หน้า 1 จากทั้งหมด 1

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: เสาร์ เม.ย. 26, 2008 1:37 pm
โดย ปรัชญา
รูปภาพ

ไทยฮา' พุ่ง 500% 'ตั้งพิรุฬห์ธรรม' บอก 'เฮง'
สำหรับ 'นักลงทุน' ถอย!!! คือ สุดยอดกลยุทธ์

เผอิญว่าหนึ่งในสินค้าหลักของ "ไทยฮา"

เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวหอมมะลิขาวชนิดบรรจุถุง
ตรา “เกษตร” และสินค้าเกษตรแปรรูปอื่นๆ
เช่น วุ้นเส้น น้ำส้มสายชูตรา และน้ำมันพืช




เหตุการณ์..ข้าวแพง!!! ทำให้ราคาหุ้น
บมจ.ไทยฮา (KASET) พุ่งทะยานขึ้นเหมือน
"ฟ้ามาโปรด" แต่ราคานี้เป็นใครก็ต้อง "คิดหนัก"

วันที่ 18 มีนาคม 2551 ราคาหุ้น KASET
ของกลุ่มตระกูลตั้งพิรุฬห์ธรรม
ยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.28 บาท
หลังจากกระแสข่าว "ข้าวแพง" โหมกระหน่ำเพียงแค่ "เดือนเดียว" ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไป 7.70 บาท
ปรับตัวเพิ่มขึ้น 500%

สมฤกษ์ ตั้งพิรุฬห์ธรรม กรรมการผู้จัดการ
บมจ.ไทยฮา ให้ความเห็นกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek
ถึงราคาหุ้น KASET ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่าง
“พรวดพราด” ในช่วงที่ผ่านมาว่า

“ผมเข้าใจว่านักลงทุนคงจับทางได้ว่าผลประกอบการ
ของเราต้องดีขึ้นอย่างแน่นอนจากราคาข้าวที่สูงขึ้น
ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่น สำหรับเราต้องบอกว่า
"เฮง" เหมือนกันที่มีปัจจัยภายนอกมาช่วย
ไม่เช่นนั้นราคาหุ้นเราคงไม่ขึ้นมาถึงขนาดนี้หรอก”

ผู้บริหารหนุ่ม ไทยฮา
ที่สวมหมวกอีกใบในฐานะนายกสมาคมผู้ขายข้าวถุงไทย

อธิบายต่อว่า
เวลานี้ดีมานด์และซัพพลายของข้าวในตลาดโลก
กำลังขาดสมดุลอย่างรุนแรง
เพราะความต้องการยังมีเท่าเดิมแต่การผลิต
ลดลงอย่างมาก จากสภาวะอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จนเวลานี้มีการคาดการณ์ว่าความต้องการ
ข้าวทั่วโลกกำลังติดลบอยู่ถึง 3 ล้านตันต่อวัน

“ในระยะกลาง 1-3 ปี จากนี้
ราคาข้าวน่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างแน่นอน
ส่วนในอนาคตถ้ามีการผลิตข้าวเพิ่มราคาอาจปรับตัวลงมาได้บ้าง แต่คาดว่าคงลงไม่มากเพราะประเทศผู้ผลิตข้าวส่งออกนอกจากไทยแล้วก็มีเพียงไม่ประเทศเท่านั้น”

สำหรับตลาดในประเทศ
ผู้ประกอบการธุรกิจข้าวต่างเริ่มเห็นสัญญาณขาขึ้น
ของราคาข้าวมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
แต่ราคาข้าวภายในประเทศที่ปรับตัวขึ้นมากกว่า 60%
ตั้งแต่ต้นปีก็ถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายพอสมควร

สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า
ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมข้าวในประเทศไทยจัดได้ว่า
เป็นธุรกิจที่แข่งขันสมบูรณ์
เพราะมีผู้ประกอบการทั่วประเทศจำนวนมาก
แต่ผู้จัดจำหน่ายเป็นผู้ควบคุมราคา
ประกอบกับเป็นสินค้า Mass
ที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้
จึงกล่าวได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิน “บางเฉียบ”
โดยอัตรากำไรขั้นต้นของทั้งอุตสาหกรรม
และบริษัทอยู่ที่ระดับ 10-11%
และอัตรากำไรสุทธิต่ำเพียงแค่ 0.5% เท่านั้น

