หน้า 1 จากทั้งหมด 1
มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 17, 2004 12:22 am
โดย คัดท้าย
ตามหลักการแล้ว P/E = Price/EPS
ซึ่งคนทั่วไปจะใช้บอกว่าหุ้นถูกหรือแพง แต่ว่าจริงๆเค้าดู PEG กันด้วยเพราะว่ามันต้องเทียบกับ %Growth ของหุ้นตัวนั้นๆ
หุ้นที่มี %Growth ของ EPS ที่สูงก็สามารถมีค่า P/E ที่เหมาะสมสูงกว่าได้
PEG = PE/G
หุ้นที่มี PEG > 1 แสดงก็จัดว่าแพง
หุ้นที่มี PEG < 1 แสดงว่าถูก
คำถามคือ เราหา %Growth ได้ยังไงครับ จากไหน คำนวนเอาเองจาก EPS ในปีผ่านๆมาหรือเปล่าครับ ?
ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องมั้ยครับ?
ถ้าเราจะหา %Growth ได้ เราต้องหาหุ้นที่มีอัตราเติบโตได้สม่ำเสมอใช่มั้ยครับ ไม่งั้นถ้าเดี๋ยว Growth เดี๋ยวไม่ Growth มันก็จะคิดไม่ได้ใช่มั้ยครับ ?
มีที่ไหนทำ %Growth เอาไว้แล้วบ้างครับ?
มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 17, 2004 10:19 am
โดย Boring Stock lover
ค่าเฉลี่ย 5 ปีครับ
ประเด็นสำคัญคือเราต้องเชื่อมั่นว่า กิจการยังสามารถรักษาหรือเพิ่มอัตราการเติบโตได้ต่อไป โดยต้องมีส่วนลดสำหรับความไม่แน่นอนต่างๆด้วย
มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 17, 2004 12:52 pm
โดย เพนกวิน (ไม่ได้ล็อกอิน)
3. คำนวณหา อัตราการเพิ่มขึ้นของกำไร
2544 2545 2546 (ประมาณ)
กำไรสุทธิต่อหุ้น (บาท) 6.36 12.17 15.52
การคำนวณ ** (12.17 6.36)*100 / 6.36 (15.52 12.17)*100 / 12.17
อัตราการเพิ่มขึ้นของกำไร (เปอร์เซ็นต์) 91.35 27.53
ประมาณ กำไรสุทธิต่อหุ้น ปี 46 = 15.52
คำนวนหา % การเพิ่มขึ้นของกำไร
= ( กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 46 - กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 45 ) * 100 / กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 45
peg = ราคาต่อหุ้น / การเพิ่มขึ้นของกำไร
มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 17, 2004 1:03 pm
โดย Penguins
เพนกวิน (ไม่ได้ล็อกอิน) เขียน:3. คำนวณหา อัตราการเพิ่มขึ้นของกำไร
......................................... 2544................2545.............................2546 (ประมาณ)
กำไรสุทธิต่อหุ้น (บาท).............6.36.................12.17............................15.52
การคำนวณ...........................**............(12.17 6.36)*100 / 6.36.........(15.52 12.17)*100 / 12.17
อัตราการเพิ่มขึ้นของกำไร (เปอร์เซ็นต์)...............91.35...........................27.53
ประมาณ กำไรสุทธิต่อหุ้น ปี 46 = 15.52
คำนวนหา % การเพิ่มขึ้นของกำไร
= ( กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 46 - กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 45 ) * 100 / กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 45
PEG = อัตราส่วนราคาต่อผลกำไร / อัตราการเพิ่มขึ้นของกำไร
มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 17, 2004 3:33 pm
โดย คัดท้าย
คุณ Penguins ครับ งั้นหมายความว่า PEG จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่ออัตรา EPS มันต้องเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ ถ้าไม่ก็ใช้ไม่ได้ ใช่มั้ยครับ ?
เห็นมีคนเค้าทำเรื่องค่า PE ที่เหมาะสมสำหรับ กลุ่มธุรกิจเอาไว้เหมือนกัน ไม่ทราบว่าพอจะหาได้จากที่ไหนครับ ?
มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 17, 2004 5:09 pm
โดย เพนกวิน

อืม...ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่ที่ผมเข้าใจ ผมจะใช้ eps ประมาณ 1 ปีครับ เพราะการดำเนินงานของธุรกิจสำหรับปีนั้นๆ จะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากเกินไป เช่น นำค่า eps ของไตรมาส 1-2-3 และประมาณการณ์ ไตรมาส 4 รวมถึงประมาณค่าของการเติบโตด้วยครับ
ส่วน P/E สำหรับกลุ่มธุรกิจ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าจะไปหาจากที่ใหนครับ
..................................................................................................
สำหรับข้อคิดเห็นของผมนะครับ ค่าต่างๆ จะไม่ fix ครับ ขึ้นอยู่กับแนวโน้มของธุรกิจนั้นๆ ในปีนั้นๆ เช่นตอนนี้กลุ่มปิโตรกำลังเป็นแนวโน้มขาขึ้น ก็น่าจะมีการปรับค่า P/E ตามแนวโน้มให้สูงขึ้นได้อะครับ ส่วนค่าประมาณเท่าไรที่เหมาะสมคงต้องสอบถามจากผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านนั้นๆ โดยตรงครับ
ไม่แน่ใจว่าผมคิดอย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่า
ขอความคิดเห็นพี่ๆ ด้วยครับ
ขอบคุณครับ
ปล น่าจะมีการประเมินค่าต่างๆ หลายๆ ตัวประกอบกันครับเพื่อจะทราบแนวโน้มของธุรกิจที่แท้จริง เช่น
PSR - BVS - P/BVS - EV to Sales - EV / EBITDA - ROE - Price to Free Cash Flow Ratio, PCF - FCF/sales

ใช่หรือเปล่าไม่แน่ใจนะครับ

มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 17, 2004 5:36 pm
โดย คัดท้าย
กำลังสงสัยเรื่อง P/E กับ EV/EBITDA ครับ
เห็นเค้าบอกว่าบางธุรกิจต้องใช้ EV/EBITDA ใช้ P/E ไม่เหมาะ เช่น ธุรกิจเดินเรือ เป็นต้น
ผมสงสัยว่าเหตุผลคือ อะไรครับ พอมีใครทราบมั้ยครับ?
เมื่อกี้ไปเจอสูตรคิด EV/EBITDA ที่พี่ลูกอีสานเขียนไว้ในอีกกลุ่มนึงเลยเอามาแป๊ะครับ
EV ย่อมาจาก Enterprise Value หรือแปลเป็นไทยได้ว่า มูลค่าของบริษัทที่ตลาดเชื่อว่าจะเป็น....
สูตร= market cap + debt+prefer share-เงินสดและเงินสดเทียบเท่า
debt= เงินกู้ระยะสั้น+ระยะยาว+ตราสารหนี้ (debt = หนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย)
ebitda = earning befor interest, tax, depreciation&amortize
หรือรายได้ก่อนหัก ดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม สำรองต่างๆ
EV/EBITDA ใช้วัดความถูกแพงของหุ้นว่า กิจการมีรายไ้ด้ (ก่อนหัก ดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม สำรอง) เป็นกี่เืท่าของมูลค่ากิจการที่กำลังซื้อขายในตลาด.....นักเทคโอเวอร์กิจการ(หรือนักลงทุน) มักให้อัตราส่วนนี้ ในการมองหาหุ้นที่ซื้อขายด้้วยมูลค่าต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่กิจการทำได้ในแต่ละปี....
