บัฟเฟ่ตต์--มุ่งค้าเงินแทนลงทุนในหุ้น
โพสต์แล้ว: อังคาร มี.ค. 09, 2004 10:35 pm
ที่มาของข่าว นสพ.โพทสต์ทูเดย์
ฉบับ วันอังคารที่ 9 มีนาคม 2547
หน้าที่A11 เศรษฐกิจต่างประเทศ
นิวยอร์ก(สำนักข่าว ตปท.)--วอเรนบัฟเฟ่ต์
เผยรายได้บริษัทลงทุน --เบิร์กเชียร์ ฮาธอะเวย์-- ปี46เพิ่มขึ้นเป็น2เท่า
โดยนักลงทุนมือทองเปลี่ยนแนวทำงินจากธุรกิจค้าเงินตราต่างประเทศ
ในขณะที่ลดการลงทุนในตลาดหุ้น
เมื่อวันที่6 มีนาคม--วอเรนบัฟเฟ่ต์--
มหาเศรษฐีนักลงทุนผู้ร่ำรวยอันดับ2ของโลก
แจ้งตัวเลขงบการเงินประจำปีแก่ผู้ถือหุ้น--เบิร์กเชียร์ฮาธอะเวย์
ธุรกิจประกันภัยและการลงทุน ถึงจำนวนเงินสดปี2546
ที่มีอยู่3.6หมื่นล้านดอลล่าร์( ราว 1.42 ล้านล้านบาท )
เพิ่มขึ้นจาก 1.3หมื่นล้านดอลล่าร์ ( ราว 5.13 แสนล้านบาท )
สืบเนื่องมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประกันภัยที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น
ปี1546เป็นปีที่เยี่ยมยอดของธุรกิจประกันภัย
แต่รายได้เฟื่องฟูถูกหักล้างด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ที่เราได้จากการลงทุนเงินสด
บัฟเฟ่ตต์ระบุในงบการเงินประจำปี พร้อมกันนั้นบัฟเฟ่ตต์กล่าวว่า...
เขาเริ่มหันมาลงทุนเงินตราต่างประเทศตั้งแต่ปี2545 ซึ่งเป็นผลจาก
งบประมาณขาดดุลรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้บัฟเฟ่ตต์สามารถกำไรได้จาก
สถานการณ์เงินดอลล่าร์อ่อนตัวในปีที่ผ่านมา
อีกทั้งเงินลงทุนในพัธบัตรขยะปี2545
รวม8พันล้านดอลล่าร์ผราว 3.15 แสนล้านบาท) ให้ผลตอบแทนแล้ว
อย่างไรก็ดี บัฟเฟ่ตต์กลับมองว่า การลงทุนในตลาดหุ้น
โดยเพาะหุ้นบริษัทใหญ่ๆ กลับไม่ได้ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเท่าที่ควร
ไม่ว่าจะเป็นหุ้นดคคา-ดคลา,อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ฯลฯ
ทั้งนี้ เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนหุ้นในพอร์ตเบิร์กเชียร์สต่ำกว่าดัชนี
เอสแอนด์พี 500 ในขณะเดียวกัน บัฟเฟ่ตต์วิพากษ์วิจารณ์ประเด็น
ความโปร่งใสในตลาดค้าตราสารหนี้ กองทุนรวม และบรรษัทภิบาล อีกทั้ง
เรียกร้องให้มีการปฏิรูปบรรษัทภิบาลธุรกิจ
รวมถึงการบริหารกองทุนรวมสหรัฐอย่างจริงจัง
อาทิการจัดตั้ง--ผู้อำนวยการอิสระ--ที่หน้าที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง
พร้อมกันนั้น นักลงทุนเจ้าของฉายา --เกจิแห่งโอมาฮา--
ชี้ให้เห็นความเสี่ยงหลายประการในระบบเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งด้านนโยบาย
ของรัฐบาลบุช อาทิ งบประมาณขาดดุล ภาวะขาดดุลการค้า
เงินดอลล่าร์อ่อนค่า และการลดภาษี โดยบัฟเฟ่ตต์มองว่า หากไม่รีบแก้ไข
ปัญหาเศรษฐกิจจะลุกลามเกินกว่าจะควบคุมได้ อีกทั้งโจมตีการตัดสินใจลด
ภาษีของรัฐบาลว่า เป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จนเกินไป
เราหวังว่าจะมีการเพิ่มภาษีในอนาคต
เพราะนั่นจะหมายความว่าเราร่ำรวยขึ้น
แต่เราก็หวังด้วยว่าบริษัทสหรัฐทั้งหมดที่เหลือ
เห็นพ้องกับเราด้วย--บัฟฟเฟ่ตต์--กล่าวตบท้าย...............