“ถ้าเข้าไปดูงบการเงินของเราในปีที่ผ่านมา
แม้จะมีรายได้รวม 1,593.65 ล้านบาท
แต่ก็มีกำไรสุทธิเพียงแค่ 8.57 ล้านบาท เท่านั้น
เป็นเพราะส่วนต่างกำไรถูกพ่อค้าคนกลาง
(ห้างขนาดใหญ่) ดึงออกไปหมด
แต่หลังจากนี้ที่โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป
ผู้ประกอบการจะเป็นผู้กำหนดราคาขายได้มากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม
บริษัทยังไม่สามารถให้คำตอบได้ในเรื่องของ
การปรับขึ้นราคาสินค้า
เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์คงเข้ามาควบคุม
ราคาสินค้าภายในประเทศอยู่และยังต้องเทียบเคียง
ราคา (Benchmark) กับราคาข้าวในต่างประเทศด้วย
แต่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นน่าจะเพิ่มขึ้นโดยไม่มีปัจจัยด้านราคามาเกี่ยวข้อง

“Gross Margin เราคิดว่าน่าจะเพิ่มขึ้น
โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปรับราคาขาย
แต่จะมาจากปริมาณข้าวที่จำหน่ายมากขึ้นมากกว่า
ส่วนจะเพิ่มขึ้นเท่าไรคงต้องดูสภาพตลาดจนถึงครึ่งหลังของปีเสียก่อน”

สมฤกษ์ ยังกล่าวอีกว่า
นอกเหนือจากธุรกิจจำหน่ายข้าวถุงในชื่อ “ตราเกษตร” ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก
คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 80% แล้ว
ไทยฮายังมีแผนรุกธุรกิจอื่นได้แก่ วุ้นเส้นสำเร็จรูป
น้ำส้มสายชู น้ำมันพืชแบรนด์ “เชียร์” และ
ผลิตภัณฑ์โจ๊กสำเร็จรูป โดยเน้นกลุ่มลูกค้าระดับ
“พรีเมียม” และรักสุขภาพ ซึ่งเป็น Value Added
สามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น
ของสินค้าให้อยู่ที่ระดับ 20-30%

“ผลิตภัณฑ์โจ๊กสำเร็จรูปน่าจะเป็นแหล่งรายได้ในอนาคต
ของเรา เพราะตลาดตอบรับเป็นอย่างดี
และมีอัตรากำไรขั้นต้นถึง 30%
ขณะนี้เราได้เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 90%
แล้วสำหรับผลิตภัณฑ์ตัวนี้”

สำหรับสัดส่วนรายได้ของไทยฮาในปีที่ผ่านมาคิด
เป็นยอดขายในประเทศและต่างประเทศเท่ากัน
แต่ในปีนี้ สมฤกษ์
ประมาณว่าสัดส่วนน่าจะเปลี่ยนไปเป็นรายได้
จากต่างประเทศ 60% และในประเทศ 40%
เพราะประเทศผู้ส่งออกข้าวรายอื่นต้องสต็อกข้าว
ไว้บริโภคในประเทศมากขึ้น

“สำหรับตลาดในประเทศ ไทยฮามีมาร์เก็ตแชร์อยู่ใน
5 อันดับแรก จากผู้ประกอบการ 10 รายที่มีตราสินค้า
ส่วนธุรกิจส่งออก เราส่งออกไปขายกว่า 64 ประเทศ
ใน 5 ทวีป ถือเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่
ของประเทศรายหนึ่ง”

เขาเสริมว่าในสถานการณ์ที่ “น้ำกำลังขึ้น” นี้
ไทยฮาได้เตรียมลงทุนเพิ่มเติมอีก 10 ล้านบาท
เพื่อปรับปรุงเครื่องจักรรองรับการผลิตที่เพิ่มขึ้นอีก
ประมาณ 10% คาดว่าจะรองรับการผลิตเพิ่มเติม
จาก 180,000 ตันข้าวสารต่อปีเป็น 200,000
ข้าวสารตันต่อปี
โดยจะดำเนินการเสร็จสิ้นในไตรมาสสงนี้
ซึ่งส่งผลต่อรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้

"จากราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้น
เราจึงได้ปรับเป้าหมายในปีนี้ใหม่
โดยมียอดขาย 2,000 ล้านบาท
จากเดิมที่ตั้งเป้าโต 10-15% ตัวเลขนี้เป็นไปได้แน่นอน"

เมื่อถามตรงๆ ว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาสูงในช่วงนี้
"แพงเกินไป" หรือยัง สมฤกษ์
กล่าวว่าในฐานะผู้บริหารไม่ขอให้ความเห็นในจุดนี้
แต่ยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเข้มแข็งพอ
ที่จะรองรับการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้

