ส่งออกต.ค.ทำสถิตินิวไฮ 1.4หมื่นล.ดอลล์โต26.7%
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ย. 22, 2007 11:05 am
ไม่รู้จะว่าใครเก่งระหว่าง ผู้ส่งออก กับ ธปท.บันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ส่งออกไทย เดือนต.ค.ทำสถิตินิวไฮ มูลค่าทะลุ 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 26.7% ส่วนยอดรวม 10 เดือนขยายตัว 17.2% ราเชนทร์มั่นใจเกินเป้า 12.5% แน่นอน เตรียมหารือเอกชน 26-27 พ.ย.นี้ ประเมินเป้าส่งออกปีนี้ คาดยังคงขยายตัวได้ดี
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยในเดือนต.ค.2550 มีมูลค่า 14,516.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.7% เป็นการส่งออกที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นครั้งแรกที่สูงขนาดนี้ตั้งแต่ไทยมีการส่งออกมา โดยยืนยันได้ว่าไม่มีการปั้นตัวเลข เพราะเป็นตัวเลขที่ได้มาจากฐานข้อมูลของกรมศุลกากร ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 13,017.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.2% โดยเกินดุลการค้ามูลค่า 1,499.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 137.2%
ทั้งนี้ เมื่อรวมยอดการส่งออกในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 125,114.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.2% คิดเป็น 85.72% ของเป้าหมายการส่งออกรวม ขณะที่การนำเข้าในช่วง 10 เดือนแรกมีมูลค่ารวม 115,160.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.8% ทำให้ไทยเกินดุลการค้าสูงถึง 9,953.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
เป้าหมายการส่งออกที่ตั้งไว้ว่าจะขยายตัว 12.5% ทำได้แน่ ไม่มีปัญหา อาจจะสูงกว่านี้และเกินเป้าแน่นอน ตัวเลข 14-15% เป็นไปได้ แต่ก็ไม่อยากประเมิน ให้รอดูดีกว่า เพราะอีก 2 เดือนที่เหลือ ถ้าส่งออกขยายตัวติดลบ เราก็ยังส่งออกได้ตามเป้า แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่ส่งออกจะติดลบ เนื่องจากช่วงไตรมาสที่ 4 ของทุกปี เป็นช่วงที่การส่งออกจะโตมาก คู่ค้าจะสั่งซื้อสินค้าไปขายในช่วงเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่นายราเชนทร์กล่าว
นายราเชนทร์กล่าวว่า สำหรับการส่งออกในเดือนต.ค. พบว่าสินค้าเกษตรส่งออกเพิ่มขึ้น 22.6% โดยสินค้าสำคัญที่ส่งออกเพิ่ม เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง สินค้าอาหาร ผัก ผลไม้ และไก่แช่แข็งและแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 29.1% สินค้าสำคัญที่มีอัตราขยายตัวสูงกว่า 20% เช่น ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง อัญมณี ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องสำอาง สิ่งพิมพ์และกระดาษ และสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น 21.4% สินค้าสำคัญ เช่น เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เลนส์ และเครื่องกีฬา
ส่วนตลาดส่งออก ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งตลาดหลักและตลาดใหม่ โดยตลาดใหม่ขยายตัวสูงถึง 37.4% เช่น ฮ่องกง 50.7% แอฟริกา 49.7% ยุโรปตะวันออก 49.3% อินโดจีนและพม่า 45.6% ออสเตรเลีย 40.7% ลาตินอเมริกา 33.7% ตะวันออกกลาง 33.6% จีน 32.3% แคนาดา 29.3% เกาหลีใต้ 28.6% และอินเดีย 14.8% ตลาดหลักขยายตัว 17.7% โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ กลับมาส่งออกเพิ่มขึ้น 2.2% หลังจากที่ลดลงต่อเนื่องมา 5 เดือน ขณะที่อาเซียน เพิ่มขึ้น 42.6% สหภาพยุโรป เพิ่มขึ้น 12.7% และญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 11.7%
ขณะที่การนำเข้าในเดือนต.ค. ก็เพิ่มขึ้นทุกหมวดสินค้า ได้แก่ เชื้อเพลิง เพิ่มขึ้น 8.7% สินค้าทุน 21.9% วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป 20.5% อุปโภคบริโภค 42% ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง 25.3% อาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่นๆ 36.3%
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า สินค้าทุน วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ที่มีสัดส่วนการนำเข้าเกือบ 70% ของการนำเข้ารวม มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบทุกรายการสินค้า เป็นแนวโน้มที่ทำให้คาดได้ว่าการส่งออกของไทยจะยังคงขยายตัวได้ดีขึ้น แต่สินค้าอุปโภคบริโภค ก็มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงถึง 42% เนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง และมีการนำเข้าสินค้ามาเพื่อขายในช่วงเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก ไม่น่าเป็นห่วง
นายราเชนทร์กล่าวว่า ในวันที่ 26-27 พ.ย.นี้ จะหารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกสินค้าสำคัญของไทยในปี 2550 และแนวโน้มการส่งออกในปี 2551 เพื่อนำมาประกอบการจัดทำเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยในปี 2551 ซึ่งมั่นใจว่าการส่งออกจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่เป้าหมายจะขยายตัวในอัตราเท่าใดนั้น ต้องประเมินอีกครั้ง โดยปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นเศรษฐกิจคู่ค้า ราคาน้ำมัน และค่าเงินบาท
ปีหน้า เชื่อว่าการส่งออกจะยังคงขยายตัวได้ดี แต่คงไม่สูงมาก เพราะในเมื่อฐานใหญ่ขึ้น อัตราการขยายตัวมากคงเป็นไปได้ยาก โดยกรมฯ จะเร่งรัดผลักดันการส่งออกไปตลาดใหม่ ให้ขยายตัวมากขึ้น เพื่อค้ำจุนการส่งออกของไทยให้ขยายตัวต่อไป ส่วนเงินบาทแข็ง เชื่อว่าคงไม่ใช่ตัวปัญหา เพราะเงินบาทแข็งค่ามานานแล้ว ผู้ส่งออกมีการปรับตัวได้แล้ว เพียงแต่ว่าจากนี้ไปขอแค่เงินบาทมีเสถียรภาพก็พอนายราเชนทร์กล่าว
คงเป็นผู้ส่งออก เพราะสามารถชักจูงให้ธปท.คิดว่าผู้ส่งออกกำลังจะแย่ จนต้องออกมาตรการและแทรกแซงค่าเงินบาทให้อ่อนๆ
ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องซื้อน้ำมันแพงเกินจริง