.50 5.57 1.30
LPN Price %Change High Low P/E BV
4.58 -0.87 % 4.60 4.54 6.53 1.66
http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/fir ... ?cid=18422
โบรกเกอร์มองตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติไปถึงสิ้นปี เหตุกังวล"พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน"คาดต่างชาติขายอีก 2-3 หมื่นล้านใน 1-2 เดือนข้างหน้าแนะช่วงนี้ซื้อหุ้นพื้นฐานดี SCB KANA MINT CK IRP
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ช่วงที่กลุ่มพันธมิตรฯยึดทำเนียบ เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติยังไม่กังวลว่าสถานการณ์จะรุนแรงแต่เมื่อรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งก่อนหน้าวันประกาศ มีเหตุการณ์รุนแรงด้วยทำให้กระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ ที่ลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นไทย
"พอประกาศออกมา และมีเหตุการณ์ปะทะกันด้วย ก็กระทบความเชื่อมั่น ปฏิกริยาที่ออกมาก็คือการปรับลดพอร์ตการลงทุน"
ทั้งนี้ การที่ต้นทุนการระดมทุนจากต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าต่างประเทศต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองที่เพิ่มขึ้น
นายโกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ยูโอบีเคย์เฮียน(ประเทศไทย)กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยมากขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมามองว่าเป็นเรื่องความกังวลจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
"ไม่ว่าประเทศไหน ถ้าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมันเป็นเหมือนตัวสะท้อนถึงแนวโน้มความเสี่ยง"
ทั้งนี้มองว่า การประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นซึ่งกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และในที่สุดก็จะกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศด้วย
นายโกสินทร์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้วิตกมากนัก กรณีที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเนื่องจากพบเห็นได้ในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้บางครั้งกลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนเป็นแสนคน
"ต่างชาติไม่ได้กลัวเรื่องผู้ชุมนุม เพราะต่างประเทศเขาก็มี บางทีมีคนมาชุมนุมเป็นแสนมากกว่าบ้านเราอีก แต่ที่เขา)กลัว คือ การใช้พ.ร.ก.และมีความรุนแรงเกิดขึ้น" นายอดิพงษ์ ภัทรวิกรม ผู้ช่วยกรรมการจัดการ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติที่เป็นลูกค้าโบรกเกอร์ต่างชาติที่ตั้งอยู่ในไทย อาจไม่กังวลกับสถานการณ์การเมืองหรือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมากนัก เนื่องจากมีคนไทยและต่างชาติที่ใกล้ชิดเหตุการณ์คอยเขียนรายงานให้
"เชื่อว่านักลงทุนที่เป็นกองทุน หรือกลุ่มผู้จัดการกองทุน ที่ไม่ได้ใกล้ชิดเหตุการณ์กลุ่มนี้จะมีความกังวลค่อนข้างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"
นายโกสินทร์ กล่าวเสริมว่าา นักลงทุนต่างชาติจะยังขายหุ้นไทยต่อเนื่อง หลังจากตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ขายสุทธิไปแล้วราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากในปี 50 มียอดซื้อสุทธิราว 5.5 หมื่นล้านบาท และในปี 49 มียอดซื้อสุทธิ 8.3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นคาดว่านักลงทุนต่างชาติ ยังสามารถขายหุ้นไทยได้อีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
"ดูคร่าวๆ เขายังน่าจะขายได้อีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท"
โดยหากรัฐบาลประกาศยกเลิกการใช้พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินนักลงทุนต่างชาติที่เป็นเฮดจ์ฟันด์ น่าจะกลับเข้ามาเก็งกำไรช่วงสั้น แต่สำหรับนักลงทุนที่เป็นกองทุนลงทุนระยะยาวจะยังไม่เข้าซื้อ เนื่องจากต้องการรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองก่อน