โดยส่วนตัว EV/EBITDA ที่ 4-7 น่าจะยอมรับได้ แต่บางบริษัทที่มีเงินเยอะ มีกระแสเงินสดดี จะมีค่านี้ต่ำมากๆ เช่น lanna metco tr ttl
มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 17, 2004 5:37 pm
โดย เพนกวิน
มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: เสาร์ ม.ค. 17, 2004 9:18 pm
โดย chatchai
EV/EBITDA นั้นผมเข้าใจว่าหลักการคงจะต้องการคำนวณว่า กิจการจะมีเงินสดรับสทธิเท่าไรเมื่อเทียบกับมลค่าของกิจการ โดยไม่คิดว่าบริษัทมีสัดส่วนทนและเงินก้เท่าไร
เลขบวกหนี้ต่างๆและดอกเบี้ยจ่ายกลับเข้าไปด้วย แต่ที่ผมไม่ชอบก็คือว่า จริงๆแล้วกิจการยังมีรายจ่ายประจำอีกครับนอกเหนือจากรายจ่ายในงบกำไรขาดทน นั้นคือเงินลงทนนั้นเองครับ บางธรกิจจำเป็นต้องใช้เงินลงทนเป็นจำนวนมากเพื่อรักษาเครื่องจักร โรงงาน หรือแม้กระทั่งยานพาหนะ
ที่นี้ในเมื่อเราบวกค่าเสื่อมราคากลับแล้วทำไมเราไม่หักรายจ่ายในการลงทนออกด้วยละครับ
มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: อังคาร ม.ค. 20, 2004 9:53 am
โดย คัดท้าย
พอดีไปอ่านเจอ คุณ INVISIBLE HAND เค้าเขียนกระทู้ใน Value Bull บังเอิญตรงกับเรื่องนี้เลยเอามาแปะให้อ่านครับ
http://www.bbznet.com/scripts/view.php? ... id=828&c=1
พอดีมีคำถามในกระทู้หนึ่งน่าสนใจ ผมขออนุญาตยกมาตั้งกระทู้นะครับ ผมจะพยายมสอนจับปลาควบคู่กับการจับปลาให้นะครับ หากมีกระทู้ถามวิธีจับปลามากๆ ผมยินดีอธิบายนะครับ ผมคิดว่าหากห้อง value มีคนจับปลาเก่งหลายๆ คน น่าจะดีกว่ามีคนจับปลาเก่งเพียงไม่กี่คนใช่มั้ยล่ะครับ
P/E ที่เหมาะสมของแต่ละอุตสาหกรรมไม่มีการกำหนดตายตัวครับ นักวิเคราะห์แต่ละคนก็จะประมาณการเติบโตแล้วหา P/E ที่เหมาะสม โดยก็ใช้หลักคล้ายๆ กับ PEG เหมือนกันครับ เช่นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะโต 20% ต่อปี ก็อาจจะให้ P/E target ของอุตสาหรรมนั้น 15 เท่า อะไรทำนองนี้ครับ
แต่ P/E target ของนักวิเคราะห์แต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน และเวลาจะเป็นคนพิสูจน์ว่าใครจะถูกมากกว่ากัน เช่น ผมอาจจะมองว่าอุตสาหกรรมนี้เติบโต 20% และให้ P/E target 15 เท่า แต่นักวิเคราะห์อีกคนนึงให้โต 30% และให้ P/E target 20 เท่า ราคาเป้าหมายเค้าจะสูงกว่าผม และหากปีนั้นหุ้นตัวนั้นมีกำไรขยายตัว 30% ดังนั้น เป้าหมายของนักวิเคราะห์อีกคนจะมีโอกาสใกล้เคียงกว่าผมครับ ดังนั้น key ที่สำคัญก็คือเราจะประมาณการกำไรได้ใกล้เคียงแค่ไหน ซึ่งตรงนี้เป็น art แล้วล่ะครับไม่ใช่ science
การประมาณการกำไรให้ใกล้เคียงจำเป็นต้องอาศัยการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจนั้นให้มากที่สุด ด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือธุรกิจเพื่อเก็บข้อมูล รวมไปถึงการหาโอกาสคุยกับบริษัท หากไม่มีโอกาส ต้องหาโอกาสคุยกับพนักงานบริษัทนั้น ลูกค้าหรือ supplier ให้ได้ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม่ value investor ถึงจำเป็นต้องเข้าใจธุรกิจอย่างถ่องแท้ ธุรกิจไหนที่เข้าใจยาก หรือประมาณการยาก value investor จะไม่ค่อยชอบครับ
ถ้าปัจจุบันที่ผมเห็นในตลาดนะครับ ถ้าเป็นหุ้นโตเร็วมากๆ ตลาดจะให้ P/E 25-30 เท่า ถ้าเป็นหุ้นโตปานกลางจะได้ P/E 15-20 เท่า ถ้าเป็นหุ้นโตใกล้เคียงกับเศรษฐกิจจะได้ P/E 10-15 เท่า ถ้าเป็นหุ้นโตช้าหรือถดถอยจะได้ P/E 5-10 เท่า ถ้าเป็นหุ้นปั่น สามารถมี P/E ได้เป็น 30-100 เท่าครับ สูงกว่าหุ้นโตเร็วเสียอีก หรือ P/E ติดลบเพราะยังขาดทุนอยู่ มิน่าคนถึงชอบเล่นไงล่ะครับ : )
ดังนั้นหากเราเห็นอะไรที่ mismatch คือการจับคู่ผิด เช่น เราคิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นโตปานกลางควรได้ P/E 15 เท่า แต่ปัจจุบัน P/E แค่ 10 เท่า เราควรจะลงทุนในหุ้นตัวนั้น และหากเห็นว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นโตช้า แต่ P/E 15 เท่า เราก็ควรเปลี่ยนตัวเล่นครับ
....