ฉบับ วันอังคารที่ 9 มีนาคม 2547
หน้าที่A11 เศรษฐกิจต่างประเทศ

เผยรายได้บริษัทลงทุน --เบิร์กเชียร์ ฮาธอะเวย์-- ปี46เพิ่มขึ้นเป็น2เท่า
โดยนักลงทุนมือทองเปลี่ยนแนวทำงินจากธุรกิจค้าเงินตราต่างประเทศ
ในขณะที่ลดการลงทุนในตลาดหุ้น
เมื่อวันที่6 มีนาคม--วอเรนบัฟเฟ่ต์--
มหาเศรษฐีนักลงทุนผู้ร่ำรวยอันดับ2ของโลก
แจ้งตัวเลขงบการเงินประจำปีแก่ผู้ถือหุ้น--เบิร์กเชียร์ฮาธอะเวย์
ธุรกิจประกันภัยและการลงทุน ถึงจำนวนเงินสดปี2546
ที่มีอยู่3.6หมื่นล้านดอลล่าร์( ราว 1.42 ล้านล้านบาท )
เพิ่มขึ้นจาก 1.3หมื่นล้านดอลล่าร์ ( ราว 5.13 แสนล้านบาท )
สืบเนื่องมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประกันภัยที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น
ปี1546เป็นปีที่เยี่ยมยอดของธุรกิจประกันภัย
แต่รายได้เฟื่องฟูถูกหักล้างด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ที่เราได้จากการลงทุนเงินสด
บัฟเฟ่ตต์ระบุในงบการเงินประจำปี พร้อมกันนั้นบัฟเฟ่ตต์กล่าวว่า...
เขาเริ่มหันมาลงทุนเงินตราต่างประเทศตั้งแต่ปี2545 ซึ่งเป็นผลจาก
งบประมาณขาดดุลรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้บัฟเฟ่ตต์สามารถกำไรได้จาก
สถานการณ์เงินดอลล่าร์อ่อนตัวในปีที่ผ่านมา
อีกทั้งเงินลงทุนในพัธบัตรขยะปี2545
รวม8พันล้านดอลล่าร์ผราว 3.15 แสนล้านบาท) ให้ผลตอบแทนแล้ว
อย่างไรก็ดี บัฟเฟ่ตต์กลับมองว่า การลงทุนในตลาดหุ้น
โดยเพาะหุ้นบริษัทใหญ่ๆ กลับไม่ได้ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเท่าที่ควร
ไม่ว่าจะเป็นหุ้นดคคา-ดคลา,อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ฯลฯ
ทั้งนี้ เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนหุ้นในพอร์ตเบิร์กเชียร์สต่ำกว่าดัชนี
เอสแอนด์พี 500 ในขณะเดียวกัน บัฟเฟ่ตต์วิพากษ์วิจารณ์ประเด็น
ความโปร่งใสในตลาดค้าตราสารหนี้ กองทุนรวม และบรรษัทภิบาล อีกทั้ง
เรียกร้องให้มีการปฏิรูปบรรษัทภิบาลธุรกิจ
รวมถึงการบริหารกองทุนรวมสหรัฐอย่างจริงจัง
อาทิการจัดตั้ง--ผู้อำนวยการอิสระ--ที่หน้าที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง
พร้อมกันนั้น นักลงทุนเจ้าของฉายา --เกจิแห่งโอมาฮา--
ชี้ให้เห็นความเสี่ยงหลายประการในระบบเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งด้านนโยบาย
ของรัฐบาลบุช อาทิ งบประมาณขาดดุล ภาวะขาดดุลการค้า
เงินดอลล่าร์อ่อนค่า และการลดภาษี โดยบัฟเฟ่ตต์มองว่า หากไม่รีบแก้ไข
ปัญหาเศรษฐกิจจะลุกลามเกินกว่าจะควบคุมได้ อีกทั้งโจมตีการตัดสินใจลด
ภาษีของรัฐบาลว่า เป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จนเกินไป
เราหวังว่าจะมีการเพิ่มภาษีในอนาคต
เพราะนั่นจะหมายความว่าเราร่ำรวยขึ้น
แต่เราก็หวังด้วยว่าบริษัทสหรัฐทั้งหมดที่เหลือ
เห็นพ้องกับเราด้วย--บัฟฟเฟ่ตต์--กล่าวตบท้าย...............