นายเทิดศักดิ์ มีความเห็นเช่นกันว่า แนวโน้มนักลงทุนต่างชาติยังจะขายหุ้นไทยต่อ และประมาณการตัวเลขการขายของต่างชาติที่ระดับประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะประกาศยกเลิกการใช้พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่หากปัญหากลุ่มผู้ชุมนุมยังแก้ไขไม่ได้ก็เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติน่าจะยังไม่กลับเข้ามาซื้อหุ้น
"ถ้ายกเลิกพ.ร.ก.ก็เหมือนกับการเปลี่ยนวิธีแก้ แต่ถ้าปัญหานั้นยังแก้ไม่ได้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ตอนนี้ขอแค่ให้มีความชัดเจน เห็นช่องทางแก้ปัญหา ตลาดก็ดีใจแล้ว โดยแนวทางการแก้ปัญหากลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงด้วย"
นายอดิพงศ์ กล่าวว่า โดยปกติแล้วนักลงทุนต่างชาติจะเข้าซื้อหุ้นเริ่มตั้งแต่เดือนก.ย.และช่วงก่อนวันหยุดยาวในช่วงปลายปี คือก่อนเดือนธ.ค.และม.ค.ของทุกปี แต่สถานการณ์ในขณะนี้ถือว่าไม่อยู่ในภาวะปกติ โดยมีประเด็นด้านการเมืองเข้ามาเป็นตัวแปร ดังนั้นการที่ต่างชาติจะซื้อก็คงต้องรอให้ปัญหาการเมืองในประเทศ มีความชัดเจนก่อน
ทั้งนี้มองว่าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ที่ระดับ 3 พันล้านบาทต่อวันไม่ได้ถือว่ามากนัก และไม่ได้น่ากังวลแต่อย่างใด
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้าฝ่ายลูกค้าส่วนบุคคล และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค(รักษาการ) บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 3 จะมีแต่ข่าวร้ายเข้ามา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนต่างชาติเชื่อว่า ยังเทขายอยู่ในช่วง 1-2 เดือนนี้ น่าจะเทขายอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท"
"นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์และความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศซึ่งยังเป็นปัจจัยที่กดดันให้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอ่อนตัวลงได้อยู่โดยเชื่อว่าตลาดมีโอกาสปรับลงมาทดสอบแนวรับที่บริเวณ 630-640 แต่หากสถานการณ์การเมืองมีความยืดเยื้อ ดัชนีก็มีโอกาสจะหลุดลงไปถึงระดับ600-580"
หากมีความชัดเจนในเรื่องการยุบสภา เชื่อว่าแนวรับที่บริเวณ 630-640 จุดจะยังรองรับได้ และหากมีการประกาศยุบสภา เชื่อว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 2 วัน
นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตลาดหุ้นไทยยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัว และปัญหาซับไพร์ม ซึ่งอาจทำให้ธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐและยุโรปอาจจะต้องเพิ่มทุนเป็นจำนวนมาก และธนาคารขนาดเล็กอาจจะต้องทยอยปิดตัวลงขณะที่มองว่าอาจมีแรงกดดันจากการขายหุ้นของกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วเอเชียด้วย
"เชื่อว่า หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าไปแล้วก็อาจจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/51 หลังมองว่าหุ้นไทยมีราคาถูกและสถานการณ์ภายในประเทศมีความชัดเจนแล้ว"
โดยทิสโก้ แนะนำให้ซื้อหุ้น ที่มีพื้นฐานดีในช่วงนี้ เช่น KBANK, SCB, BANPU ,IRP,HANA,MINT, LPN และ CK
วันที่ 05 ก.ย. 2551 แสดงข่าวมาแล้ว 4ช.ม. 39นาที
SCB Price %Change High Low P/E BV
73.00 -3.31 % 74.00 72.50 12.55 2.17
MINT Price %Change High Low P/E BV
11.20 -5.88 % 11.60 11.20 21.18 3.68
CK Price %Change High Low P/E BV
4.32 -1.37 % 4.32 4.30 N.A. 1.33
IRP Price %Change High Low P/E BV
9.40 0.00 % 9.50 9.40 6.04 1.90
KBANK Price %Change High Low P/E BV
68.00 -2.16 % 68.50 67.50 10.56 1.58
BANPU Price %Change High Low P/E BV
342.00 -2.84 % 344.00 340.00 11.85 2.55
HANA Price %Change High Low P/E BV
17.50 -1.13 % 17.70 17.50 5.57 1.30
LPN Price %Change High Low P/E BV
4.58 -0.87 % 4.60 4.54 6.53 1.66
http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/fir ... ?cid=18422