พร้อมทั้งกล่าวอีกว่าในเมื่อทิศทางของอุตสาหกรรมข้าว
ปรับเปลี่ยนไปในทางบวกต่อบริษัท
การคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างสมน้ำสมเนื้อ
จึงเป็นภารกิจสำคัญในปีนี้
จากนโยบายเดิมที่ปันผลไม่ต่ำกว่า 50%
ของกำไรสุทธิ ปีนี้คงต้อง “มากกว่า”
เนื่องจากมีส่วนของทุนเพิ่มขึ้นมาจากราคาหุ้นที่สูงขึ้น

“แม้ว่ากำไรเราจะไม่เยอะ
แต่บริษัทก็จ่ายปันผล 60-70%
ของกำไรสุทธิมาโดยตลอด
ส่วนปีนี้เราคงจะต้องพิจารณาให้เงินปันผล
กับผู้ถือหุ้นมากขึ้นตามรายได้ที่คาดว่าจะมากขึ้น”

เพียงเดือนเดียว ราคาหุ้น KASET

ขึ้นมาแล้ว 500%

เปรียบเหมือน "นักลงทุน" ถูก "หวย" รางวัลที่ 1
ไปแล้ว..บนยอด "ปล่องภูเขาไฟ"

ถอย!!! คือ สุดยอดกลยุทธ์

Re: ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: เสาร์ เม.ย. 26, 2008 2:07 pm
โดย กาละมัง
ปรัชญา เขียน:รูปภาพ


ถอย!!! คือ สุดยอดกลยุทธ์[/size][/color]
ถอยเกียร์ 4 เลยนะครับ  เพราะว่า แซงชาวบ้านไปไกลมาก

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: เสาร์ เม.ย. 26, 2008 6:26 pm
โดย KB
วันก่อนดูทีวีไทย เจ้าของไทยฮานี่แหละพูดออกทีวี เห็นบอกว่าพ่อค้าคนกลางเข้าเนื้อแล้ว ไม่อยากให้รัฐมากดราคาขาย ทีขายทุกวันนี้แทบไม่มีกำไร ถ้ารัฐมากดราคารายเล็กจะตายหมด จริงๆ แล้วเค้าพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่นะ นี่ผมสรุปให้ง่ายๆ

แม้บอก ปันผล 60-70% ของกำไรสุทธิมาโดยตลอด ไปดูซิปีนึงกำไรไม่ถึง 10 ล้าน ปันผลอยู่ 2-5 สตางค์

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: เสาร์ เม.ย. 26, 2008 6:31 pm
โดย ปรัชญา
ถ้าได้ติดหุ้น  แถวๆ8บาท

ได้ปันผล  3  เท่า  จาก0.05  เป็น0.15

ผลตอบแทนเท่าไหร่ล่ะเนี่ย  ตกเลขทศนิยมครับ

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: เสาร์ เม.ย. 26, 2008 9:19 pm
โดย KB
ถ้าผู้บริหารนิสัยไม่ดี ถึงบริษัทมีกำไรมากก็ไม่ค่อยถึงผู้ถือหุ้นเท่าไหร่หรอก

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: เสาร์ เม.ย. 26, 2008 9:41 pm
โดย ...
จะรับไว้พิจารณาในปีถัดไป..

Re: ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: เสาร์ เม.ย. 26, 2008 10:08 pm
โดย akekarat
... เขียน:จะรับไว้พิจารณาในปีถัดไป..
ผิดกระทู้แล้วครับ ขอเชิญไปที่

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopi ... 68c252d30e

น่าจะถูกต้องกว่าครับ รับปันผลไว้พิจารณาในปีถัดไปเนี่ย.....

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: อังคาร เม.ย. 29, 2008 1:34 pm
โดย MindTrick
ถ้าไปถึง 10บาท จะรีบขายบ้านมาตั้งป้อม รอ short หุ้นพี่ หมดตัวเลย :lol:

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 08, 2008 2:49 pm
โดย ปรัชญา
MindTrick เขียน:ถ้าไปถึง 10บาท จะรีบขายบ้านมาตั้งป้อม รอ short หุ้นพี่ หมดตัวเลย :lol:
แล้วราคาวันนี้ล่ะครับ

2.80  น่าสนหรือยังครับ

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 08, 2008 3:51 pm
โดย น้ำครึ่งแก้ว
:lol:  :lol:  :lol:

เจ้าของบริษัทนี้เป็นประเภท ยิ้มๆหน้าใส  แต่น้ำใจเชือดคอครับเฮีย

ตอนขึ้นก็ขึ้นจากกำไร stock สินค้า    พอสินค้าราคาลง กลับบอกว่าได้รับ
ผลกระทบเพียงเล็กน้อย  ........   แหม่ๆๆๆๆ  คิกๆ   :lol:  :lol:


ขอบคุณมากครับสำหรับเนื้อหา

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 08, 2008 6:22 pm
โดย ปรัชญา
[quote="น้ำครึ่งแก้ว"]:lol:

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 08, 2008 7:21 pm
โดย GeneraX
:lovl:

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 08, 2008 8:53 pm
โดย noooon010
มาตอบแทนพี่เค้าครับพี่ปรัชญา

พี่ be เค้าชอบหุ้น growth stock ครับ
ตอนนั้น สินค้าเกษตรมาแรงครับ
และ growth stock ก็เริ่มทำงาน
แต่จะ growth เกินไปไหม
ถ้าอ่านตอนนั้นผมก็ไม่กล้าไปอยู่ตรงข้ามเค้า

ในทีสุดหุ้นก็จะไปที่ราคาพื้นฐาน

สำหรับผม ผมว่า หุ้นสินค้าเกษตรเป็นหุ้นปราบเซียนอย่างที่ ดร.นิเวศน์บอกครับ(ลองอ่านดูครับ)

แต่ ใครอยากทำความรู้จัก growth stock แนะนำ finding the next starbucks ครับ
อ่านเอา concept ครับ ไม่ต้องดูชื่อหุ้นมาก
เพราะบางคนก็จะมาบอกว่า starbuck ตอนนี้มันแย่

ก็พื้นฐานมันเปลี่ยนนี่นา

ส่วนผู้บริหารหุ้น kasetนั้น ผมคิดเหมือนพี่นะครับ

วันนี้ 2 บาทแล้ว
ต่อไปอาจลงมาถึงราคาเดิม ต่ำกว่า 1 บาทก็ได้
ถ้าราคานั้น เป็นราคาพื้นฐาน

ลงทุนอย่างมีสติครับ

ปล. growth stock นี่ ถ้าจับกระแสถูก และถือมันจนกว่าที่มันไม่ growth แล้ว

แค่นี้ก็ทำกำไรได้มหาศาลแล้วครับ(ถ้าทำได้ครับ)

...แต่ว่า

ชีวิตคนเรานั้น ไม่ได้มีความสุขจากการทำเงินอย่างเดียว
เวลาคนที่ทุกข์/ เครียดมาก ...
หาอย่างอื่นทำบ้างครับ

ดูแลคนรอบข้างบ้าง
เพราะเค้าก็จะอยู่ใกล้ๆตัวเรา
คนเราล้มได้ และยืนขึ้นมาใหม่ได้ เป็นกำลังใจให้ครับผม :D

ผู้บริหาร ที่ดี ควรบอกนักลงทุนว่า...

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 10, 2008 4:55 pm
โดย ปรัชญา
noooon010 เขียน:มาตอบแทนพี่เค้าครับพี่ปรัชญา

...แต่ว่า

ชีวิตคนเรานั้น ไม่ได้มีความสุขจากการทำเงินอย่างเดียว
เวลาคนที่ทุกข์/ เครียดมาก ...
หาอย่างอื่นทำบ้างครับ

ดูแลคนรอบข้างบ้าง
เพราะเค้าก็จะอยู่ใกล้ๆตัวเรา
คนเราล้มได้ และยืนขึ้นมาใหม่ได้ เป็นกำลังใจให้ครับผม :D
พื้นฐานเปลี่ยนเร็วนะครับ  น้อง

สถาบันวิจัยนครหลวงไทย : KASET แนะนำ ขาย มูลค่าที่เหมาะสมที่ 1.70
บาท

Rice Price is likely to Flat
            KASET เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของไทยซึ่งมีจุดแข็ง คือ ข้าวหอมมะลิซึ่ง
เป็นสินค้าหลักเป็นที่ยอมรับเรื่องคุณภาพไปทั่วโลก อีกทั้งสินค้ายังได้รับรอง
มาตรฐานอาหารปลอดภัยที่ต่างชาติเชื่อถือทำให้ยอดขายเติบโตได้ต่อเนื่อง และใน
ปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่ KASET ได้รับประโยชน์จาก  การมีสต๊อกข้าวราคาต่ำตั้งแต่ปลาย
ปี 2550 ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดและถือว่าเป็นปีที่
ผิดปกติ ทั้งนี้  SCRI ประเมินว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ KASET กำลังจะสิ้นสุดลงในปี
นี้ และจะเข้าสู่ภาวะปกติของธุรกิจ เพราะราคาข้าวที่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงแต่
มีความผันผวนน้อยลง ทำให้ KASET ไม่ได้รับประโยชน์จากการแกว่งตัวของราคา
ข้าวเช่นในปี 2551 ที่บริษัทจะมีกำไรจากการสต๊อกข้าวได้ต่ำลง แต่ยังคงขายข้าวได้
มากขึ้นจากการขยายตลาดต่างประเทศ ทำให้ผลประกอบการปี 2552 จะลดลง ถึง
68% yoy SCRI เห็นว่าระดับราคาหุ้นที่สูงขึ้นมากในปีนี้ได้สะท้อนปัจจัยบวกจากการ
เติบโตของผลประกอบการอย่างก้าวกระโดด และ สูงกว่ามูลค่าที่เหมาะสมที่ 1.70
บาท ซึ่ง SCRI ประเมินด้วยวิธี Dividend Discounted Model ดังนั้น SCRI จึงแนะ
นำ ขาย