เสริมนิดนึงนะครับ growth ของหุ้นไม่ควรมอง growth แค่ปี 47 นี้ปีเดียว ควรจะมองการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ดังนั้นเราควรจะระวังหุ้นที่มีรายได้และกำไรเป็นวัฎจักร เช่น ปิโตรเคมี เดินเรือ หรือบริษัทที่เพิ่งฟื้นไข้และกำลังจะต้องเสียภาษีรายได้ 30% ด้วยครับเพราะปีไหนที่เริ่มเสียกำไรจะสะดุดมาก
ยกตัวอย่างเช่น หุ้น A กำไรปีนี้ 100 หากปีหน้ากำไรเพิ่มเป็น 140 บาท แต่ต้องเสียภาษีรายได้ 30% จาก 140 บาท หรือคิดเป็น 42 บาท กำไรหลังหักภาษีจะเหลือ 98 บาท ก็คือ กำไรสุทธิลดลง 2% ทั้งๆ ที่กำไรจากการดำเนินงานโต 40% เห็นมั้ยครับว่ารุนแรงขนาดไหน
วิธีดูว่าตัวไหนจะเริ่มเสียภาษีเมื่อไหร่ ให้ดูบริษัทที่ปัจจุบันมีกำไรแล้วยังไม่จ่ายภาษี แล้วดูว่าเพราะว่ามี boi รึเปล่า ถ้าไม่มี boi ก็คงเป็นเพราะขาดทุนสะสม แล้วประมาณคร่าวๆ ว่าขาดทุนสะสมจะหมดเมื่อไหร่ แต่วิธีนี้จะได้เวลาที่เริ่มเสี่ยภาษีที่หยาบๆ เพราะว่าจริงๆ แล้วมีขาดทุนบางอย่างที่หักภาษีไม่ได้ หรือมีขาดทุนสะสม แต่บริษัทย่อยบางบริษัทมีกำไรสะสมแล้วจึงเริ่มเสีย ทางที่ดีควรจะหาโอกาสถามบริษัท อาจจะลองโทรไปที่บริษัทดูหากบริษัทไหนมี IR หรือมีการให้ข้อมูลที่ดีกับนักลงทุน ถามนักวิเคราะห์ในโบรกเกอร์ที่ใช้อยู่ หรือถามบริษัทเวลามี opportunity day หรือประชุมผู้ถือุห้นครับ
มีที่ไหนทำ %Growth ของหุ้นแต่ละตัวเอาไว้บ้างครับ
โพสต์แล้ว: อังคาร ม.ค. 20, 2004 11:07 am
โดย CK
คุณ Ting ครับ
ผมก็เคยใช้วิธีเดียวกัน (ถ้าเป็น Excel ก็ใช้สูตร Growth เลย)
แต่พบว่าปัญหาคือถ้ามี EPS เป็นลบปีใดปีหนึ่ง ผลการคำนวณ
มันจะเพี้ยนพอควรครับ ตอนหลังเลยใช้วิธีง่ายกว่านั้นคือใช้สูตร
IRR ครับ แต่มันอธิบายยาก เลยขอผ่าน
และขอบคุณคุณคัดท้ายที่ "คัด" มาให้อ่านครับ คุณ invisible
hand นี่ VI ตัวจริงเลย เสียดายที่ท่านไม่ค่อยมาแวะที่สักเท่าไหร่
ส่วนเรื่อง PEG โดยปกติจะวัดผลได้ดีกว่า P/E แน่นอนครับ แต่
ก็ยังมีจุดอ่อนเล็กๆน้อยๆบ้าง ส่วนใหญ่แล้ว PEG ก็ต้องมี margin
of safety เหมือนกันครับ คือถ้า growth แน่นอนมากๆ PEG <1
หรือแม้แต่ 1.20 ก็ถือว่าดีแล้ว ถ้า growth ไม่แน่นอนมากๆ ก็
ต้องเลือกที่ PEG < 0.75 หรือ 0.5 ไปเลย
สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเห็นก็คือ Concensus ของ growth ที่ประมาณ
โดยแต่ละโบร๊กครับ เฉลี่ยๆกันไป น่าจะใกล้เคียงมากกว่า