Investment Theme
SCRI คาดผลประกอบการที่ดีที่สุดจะสิ้นสุดลงในปี 2551 : ผลประกอบการ
ของ KASET ในปี 2551 ที่โดดเด่นเป็นผลมาจากราคาข้าวที่ปรับตัวขึ้นเกินกว่า
100% yoy ภายในช่วงเดือนพ.ค. 2551 ขณะที่ KASET มีสต๊อกข้าวราคาต่ำที่สต๊อกไว้
ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2550 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ซึ่ง SCRI คาดกำไร
สุทธิของ KASET ปี 2552 จะลดลง 68% yoy  เนื่องมาจากคาดว่าราคาข้าวหอมมะลิ
ส่งออกจะมีความผันผวนน้อยลงจากปี 2551 เพราะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอ
ตัว แม้ราคาข้าวจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงก็ตาม ส่งผลให้ KASET ไม่สามารถทำกำ
ไรจากสต๊อกข้าวเช่นในปี 2551 ได้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า KASET ได้เลยช่วงเวลาที่ดี
ที่สุดในปี 2551 แล้ว ทั้งนี้ SCRI ประเมินอัตรากำไรขั้นต้นของ KASET ในปี 2552 ไว้
ที่ 14.1% ลดลงจาก 19.3% ในปี 2551
สต๊อกข้าวของโลกจะยังเพิ่มขึ้น : จากรายงานประจำเดือนก.ย. 2551
ของกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (USDA) สต๊อกข้าวของโลกปี 2551/52 จะเพิ่มขึ้น
จากปี 2550/51 ประมาณ 3.1 ล้านตัน หรือคิดเป็น 4% yoy อย่างไรก็ตามรายงานฉบับ
ดังกล่าวยังไม่รวมผลกระทบของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนก.ย. 2551
KASET เป็นผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิได้มาตรฐานโลก : KASET ประกอบ
ธุรกิจโรงสีข้าวส่งออก โดยผลิตภัณฑ์หลักคือข้าวหอมมะลิ ที่จัดเป็นข้าวหอมคุณภาพ
ที่ต่างประเทศให้การยอมรับในเรื่องคุณภาพ ทำให้เป็นจุดแข็งของ KASET นอกจาก
นี้การที่ KASET ได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัยจากองค์กรต่างๆ ทำให้
สินค้าของ KASET ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกที่ในปัจจุบันผู้บริโภคมีการตระหนัก
เรื่องความปลอดภัยของอาหารมากขึ้นแทนเรื่องของราคาสินค้า  

Valuation & Recommendation
SCRI มีมุมมองที่เป็นบวกสำหรับผลประกอบการของ KASET ใน 2H/51 จากสต๊อก
ข้าวที่ยังอยู่ในราคาต่ำกว่าราคาขายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสำหรับผลประกอบการ
ในปี 2552 นั้น SCRI ประเมินว่าจะชะลอตัวลงจากปี 2551 เนื่องมาจากคาดว่าความ
ผันผวนของราคาข้าวจะต่ำกว่าในปี 2551 แม้ราคาจะยังยืนอยู่ในระดับที่สูง ทำให้
KASET ทำกำไรจากสต๊อกสินค้าได้น้อยกว่าในปี 2551 ที่ราคาข้าวมีการปรับตัวสูง
อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นสำหรับคำแนะนำการลงทุน SCRI แนะนำขายที่มูลค่าเหมาะสม
1.7 บาท ซึ่งคำนวณโดยใช้วิธี Dividend Discount Model ข้อสมมติฐาน Cost of
Equity 13.5%, Perpetual Growth 3% และ Dividend Payout Ratio 70%




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   10/10/08   เวลา   14:54:59